หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จัดการความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จัดการความรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การป้องกันและแก้ไขน้ำท่วมตามแนวพระราชดำริ

จากที่น้ำท่วมภาคใต้คราวนี้ทำให้หลายฝ่ายได้มาคิดทบทวนกันว่าจะป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมกันอย่างไร ทำให้ทราบถึงแนวการป้องกันและแกัปัญหาน้ำท่วมตามแนวพระราชดำริ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าจะนำมาพิจารณาปฏิบัติ ด้วยหลักการง่ายๆ 3-4 ข้อพอประมวลได้คือ
1)การทำให้น้ำไหลระบายได้สะดวก ตรงไหนที่มีที่ขวางกั้นน้ำอยู่หรือน้ำไหลติดขัดก็ต้องทำให้ไหลได้สะดวก ในกรณีนี้จะลดปัญหาน้ำท่วมขังฉับพลันได้ถ้าจะท่วมอยู่ก็ไม่นาน ใครที่อยู่ที่ซอยประตูขาวหลังรร.อนุบาลและกัลยาณี พบว่าเมื่อฝนตกหนักน้ำจะท่วมขังทุกปีอย่างน้อย 2-3 วันแต่ปีนี้อาจหนักหน่อยถึง 10 วันทีเดียว
2)ทำให้น้ำไหลช้าในพื้นที่ต้นทาง หรือทำที่กักเก็บน้ำไว้เป็นระยะหรือทำฝายกั้นน้ำให้น้ำไหลลงมาไม่เร็วเกินไปก็จะทำให้น้ำระบายได้ทัน ลดการท่วมขังของน้ำได้ การใช้วิธีนี้ยังเป็นการกักเก็บน้ำไว้ในหน้าแล้งได้อีกด้วย แต่ที่สำคัญต้องไม่ทำลายป่าต้นทาง
3)การเปลี่ยนเส้นทางน้ำไหลเข้าเมือง เส้นทางน้ำจากเทือกเขานครศรีธรรมราช(เขาหลวง)ส่วนใหญ่เป็นลำคลองที่ผ่านตรงเข้าไปในตัวเมือง เมื่อฝนตกปริมาณมากก็จะทำให้น้ำท่วมตัวเมืองได้เพราะปริมาณน้ำมากระบายไม่ทัน หากเปลี่ยนเส้นทางที่เข้าเมืองให้ไหลไปนอกเมืองแทน แต่อย่างไรก็ตามต้องศึกษาผลกระทบกันเสียก่อน
4)การทำแก้มลิงหรือแหล่งรับน้ำ ในกรณีสำหรับเมืองนครเห็นทีจะยากเพราะที่เคยมีอยู่ก็ถมกลายเป็นเมืองเป็นที่อยู่อาศัยไปหมด และจะหาที่สร้างแห่งใหม่ก็คงยาก นอกเสียจากว่าจะรื้อฟื้นหาสถานที่นอกเมืองยอมทุ่มงบประมาณ..ก็ได้แต่ฝัน

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การใช้ประโยชน์คลังความรู้ขององค์กร

ในกระบวนการจัดการความรู้เมื่อได้ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้แล้วจะต้องมีการประมวลผลและบันทึกความรู้ไว้ความรู้ที่สะสมมากขึ้นก็จะกลายเป็นคลังความรู้ขององค์กร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้เทคโนโลยีการจัดเก็บบันทึกข้อมูลความรู้ เป็นฐานข้อมูลที่สามารถสือค้นได้ง่าย รวมไปถึงการสื่อสาร การสร้าง ค้นหา แลกเปลี่ยน การปรับปรุงข้อมูลความรู้

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เข้าถึงความรู้ได้ง่ายสะดวกทั้งที่เก็บบันทึกไว้และ ติดต่อผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งเทคโนโลยีที่ช่วยให้การแลกเปลี่ยนความรู้ได้สะดวกขึ้น ต้องยอมรับว่าการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความรู้ได้มากกว่าย่อมมีโอกาสในการเรียนรู้ได้มากกว่า

