หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้สูงอายุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้สูงอายุ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การให้คุณค่าระบบอาวุโส

ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการตัดสินคุณค่าบางประการด้วยเกณฑ์วัดคุณค่าด้วยระบบอุปถัมภ์ ความจริงแล้วยังมีเกณฑ์วัดคุณค่าอื่นๆ ทางสังคม เป็นต้นว่าการใช้ระบบอาวุโสมาเป็นเกณฑ์ในการวัดคุณค่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใช้เกณฑ์อาวุโสมาใช้เป็นเกณฑ์อยู่มากเพราะ ยิ่งมีอาวุโสมากก็ยิ่งบ่งบอกถึงมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงานมาก และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจะเห็นอยู่บ่อยๆ ว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีตำแหน่งทางวิชาการเมื่อใกล้เกษียรหรือหลังเกษียรที่มีประวัติดี มักจะได้รับการว่าจ้างให้ไปเป็นผู้บริหารสถานศึกษาอื่นๆ ในชานเมืองหรือเมืองที่เล็กลง และทำเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งก็คือ อาจารย์ที่เป็นโฟเฟสเซอร์แล้วนั้นจะต่ออายุให้เลยโดยไม่ต้องร้องขอ เพราะถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของมหาวิทยาลัยที่มีโฟเฟสเซอร์อยู่ประจำมหาวิทยาลัย


อย่างไรก็ตามในบางครั้งการใช้ระบบอาวุโสก็ยังไม่สามารถบอกถึงประสิทธิภาพ ควารรู้ความสามารถ ศักยภาพ รวมทั้งวุฒิภาวะในตัวบุคคลที่อาวุโสนั้น แต่ก็อีกนั้นแหละผู้อาวุโสที่ก้าวหน้าทันสมัยติดตามความเคลื่อนไหวมีกิจกรรมอยู้ตลอดเวลาในเรื่องที่เชี่ยวชาญก็ยังเป็นที่ยอมรับอยู่ก็ไม่น้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีความสุ่มเสี่ยงในเรื่องของสังขาร ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยถอยลงมีความเสื่อมลงเป็นธรรมดาที่อาจทำให้ความก้าวหน้าที่ควรจะเป็นลดลง จึงมีประเพณีที่ให้เป็นปูชณีบุคคล เป็นที่ปรึกษา เป็นแบบอย่างตัวอย่างที่ดีของคนรุ่นต่อไป ในประเด็นนี้นั้นเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งว่าแม้ไม่มีอำนาจ ไม่มีตำแหน่งแล้ว แต่ด้วยความดีที่สั่งสมมาสังคมยังให้ความเคารพให้ความสำคัญที่ยังมีประโยชน์ สังคมไม่ได้เมินเฉยเสียที่เดียวคัญ

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สังขารมนุษย์

เราๆท่านๆ เกือบทั้งหมดเมื่อย่างเข้าอายุ 60 ปีจะสูญเสียการรับรสชาดไปราว 50เปอร์เซ็นต์ และสูญเสียการรับกลิ่นไปประมาณ 40 เปอร์เซนต์ ถ้าหากว่าเราได้ยินเสียงบ่อยจากผู้สูงอายุว่ากินอะไรก็ไม่ค่อยอะหร่อย และบางทีก็รับรู้กลิ่นผิดไปจากที่ควรจะเป็น ก็ให้คิดเสียว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาก็แล้วกัน


มนุษย์ทุกคนต่างก็ประกอบด้วยเซลล์ที่มีชีวิต แตะเซลล์ที่ใหญ่ที่สุดและเล็กที่สุด นั้นไม่น่าเชื่อว่าเซลล์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นเซลล์ของไข่ในผู้หญิง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1/180 นิ้ว ส่วนเซลล์ที่เล็กที่สุดในร่างกายมนุษย์คือเซลล์สเปิร์มของผู้ชาย ต้องใช้จำนวนสเปิร์มถึง 175,000 เซลล์รวมกันจึงจะหนักเท่ากับเซลล์ไข่เพียงเซลล์เดียว

ในตัวอย่างที่ยกมาในประการแรกแสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของสังขารร่างกายมนุษย์ มีการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมเป็นธรรมดา ไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกระบวนการสร้างสรรค์ชีวิต ที่ผู้หญิงจะมีเซลล์ของไข่ขณะที่ผู้ชายมีเซลล์สเปิร์มที่พร้อมที่จะเจาะทะลุทะลวงเข้าไปผสมกับไข่ ที่น่าแปลกก็คือเซลล์สเปิร์มเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่จะเข้าไปผสมกับไข่ได้ และเป็นไปได้ในปัจจุบันได้ศึกษาพบแล้วว่าไข่เป็นผู้เลือกสเปิร์ม ไม่ใช่สเปิร์มเป็นผู้เลือกไข่ และไขที่มีขนาดใหญ่โตกว่ามากนี่เองทำให้มั่นใจถึงกระบวนการสร้างสรรค์เพื่อให้สมดุลย์กับกระบวนการทำล้ายล้าง