ทฤษฎี ใหม่ในที่นี้เป็นทฤษฎีที่พระราชทานให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการสรรที่ ทำกิน ในครั้งแรกนั้นได้ทดลองที่ วัดมงคลชัยพัฒนา อ.เมืองจังหวัดสระบุรี
โดยการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
ส่วนที่ 1ร้อยละ 30 ของพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ขุดสระกักเก็บน้ำด้วยความลึกประมาณ 4 เมตร จะกักเก็บน้ำได้ ประมาณ 19000 ลูกบาศก์เมตร
ส่วน ที่ 2 ร้อยละ 60 ใช้สำหรับการเพราะปลูกพืชต่างๆแบ่งออกเป็นเนื้อที่ 2 ส่วน ส่วนแรกร้อยละ 30 ทำนาข้าวประมาณ 5 ไร่ ส่วนที่สองร้อยละ 30 ปลูกพืชไร่พืชสวนตามสภาพพื้นที่ และภาวะตลาดประมาณ 5 ไร่
ส่วนที่ 3 ประมาณร้อยละ 10 ของเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่จัดเป็นที่อยู่อาศัย ถนน ก่อนสร้าง คูคลอง ปลูกพืชสวนครัว และเลี้ยงสัตว์
จะ เห็นว่าในส่วนที่1 ที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี สามารถเลี้ยงปลาปลูกพืชน้ำ บก ริมตลิง เพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ยังมีการสำรองแหล่งน้ำจากที่อื่นมาเพิ่มเติมเป็นภูมิคุ้มกันอีก ด้วย
ปัจจุบันได้มีการดัดแปลงทฤษฎีใหม่ของพระเจ้าอยู่หัวให้ ใช้กับพื้นที่น้อยลง โดยอาศัยนวตกรรมใหม่ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงพระราชทานมาให้ นำมาใช้ควบคู่กันไปด้วย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจพอเพียง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจพอเพียง แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553
ทฤษฎีใหม่ของในหลวง
ทฤษฎี ใหม่ในที่นี้เป็นทฤษฎีที่พระราชทานให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการสรรที่ ทำกิน ในครั้งแรกนั้นได้ทดลองที่ วัดมงคลชัยพัฒนา อ.เมืองจังหวัดสระบุรี
โดยการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
ส่วนที่ 1ร้อยละ 30 ของพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ขุดสระกักเก็บน้ำด้วยความลึกประมาณ 4 เมตร จะกักเก็บน้ำได้ ประมาณ 19000 ลูกบาศก์เมตร
ส่วน ที่ 2 ร้อยละ 60 ใช้สำหรับการเพราะปลูกพืชต่างๆแบ่งออกเป็นเนื้อที่ 2 ส่วน ส่วนแรกร้อยละ 30 ทำนาข้าวประมาณ 5 ไร่ ส่วนที่สองร้อยละ 30 ปลูกพืชไร่พืชสวนตามสภาพพื้นที่ และภาวะตลาดประมาณ 5 ไร่
ส่วนที่ 3 ประมาณร้อยละ 10 ของเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่จัดเป็นที่อยู่อาศัย ถนน ก่อนสร้าง คูคลอง ปลูกพืชสวนครัว และเลี้ยงสัตว์
จะ เห็นว่าในส่วนที่1 ที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี สามารถเลี้ยงปลาปลูกพืชน้ำ บก ริมตลิง เพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ยังมีการสำรองแหล่งน้ำจากที่อื่นมาเพิ่มเติมเป็นภูมิคุ้มกันอีก ด้วย
ปัจจุบันได้มีการดัดแปลงทฤษฎีใหม่ของพระเจ้าอยู่หัวให้ ใช้กับพื้นที่น้อยลง โดยอาศัยนวตกรรมใหม่ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงพระราชทานมาให้ นำมาใช้ควบคู่กันไปด้วย
โดยการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
ส่วนที่ 1ร้อยละ 30 ของพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ขุดสระกักเก็บน้ำด้วยความลึกประมาณ 4 เมตร จะกักเก็บน้ำได้ ประมาณ 19000 ลูกบาศก์เมตร
ส่วน ที่ 2 ร้อยละ 60 ใช้สำหรับการเพราะปลูกพืชต่างๆแบ่งออกเป็นเนื้อที่ 2 ส่วน ส่วนแรกร้อยละ 30 ทำนาข้าวประมาณ 5 ไร่ ส่วนที่สองร้อยละ 30 ปลูกพืชไร่พืชสวนตามสภาพพื้นที่ และภาวะตลาดประมาณ 5 ไร่
ส่วนที่ 3 ประมาณร้อยละ 10 ของเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่จัดเป็นที่อยู่อาศัย ถนน ก่อนสร้าง คูคลอง ปลูกพืชสวนครัว และเลี้ยงสัตว์
จะ เห็นว่าในส่วนที่1 ที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี สามารถเลี้ยงปลาปลูกพืชน้ำ บก ริมตลิง เพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ยังมีการสำรองแหล่งน้ำจากที่อื่นมาเพิ่มเติมเป็นภูมิคุ้มกันอีก ด้วย
ปัจจุบันได้มีการดัดแปลงทฤษฎีใหม่ของพระเจ้าอยู่หัวให้ ใช้กับพื้นที่น้อยลง โดยอาศัยนวตกรรมใหม่ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงพระราชทานมาให้ นำมาใช้ควบคู่กันไปด้วย
วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียง
จากแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ก่อให้เกิดทฤษฎีใหม่ ที่นำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่มักจะประสบปัญหากับภัยธรรมชาติ และปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการทำการเกษตร เป็นทฤษฎีที่มีความยืดหยุ่น และต้องยืดหยุ่นได้เหมือนชีวิตของเราทุกคนที่ต้องมีการยืดหยุ่น ซึ่งส่วนสำคัญของทฤษฎีใหม่นั้นโดยสรุป
มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
มีการคำนวณ โดยใช้หลัการเกี่ยวกับปริมาณที่น้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียง ต่อการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปี
มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ สำหรับเกษตรกรรายย่อย โดยมี 3 ขั้นตอนของทฤษฎีใหม่ คือ
1. ขั้นต้น โดยแบ่งพื้นที่ เป็น 4 ส่วน ตามสัดส่วน 30:30:30:10 30% ใช้ขุดสระกักเก็บน้ำในฤดูฝน เพื่อใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชน้ำต่างๆ พื้นที่ส่วนทีสอง 30 % ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ พื้นที่ส่วนที่สาม 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย พื้นที่ส่วนที่สี่ 10% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนน โรงเรียน
2. ขั้นที่สอง ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกัน ดำเนินการให้ด้านต่างๆ เช่นการผลิต การตลาดการเป็นอยู่สวัสดิการ การศึกษาสังคมและศาสนา
3. ขั้นที่สาม คือการติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุนหรือแหล่งเงิน เช่นธนาคาร หรือบริษัทเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้ได้ประโยชน์ร่วมกัน
มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
มีการคำนวณ โดยใช้หลัการเกี่ยวกับปริมาณที่น้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียง ต่อการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปี
มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ สำหรับเกษตรกรรายย่อย โดยมี 3 ขั้นตอนของทฤษฎีใหม่ คือ
1. ขั้นต้น โดยแบ่งพื้นที่ เป็น 4 ส่วน ตามสัดส่วน 30:30:30:10 30% ใช้ขุดสระกักเก็บน้ำในฤดูฝน เพื่อใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชน้ำต่างๆ พื้นที่ส่วนทีสอง 30 % ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ พื้นที่ส่วนที่สาม 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย พื้นที่ส่วนที่สี่ 10% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนน โรงเรียน