องค์กรควรจะได้กำหนดข้อมูลความรู้ที่สำคัญและจำเป็นที่จะเก็บไว้เป็นองค์ความรู้ โดยพิจารณาถึงวิธีการในการเก็บรักษา การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามความต้องการ การสะสมของความรู้ขององค์กรจะต้องพิจารณาระบบและโครงสร้างการจัดเก็บความรู้ เพื่อให้ได้ระบบที่สืบค้นได้ง่าย ส่งมอบได้อย่างรวดเร็วทันเวลาเหมาะสมกับความต้องการ จัดให้มีการจำแนกหมวดหมู่ตามวัตถุประสงค์ของงาน
การมีคลังความรู้แล้วไม่นำไปใช้ประโยชน์ก้เปล่าประโยชน์ ดังนั้นการหาวิธีการที่ให้พนักงาน บุคลากรได้เข้าถึงความรู้ โดยให้ทราบถึงช่องทาง วิธีการค้นหาให้พบ และนำออกมาใช้ได้ ความรู้อาจอยู่ในรูปแบบต่างๆที่บันทึกไว้ในรูปของสื่อต่างๆ เช่นสมุดเก็บรายชื่อต่างๆที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่างในรูปของตาราง บันทึกทักษะของผู้เชี่ยวชาญและการติดต่อ บันทึกรายละเอียดของเครือข่ายการทำงานตามลำดับชั้น การประชุมฝึกอบรม เป็นต้น

การที่บุคลากรพนักงานเรียนรู้ได้ดี นั่นก็หมายถึงองค์กรเรียนรู้ได้ดีก็ต่อเมื่อความรู้มีการกระจาย ถ่ายทอดความรู้ไปอย่างรวดเร็ว มีการนำความรู้เฉพาะเรื่อง เฉพาะกิจ เฉพาะกาลนำไปใช้ในการแก้ปัญหา หากเกิดปัญหาในลักษณะเดิม หรือนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาอื่น ในสถานะการณ์อื่น ในสถานที่ที่แตกต่างกันหรือที่มีความคล้ายคลึงกัน หรือเทียบเคียงกันได้ โดยต้องคำนึงอยู่เสมอว่าการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งในที่หนึ่งจะนำไปใช้ในอีกที่หนึ่งทันทีโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนไม่ได้

การจัดการความรู้ขององค์กร

ได้มีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์ ในการทำแผนการจัดการความรู้ในส่วนของการทำระบบและกลไกในการจัดการความรู้ เมื่อดูหลักการต่างๆ ที่กำหนดให้ทำนั้นเพราะมีคะแนนมีเครดิตให้ตามการประเมินของสมศ. สกอ. และกพร. อยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่าองค์กรทั้งหลายนั้นที่ยังคงดำเนินการต่อไปได้นั้นก็เพราะความรู้ทั้งนั้น แต่จะไปได้ดีแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับความรู้ที่มีนั้นเป็นความรู้จริงใช้ประโยชน์ได้จริงแค่ไหน หรือมีความรู้ในตัวตนแค่ไหน ดังนั้นองค์กรใดที่มีการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบก็น่าจะก่อให้องค์กรนั้นพัฒนา ดังนั้นจึงต้องมีการบังคับว่าสถาบันต่างๆ ต้องทำการจัดการความรู้โดยกำหนดตัวชี้วัดต่างๆไว้แม้แต่กลไกการจัดการความรู้ก็เป็นตัวชีวัดหนึ่ง 

การจัดการความรู้ที่เป็นระบบซึ่งพยายามที่จะให้ครอบคลุมให้หมดทุกอย่าง จึงให้มีการพิจารณากันตั้งแต่ว่าตามแผนกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัย ในแต่ละประเด็นยุทธศาสตร์นั้นต้องใช้ความรู้อะไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะกว้างๆมาก ซึ่งแน่นอนว่าต่อมาเมื่อลงรายละเอียดไปเรื่อยๆ ก็จะถึงขั้นจัดการสมรรถนะ ที่จะต้องมีการฝึกบุคลากรให้มีความสามารถที่เหมาะสมกับเป้าหมายที่ต้องการ  ฝึกให้บุคลากรมีความสามารถหลักที่เรียกกันว่า Personal Mastery โดยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ใช้หลักการการเป็นองค์กรเรียนรู้ และการจัดการความรู้อีก

ในเมืออย่างไรก็หลีกเลี่ยงการจัดการเรียนรู้ไม่ได้ เพราะการจัดการความรู้ ในทางการศึกษา ทางการเรียนการสอนก็เป็นการจัดการความรู้ที่เก่าแก่ที่สุด การจัดการความรู้ปัจจุบันจึงมาเน้นให้ความสำคัญที่ให้มีความเป็นระบบมากขึ้น สำหรับการจัดการความรู้เพื่อให้ได้เป้าหมายก็มีการเสนอไว้มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็พอสรุปได้ในขั้นต้นก็คือ การจัดหาความรู้ที่รวมไปถึงการรวมรวมความรู้ที่เกี่ยวข้องและการสร้างความรู้  มีการประมวลโดยการเลือกจากการสังเคราะห์วิเคราะห์และมีจัดเก็บเป็นคลังความรู้และการสืบค้น เพื่อที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มีการแพร่กระจายการถ่อยทอดความรู้