2. ขั้นที่สอง ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกัน ดำเนินการให้ด้านต่างๆ เช่นการผลิต การตลาดการเป็นอยู่สวัสดิการ การศึกษาสังคมและศาสนา
3. ขั้นที่สาม คือการติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุนหรือแหล่งเงิน เช่นธนาคาร หรือบริษัทเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้ได้ประโยชน์ร่วมกัน
ความพอเพียงแห่งตน
จากกระแสพระราชดำรัสพระเจ้าอยู่หัวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540
“ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่ให้ตัวเอง สำหรับครอบครัวอย่างนี้มันมากเกินไป แต่ว่าในหรู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก…”
ความพอเพียงแห่งตนน่าจะเกี่ยวข้อง กับเศรษฐกิจพอเพียง ในทางการศึกษาเคยมีการนิยามความหมายความพอเพียงแห่งตน (self-sufficiencey) ว่าหมายถึง ความสามารถในการทำกิจการงาน ใดๆ ได้สำเร็จตามเป้าประสงค์ของตนเองอาจเป็นการกระทำของบุคคล กลุ่มบุคคลหรือชุมชนที่มีความสามารถของตนเองอย่างพอเพียงโดยไม่ต้องพึ่งพา อาศัยความช่วยเหลือหรือความร่วมมือจากภายนอก ผลที่ดีจะเกิดจากการมีความพอเพียงแห่งตนในระดับที่เหมาะสมพอเหมาะพอควร (สารานุกรมศึกษาศาสตร์,2543 ฉบับที่ 19 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)
การมีความเป็นอยู่ที่พึ่งพาตนเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะสามารถตอบสนองความต้องการต่างๆ ได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามในสภาพปัจจุบัน การพึ่งพิงกันและกันมีความซับซ้อน คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ยังจะต้องพึ่งพาจากภายนอกเป็นครั้งคราว อันเนื่องจากสภาพสังคมวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปสามสภาพโลกาภิวัฒน์ และความพอเพียงคงไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำอะไรด้วยตนเองทุกเรื่อง แต่ทำอย่างไรให้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ อย่างหมาะสม
จากความหมายของความพอเพียงแห่งตน มีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนด้วยกันคือ
ส่วนที่เกี่ยวกับความสามารถ
ส่วนที่เกี่ยวกับกิจการงาน
ส่วนที่เกี่ยวกับเป้าประสงค์ของบุคลลในการกระทำกิจการงาน
ได้มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับคนที่สามารถพอเพียงกับตนและที่ไม่สามารถพอเพียงแตกต่างกัน ดังตัวอย่างบางประการ ดังเช่น
เมื่อประสบปัญหาอุปสรรคคนที่พอเพียงสามารถที่จะนำเป้าประสงอื่นมา แทนเป้าประสงค์ที่มีอุปสรรค คนไม่สามารถพอเพียงจะแสดงอาการโกรธเคือง โวยวาย ไม่พอใจ
เมื่อเผชิญกับความผิดพลาดคนสามารถพอเพียง จะสำนึกผิดและแก้ไข คนไม่พอเพียงสำนึกผิดน้อย พยายามหลบเลี่ยงให้พ้นผิด
ในการควบคุมตนเอง คนสามารถพอเพียงควบคุมตนเองได้ขณะที่ไม่มีการควบคุมจากภายนอก คนไม่พอเพียง จะเกิดสับสนวุ่นวายทันทีที่ไม่มีการควบคุมจากภายนอก
ในการเผชิญกับความวิตกกังวล คนสามารถพอเพียงมีทางเลือกในการแสดงออกแบบต่างๆ สำหรับผู้ไม่พอเพียงจะสู้หรือหนีเพียงอย่างเดียว
“ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่ให้ตัวเอง สำหรับครอบครัวอย่างนี้มันมากเกินไป แต่ว่าในหรู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก…”
ความพอเพียงแห่งตนน่าจะเกี่ยวข้อง กับเศรษฐกิจพอเพียง ในทางการศึกษาเคยมีการนิยามความหมายความพอเพียงแห่งตน (self-sufficiencey) ว่าหมายถึง ความสามารถในการทำกิจการงาน ใดๆ ได้สำเร็จตามเป้าประสงค์ของตนเองอาจเป็นการกระทำของบุคคล กลุ่มบุคคลหรือชุมชนที่มีความสามารถของตนเองอย่างพอเพียงโดยไม่ต้องพึ่งพา อาศัยความช่วยเหลือหรือความร่วมมือจากภายนอก ผลที่ดีจะเกิดจากการมีความพอเพียงแห่งตนในระดับที่เหมาะสมพอเหมาะพอควร (สารานุกรมศึกษาศาสตร์,2543 ฉบับที่ 19 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)
การมีความเป็นอยู่ที่พึ่งพาตนเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะสามารถตอบสนองความต้องการต่างๆ ได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามในสภาพปัจจุบัน การพึ่งพิงกันและกันมีความซับซ้อน คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ยังจะต้องพึ่งพาจากภายนอกเป็นครั้งคราว อันเนื่องจากสภาพสังคมวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปสามสภาพโลกาภิวัฒน์ และความพอเพียงคงไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำอะไรด้วยตนเองทุกเรื่อง แต่ทำอย่างไรให้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ อย่างหมาะสม
จากความหมายของความพอเพียงแห่งตน มีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนด้วยกันคือ
ส่วนที่เกี่ยวกับความสามารถ
ส่วนที่เกี่ยวกับกิจการงาน
ส่วนที่เกี่ยวกับเป้าประสงค์ของบุคลลในการกระทำกิจการงาน
ได้มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับคนที่สามารถพอเพียงกับตนและที่ไม่สามารถพอเพียงแตกต่างกัน ดังตัวอย่างบางประการ ดังเช่น
เมื่อประสบปัญหาอุปสรรคคนที่พอเพียงสามารถที่จะนำเป้าประสงอื่นมา แทนเป้าประสงค์ที่มีอุปสรรค คนไม่สามารถพอเพียงจะแสดงอาการโกรธเคือง โวยวาย ไม่พอใจ
เมื่อเผชิญกับความผิดพลาดคนสามารถพอเพียง จะสำนึกผิดและแก้ไข คนไม่พอเพียงสำนึกผิดน้อย พยายามหลบเลี่ยงให้พ้นผิด
ในการควบคุมตนเอง คนสามารถพอเพียงควบคุมตนเองได้ขณะที่ไม่มีการควบคุมจากภายนอก คนไม่พอเพียง จะเกิดสับสนวุ่นวายทันทีที่ไม่มีการควบคุมจากภายนอก
ในการเผชิญกับความวิตกกังวล คนสามารถพอเพียงมีทางเลือกในการแสดงออกแบบต่างๆ สำหรับผู้ไม่พอเพียงจะสู้หรือหนีเพียงอย่างเดียว
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินการไปทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่พอดีพอควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอกทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความสุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้อย่างดี
พระราชดำรัสประวัติศาสตร์
พระราชทานไว้เนื่องในโอกาสพระชนพรรษา 23 ธันวาคม 2542
" เศรษฐกิจพอเพียงแปลว่า sufficiency economy คำว่า sufficiency economy นี้ไม่มีในตำราเศรษฐกิจ จะมีได้อย่างไร เพราะว่า เป็นทฤษฏีใหม่ sufficiency economy นั้นไม่มีในตำรา เพราะหมายความว่า เรามีความมักใหญ่..และโดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ ก็หมายความว่า เราก็สามารถที่จะไปปรับปรุงหรือไปใช้หลักการ เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศ และของโลกพัฒนาขึ้น"