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

การจัดการความรู้เชิงนิเวศ

การจัดการความรู้ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การพัฒนาองค์กร เช่นความนิยามของธนาคารโบก (สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขึ้นพื้น ,2550:8) คือการรวบรวมวิธีปฏิบัติขององค์กรและกระบวนการที่เกี่ยวกับการสร้าง การนำไปใช้ และเผยแพร่ความรู้ และการเผยแพร่ความรู้ และบริบทต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ  เช่นเดียวกับวิจารย์ พานิช กำหนดให้การจัดการความรู้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่การบรรลุเป้าหมายของงาน  การบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาคน  การบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาองค์การ และบรรลุเป้าหมายความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในทีมงาน และในกรณีของบุญดี บุญญากิจและคณะ (2549:23) เป็นกระบวนการในการนำความรู้ที่มีอยู่หรือเรียนรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร โดยผ่านกระบวนการต่างๆ เช่นการสร้าง รวบรวม แลกเปลี่ยนและใช้ความรู้

ในการจัดการความรู้เชิงนิเวศ ที่อาศัยกระบวนการความรู้ตามที่เจษฎา แช่มประเสริฐได้กำหนดให้มีการค้นหาความรู้ การจัดความรู้ให้เป็นระบบ ประมวลและกลั่นความรู้ การแบ่งปันความรู้ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดทำฐานความรู้ ช่วยให้เข้าถึงความรู้ได้ง่าย  การเรียนรู้ของบุคลากรจะทำให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้นอีกมากมาย นำความรู้ไปใช้เพื่อการสร้างความรู้ เป็นวงจรแห่งการเรียนรู้

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

องค์กรคุณภาพที่ควรจะเป็น

เพื่อพิจารณาองค์กรทางธุรกิจเป็นแนวทางนั้นที่ผ่านมา องค์กรที่ถือว่ามีคุณภาพจะต้องมีคือ

- สามารถตอบสนองต่อความมุ่งหวังของลูกค้า
- สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้ ด้วยสินค้าหรือบริการคุณภาพ
- ครองใจจับยึดลูกค้าไว้ได้ ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่องตลอดไปให้ได้ นั่นก็คือมีความพอใจในสินค้าและบริการนั้น
- องค์กรคุณภาพจะเป็นองค์กรที่จะอยู่รอดต่อไป และเติบโตได้อย่างยั่งยืนได้ต่อไปในอนาคต
- เป็นองค์กรที่จะต้องยึดมั่นในวิถีทางแห่งการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
- และที่จะขาดไม่ได้คือองค์กรที่สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลียนแปลง


สำหรับตัวชี้วัดองค์กรคุณภาพก็คือ
  -สินค้าและบริการมีคุณภาพที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
  -ต้นทุนในการผลิตต่ำกว่า
  -เวลาส่งมอบรวดเร็ว
  -ผลิตภาพสูงกว่า (higher Productivity)

ไม่ว่าจะทำได้ตามตัวชี้วัดหรือไม่ จะต่ำหว่าสูงกว่า องค์ประกอบสำคัญก็คือ คนทำงานที่มีคุณภาพ กล่าวคือ
    มีการพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงานให้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก มีจิตสำนึกแห่งคุณภาพ
    มีวัฒนธรรมองค์กร พัฒนาจากนิสัยแห่งคุณภาพของผู้บริหารและบุคลากรในองค์กร ปัจจัยสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมแห่งคุณภาพคือ
   -การรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความมีวินัย
   -การทำงานเป็นทีม
   -ความมุ่งมั่นในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
   - การมุ่งเน้นกระบวนการและผลสำเร็จของงาน
   -การรัก การศึกษา เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เป็นฐานสำคัญของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง


   ...........................................................................................................................

วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการความรู้

บาทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องคือเทคโนโลยีการสื่อสาร เทคโนโลยีการจัดเก็บสื่อข้อมูล และเทคโนโลยีที่ทำให้มีการทำงานร่วมกัน จากเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ทำให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกันในระดับต่างๆ ได้เข้าถึงความรู้ได้ง่ายและสะดวก รวมถึงการติดต่อสื่อสารกับผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ และแน่นอนว่าการค้นหาองค์ประกอบของความรู้ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในลักษณะต่างๆ สำหรับเทคโนโลยีที่ช่วยให้มีการทำงานประสานร่วมกันในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพลดอุปสรรค์ในด้านเวลาสถานที่และระยะทางลงได้ ส่วนเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดเก็บ ได้แก่ระบบฐานข้อมูลควบรวมกับการสื่อสารทำให้สามารถค้นหาและเปลี่ยนความรู้ที่ต้องการในที่ใดๆ ได้สะดวก


ดังนั้นการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความรู้ได้มากกว่าย่อมีโอกาสในการเรียนรู้ที่มากกว่า ดังปรากฏตัวอย่างโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีในการนำระบบคอมพิวเตอร์ทางการศึกษามาใช้ในโรงเรียนแล้วประสบผลสำเร็จอย่างสูงยิ่ง เช่นโรงเรียนวัดนายโรงฝั่งธนบุรีใกล้ๆ กรุงเทพ ถ้าที่เชียงใหม่ก็อดีตโรงเรียนเก่าของอดีตนายกที่ได้สนับสนุนส่งเสริมจนโรงเรียนที่สักำแพงพุ่งขึ้นมาอยู่เป็นโรงเรียนแนวหน้าของจังหวัดเชียงใหม่ นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นเด่นชัด

อินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญในการจัดการความรู้เพราะเป็นแหล่งความรู้ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการค้นหาข้อมูล ทำให้เกิดการสื่อสารไร้พรมแดน ไม่ว่าจะเป็นอีเมลล์ บล็อก กระดานข่าว เครื่อข่ายสังคม กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้่ทำได้ดีขึ้น เด็กนักเรียนนักศึกษาอาจถามครู พ่อแม่น้อยลงแต่ถามจากอินเตอร์เน็ตมากขึ้น การเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นเพราะเรียนรู้จากมัลติมีเดียคล้ายสภาพจริงที่ดีกว่าก็ตรงที่ดูซ้ำกี่ครั้งก็ได้เครื่องไม่รำคาญ อินเตอร์เน็ตจึงมีส่วนในการพัฒนาบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร ที่ต้องพัฒนาให้บุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ เพื่อก้าวเข้าสู่องค์กรเรียนรู้

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ความสามารถหลักองค์การการเรียนรู้

-มีระบบผู้เชี่ยวชาญ
-การเน้นที่กลยุทธ์
-คุณค่าแห่งประสบการณ์
-ความรู้ในการทำงาน
-การเข้าถึงความรู้ในองค์กร
-อิงความสามารถ และอิงทรัพยากรจากทรัพยากรที่นำเข้า และผลผลิตที่ได้
-พลังขับเคลื่อนภายในคือความรู้
-ความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
-การผลักดันในเรื่องคุณภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้
หัวใจของการทำงานคือรู้ว่าองค์กร กำลังทำหน้าที่อย่างไร ความรู้จะบอกให้สถาบันทราบว่าจะทำอะไร และทำได้ดีอย่างไร
-เทคโนโลยีส่งเสริมให้มาสนใจในเรื่องความรู้ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้แต่ละบุคคลมีช่องทางใหม่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล สารสนเทศทั้งภายใน ภายในอกองค์กร ทำให้ความรู้ที่เป็นระบบง่ายต่อการคิดสร้างสรรค์ เอามใช้ ง่ายต่อการเก็บไว้ในแหล่งบันทึก และง่ายต่อการนำเอาออกมาแสดงให้เห็น

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

การจัดการความรู้ที่ฝังลึก

ในวงการจัดการความรู้จะแบ่งความรู้ออกเป็นสองกลุ่มคือความรู้ที่ชัดเจน กับความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน ในกรณีแรกเป็นความรู้ที่บันทึกวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนความรู้ที่ฝังลึกนั้นไม่สามารถที่จะเขียนออกมาได้เป็นตัวอักษรได้ทั้งหมด ซึ่งความรู้ประเภทหลังนี้เกิดจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาจนเกิดเป็นทักษะ หรือกล่าวได้ว่าทำงานนั้นๆ ได้โดยไม่ต้องเปิดตำราหรือแต่ใช้ความรู้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ความพยายามที่จะทำให้ความรู้ที่ฝังลึกสามารถเข้าใจได้และทำให้ผู้อื่นทำตามได้ หรือกลายเป็นความรู้ที่สืบทอด ปรับปรุงนำไปใช้ต่อได้สำหรับผู้อื่น อาจทำได้โดยการบันทึกพบปะพูดคุย การสอน การฝึกอบรม การส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน จากการพบปะสังสรรค์ ประชุม สัมนา อบรม การจัดเวทีต่างๆ ต่างก็เป็นกระบวนการหนึ่งของการจัดการความรู้ ช่วยเปลี่ยนความรู้จากบุคคลหนึ่งให้มาสู่บุคคลอื่นๆ ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งในกรณีที่ลงมือปฏิบัติด้วยและสามารถทำได้ถือว่าการถอยทอดความรู้ที่ฝังลึกได้ผลดี

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมาพบปะพูดคุยกันจริงๆ เสมอไป โดยอาศัยความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบไร้พรมแดน ไม่จำกัดสถานที่ เวลา เป็นไปได้สูงที่จะถ่ายทอดความรู้เพราะสามารถจะถ่อนทอดผ่านสื่อดิจิทัลแบบมัลติมีเดีย ด้วยความก้าวหน้าด้านนี้ ทำให้การถ่ายทอดได้เร็ว เมื่อไม่เข้าใจสามารถกลับมาดูใหม่และปฏิบัติตามได้เร็ว

การจัดการความรู้นอกจากจะแลกเปลียนเรียนรู้ทั้งความรู้ที่ชัดแจ้ง และที่ฝังลึก ความรู้แต่ละแบบสามารถจะเปลี่ยนไปมากันได้ ที่ชัดแจ้งอาจพัฒนาไปเป็นความรู้ฝังลึกได้ และความรู้ที่ฝังลึกก็อาจเปลี่ยนเป็นความรู้ที่ชัดแจ้งได้ ถ้าสามารถที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายโดยทั่วไปจนบันทึกไว้และทำตามได้

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

การจัดการความรู้เพื่อบรรลุเป้าหมายของงาน

การจัดการความรู้ที่ถูกต้อง จะต้องเริ่มที่งานหรือเป้าหมายของงาน เช่นการบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานตามที่กำหนดไว้ คือตอบสนองความต้องการ มีนวัตกรรม มีขีดความสามารถ และ ประสิทธิภาพ


ตามที่คุณหมอวิจารณ์ พานิช (2548) ได้ระบุให้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือการบรรลุเป้าหมายของงาน 4 ประการ คือ การพัฒนางาน การพัฒนาคน พัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรเรียนรู้ และ ความเป็นชุมชน หมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน และยังมีการดำเนิน 6 ประการกับความรู้คือ

1. ความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องาน กิจกรรม ของกลุ่ม

2. การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ

3. การปรับปรุงดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน

4. การประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะกับกิจการงานของตน

5. การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสะกัดเอาขุมความรู้ออกมาบันทึกไว้

6. การจัดบันทึกขุมความรู้ และแก่นความรู้สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงให้เป็นชุดความรู้ที่ที่ครบถ้วน ลุ่มลึก และเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากขึ้น

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

คลังความรู้ของหน่วยงานองค์กร

ได้มีการประมาณการว่าความรู้อยู่ที่ไหนเท่าไร จากการศึกษาคราวหนึ่งพบว่า ความรู้ที่อยู่ในรูปของฐานข้อมูลความรู้ที่เป็น ฐานความรู้ โดยอาศัยไอที ราว 12 เปอร์เซ็นต์ ความรู้จากพนักงานหรือบุคลากรของหน่วยงานราว 42 เปอร์เซนต์ถือว่าเป็นแหล่งความรู้ที่มีมากที่สุด ส่วนความรู้ที่อยู่ในรูปของเอกสารที่พิมพ์ข้อความความรู้ราว 26 เปอร์เซนต์ และความรู้ที่อยู่ในรูปเอกสารอิเลคทรอนิกส์รวม 20 เปอร์เซนต์ ซึ่งปัจจุบันมักจะอยู่ในรูปของดิจิทัล และกำลังเพิ่มความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