" เศรษฐกิจพอเพียงแปลว่า sufficiency economy คำว่า sufficiency economy นี้ไม่มีในตำราเศรษฐกิจ จะมีได้อย่างไร เพราะว่า เป็นทฤษฏีใหม่ sufficiency economy นั้นไม่มีในตำรา เพราะหมายความว่า เรามีความมักใหญ่..และโดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ ก็หมายความว่า เราก็สามารถที่จะไปปรับปรุงหรือไปใช้หลักการ เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศ และของโลกพัฒนาขึ้น"
วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ความเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่กำหนดให้มีความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน โดยมีอีก 2 เงื่อนไขกำกับคือ คุณธรรม และ ความรู้ ซึ่งเงื่อนไขสองประการหลังที่ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญ เพราะการทำอะไรก็แล้วแต่จะต้องมีความรู้ ยิ่งความรู้ในโลกนี้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ดังจะเห็นว่ามีสาขาวิชาใหม่ๆ เกิดขึ้นในทางที่จะช่วยให้ ทุกชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่ก็ไม่แน่ว่าจะทำให้เกิดความสงบสุขมากขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้เพราะเป็นไปได้ว่าคนอาจนำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด คนอาจนำความรู้ไปใช้ในทางที่ทำให้การฉ้อฉลได้แนบเนียนขึ้น หรือยิ่งพัฒนาไปใช้ในการโกงได้มากขึ้น ดังที่ดิวอี้ปรมาจารย์ทางการศึกษาได้เคยกล่าวไว้ ดังนั้นการที่จะต้องมีเงื่อนไขทางด้านคุณธรรมกำกับไว้จึงมีความเหมาะสม ที่จะส่งเสริมการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงในสามประการแรกมาใช้
ปัญหาของประเทศตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และ ระดับประเทศนั้นมาจากสิ่งที่ขัดกับหลักการสามประการ คือความไม่พอประมาณ ไม่มีเหตุผล และ ไม่มีภูมิคุ้มกัน ถ้าเรายกตัวอย่างที่เราประสบอยู่ เช่นหนี้สินของครู และหนีสินของเกษตรกร ซึ่งมีตัวบ่งชี้ที่หนีสินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ทั้งเกษตรกร และครูถือว่าเป็นอาชีพที่สำคัญ การเป็นหนี้ถือว่าอ่อนแอ ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมมากมาย ครูที่เป็นหนี้สินคงจะไม่มีเวลาที่จะคิดสอนเด็กนักเรียนให้ได้ดี เพราะต้องแบ่งความคิดไปแก้ปํญหาตัวเองส่วนหนึ่ง เด็กนักเรียนที่ไม่ได้รับการดูแลก็จะไปสร้างปัญหาต่อไป เกษตรกรที่เป็นหนี้สินอาจมีสาเหตุจากหลายสาเหตุ เช่นการทำเกษตรไม่ได้ผล รายได้ต่ำไม่พอกับรายจ่าย ไม่สามารถดูแลครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ และมีส่วนในการก่ออาชญกรรมต่างๆ ตามมา
แต่เมื่อมีหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวหลักยึดถือ มีความเป็นเป็นได้ว่าจะสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้เพราะเมื่อค้นไปยังปัญหาที่แท้จริง นั้นส่วนมากมาจากความไม่พอประมาณ ความไม่มีเหตุผล และไม่มีภูมิคุ้มกัน การจะทำให้ผู้คนเข้าใจถึงความสัมพันธ์เกี่ยวโยงทั้งหมดของหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ต้องเปลี่ยนความเชื่อและทัศนคติหลายอย่างของผู้คนในทุกระดับ ว่าสังคมที่พัฒนา อยู่ดีมีสุขนั้น ไม่ใช่เงินเพียงอย่างเดียว แต่การมีชีวิตอยู่ตามอัตภาพถือว่าเป็นความสัจจริงที่ทุกคนจะต้องให้ความเคารพ การอยู่อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ ไร้พันธนาการน่าจะเป็นความสุขที่แท้จริงมากกว่าการต้องมีวัตถุมากมาย ดังนั้นการพอประมาณ กับการมีเหตุผลต้องอยู่ควบคู่กันไปเสมอ จะพอประมาณได้แค่ไหนก็อยู่ที่เหตุและผล ส่วนการจะมีภูมิคุ้มกันนั้นเป็นการป้องกัน เพื่อความมั่นคง เพื่อความไม่ประมาท เพราะทุกสิ่งทุกอย่างยังมีความไม่แน่นอน จะต้องมีการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับซึ่งมีความสมเหตุสมผลที่จะต้องมีการเผื่อส่วนนี้ไว้ ทำไมจะต้องมีการออมไว้เพื่อฉุกเฉิน ทำไมต้องมีการประกันต่างๆ เป็นต้น
โดยสรุป การกระทำทุกอย่างตามปรัชญาเศษฐกิจพอเพียงดังกล่าวแล้วตั้งอยู่บนความมีเหตุผลเป็นหลักสำคัญ และความมีเหตุผลจะมีได้ก็ต้องมีความรู้ และคุณธรรมกำกับ
ปัญหาของประเทศตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และ ระดับประเทศนั้นมาจากสิ่งที่ขัดกับหลักการสามประการ คือความไม่พอประมาณ ไม่มีเหตุผล และ ไม่มีภูมิคุ้มกัน ถ้าเรายกตัวอย่างที่เราประสบอยู่ เช่นหนี้สินของครู และหนีสินของเกษตรกร ซึ่งมีตัวบ่งชี้ที่หนีสินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ทั้งเกษตรกร และครูถือว่าเป็นอาชีพที่สำคัญ การเป็นหนี้ถือว่าอ่อนแอ ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมมากมาย ครูที่เป็นหนี้สินคงจะไม่มีเวลาที่จะคิดสอนเด็กนักเรียนให้ได้ดี เพราะต้องแบ่งความคิดไปแก้ปํญหาตัวเองส่วนหนึ่ง เด็กนักเรียนที่ไม่ได้รับการดูแลก็จะไปสร้างปัญหาต่อไป เกษตรกรที่เป็นหนี้สินอาจมีสาเหตุจากหลายสาเหตุ เช่นการทำเกษตรไม่ได้ผล รายได้ต่ำไม่พอกับรายจ่าย ไม่สามารถดูแลครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ และมีส่วนในการก่ออาชญกรรมต่างๆ ตามมา
แต่เมื่อมีหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวหลักยึดถือ มีความเป็นเป็นได้ว่าจะสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้เพราะเมื่อค้นไปยังปัญหาที่แท้จริง นั้นส่วนมากมาจากความไม่พอประมาณ ความไม่มีเหตุผล และไม่มีภูมิคุ้มกัน การจะทำให้ผู้คนเข้าใจถึงความสัมพันธ์เกี่ยวโยงทั้งหมดของหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ต้องเปลี่ยนความเชื่อและทัศนคติหลายอย่างของผู้คนในทุกระดับ ว่าสังคมที่พัฒนา อยู่ดีมีสุขนั้น ไม่ใช่เงินเพียงอย่างเดียว แต่การมีชีวิตอยู่ตามอัตภาพถือว่าเป็นความสัจจริงที่ทุกคนจะต้องให้ความเคารพ การอยู่อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ ไร้พันธนาการน่าจะเป็นความสุขที่แท้จริงมากกว่าการต้องมีวัตถุมากมาย ดังนั้นการพอประมาณ กับการมีเหตุผลต้องอยู่ควบคู่กันไปเสมอ จะพอประมาณได้แค่ไหนก็อยู่ที่เหตุและผล ส่วนการจะมีภูมิคุ้มกันนั้นเป็นการป้องกัน เพื่อความมั่นคง เพื่อความไม่ประมาท เพราะทุกสิ่งทุกอย่างยังมีความไม่แน่นอน จะต้องมีการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับซึ่งมีความสมเหตุสมผลที่จะต้องมีการเผื่อส่วนนี้ไว้ ทำไมจะต้องมีการออมไว้เพื่อฉุกเฉิน ทำไมต้องมีการประกันต่างๆ เป็นต้น
โดยสรุป การกระทำทุกอย่างตามปรัชญาเศษฐกิจพอเพียงดังกล่าวแล้วตั้งอยู่บนความมีเหตุผลเป็นหลักสำคัญ และความมีเหตุผลจะมีได้ก็ต้องมีความรู้ และคุณธรรมกำกับ
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ลางบอกเหตุที่ต้องใช้แนวเศรษฐกิจพอเพียง