การคิดเชิงระบบและกระบวนระบบ

การคิดเชิงระบบ (system thinking) ยังมีความเข้าใจที่แตกต่างกัน เหมือนกับทำให้คิดว่าการคิดเชิงระบบที่แท้กับไม่แท้ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าการคิดแบบใดต่างก็อ้างว่ามองอย่างเป็นระบบทั้งนั้น แม้แต่ตามแนวคิดของนิวตันเองก็มองทุกอย่างเป็นระบบ เพราะการที่จะคิดให้อะไรเป็นระบบนั้น มองที่มีองค์ประกอบตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาสัมพันธ์กัน แต่จะพิจารณาให้ครอบคลุมมากน้อยแค่ไหนนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ แนวคิดกระแสหลักแบบนิวตันนั้นพิจารณาว่าเป็นการมองแบบแยกส่วน แล้วมาพิจารณาแต่ละส่วนที่แยกไปศึกษาว่าเป็นระบบ ซึ่งดูเหมือนว่าทำให้ง่ายต่อการศึกษา ตัดขาดความสัมพันธ์ส่วนอื่นๆ ไป ต่อมาพบว่าการศึกษาในลักษณะนี้นั้นจะพบว่ามีข้อผิดพลาดตามมาเสมอแม้ว่าจะตรวจสอบอย่างดีแล้วก็ตาม ประกอบกับการศึกษาวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 เริ่มจะมีแนวคิดที่ต่างออกไปในการศึกษาตามวิธีของนิวตัน ซึ่งพบว่าทำให้ได้ความรู้ที่มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น และเทอมที่ได้ตามมาก็คือการมองที่เป็นระบบที่ครอบคลุมมากขึ้น ทำให้การคิดเชิงระบบที่แตกต่างไปจากเดิม จนมีนักวิชาการใช้คำว่าวิธีคิดกระบวนระบบ หรือเชิงนิเวศวิทยา

ในวิธีคิดกระบวนระบบหรือนิเวศวิทยานั้น เป็นวิธีการที่คิดให้มองในสิ่งที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาตามปกติ แต่อาจต้องใช้ตาปัญญาที่มองด้วยใจที่ใช้ปัญญา เมื่อลงลึกไปในด้านจิตแล้วการจะมองได้เช่นนั้นก็จะต้องฝึกจิตให้นิ่งในสภาวะที่ผ่อนคลายและสงบ ในมุมมองใหม่จะเป็นการยกระดับความคิดให้สูงขึ้น โดยการมองความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสรรพสิ่งทำให้เกิดความเข้าใจ และมีการพัฒนาด้านในอยู่ตลอดเวลา ที่อาจข้ามเลยพ้น ความต้องการด้านวัตถุเพียงอย่างเดียว ทำให้เราได้ฝึกคิดถึงสิ่งต่างๆแบบเชื่อมโยง แบบองค์รวม มองแบบภาพรวม โดยมองเห็นภาพรวมทั้งหมดเพื่อช่วยให้เราคาดการณ์ และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ทั้งระบบไม่ใช่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องการแนววิธีการของกลศาสตร์ควอนตัม

แนวคิดศูนย์เรียนรู้

จากที่รัฐบาลผ่านทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านตัวแทนทางสถาบันการศึกษานั้น เป็นแนวคิดที่ดีที่ทำให้สถาบันการศึกษาได้เข้ามามีส่วนในการรับรู้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่ มีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง โดยมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาในโครงการใช้ความรู้ทางวิชาการที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ให้สามารถเข้าไปปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่นขึ้นได้บ้าง


ปัญหาของชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นปัญหาด้านอาชีพทำกินที่มักเกี่ยวข้องกับการเกษตรที่เราไม่เคยคิดทำกันให้ครบวงจร และก็ไม่ทราบว่าจะช่วยกันอย่างไรต่อไป ส่งเสริมให้ใช้เกษตรอินทรีย์แต่ก็ขาดผู้รู้เขี่ยวชาญเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ยากมากที่จะเปลี่ยนการใช้ปุ๋ยเคมีมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรือยากมากที่เปลี่ยนความคิดเรื่องยาฆ่าแมลงมาเป็นไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ตัวอย่างเช่นที่เคยเข้าไปสัมผัส ชาวบ้านปลูกบัวบกเป็นอาชีพ ได้มีสถาบันการศึกษาหลายสถาบันเข้าไปช่วยเหลือดูแล แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการตลาดที่คนซื้อเป็นผู้กำหนด เจ้าของต้องจ้างคนตัดหรือตัดเอง บางครั้งก็ไม่คุ้มทุน ก็ยังไม่มีคนมาดูแลเรื่องการตลาด เรื่องการรับประกันราคา ยังมีการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีเพราะให้ผลผลิตที่ดีกว่าทำให้ขายได้ราคาดีกว่า แต่ผู้บริโภคไม่ค่อยมั่นใจในความปลอดภัย ทำให้การบริโภคไม่แพร่หลาย หรือได้ราคาที่ไม่ดี

บางสถาบันได้มาช่วยทำตัวอย่างการทำเกษตรอินทรีย์ บางหน่วยงานมาชี้แน่การทำน้ำบัวบก ทำเยลลี ทำบัวบกอัดเม็ด ชุมชนเคยได้รับเครื่องจักรในการผลิตบัวบกอัดเม็ดที่ขาดการดูแลต่อเนื่องจึงทำให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานไม่ได้ นอกจากนี้แล้วยังมีด้านการตลาดที่ไม่มั่นคง ไม่สามารถสร้างแบรดและให้ได้รับการรับรอง จึงเห็นว่ายังอยู่ในขั้นการพัฒนาอีกมาก จะต้องหาคนกลางที่สามารถเป็นหลักในการแก้ปัญหาได้อย่างต่อเนื่องจึงจะประสบผลสำเร็จ

สายโซ่แห่งคุณค่า

การมองงานอย่างเป็นระบบที่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนงาน ที่ทำให้งานคล่องตัว มีการบริการทุกระดับที่ดี มีปรสิทธิภาพต้นทุนไม่สูง จะเกิดเป็นสายโซ่แห่งคุณค่า (value chain) ที่มีการเน้นรอบเวลาที่เหมาะสม (cycle time) ให้มีการทำงานอย่างประสิทธิภาพ


จะต้องมีผู้ที่เข้าใจระบบงาน (Business Process) ไม่เฉพาะของหน่วยหนึ่งหน่วยใด แต่เป็นของคนอื่นๆ อย่างครบถว้นเพียงพอมาประกอบกัน ประสานกันผลลัพธ์ที่เกิดความคล่องตัวตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการ

พนักงานจะต้องมีข้อมูลสารสนเทศเพียงพอ มีสติปัญญาที่แหลมคม ลึกซึ้งพอที่จะจัดการกับปัญหา รู้ว่าปัญหาเป็นอย่างไร รุนแรงระดับใด มีสาเหตุมาจากอะไร แล้วแนวทางแก้ไขควรเป็นอย่างไร ผลที่ได้จะเป็นการบริการที่ดี

การทำงานมีประสิทธิภาพงานของแต่ละคนจะไม่แพง และคนไม่มากเกินไป นั้นอยู่ที่ตัวระบบงานส่วนหนึ่งว่ามีความซับซ้อน (complexity) เพียงใด จะทำอย่างไรให้ทุกหน่วยงานสามารถประสาน กระชับระบบให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ และลดจำนวนคนและจำนวนจุด ขั้นของงาน จะลดน้อยลงไปเองโดยอัตโนมัติ และประสิทธิภาพประสิทธิผลจะตามมาในที่สุด

การจะเข้าสู่สายโซ่แห่งคุณค่า ทุนทางปัญญาขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญ มิได้เกิดขึ้นในเวลาอันสั้นไม่สามารถถ่ายมาจากที่อื่นได้โดยง่าย

การพัฒนาคุณภาพชี่วิต

หลาย ประเทศกล่าวไว้ชัดว่าจะพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมองเห็นว่าจะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากความยากจนได้ แต่ความพยายามมักจะก่อให้เกิดปัญหากับหลายประเทศ กลับมีความยากจนลงก็มี แสดงให้เห็นถึง การพัฒนาไม่ถูกทาง จะพัฒนาอะไรก่อนหลังหรือจะไปพร้อมๆ กัน หรือจะต้องจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีควรจะมี


1. กระบวนการแก้ปัญหา (Problem solving) คิดเป็นวิทยาศาสตร์ คือคิดเป็นเหตุเป็นผล (reasoning)

2. พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking)

3.มีทักษะการสื่อสาร (communication) อธิบายสิ่งที่ค้นพบได้ เขียนรายงานได้

คุณภาพกับการประกันคุณภาพ

สถาบันอุดมศึกษาโดยทั่วไปมีความเกี่ยวพันธ์กับความมั่งคั่งของประเทศ เพราะสถาบันอุดมศึกษาเป็นขุมกำลังทางปัญญาที่สำคัญของประเทศ ดังนั้นการที่สถาบันอุดมศึกษามีคุณภาพก็เท่ากับช่วยให้ประเทศมีความมั่งคั่งสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศได้ การประกันคุณภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น ว่าการทำอะไรทุกครั้งทุกท่ และทำอะไรให้ดีในครั้งแรกทุกครั้งนั่นเอง นั่นก็คือการทำอะไรในครั้งแรกนั้นย่อมต้องพิจารณาถึง ทำอะไรให้ทันเวลา มีความทันสมัย และความเหมาะสม ทั้งนี้เพราะคุณภาพนั้นมีการแปลเปลี่ยนไปในทางที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้ดีขึ้น