สำหรับประเทศไทยนั้นดูเหมือนว่าเราจะพัฒนาเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มันเป็นเหมือนว่ายิ่งพัฒนาก็ยิ่งทำลายล้างตัวเองให้ตกต่ำ คือพัฒนาทางด้านวัตถุมากเกินไป แต่พัฒนาด้านจิตใจให้มีคุณธรรม จริยธรรมน้อยเกินไป เราจึงเห็นอันธพาลครองเมือง อันธพาลที่รับจ้างมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุน เราเห็นสื่อมวลชนที่รับเงินรับทองมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน เพื่อสร้างภาพในสิ่งที่ไม่ดีให้เห็นว่าดี การใช้เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องไปล้มล้างเศรษฐกิจทุนนิยมที่เป็นอยู่ แต่ให้หันกลับมาพิจารณาผลกระทบที่จะบังเกิดขึ้น การผลิตสินค้าทุกอย่างต้องใช้ทุนอยู่ดี ดังนั้นเศรษฐกิจพอเพียงนั้นน่าจะเสริมกับเศรษฐกิจทุนได้ในที่สุด ไม่ใช้เศรษฐกิจเสรีทุนนิยมสามมานดังในปัจจุบัน แต่เป็นเสรีทุนนิยมแบบมีคุณธรรมจริยธรรม
การใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนั้นนั้นไปทางด้านจริยธรรมคุณธรรม มากกว่า ประการแรกตั้งแต่ให้พอประมาณไม่ทำอะไรเกินตัว ที่ในสังคมทุนนิยมนั้นกระตุ้นการบริโภคให้มากเท่าที่มากได้เพื่อจะได้ย้ายเงินจากผู้ถูกหลอก ให้หลงให้เชื่อมาอยู่ในกระเป๋าของอีกคน ดังเช่นในตลาดหุ้น ในห้างสรรพสินค้าที่ลดแลกแจกแถม โดยบางที่สินค้านั้นก็ไม่มีความจำเป็น ประการที่สองคือความมีเหตุผล ที่ทำอะไรต้องมีเหตุผล ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก ดีก็ว่าดี ไม่ใช่บิดเปือน จนกระทั่งทำได้แม้กระทั่งทำร้ายกันโดยไม่ต้องพูดคุยกัน เป็นเพียงว่าสนับสนุนกันคนละฝ่าย ประการต่อมาต้องมีภูมิคุ้มกันที่ต้องตระหนักทำอะไรในเชิงป้องกันให้มากไม่ใช่ว่าพอเกิดปัญหาแล้วค่อยมาแก้ไข ยาพาราเคยมีราคาสูงสุดถึงกิโลละร้อยกว่าบาท แต่มาบัดนี้ยาพาราราคาตกต่ำเหลือกิโลละไม่ถึง 40 บาท ที่ไปออกรถมาก็ถึงกับถูกยึดหรือนำไปคืนเพราะรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ถ้าหากว่า เรามีระบบที่เป็นภูมิคุ้มกันแล้ว อาจจะหักเงินตอนที่ราคาดีไว้เป็นกองกลางเมื่อราคาตกต่ำก็อาจนำเงินส่วนนี้มาชดเชยตอนราคาที่ตกต่ำ
ทั้งนี้และทั้งนั้น การทำอะไรที่พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันแล้วนั้นยังต้องมีความรู้และศิลธรรมคุณธรรมเป็นตัวกำกับ เพื่อเน้นยำว่าทำอะไรต้องโปร่งใสตรวจสอบได้การใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับสภาพ ก็จะได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผล และระมัดราวังในด้านคุณธรรม ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แม้จะมีเหตุผล พอประมาณ และมีภูมิคุ้มกันแล้วก็ตาม
การใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนั้นนั้นไปทางด้านจริยธรรมคุณธรรม มากกว่า ประการแรกตั้งแต่ให้พอประมาณไม่ทำอะไรเกินตัว ที่ในสังคมทุนนิยมนั้นกระตุ้นการบริโภคให้มากเท่าที่มากได้เพื่อจะได้ย้ายเงินจากผู้ถูกหลอก ให้หลงให้เชื่อมาอยู่ในกระเป๋าของอีกคน ดังเช่นในตลาดหุ้น ในห้างสรรพสินค้าที่ลดแลกแจกแถม โดยบางที่สินค้านั้นก็ไม่มีความจำเป็น ประการที่สองคือความมีเหตุผล ที่ทำอะไรต้องมีเหตุผล ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก ดีก็ว่าดี ไม่ใช่บิดเปือน จนกระทั่งทำได้แม้กระทั่งทำร้ายกันโดยไม่ต้องพูดคุยกัน เป็นเพียงว่าสนับสนุนกันคนละฝ่าย ประการต่อมาต้องมีภูมิคุ้มกันที่ต้องตระหนักทำอะไรในเชิงป้องกันให้มากไม่ใช่ว่าพอเกิดปัญหาแล้วค่อยมาแก้ไข ยาพาราเคยมีราคาสูงสุดถึงกิโลละร้อยกว่าบาท แต่มาบัดนี้ยาพาราราคาตกต่ำเหลือกิโลละไม่ถึง 40 บาท ที่ไปออกรถมาก็ถึงกับถูกยึดหรือนำไปคืนเพราะรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ถ้าหากว่า เรามีระบบที่เป็นภูมิคุ้มกันแล้ว อาจจะหักเงินตอนที่ราคาดีไว้เป็นกองกลางเมื่อราคาตกต่ำก็อาจนำเงินส่วนนี้มาชดเชยตอนราคาที่ตกต่ำ
ทั้งนี้และทั้งนั้น การทำอะไรที่พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันแล้วนั้นยังต้องมีความรู้และศิลธรรมคุณธรรมเป็นตัวกำกับ เพื่อเน้นยำว่าทำอะไรต้องโปร่งใสตรวจสอบได้การใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับสภาพ ก็จะได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผล และระมัดราวังในด้านคุณธรรม ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แม้จะมีเหตุผล พอประมาณ และมีภูมิคุ้มกันแล้วก็ตาม
วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
การป้องกันรักษาโรคแบบพอเพียง
แนวคิดจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำมาใช้ในการป้องกันรักษาโรคได้อย่างแน่นอน จากหลักปรัชญาเศรษบกิจพอเพียงนั้น ให้เราเดินทางสายกลางยึดความเหมาะสม ไม่มากไม่น้อยด้วยความมีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกัน โดยมีความรู้และคุณธรรมเป็นฐาน
เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคหรือความเจ็บป่วย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายลดน้อยถอยลง ประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ของร่ายกายลดลงนั้นมีสาเหตุทั้งสิ้น ซึ่งการป้องกัน และฟื้นฟูสภาพร่างกายนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ แบบพอเพียง หลักการข้อแรกอย่างทำอะไรเกินกำลังตัวเอง ให้รู้จักประมาณ บางคนยกของหนักแล้วทำให้เกิดการปวดเมื่อย ปวดไหล ปวดเอว ปวดหลัง อาจจะเคยยกได้อยู่ แต่บางครั้งยามที่ร่างกายอ่อนแอก็อาจทำให้เกิดอาการอักเสบ ปวดเมื่อยได้ เช่นเดียวกับนักกีฬาเคยฝึกซ้อมก็ทำสถิติได้แค่นี้แต่พอแข่งขันจริง นอกจากไม่ได้ตามสถิติที่เคยฝึกซ้อมแล้ว ยังทำให้เกิดอาการบาดเจ็บก็มี ถ้าจะพยายามหาเหตุผลว่าทำไมจริงเป็นเช่นนั้น ก็ตอบง่ายๆ ว่าสภาพร่างกายอาจจะไม่สมบูรณ์เต็มที่ ความแข็งเกร่ง ความแข็งแรงของร่างกายอาจลดน้อยถอยลงด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ การแข่งขันของนักกีฬาที่ต้องแสดงพละกำลัง และเทคนิคการกีฬาว่าใครเหนือกว่ากัน มักจะเป็นไปในทางที่เกินกำลังไม่ใช่ทางสายกลาง สำหรับคนทั่วไปต้องยิ่งระมัดระวังตัว สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายจึงจะไม่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยได้
สิ่งแรกที่ช่วยในการป้องกันโรคคือทุกคนต้องสังเกตตัวเอง และรู้ตัวเองว่ามีความอ่อนไหวต่อเรื่องใดต่อการเจ็บไข้ได้ป่อย ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจมีการแพ้อากาศมากกว่าคนอื่น บางคนแพ้แมลงสัตว์กัดต่อยได้ง่ายกว่าคนอื่น มีอาการแพ้มากกว่าคนอื่น บางคนแพ้อาหารบางชนิดได้ง่ายกว่า บางคนแพ้เครื่องดื่มบางชนิดโดยเฉพาะเครื่องดื่มอัลกอฮอลล์ ซึ่งเมื่อแต่ละคนรู้แล้วหลีกเลี่ยงได้ก็จะไม่เป็นโรค และหาทางป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกัน หรือหาทางแก้ทางออกไว้ ไม่ใช่เหมือนกับที่เขียนไว้ที่ท้ายรถบรรทุกบางคัน ไม่รู้ว่าจะช่วยเตือนใจหรือส่งเสริมให้ละเลยต่อไป ที่เขียนว่า "ดีชั่วรู้ทุกอย่าง แต่ก็อดไม่ได้" ถ้าพิจารณาประโยคนี้ก็เป็นจริงสำหรับคนยุคปัจจุบัน บางคนเขารู้ทุกอย่างแต่ รู้ว่าไม่ดีกับตัวเองแต่ก็ยังทำ จะอ้างว่าทำไปแล้วไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน สำหรับเรื่องสุขภาพนั้น ถ้ามีพฤติกรรมทำลายสุขภาพตนเองน้น ไม่วันใดก็วันหนึ่ง คงต้องเดือดร้อนถึงผู้อื่นอย่างน้อยคน ใกล้ชิดที่ต้องมาดูแล เป็นการทำลายผลประโยชน์ ความก้าวหน้าของผู้อื่นไม่ทางตรงก็ทางอ้อมแน่นอน
การป้องกันรักษาโรคแบบพอเพียง ยังมีต่ออีกหลายตอน เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถดูแลตัวเองได้ เป็นการป้องกันมากกว่าการรักษา ซึ่งวิธีการง่ายๆ ก็คือการดูแลสุขภาพจากการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม เช่นโดยการออกกำลังกาย วิธีการทางโภชนการบำบัด โดยวิธีการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับแต่ละคน ซึ่งคงจะมีเรื่องเล่าต่อๆ ไปให้ฟังมากมาย จากประสบการณ์ทั้งของตนเองและผู้อื่น พบกันใหม่คราวหน้า
เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคหรือความเจ็บป่วย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายลดน้อยถอยลง ประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ของร่ายกายลดลงนั้นมีสาเหตุทั้งสิ้น ซึ่งการป้องกัน และฟื้นฟูสภาพร่างกายนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ แบบพอเพียง หลักการข้อแรกอย่างทำอะไรเกินกำลังตัวเอง ให้รู้จักประมาณ บางคนยกของหนักแล้วทำให้เกิดการปวดเมื่อย ปวดไหล ปวดเอว ปวดหลัง อาจจะเคยยกได้อยู่ แต่บางครั้งยามที่ร่างกายอ่อนแอก็อาจทำให้เกิดอาการอักเสบ ปวดเมื่อยได้ เช่นเดียวกับนักกีฬาเคยฝึกซ้อมก็ทำสถิติได้แค่นี้แต่พอแข่งขันจริง นอกจากไม่ได้ตามสถิติที่เคยฝึกซ้อมแล้ว ยังทำให้เกิดอาการบาดเจ็บก็มี ถ้าจะพยายามหาเหตุผลว่าทำไมจริงเป็นเช่นนั้น ก็ตอบง่ายๆ ว่าสภาพร่างกายอาจจะไม่สมบูรณ์เต็มที่ ความแข็งเกร่ง ความแข็งแรงของร่างกายอาจลดน้อยถอยลงด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ การแข่งขันของนักกีฬาที่ต้องแสดงพละกำลัง และเทคนิคการกีฬาว่าใครเหนือกว่ากัน มักจะเป็นไปในทางที่เกินกำลังไม่ใช่ทางสายกลาง สำหรับคนทั่วไปต้องยิ่งระมัดระวังตัว สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายจึงจะไม่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยได้
สิ่งแรกที่ช่วยในการป้องกันโรคคือทุกคนต้องสังเกตตัวเอง และรู้ตัวเองว่ามีความอ่อนไหวต่อเรื่องใดต่อการเจ็บไข้ได้ป่อย ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจมีการแพ้อากาศมากกว่าคนอื่น บางคนแพ้แมลงสัตว์กัดต่อยได้ง่ายกว่าคนอื่น มีอาการแพ้มากกว่าคนอื่น บางคนแพ้อาหารบางชนิดได้ง่ายกว่า บางคนแพ้เครื่องดื่มบางชนิดโดยเฉพาะเครื่องดื่มอัลกอฮอลล์ ซึ่งเมื่อแต่ละคนรู้แล้วหลีกเลี่ยงได้ก็จะไม่เป็นโรค และหาทางป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกัน หรือหาทางแก้ทางออกไว้ ไม่ใช่เหมือนกับที่เขียนไว้ที่ท้ายรถบรรทุกบางคัน ไม่รู้ว่าจะช่วยเตือนใจหรือส่งเสริมให้ละเลยต่อไป ที่เขียนว่า "ดีชั่วรู้ทุกอย่าง แต่ก็อดไม่ได้" ถ้าพิจารณาประโยคนี้ก็เป็นจริงสำหรับคนยุคปัจจุบัน บางคนเขารู้ทุกอย่างแต่ รู้ว่าไม่ดีกับตัวเองแต่ก็ยังทำ จะอ้างว่าทำไปแล้วไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน สำหรับเรื่องสุขภาพนั้น ถ้ามีพฤติกรรมทำลายสุขภาพตนเองน้น ไม่วันใดก็วันหนึ่ง คงต้องเดือดร้อนถึงผู้อื่นอย่างน้อยคน ใกล้ชิดที่ต้องมาดูแล เป็นการทำลายผลประโยชน์ ความก้าวหน้าของผู้อื่นไม่ทางตรงก็ทางอ้อมแน่นอน
การป้องกันรักษาโรคแบบพอเพียง ยังมีต่ออีกหลายตอน เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถดูแลตัวเองได้ เป็นการป้องกันมากกว่าการรักษา ซึ่งวิธีการง่ายๆ ก็คือการดูแลสุขภาพจากการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม เช่นโดยการออกกำลังกาย วิธีการทางโภชนการบำบัด โดยวิธีการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับแต่ละคน ซึ่งคงจะมีเรื่องเล่าต่อๆ ไปให้ฟังมากมาย จากประสบการณ์ทั้งของตนเองและผู้อื่น พบกันใหม่คราวหน้า
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เศรษฐกิจพอเพียงกับความหลากหลาย
จากการไปดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีการปลูกพืชไร่นาสวนผสม กันเป็นส่วนใหญ่มีการปลูกพืชหลายชนิดในขณะเดียวกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าจะได้มี ผลผลิตที่หลากหลายไว้บริโภคมีครบเกือบทุกอย่างที่ต้องการ โดยหลักการทางโภชนาการก็เป็นข้อดี ประโยชน์อีกทางหนึ่งนั้นก็คือเป็นการลดศัตรูพืชลงได้ มากกว่าการปลูกพืชชนิดหนึ่งชนิดใดเป็นการเฉพาะ
การปลูกผักหลายชนิดในแปลงเดียวกันพบว่าแมลงอันเป็นศัตรูต่อพืชผักนั้น คงไม่ชอบผักบางชนิด ก็เลยไม่กล้าที่จะมากินผักที่ตัวเองชอบที่อยู่ใกล้กัน ชาวบ้านให้เหตุผลว่าแมลงคงจะงงและสับสน ทำอะไรไม่ถูกก็ได้ ก็ถือว่าเป็นวิธีการที่ดีอย่างหนึ่ง บางท้องที่ก็พบว่า ต้องปลูก สลับกัน แปลงนี้ปลูกพืชชนิดหนึ่ง อีกแปลงก็ปลูกอีกชนิดหนึ่ง เพราะแต่ละแปลงแมลงต่างชนิดกันที่ชอบมากัดกิน อาจจะไม่กินเส้นกัน ไม่อยากพบหน้าค่าตากัน จึงทำให้มาทำลายพืชผลน้อยก็เป็นได้
ในมหาวิทยาลัยของเราคงจะเคยเห็นนกกระยางขาว และนกที่เป็นตระกูลใกล้เคียงกันสีน้ำตาลขาวมาจับปลาที่เลี้ยงไว้ในสระไปกินตอนตัวเล็กๆ แต่เมื่อตัวโตมากขึ้นนกพวกนี้ก็หายไป กลับพบว่ามีนกเอี้ยงจำนวนมากมาวนเวียนอยู่แถวสระเลี้ยงปลา จะว่ามาจับปลาก็ไม่ใช่เพราะคงจับปลาไม่ได้เหมือนนกกระยาง หรือนกกะปูด แต่ได้รับคำตอบจากผู้เลี้ยงปลาว่ามันมาคอยแย่งอาหารปลาที่ลอยอย่ในน้ำข้าง สระ หรือไม่ก็ที่ตกหล่นอยู่ในบริเวณนั้น เพราะอาหารปลามักจะลอยมาติดขอบสระและปลาที่เลี้ยงไว้มักไม่ค่อยมาตามกิน เลยเป็นอาหารของนกไป
เคยไปเยี่ยมที่ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงที่สิชลในค่ายทหารที่ส่งเสริมเป็น ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง มีพื้นที่ที่ขุดสระไว้สำหรับการเลี้ยงปลา ซึ่งก็ทราบว่าไม่ค่อยได้ผลเพราะนกมักจะมาหารับประทานไปเสียเกือบหมด ต้องมีที่ปิดกั้นกันนกกันอีก สำหรับท้องที่ที่ได้ผลนั้น การขุดสระจะอยู่ใกล้ที่พักอาศัยมากคนเดินวนไปมาบ่อยจึงได้ผล บางที่เลี้ยงไว้ใต้ชายคาบ้านด้วยซ้ำไป ก็ได้ผลดีนกไม่มารบกวน นกพวกนี้แม้ไม่มีปลาก็จะพบอีกที่ ที่ไปช่วยเลี้ยงวัว บางครั้งก็จะเห็นวัวตัวหนึ่ง มีนกกระยางยืนอยู่ใกล้ๆ กันเสมอ คงจะพึ่งพากันกับวัว ที่มีแมลงบางชนิดมาไต่ตอมวัว ที่นกกระยางคอยจับกิน
การปลูกผักหลายชนิดในแปลงเดียวกันพบว่าแมลงอันเป็นศัตรูต่อพืชผักนั้น คงไม่ชอบผักบางชนิด ก็เลยไม่กล้าที่จะมากินผักที่ตัวเองชอบที่อยู่ใกล้กัน ชาวบ้านให้เหตุผลว่าแมลงคงจะงงและสับสน ทำอะไรไม่ถูกก็ได้ ก็ถือว่าเป็นวิธีการที่ดีอย่างหนึ่ง บางท้องที่ก็พบว่า ต้องปลูก สลับกัน แปลงนี้ปลูกพืชชนิดหนึ่ง อีกแปลงก็ปลูกอีกชนิดหนึ่ง เพราะแต่ละแปลงแมลงต่างชนิดกันที่ชอบมากัดกิน อาจจะไม่กินเส้นกัน ไม่อยากพบหน้าค่าตากัน จึงทำให้มาทำลายพืชผลน้อยก็เป็นได้
ในมหาวิทยาลัยของเราคงจะเคยเห็นนกกระยางขาว และนกที่เป็นตระกูลใกล้เคียงกันสีน้ำตาลขาวมาจับปลาที่เลี้ยงไว้ในสระไปกินตอนตัวเล็กๆ แต่เมื่อตัวโตมากขึ้นนกพวกนี้ก็หายไป กลับพบว่ามีนกเอี้ยงจำนวนมากมาวนเวียนอยู่แถวสระเลี้ยงปลา จะว่ามาจับปลาก็ไม่ใช่เพราะคงจับปลาไม่ได้เหมือนนกกระยาง หรือนกกะปูด แต่ได้รับคำตอบจากผู้เลี้ยงปลาว่ามันมาคอยแย่งอาหารปลาที่ลอยอย่ในน้ำข้าง สระ หรือไม่ก็ที่ตกหล่นอยู่ในบริเวณนั้น เพราะอาหารปลามักจะลอยมาติดขอบสระและปลาที่เลี้ยงไว้มักไม่ค่อยมาตามกิน เลยเป็นอาหารของนกไป
เคยไปเยี่ยมที่ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงที่สิชลในค่ายทหารที่ส่งเสริมเป็น ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง มีพื้นที่ที่ขุดสระไว้สำหรับการเลี้ยงปลา ซึ่งก็ทราบว่าไม่ค่อยได้ผลเพราะนกมักจะมาหารับประทานไปเสียเกือบหมด ต้องมีที่ปิดกั้นกันนกกันอีก สำหรับท้องที่ที่ได้ผลนั้น การขุดสระจะอยู่ใกล้ที่พักอาศัยมากคนเดินวนไปมาบ่อยจึงได้ผล บางที่เลี้ยงไว้ใต้ชายคาบ้านด้วยซ้ำไป ก็ได้ผลดีนกไม่มารบกวน นกพวกนี้แม้ไม่มีปลาก็จะพบอีกที่ ที่ไปช่วยเลี้ยงวัว บางครั้งก็จะเห็นวัวตัวหนึ่ง มีนกกระยางยืนอยู่ใกล้ๆ กันเสมอ คงจะพึ่งพากันกับวัว ที่มีแมลงบางชนิดมาไต่ตอมวัว ที่นกกระยางคอยจับกิน
ทฤษฎีใหม่ของในหลวง
ทฤษฎีใหม่ในที่นี้เป็นทฤษฎีที่พระราชทานให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการสรรที่ ทำกิน ในครั้งแรกนั้นได้ทดลองที่ วัดมงคลชัยพัฒนา อ.เมืองจังหวัดสระบุรี
โดยการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
ส่วนที่ 1ร้อยละ 30 ของพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ขุดสระกักเก็บน้ำด้วยความลึกประมาณ 4 เมตร จะกักเก็บน้ำได้ ประมาณ 19000 ลูกบาศก์เมตร
ส่วน ที่ 2 ร้อยละ 60 ใช้สำหรับการเพราะปลูกพืชต่างๆแบ่งออกเป็นเนื้อที่ 2 ส่วน ส่วนแรกร้อยละ 30 ทำนาข้าวประมาณ 5 ไร่ ส่วนที่สองร้อยละ 30 ปลูกพืชไร่พืชสวนตามสภาพพื้นที่ และภาวะตลาดประมาณ 5 ไร่
ส่วนที่ 3 ประมาณร้อยละ 10 ของเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่จัดเป็นที่อยู่อาศัย ถนน ก่อนสร้าง คูคลอง ปลูกพืชสวนครัว และเลี้ยงสัตว์
จะ เห็นว่าในส่วนที่1 ที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี สามารถเลี้ยงปลาปลูกพืชน้ำ บก ริมตลิง เพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ยังมีการสำรองแหล่งน้ำจากที่อื่นมาเพิ่มเติมเป็นภูมิคุ้มกันอีก ด้วย
ปัจจุบันได้มีการดัดแปลงทฤษฎีใหม่ของพระเจ้าอยู่หัวให้ใช้กับพื้นที่น้อยลง โดยอาศัยนวตกรรมใหม่ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงพระราชทานมาให้ นำมาใช้ควบคู่กันไปด้วย
โดยการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
ส่วนที่ 1ร้อยละ 30 ของพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ขุดสระกักเก็บน้ำด้วยความลึกประมาณ 4 เมตร จะกักเก็บน้ำได้ ประมาณ 19000 ลูกบาศก์เมตร
ส่วน ที่ 2 ร้อยละ 60 ใช้สำหรับการเพราะปลูกพืชต่างๆแบ่งออกเป็นเนื้อที่ 2 ส่วน ส่วนแรกร้อยละ 30 ทำนาข้าวประมาณ 5 ไร่ ส่วนที่สองร้อยละ 30 ปลูกพืชไร่พืชสวนตามสภาพพื้นที่ และภาวะตลาดประมาณ 5 ไร่
ส่วนที่ 3 ประมาณร้อยละ 10 ของเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่จัดเป็นที่อยู่อาศัย ถนน ก่อนสร้าง คูคลอง ปลูกพืชสวนครัว และเลี้ยงสัตว์
จะ เห็นว่าในส่วนที่1 ที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี สามารถเลี้ยงปลาปลูกพืชน้ำ บก ริมตลิง เพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ยังมีการสำรองแหล่งน้ำจากที่อื่นมาเพิ่มเติมเป็นภูมิคุ้มกันอีก ด้วย
ปัจจุบันได้มีการดัดแปลงทฤษฎีใหม่ของพระเจ้าอยู่หัวให้ใช้กับพื้นที่น้อยลง โดยอาศัยนวตกรรมใหม่ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงพระราชทานมาให้ นำมาใช้ควบคู่กันไปด้วย
วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ใช้แนวเศรษฐกิจพอเพียงป้องกันหวัด 2009
จากหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้เราใช้สายกลาง สร้างภมิคุ้มกัน และมีเหตุผล สามารถนำมาใช้เป็นหลักในการป้องกันหวัดสายพันธ์ 2009 ได้ ที่อาจเพี้อนไปจากการนำมาใช้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจจริงๆ ไปบ้าง แต่สามารถนำมาพิจารณาประยุกต์ใช้ในกรณีอื่นๆ ในการดำเนินชีวิตที่ไม่ได้มุ่งไปที่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
เนื่อง จากเชื้อโรคหวัดไม่ว่าเป็นหวัดสายพันธ์ใด ก็มาจากเชื้อไวรัสทั้งสิ้น แต่อาจจะเป็นเชื้อคนละสายพันธ์ เมื่อคนติดเชื้อไวรัสก็จะแสดงอาการ อักเสบของระบบหายใจตอนบน อาการเจ็บป่วยมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพ ร่างกายของแต่ละคน และสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในสภาพที่ง่ายต่อการติดเชื้อ หรือเป็นสภาพแวดล้อมที่มีส่วนทำให้ร่างกายอ่อนแอเกิดอาการแพ้เป็นต้น ถ้าสภาพร่างกายคนต่างกันอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ทำให้บางคนอาจติดเชื้อหวัด แต่บางคนไม่ติดเชื้อหวัด สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อมาแต่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีเยี่ยมแล้ว ร่างกายก็สามารถเอาชนะเชื้อโรคอันเป็นสิ่งแปลกปลอมโดยกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกาย
สำหรับผู้ที่ติดเชื้อในสองสามวันแรกอาจจะอยู่ในระยะฟักตัว ถ้าร่างกายแข็งแรง ก็อาจจะหายไปเองไม่เกิน 10วัน แต่ถ้าเกิดอาการอักเสบของทางเดินหายใจ อุณภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ นั่นแสดงให้เห็นว่าระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถต่อสู้ต้านทานเชื้อโรคได้ ควรจะได้รับการบำบัดรักษา ไปพบแพทย์ และสำหรับผู้ที่เสียชีววิตส่วนใหญ่มักมีอาการของโรคอื่นซ้อนอยู่ด้วยแม้ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดา สำหรับการเสียชีวิตอันเนื่องจากหวัด 2009 นั้นจากอาการแทรกซ้อนจากมีปัญหาสุขภาพด้านอื่นอยู่แล้ว ยังมีส่วนที่จะโจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ให้ทำหน้าที่ได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการรุนแรง และเสียชีวิตได้ง่าย ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ และป้องกันไม่ให้ได้รับเชื้อ ไม่ไปร่วมชุมนุม ไม่สัมผัส ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงจึงต้องคำนึงถึงให้มาก เพราะเราไม่อาจมั่นใจระบบภูมิคุ้มกันเราเองได้ร้อยเปอร์เซนต์ ยังมีโอกาสและจุดอ่อนที่เชื้อโรคโจมตีได้ ฉะนั้นไม่ควรประมาทเป็นดีที่สุด
ทั้งการใช้สายกลาง การสร้างภูมิคุ้ัมกัน และความเป็นเหตุเป็นผลนั้นต้องการความรู้และคุณธรรมในการปฏิบัติตัวต่อตัวเองและผู้อื่น เช่นการรณรงค์ให้ กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ และขึงหน้ากาก การกินของร้อนหรืออาหารที่ร้อนพอที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ การใช้ช้อนกลางก็เพื่อลดการติดและแพร่เชื้อ และการล้างมือ เพราะมืออาจไปจับสัมผัสหรือติดต่อกับผู้ที่ติดเชื้อมาการล้างมือให้สะอาดเป็นการขจัดเชื้อออกไป และไม่ควรใช้มือขยี้ตา อมหรือ เกาส่วนต่างๆ ของร่างกาย ที่อาจติดเชื้ออื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย
เนื่อง จากเชื้อโรคหวัดไม่ว่าเป็นหวัดสายพันธ์ใด ก็มาจากเชื้อไวรัสทั้งสิ้น แต่อาจจะเป็นเชื้อคนละสายพันธ์ เมื่อคนติดเชื้อไวรัสก็จะแสดงอาการ อักเสบของระบบหายใจตอนบน อาการเจ็บป่วยมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพ ร่างกายของแต่ละคน และสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในสภาพที่ง่ายต่อการติดเชื้อ หรือเป็นสภาพแวดล้อมที่มีส่วนทำให้ร่างกายอ่อนแอเกิดอาการแพ้เป็นต้น ถ้าสภาพร่างกายคนต่างกันอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ทำให้บางคนอาจติดเชื้อหวัด แต่บางคนไม่ติดเชื้อหวัด สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อมาแต่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีเยี่ยมแล้ว ร่างกายก็สามารถเอาชนะเชื้อโรคอันเป็นสิ่งแปลกปลอมโดยกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกาย
สำหรับผู้ที่ติดเชื้อในสองสามวันแรกอาจจะอยู่ในระยะฟักตัว ถ้าร่างกายแข็งแรง ก็อาจจะหายไปเองไม่เกิน 10วัน แต่ถ้าเกิดอาการอักเสบของทางเดินหายใจ อุณภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ นั่นแสดงให้เห็นว่าระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถต่อสู้ต้านทานเชื้อโรคได้ ควรจะได้รับการบำบัดรักษา ไปพบแพทย์ และสำหรับผู้ที่เสียชีววิตส่วนใหญ่มักมีอาการของโรคอื่นซ้อนอยู่ด้วยแม้ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดา สำหรับการเสียชีวิตอันเนื่องจากหวัด 2009 นั้นจากอาการแทรกซ้อนจากมีปัญหาสุขภาพด้านอื่นอยู่แล้ว ยังมีส่วนที่จะโจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ให้ทำหน้าที่ได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการรุนแรง และเสียชีวิตได้ง่าย ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ และป้องกันไม่ให้ได้รับเชื้อ ไม่ไปร่วมชุมนุม ไม่สัมผัส ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงจึงต้องคำนึงถึงให้มาก เพราะเราไม่อาจมั่นใจระบบภูมิคุ้มกันเราเองได้ร้อยเปอร์เซนต์ ยังมีโอกาสและจุดอ่อนที่เชื้อโรคโจมตีได้ ฉะนั้นไม่ควรประมาทเป็นดีที่สุด
ทั้งการใช้สายกลาง การสร้างภูมิคุ้ัมกัน และความเป็นเหตุเป็นผลนั้นต้องการความรู้และคุณธรรมในการปฏิบัติตัวต่อตัวเองและผู้อื่น เช่นการรณรงค์ให้ กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ และขึงหน้ากาก การกินของร้อนหรืออาหารที่ร้อนพอที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ การใช้ช้อนกลางก็เพื่อลดการติดและแพร่เชื้อ และการล้างมือ เพราะมืออาจไปจับสัมผัสหรือติดต่อกับผู้ที่ติดเชื้อมาการล้างมือให้สะอาดเป็นการขจัดเชื้อออกไป และไม่ควรใช้มือขยี้ตา อมหรือ เกาส่วนต่างๆ ของร่างกาย ที่อาจติดเชื้ออื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย
วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เศรษฐกิจพอเพียง: ทฤษฎีใหม่
จากแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ก่อให้เกิดทฤษฎีใหม่ ที่นำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่มักจะประสบปัญหากับภัยธรรมชาติ และปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการทำการเกษตร เป็นทฤษฎีที่มีความยืดหยุ่น และต้องยืดหยุ่นได้เหมือนชีวิตของเราทุกคนที่ต้องมีการยืดหยุ่น ซึ่งส่วนสำคัญของทฤษฎีใหม่นั้นโดยสรุป
มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
มีการคำนวณ โดยใช้หลัการเกี่ยวกับปริมาณที่น้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียง ต่อการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปี
มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ สำหรับเกษตรกรรายย่อย โดยมี 3 ขั้นตอนของทฤษฎีใหม่ คือ
1. ขั้นต้น โดยแบ่งพื้นที่ เป็น 4 ส่วน ตามสัดส่วน 30:30:30:10 30% ใช้ขุดสระกักเก็บน้ำในฤดูฝน เพื่อใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชน้ำต่างๆ พื้นที่ส่วนทีสอง 30 % ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ พื้นที่ส่วนที่สาม 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย พื้นที่ส่วนที่สี่ 10% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนน โรงเรียน
2. ขั้นที่สอง ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกัน ดำเนินการให้ด้านต่างๆ เช่นการผลิต การตลาดการเป็นอยู่สวัสดิการ การศึกษาสังคมและศาสนา
มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
มีการคำนวณ โดยใช้หลัการเกี่ยวกับปริมาณที่น้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียง ต่อการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปี
มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ สำหรับเกษตรกรรายย่อย โดยมี 3 ขั้นตอนของทฤษฎีใหม่ คือ
1. ขั้นต้น โดยแบ่งพื้นที่ เป็น 4 ส่วน ตามสัดส่วน 30:30:30:10 30% ใช้ขุดสระกักเก็บน้ำในฤดูฝน เพื่อใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชน้ำต่างๆ พื้นที่ส่วนทีสอง 30 % ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ พื้นที่ส่วนที่สาม 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย พื้นที่ส่วนที่สี่ 10% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนน โรงเรียน
2. ขั้นที่สอง ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกัน ดำเนินการให้ด้านต่างๆ เช่นการผลิต การตลาดการเป็นอยู่สวัสดิการ การศึกษาสังคมและศาสนา
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ค่านิยมที่ควรจะเป็นในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ช่วงนี้เป็นช่วงเศรษฐกิจขาลงที่ทุกหมู่ ทุกเหล่าจะต้องช่วยเหลือประคับประคองให้ดำเนินไปได้โดยให้มีกระทบต่อทุกคนใน ภาพรวมให้น้อยที่สุด แน่นอนว่าในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคียงหาเงินใช้ยาก และมีคนเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ซึ่งแน่นอนว่ากระทบคนที่เคยค้าขายทุกระดับ ทำอย่างไรที่จะต้องช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนมาก และลดหลั่นกันไป ตามความเดือดร้อนแต่ใครจะเป็นผู้บอกว่าใครเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหนเป็นเรื่องยาก
เราจะเห็นว่ามีหลายกลุ่มออกมาเรียกร้องให้รัฐเข้าไปช่วยเหลือ บ้างก็มาเดินขบวนอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลบ้างหรือบริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งก็เชื่อว่ารัฐก็ต้องหาทางช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ แต่บางที่ได้ข่าวว่าความช่วยเหลือมาไม่ทันใจ ก็เรียกร้องความสนใจโดยการคืนบัตรประชาชนบ้าง ปิดถนนบ้าง ซึ่งไม่ว่าจะประท้วงโดยวิธีใดถ้าหากไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพื่อกดดันรัฐให้หันมาสนใจ วิธีการดังกล่าวนี้ถ้าผิดกฏหมาย หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนแล้วไม่น่าจะกระทำนำมาใช้ น่าจะใช้วิธีการอื่นที่ดีกว่านี้
ส่วนใหญ่ผู้ที่เดือดร้อนมักจะเป็นเกษตรกรไทยที่มักมีหนี้สิน เป็นหนี้ธนาคาร และผลผลิตราคาตกต่ำยิ่งซ้ำเติมเข้าไปอีก หรือไม่ก็ผลผลิตเสียหายเนื่องจากภัยธรรมชาติบ้าง หรือจากความผันผวนของลมฟ้าอากาศที่ทำให้เกิดความเสียหาย เรื่องต่างๆ เหล่านี้ต้องหาทางช่วยเหลืออย่างไรทำอย่างไรให้มีหลักประกันต่อเกษตรกรได้ บ้าง รัฐจะช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง กลุ่มเกษตรกรได้รวมกลุมมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง ได้พยายมช่วยเหลือตนเองอย่างไร ถ้ารู้ว่าผลผลิตจะตกต่ำล่วงหน้าควรจะทำอย่างไร หรือว่าถ้าเกิดภัยวิบัติจะทำอย่างไร ต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องมีการวางแผนเตรียมการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมกลุ่มกันช่วยเหลือกลุ่มของตัวเอง ให้มีอำนาจในการต่อรอง
ค่านิยมและวัฒนธรรมในการพึ่งพาตนเอง ความจริงตามแนวพุทธศาสนาก็มีพุทธภาษิตอยู่ว่า อันตาหิ อัตโนนาโถ ซึ่งหมายความว่าตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งของตนเอง ยามนี้เศรษฐกิจถดถอยถ้ามีน้อยก็ใช้น้อยตามอัตภาพ และสำหรับคนที่พอมีมากเหลือพอถ้าได้ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนบ้างจะช่วยให้ สังคมเราอยู่เย็นเป็นสุขได้แม้แต่ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี โดยนึกอยู่เสมอว่าเราจะเป็นสุขอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไรขณะที่ผู้อยู่รอบข้าง ทุกร้อนอย่างแสนสาหัส สอดคล้องกับการศึกษาที่พบความจริงที่ว่าทุกสิ่งโดยเฉพาะระบบชีวิตที่ดำรง อยู่ได้เพราะมีการอิงอาศัยกันและกัน มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
และคำกล่าวของอดีตผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกา ประธานาธิปดีเคนเนดี ที่สร้างแรงบัีนดารใจในเรื่องของการพึ่งพิงตนเอง สร้างค่านิยมที่ให้ความรู้สึกถึงเกียรติภูมิ ทำตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และไม่ไปขัดขวางความก้าวหน้า ความสงบสุขใดๆ จากคำกล่าวที่ว่า “อย่าถามว่าประเทศจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามว่าท่านจะให้อะไรกับประเทศ “ ถ้าจะขอยกมาใช้เป็นสติเตือนใจได้ในยามที่มีการเรียกร้องอะไรกันมากมายก็น่า จะบรรเทาลงได้บ้าง
เราจะเห็นว่ามีหลายกลุ่มออกมาเรียกร้องให้รัฐเข้าไปช่วยเหลือ บ้างก็มาเดินขบวนอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลบ้างหรือบริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งก็เชื่อว่ารัฐก็ต้องหาทางช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ แต่บางที่ได้ข่าวว่าความช่วยเหลือมาไม่ทันใจ ก็เรียกร้องความสนใจโดยการคืนบัตรประชาชนบ้าง ปิดถนนบ้าง ซึ่งไม่ว่าจะประท้วงโดยวิธีใดถ้าหากไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพื่อกดดันรัฐให้หันมาสนใจ วิธีการดังกล่าวนี้ถ้าผิดกฏหมาย หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนแล้วไม่น่าจะกระทำนำมาใช้ น่าจะใช้วิธีการอื่นที่ดีกว่านี้
ส่วนใหญ่ผู้ที่เดือดร้อนมักจะเป็นเกษตรกรไทยที่มักมีหนี้สิน เป็นหนี้ธนาคาร และผลผลิตราคาตกต่ำยิ่งซ้ำเติมเข้าไปอีก หรือไม่ก็ผลผลิตเสียหายเนื่องจากภัยธรรมชาติบ้าง หรือจากความผันผวนของลมฟ้าอากาศที่ทำให้เกิดความเสียหาย เรื่องต่างๆ เหล่านี้ต้องหาทางช่วยเหลืออย่างไรทำอย่างไรให้มีหลักประกันต่อเกษตรกรได้ บ้าง รัฐจะช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง กลุ่มเกษตรกรได้รวมกลุมมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง ได้พยายมช่วยเหลือตนเองอย่างไร ถ้ารู้ว่าผลผลิตจะตกต่ำล่วงหน้าควรจะทำอย่างไร หรือว่าถ้าเกิดภัยวิบัติจะทำอย่างไร ต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องมีการวางแผนเตรียมการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมกลุ่มกันช่วยเหลือกลุ่มของตัวเอง ให้มีอำนาจในการต่อรอง
ค่านิยมและวัฒนธรรมในการพึ่งพาตนเอง ความจริงตามแนวพุทธศาสนาก็มีพุทธภาษิตอยู่ว่า อันตาหิ อัตโนนาโถ ซึ่งหมายความว่าตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งของตนเอง ยามนี้เศรษฐกิจถดถอยถ้ามีน้อยก็ใช้น้อยตามอัตภาพ และสำหรับคนที่พอมีมากเหลือพอถ้าได้ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนบ้างจะช่วยให้ สังคมเราอยู่เย็นเป็นสุขได้แม้แต่ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี โดยนึกอยู่เสมอว่าเราจะเป็นสุขอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไรขณะที่ผู้อยู่รอบข้าง ทุกร้อนอย่างแสนสาหัส สอดคล้องกับการศึกษาที่พบความจริงที่ว่าทุกสิ่งโดยเฉพาะระบบชีวิตที่ดำรง อยู่ได้เพราะมีการอิงอาศัยกันและกัน มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
และคำกล่าวของอดีตผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกา ประธานาธิปดีเคนเนดี ที่สร้างแรงบัีนดารใจในเรื่องของการพึ่งพิงตนเอง สร้างค่านิยมที่ให้ความรู้สึกถึงเกียรติภูมิ ทำตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และไม่ไปขัดขวางความก้าวหน้า ความสงบสุขใดๆ จากคำกล่าวที่ว่า “อย่าถามว่าประเทศจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามว่าท่านจะให้อะไรกับประเทศ “ ถ้าจะขอยกมาใช้เป็นสติเตือนใจได้ในยามที่มีการเรียกร้องอะไรกันมากมายก็น่า จะบรรเทาลงได้บ้าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