สถาบันการศึกษาของเราจึงต้องมีองค์ความรู้ ทั้งที่พัฒนาขึ้นเองให้เหมาะสมกับการใช้งาน และองค์ความรู้ของผู้อื่นผสมผสานกัน ในการนำความรู้มาใช้นั้นยังต้องการการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยมีคุณภาพมาตรฐานเป็นตัวกำหนด และความรู้ยิ่งใช้ แล้วความรู้ก็เพิ่ม คุณภาพก็เพื่ม และทักษะการปฏิบัติงานก็เพิ่มอีกด้วย นั่นเป็นตัวบงบอกว่า คุณภาพที่แปรเปลี่ยนไปตามอะไร

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปัจจัยเอื้อให้การจัดการความรู้ประสบผลสำเร็จ

1. ภาวะผู้นำ และกลยุทธ์ ผู้บริหารเข้าใจและคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้จากการจัดการความรู้ การสื่อสารผลักดันห้มีการจัดการความรู้ ให้มีทิศทางและกลยุทธ์ที่ชัดเจนว่าจัดการความรู้เพื่ออะไร
2. วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ต้องได้รับการสนับสนุน
3. เทคโนโลยีสารสนเทศ ทางด้านการจัดการความรู้ ค้นหาความรู้ไปใช้วิเคราะห์ข้อมูล จัดเก็บความรู้
4. การวัดผลประเมินผล อะไรที่ได้รับการประเมินย่อมมีโอกาสที่จะปรับปรุงคุณภาพให้สูงขึ้นได้ นั่นคือทำให้ทราบสถานะการณ์ขององค์กร ทำให้สามารถทบทวนปรับปรุงได้
5. โครงสร้างพื้นฐาน   โครงสร้างหรือระบบรองรับบุคคล นำบุคลากรให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เช่นสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ โครงสร้างระบบงาน

ทั้ง 5 ประการดังกล่าว หากบริหารอย่างเป็นระบบไปในทิศทางเดียวกันสอดคล้องเชื่อมโยงกัน การจัดการความรู้ก็จะประสบผลสำเร็จ

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หนทางแห่งความอยู่รอด

ในระยะยาวแล้วคุณภาพคือความอยู่รอด แต่บางสถานะการณ์ก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป ดังเช่นในกรณีใช้แล้วทิ้งจะให้มีคุณภาพมากก็คงไม่ได้เพราะต้นทุนจะมากเกินไป ดังนั้นความอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับต้นทุนและคุณภาพซึ่งต้นทุนต่ำย่อมได้เปรียบ และต้นทุนต่ำกว่าแล้วยังได้คุณภาพมาตรฐานก็ยิ่งขึ้นได้  และที่สำคัญที่จะต้องคำนึงถึงให้มากนั่นก็คือการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ลักษณะองค์กรและแห่งการเรียนรู้

มีหลายคนเคยบรรยายลักษณะว่าองค์กรเรียนรู้น่าจะมีที่ควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งพอจะประมวลได้ ตั้งแต่โครงสร้างขององค์กรที่ต้องมีการปรับตัวจากแนวตั้งหลายลำดับชั้นมาเป็นแนวราบมากขึ้น นั้นจะต้องมีความยืดหยุ่น คล่องตัวมากยิ่งขึ้น  แน่นอนว่าสายการบังคับบัญชาลงไป มอบการตัดสินใจให้ดำเนินงานมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

การทำให้สมาชิกในองค์กรสนใจใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลาผู้บริหารจะต้องสนับสนุนส่งเสริมให้มีวัฒนธรรมในการเรียนรู้ที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ดีที่สุด การประจายอำนาจให้สมาชิกมีอิสระในการปฏิบัติงาน สามารถคิดแก้ปัญหาตัดสินใจเองได้ตามภาระหน้าที่ให้มากที่สุด

ความหมายวิจัยของพระธรรมปิฏก

1. ค้นหาความจริง
2. ค้นหาสิ่งที่ดี สิ่งที่ต้องการ สิ่งที่มีประโยชน์
3. ค้นหาทางหรือวิธีการที่จะทำให้ได้ดี
4. ค้นหาวิธีที่ทำให้สำเร็จ

ลักษณะองค์กรที่ประสบผลสำเร็จบางประการ

อย่างแรกสุดคือ องค์กรนั้นจะต้องมีระบบที่ดี
คนมีคุณภาพและมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี