จากที่น้ำท่วมภาคใต้คราวนี้ทำให้หลายฝ่ายได้มาคิดทบทวนกันว่าจะป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมกันอย่างไร
ทำให้ทราบถึงแนวการป้องกันและแกัปัญหาน้ำท่วมตามแนวพระราชดำริ
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าจะนำมาพิจารณาปฏิบัติ ด้วยหลักการง่ายๆ 3-4
ข้อพอประมวลได้คือ
1)การทำให้น้ำไหลระบายได้สะดวก
ตรงไหนที่มีที่ขวางกั้นน้ำอยู่หรือน้ำไหลติดขัดก็ต้องทำให้ไหลได้สะดวก
ในกรณีนี้จะลดปัญหาน้ำท่วมขังฉับพลันได้ถ้าจะท่วมอยู่ก็ไม่นาน
ใครที่อยู่ที่ซอยประตูขาวหลังรร.อนุบาลและกัลยาณี
พบว่าเมื่อฝนตกหนักน้ำจะท่วมขังทุกปีอย่างน้อย 2-3 วันแต่ปีนี้อาจหนักหน่อยถึง 10
วันทีเดียว
2)ทำให้น้ำไหลช้าในพื้นที่ต้นทาง
หรือทำที่กักเก็บน้ำไว้เป็นระยะหรือทำฝายกั้นน้ำให้น้ำไหลลงมาไม่เร็วเกินไปก็จะทำให้น้ำระบายได้ทัน
ลดการท่วมขังของน้ำได้ การใช้วิธีนี้ยังเป็นการกักเก็บน้ำไว้ในหน้าแล้งได้อีกด้วย
แต่ที่สำคัญต้องไม่ทำลายป่าต้นทาง
3)การเปลี่ยนเส้นทางน้ำไหลเข้าเมือง
เส้นทางน้ำจากเทือกเขานครศรีธรรมราช(เขาหลวง)ส่วนใหญ่เป็นลำคลองที่ผ่านตรงเข้าไปในตัวเมือง
เมื่อฝนตกปริมาณมากก็จะทำให้น้ำท่วมตัวเมืองได้เพราะปริมาณน้ำมากระบายไม่ทัน
หากเปลี่ยนเส้นทางที่เข้าเมืองให้ไหลไปนอกเมืองแทน แต่อย่างไรก็ตามต้องศึกษาผลกระทบกันเสียก่อน
4)การทำแก้มลิงหรือแหล่งรับน้ำ
ในกรณีสำหรับเมืองนครเห็นทีจะยากเพราะที่เคยมีอยู่ก็ถมกลายเป็นเมืองเป็นที่อยู่อาศัยไปหมด
และจะหาที่สร้างแห่งใหม่ก็คงยาก
นอกเสียจากว่าจะรื้อฟื้นหาสถานที่นอกเมืองยอมทุ่มงบประมาณ..ก็ได้แต่ฝัน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จัดการความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จัดการความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554
การใช้ประโยชน์คลังความรู้ขององค์กร
ในกระบวนการจัดการความรู้เมื่อได้ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้แล้วจะต้องมีการประมวลผลและบันทึกความรู้ไว้ความรู้ที่สะสมมากขึ้นก็จะกลายเป็นคลังความรู้ขององค์กร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้เทคโนโลยีการจัดเก็บบันทึกข้อมูลความรู้ เป็นฐานข้อมูลที่สามารถสือค้นได้ง่าย รวมไปถึงการสื่อสาร การสร้าง ค้นหา แลกเปลี่ยน การปรับปรุงข้อมูลความรู้
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เข้าถึงความรู้ได้ง่ายสะดวกทั้งที่เก็บบันทึกไว้และ ติดต่อผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งเทคโนโลยีที่ช่วยให้การแลกเปลี่ยนความรู้ได้สะดวกขึ้น ต้องยอมรับว่าการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความรู้ได้มากกว่าย่อมมีโอกาสในการเรียนรู้ได้มากกว่า
องค์กรควรจะได้กำหนดข้อมูลความรู้ที่สำคัญและจำเป็นที่จะเก็บไว้เป็นองค์ความรู้ โดยพิจารณาถึงวิธีการในการเก็บรักษา การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามความต้องการ การสะสมของความรู้ขององค์กรจะต้องพิจารณาระบบและโครงสร้างการจัดเก็บความรู้ เพื่อให้ได้ระบบที่สืบค้นได้ง่าย ส่งมอบได้อย่างรวดเร็วทันเวลาเหมาะสมกับความต้องการ จัดให้มีการจำแนกหมวดหมู่ตามวัตถุประสงค์ของงาน
การมีคลังความรู้แล้วไม่นำไปใช้ประโยชน์ก้เปล่าประโยชน์ ดังนั้นการหาวิธีการที่ให้พนักงาน บุคลากรได้เข้าถึงความรู้ โดยให้ทราบถึงช่องทาง วิธีการค้นหาให้พบ และนำออกมาใช้ได้ ความรู้อาจอยู่ในรูปแบบต่างๆที่บันทึกไว้ในรูปของสื่อต่างๆ เช่นสมุดเก็บรายชื่อต่างๆที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่างในรูปของตาราง บันทึกทักษะของผู้เชี่ยวชาญและการติดต่อ บันทึกรายละเอียดของเครือข่ายการทำงานตามลำดับชั้น การประชุมฝึกอบรม เป็นต้น
การที่บุคลากรพนักงานเรียนรู้ได้ดี นั่นก็หมายถึงองค์กรเรียนรู้ได้ดีก็ต่อเมื่อความรู้มีการกระจาย ถ่ายทอดความรู้ไปอย่างรวดเร็ว มีการนำความรู้เฉพาะเรื่อง เฉพาะกิจ เฉพาะกาลนำไปใช้ในการแก้ปัญหา หากเกิดปัญหาในลักษณะเดิม หรือนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาอื่น ในสถานะการณ์อื่น ในสถานที่ที่แตกต่างกันหรือที่มีความคล้ายคลึงกัน หรือเทียบเคียงกันได้ โดยต้องคำนึงอยู่เสมอว่าการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งในที่หนึ่งจะนำไปใช้ในอีกที่หนึ่งทันทีโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนไม่ได้
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เข้าถึงความรู้ได้ง่ายสะดวกทั้งที่เก็บบันทึกไว้และ ติดต่อผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งเทคโนโลยีที่ช่วยให้การแลกเปลี่ยนความรู้ได้สะดวกขึ้น ต้องยอมรับว่าการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความรู้ได้มากกว่าย่อมมีโอกาสในการเรียนรู้ได้มากกว่า
องค์กรควรจะได้กำหนดข้อมูลความรู้ที่สำคัญและจำเป็นที่จะเก็บไว้เป็นองค์ความรู้ โดยพิจารณาถึงวิธีการในการเก็บรักษา การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามความต้องการ การสะสมของความรู้ขององค์กรจะต้องพิจารณาระบบและโครงสร้างการจัดเก็บความรู้ เพื่อให้ได้ระบบที่สืบค้นได้ง่าย ส่งมอบได้อย่างรวดเร็วทันเวลาเหมาะสมกับความต้องการ จัดให้มีการจำแนกหมวดหมู่ตามวัตถุประสงค์ของงาน
การมีคลังความรู้แล้วไม่นำไปใช้ประโยชน์ก้เปล่าประโยชน์ ดังนั้นการหาวิธีการที่ให้พนักงาน บุคลากรได้เข้าถึงความรู้ โดยให้ทราบถึงช่องทาง วิธีการค้นหาให้พบ และนำออกมาใช้ได้ ความรู้อาจอยู่ในรูปแบบต่างๆที่บันทึกไว้ในรูปของสื่อต่างๆ เช่นสมุดเก็บรายชื่อต่างๆที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่างในรูปของตาราง บันทึกทักษะของผู้เชี่ยวชาญและการติดต่อ บันทึกรายละเอียดของเครือข่ายการทำงานตามลำดับชั้น การประชุมฝึกอบรม เป็นต้น
การที่บุคลากรพนักงานเรียนรู้ได้ดี นั่นก็หมายถึงองค์กรเรียนรู้ได้ดีก็ต่อเมื่อความรู้มีการกระจาย ถ่ายทอดความรู้ไปอย่างรวดเร็ว มีการนำความรู้เฉพาะเรื่อง เฉพาะกิจ เฉพาะกาลนำไปใช้ในการแก้ปัญหา หากเกิดปัญหาในลักษณะเดิม หรือนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาอื่น ในสถานะการณ์อื่น ในสถานที่ที่แตกต่างกันหรือที่มีความคล้ายคลึงกัน หรือเทียบเคียงกันได้ โดยต้องคำนึงอยู่เสมอว่าการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งในที่หนึ่งจะนำไปใช้ในอีกที่หนึ่งทันทีโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนไม่ได้
การจัดการความรู้ขององค์กร
ได้มีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์ ในการทำแผนการจัดการความรู้ในส่วนของการทำระบบและกลไกในการจัดการความรู้ เมื่อดูหลักการต่างๆ ที่กำหนดให้ทำนั้นเพราะมีคะแนนมีเครดิตให้ตามการประเมินของสมศ. สกอ. และกพร. อยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่าองค์กรทั้งหลายนั้นที่ยังคงดำเนินการต่อไปได้นั้นก็เพราะความรู้ทั้งนั้น แต่จะไปได้ดีแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับความรู้ที่มีนั้นเป็นความรู้จริงใช้ประโยชน์ได้จริงแค่ไหน หรือมีความรู้ในตัวตนแค่ไหน ดังนั้นองค์กรใดที่มีการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบก็น่าจะก่อให้องค์กรนั้นพัฒนา ดังนั้นจึงต้องมีการบังคับว่าสถาบันต่างๆ ต้องทำการจัดการความรู้โดยกำหนดตัวชี้วัดต่างๆไว้แม้แต่กลไกการจัดการความรู้ก็เป็นตัวชีวัดหนึ่ง
การจัดการความรู้ที่เป็นระบบซึ่งพยายามที่จะให้ครอบคลุมให้หมดทุกอย่าง จึงให้มีการพิจารณากันตั้งแต่ว่าตามแผนกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัย ในแต่ละประเด็นยุทธศาสตร์นั้นต้องใช้ความรู้อะไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะกว้างๆมาก ซึ่งแน่นอนว่าต่อมาเมื่อลงรายละเอียดไปเรื่อยๆ ก็จะถึงขั้นจัดการสมรรถนะ ที่จะต้องมีการฝึกบุคลากรให้มีความสามารถที่เหมาะสมกับเป้าหมายที่ต้องการ ฝึกให้บุคลากรมีความสามารถหลักที่เรียกกันว่า Personal Mastery โดยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ใช้หลักการการเป็นองค์กรเรียนรู้ และการจัดการความรู้อีก
ในเมืออย่างไรก็หลีกเลี่ยงการจัดการเรียนรู้ไม่ได้ เพราะการจัดการความรู้ ในทางการศึกษา ทางการเรียนการสอนก็เป็นการจัดการความรู้ที่เก่าแก่ที่สุด การจัดการความรู้ปัจจุบันจึงมาเน้นให้ความสำคัญที่ให้มีความเป็นระบบมากขึ้น สำหรับการจัดการความรู้เพื่อให้ได้เป้าหมายก็มีการเสนอไว้มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็พอสรุปได้ในขั้นต้นก็คือ การจัดหาความรู้ที่รวมไปถึงการรวมรวมความรู้ที่เกี่ยวข้องและการสร้างความรู้ มีการประมวลโดยการเลือกจากการสังเคราะห์วิเคราะห์และมีจัดเก็บเป็นคลังความรู้และการสืบค้น เพื่อที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มีการแพร่กระจายการถ่อยทอดความรู้
การจัดการความรู้ที่เป็นระบบซึ่งพยายามที่จะให้ครอบคลุมให้หมดทุกอย่าง จึงให้มีการพิจารณากันตั้งแต่ว่าตามแผนกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัย ในแต่ละประเด็นยุทธศาสตร์นั้นต้องใช้ความรู้อะไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะกว้างๆมาก ซึ่งแน่นอนว่าต่อมาเมื่อลงรายละเอียดไปเรื่อยๆ ก็จะถึงขั้นจัดการสมรรถนะ ที่จะต้องมีการฝึกบุคลากรให้มีความสามารถที่เหมาะสมกับเป้าหมายที่ต้องการ ฝึกให้บุคลากรมีความสามารถหลักที่เรียกกันว่า Personal Mastery โดยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ใช้หลักการการเป็นองค์กรเรียนรู้ และการจัดการความรู้อีก
ในเมืออย่างไรก็หลีกเลี่ยงการจัดการเรียนรู้ไม่ได้ เพราะการจัดการความรู้ ในทางการศึกษา ทางการเรียนการสอนก็เป็นการจัดการความรู้ที่เก่าแก่ที่สุด การจัดการความรู้ปัจจุบันจึงมาเน้นให้ความสำคัญที่ให้มีความเป็นระบบมากขึ้น สำหรับการจัดการความรู้เพื่อให้ได้เป้าหมายก็มีการเสนอไว้มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็พอสรุปได้ในขั้นต้นก็คือ การจัดหาความรู้ที่รวมไปถึงการรวมรวมความรู้ที่เกี่ยวข้องและการสร้างความรู้ มีการประมวลโดยการเลือกจากการสังเคราะห์วิเคราะห์และมีจัดเก็บเป็นคลังความรู้และการสืบค้น เพื่อที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มีการแพร่กระจายการถ่อยทอดความรู้
วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554
การจัดการความรู้เชิงนิเวศ
การจัดการความรู้ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การพัฒนาองค์กร เช่นความนิยามของธนาคารโบก (สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขึ้นพื้น ,2550:8) คือการรวบรวมวิธีปฏิบัติขององค์กรและกระบวนการที่เกี่ยวกับการสร้าง การนำไปใช้ และเผยแพร่ความรู้ และการเผยแพร่ความรู้ และบริบทต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เช่นเดียวกับวิจารย์ พานิช กำหนดให้การจัดการความรู้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่การบรรลุเป้าหมายของงาน การบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาคน การบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาองค์การ และบรรลุเป้าหมายความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในทีมงาน และในกรณีของบุญดี บุญญากิจและคณะ (2549:23) เป็นกระบวนการในการนำความรู้ที่มีอยู่หรือเรียนรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร โดยผ่านกระบวนการต่างๆ เช่นการสร้าง รวบรวม แลกเปลี่ยนและใช้ความรู้
ในการจัดการความรู้เชิงนิเวศ ที่อาศัยกระบวนการความรู้ตามที่เจษฎา แช่มประเสริฐได้กำหนดให้มีการค้นหาความรู้ การจัดความรู้ให้เป็นระบบ ประมวลและกลั่นความรู้ การแบ่งปันความรู้ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดทำฐานความรู้ ช่วยให้เข้าถึงความรู้ได้ง่าย การเรียนรู้ของบุคลากรจะทำให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้นอีกมากมาย นำความรู้ไปใช้เพื่อการสร้างความรู้ เป็นวงจรแห่งการเรียนรู้
ในการจัดการความรู้เชิงนิเวศ ที่อาศัยกระบวนการความรู้ตามที่เจษฎา แช่มประเสริฐได้กำหนดให้มีการค้นหาความรู้ การจัดความรู้ให้เป็นระบบ ประมวลและกลั่นความรู้ การแบ่งปันความรู้ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดทำฐานความรู้ ช่วยให้เข้าถึงความรู้ได้ง่าย การเรียนรู้ของบุคลากรจะทำให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้นอีกมากมาย นำความรู้ไปใช้เพื่อการสร้างความรู้ เป็นวงจรแห่งการเรียนรู้
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554
องค์กรคุณภาพที่ควรจะเป็น
| เพื่อพิจารณาองค์กรทางธุรกิจเป็นแนวทางนั้นที่ผ่านมา องค์กรที่ถือว่ามีคุณภาพจะต้องมีคือ - สามารถตอบสนองต่อความมุ่งหวังของลูกค้า - สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้ ด้วยสินค้าหรือบริการคุณภาพ - ครองใจจับยึดลูกค้าไว้ได้ ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่องตลอดไปให้ได้ นั่นก็คือมีความพอใจในสินค้าและบริการนั้น - องค์กรคุณภาพจะเป็นองค์กรที่จะอยู่รอดต่อไป และเติบโตได้อย่างยั่งยืนได้ต่อไปในอนาคต - เป็นองค์กรที่จะต้องยึดมั่นในวิถีทางแห่งการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง - และที่จะขาดไม่ได้คือองค์กรที่สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลียนแปลง สำหรับตัวชี้วัดองค์กรคุณภาพก็คือ -สินค้าและบริการมีคุณภาพที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน -ต้นทุนในการผลิตต่ำกว่า -เวลาส่งมอบรวดเร็ว -ผลิตภาพสูงกว่า (higher Productivity) ไม่ว่าจะทำได้ตามตัวชี้วัดหรือไม่ จะต่ำหว่าสูงกว่า องค์ประกอบสำคัญก็คือ คนทำงานที่มีคุณภาพ กล่าวคือ มีการพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงานให้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก มีจิตสำนึกแห่งคุณภาพ มีวัฒนธรรมองค์กร พัฒนาจากนิสัยแห่งคุณภาพของผู้บริหารและบุคลากรในองค์กร ปัจจัยสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมแห่งคุณภาพคือ -การรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความมีวินัย -การทำงานเป็นทีม -ความมุ่งมั่นในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง - การมุ่งเน้นกระบวนการและผลสำเร็จของงาน -การรัก การศึกษา เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เป็นฐานสำคัญของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง | ||
| ........................................................................................................................... | ||
วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการความรู้
บาทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องคือเทคโนโลยีการสื่อสาร เทคโนโลยีการจัดเก็บสื่อข้อมูล และเทคโนโลยีที่ทำให้มีการทำงานร่วมกัน จากเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ทำให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกันในระดับต่างๆ ได้เข้าถึงความรู้ได้ง่ายและสะดวก รวมถึงการติดต่อสื่อสารกับผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ และแน่นอนว่าการค้นหาองค์ประกอบของความรู้ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในลักษณะต่างๆ สำหรับเทคโนโลยีที่ช่วยให้มีการทำงานประสานร่วมกันในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพลดอุปสรรค์ในด้านเวลาสถานที่และระยะทางลงได้ ส่วนเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดเก็บ ได้แก่ระบบฐานข้อมูลควบรวมกับการสื่อสารทำให้สามารถค้นหาและเปลี่ยนความรู้ที่ต้องการในที่ใดๆ ได้สะดวก
ดังนั้นการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความรู้ได้มากกว่าย่อมีโอกาสในการเรียนรู้ที่มากกว่า ดังปรากฏตัวอย่างโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีในการนำระบบคอมพิวเตอร์ทางการศึกษามาใช้ในโรงเรียนแล้วประสบผลสำเร็จอย่างสูงยิ่ง เช่นโรงเรียนวัดนายโรงฝั่งธนบุรีใกล้ๆ กรุงเทพ ถ้าที่เชียงใหม่ก็อดีตโรงเรียนเก่าของอดีตนายกที่ได้สนับสนุนส่งเสริมจนโรงเรียนที่สักำแพงพุ่งขึ้นมาอยู่เป็นโรงเรียนแนวหน้าของจังหวัดเชียงใหม่ นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นเด่นชัด
อินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญในการจัดการความรู้เพราะเป็นแหล่งความรู้ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการค้นหาข้อมูล ทำให้เกิดการสื่อสารไร้พรมแดน ไม่ว่าจะเป็นอีเมลล์ บล็อก กระดานข่าว เครื่อข่ายสังคม กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้่ทำได้ดีขึ้น เด็กนักเรียนนักศึกษาอาจถามครู พ่อแม่น้อยลงแต่ถามจากอินเตอร์เน็ตมากขึ้น การเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นเพราะเรียนรู้จากมัลติมีเดียคล้ายสภาพจริงที่ดีกว่าก็ตรงที่ดูซ้ำกี่ครั้งก็ได้เครื่องไม่รำคาญ อินเตอร์เน็ตจึงมีส่วนในการพัฒนาบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร ที่ต้องพัฒนาให้บุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ เพื่อก้าวเข้าสู่องค์กรเรียนรู้
ดังนั้นการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความรู้ได้มากกว่าย่อมีโอกาสในการเรียนรู้ที่มากกว่า ดังปรากฏตัวอย่างโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีในการนำระบบคอมพิวเตอร์ทางการศึกษามาใช้ในโรงเรียนแล้วประสบผลสำเร็จอย่างสูงยิ่ง เช่นโรงเรียนวัดนายโรงฝั่งธนบุรีใกล้ๆ กรุงเทพ ถ้าที่เชียงใหม่ก็อดีตโรงเรียนเก่าของอดีตนายกที่ได้สนับสนุนส่งเสริมจนโรงเรียนที่สักำแพงพุ่งขึ้นมาอยู่เป็นโรงเรียนแนวหน้าของจังหวัดเชียงใหม่ นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นเด่นชัด
อินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญในการจัดการความรู้เพราะเป็นแหล่งความรู้ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการค้นหาข้อมูล ทำให้เกิดการสื่อสารไร้พรมแดน ไม่ว่าจะเป็นอีเมลล์ บล็อก กระดานข่าว เครื่อข่ายสังคม กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้่ทำได้ดีขึ้น เด็กนักเรียนนักศึกษาอาจถามครู พ่อแม่น้อยลงแต่ถามจากอินเตอร์เน็ตมากขึ้น การเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นเพราะเรียนรู้จากมัลติมีเดียคล้ายสภาพจริงที่ดีกว่าก็ตรงที่ดูซ้ำกี่ครั้งก็ได้เครื่องไม่รำคาญ อินเตอร์เน็ตจึงมีส่วนในการพัฒนาบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร ที่ต้องพัฒนาให้บุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ เพื่อก้าวเข้าสู่องค์กรเรียนรู้
วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554
ความสามารถหลักองค์การการเรียนรู้
-มีระบบผู้เชี่ยวชาญ
-การเน้นที่กลยุทธ์
-คุณค่าแห่งประสบการณ์
-ความรู้ในการทำงาน
-การเข้าถึงความรู้ในองค์กร
-อิงความสามารถ และอิงทรัพยากรจากทรัพยากรที่นำเข้า และผลผลิตที่ได้
-พลังขับเคลื่อนภายในคือความรู้
-ความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
-การผลักดันในเรื่องคุณภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้
หัวใจของการทำงานคือรู้ว่าองค์กร กำลังทำหน้าที่อย่างไร ความรู้จะบอกให้สถาบันทราบว่าจะทำอะไร และทำได้ดีอย่างไร
-เทคโนโลยีส่งเสริมให้มาสนใจในเรื่องความรู้ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้แต่ละบุคคลมีช่องทางใหม่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล สารสนเทศทั้งภายใน ภายในอกองค์กร ทำให้ความรู้ที่เป็นระบบง่ายต่อการคิดสร้างสรรค์ เอามใช้ ง่ายต่อการเก็บไว้ในแหล่งบันทึก และง่ายต่อการนำเอาออกมาแสดงให้เห็น
-การเน้นที่กลยุทธ์
-คุณค่าแห่งประสบการณ์
-ความรู้ในการทำงาน
-การเข้าถึงความรู้ในองค์กร
-อิงความสามารถ และอิงทรัพยากรจากทรัพยากรที่นำเข้า และผลผลิตที่ได้
-พลังขับเคลื่อนภายในคือความรู้
-ความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
-การผลักดันในเรื่องคุณภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้
หัวใจของการทำงานคือรู้ว่าองค์กร กำลังทำหน้าที่อย่างไร ความรู้จะบอกให้สถาบันทราบว่าจะทำอะไร และทำได้ดีอย่างไร
-เทคโนโลยีส่งเสริมให้มาสนใจในเรื่องความรู้ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้แต่ละบุคคลมีช่องทางใหม่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล สารสนเทศทั้งภายใน ภายในอกองค์กร ทำให้ความรู้ที่เป็นระบบง่ายต่อการคิดสร้างสรรค์ เอามใช้ ง่ายต่อการเก็บไว้ในแหล่งบันทึก และง่ายต่อการนำเอาออกมาแสดงให้เห็น
วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554
การจัดการความรู้ที่ฝังลึก
ในวงการจัดการความรู้จะแบ่งความรู้ออกเป็นสองกลุ่มคือความรู้ที่ชัดเจน กับความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน ในกรณีแรกเป็นความรู้ที่บันทึกวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนความรู้ที่ฝังลึกนั้นไม่สามารถที่จะเขียนออกมาได้เป็นตัวอักษรได้ทั้งหมด ซึ่งความรู้ประเภทหลังนี้เกิดจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาจนเกิดเป็นทักษะ หรือกล่าวได้ว่าทำงานนั้นๆ ได้โดยไม่ต้องเปิดตำราหรือแต่ใช้ความรู้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความพยายามที่จะทำให้ความรู้ที่ฝังลึกสามารถเข้าใจได้และทำให้ผู้อื่นทำตามได้ หรือกลายเป็นความรู้ที่สืบทอด ปรับปรุงนำไปใช้ต่อได้สำหรับผู้อื่น อาจทำได้โดยการบันทึกพบปะพูดคุย การสอน การฝึกอบรม การส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน จากการพบปะสังสรรค์ ประชุม สัมนา อบรม การจัดเวทีต่างๆ ต่างก็เป็นกระบวนการหนึ่งของการจัดการความรู้ ช่วยเปลี่ยนความรู้จากบุคคลหนึ่งให้มาสู่บุคคลอื่นๆ ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งในกรณีที่ลงมือปฏิบัติด้วยและสามารถทำได้ถือว่าการถอยทอดความรู้ที่ฝังลึกได้ผลดี
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมาพบปะพูดคุยกันจริงๆ เสมอไป โดยอาศัยความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบไร้พรมแดน ไม่จำกัดสถานที่ เวลา เป็นไปได้สูงที่จะถ่ายทอดความรู้เพราะสามารถจะถ่อนทอดผ่านสื่อดิจิทัลแบบมัลติมีเดีย ด้วยความก้าวหน้าด้านนี้ ทำให้การถ่ายทอดได้เร็ว เมื่อไม่เข้าใจสามารถกลับมาดูใหม่และปฏิบัติตามได้เร็ว
การจัดการความรู้นอกจากจะแลกเปลียนเรียนรู้ทั้งความรู้ที่ชัดแจ้ง และที่ฝังลึก ความรู้แต่ละแบบสามารถจะเปลี่ยนไปมากันได้ ที่ชัดแจ้งอาจพัฒนาไปเป็นความรู้ฝังลึกได้ และความรู้ที่ฝังลึกก็อาจเปลี่ยนเป็นความรู้ที่ชัดแจ้งได้ ถ้าสามารถที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายโดยทั่วไปจนบันทึกไว้และทำตามได้
ความพยายามที่จะทำให้ความรู้ที่ฝังลึกสามารถเข้าใจได้และทำให้ผู้อื่นทำตามได้ หรือกลายเป็นความรู้ที่สืบทอด ปรับปรุงนำไปใช้ต่อได้สำหรับผู้อื่น อาจทำได้โดยการบันทึกพบปะพูดคุย การสอน การฝึกอบรม การส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน จากการพบปะสังสรรค์ ประชุม สัมนา อบรม การจัดเวทีต่างๆ ต่างก็เป็นกระบวนการหนึ่งของการจัดการความรู้ ช่วยเปลี่ยนความรู้จากบุคคลหนึ่งให้มาสู่บุคคลอื่นๆ ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งในกรณีที่ลงมือปฏิบัติด้วยและสามารถทำได้ถือว่าการถอยทอดความรู้ที่ฝังลึกได้ผลดี
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมาพบปะพูดคุยกันจริงๆ เสมอไป โดยอาศัยความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบไร้พรมแดน ไม่จำกัดสถานที่ เวลา เป็นไปได้สูงที่จะถ่ายทอดความรู้เพราะสามารถจะถ่อนทอดผ่านสื่อดิจิทัลแบบมัลติมีเดีย ด้วยความก้าวหน้าด้านนี้ ทำให้การถ่ายทอดได้เร็ว เมื่อไม่เข้าใจสามารถกลับมาดูใหม่และปฏิบัติตามได้เร็ว
การจัดการความรู้นอกจากจะแลกเปลียนเรียนรู้ทั้งความรู้ที่ชัดแจ้ง และที่ฝังลึก ความรู้แต่ละแบบสามารถจะเปลี่ยนไปมากันได้ ที่ชัดแจ้งอาจพัฒนาไปเป็นความรู้ฝังลึกได้ และความรู้ที่ฝังลึกก็อาจเปลี่ยนเป็นความรู้ที่ชัดแจ้งได้ ถ้าสามารถที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายโดยทั่วไปจนบันทึกไว้และทำตามได้
วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554
การจัดการความรู้เพื่อบรรลุเป้าหมายของงาน
การจัดการความรู้ที่ถูกต้อง จะต้องเริ่มที่งานหรือเป้าหมายของงาน เช่นการบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานตามที่กำหนดไว้ คือตอบสนองความต้องการ มีนวัตกรรม มีขีดความสามารถ และ ประสิทธิภาพ
ตามที่คุณหมอวิจารณ์ พานิช (2548) ได้ระบุให้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือการบรรลุเป้าหมายของงาน 4 ประการ คือ การพัฒนางาน การพัฒนาคน พัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรเรียนรู้ และ ความเป็นชุมชน หมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน และยังมีการดำเนิน 6 ประการกับความรู้คือ
1. ความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องาน กิจกรรม ของกลุ่ม
2. การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ
3. การปรับปรุงดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน
4. การประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะกับกิจการงานของตน
5. การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสะกัดเอาขุมความรู้ออกมาบันทึกไว้
6. การจัดบันทึกขุมความรู้ และแก่นความรู้สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงให้เป็นชุดความรู้ที่ที่ครบถ้วน ลุ่มลึก และเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากขึ้น
ตามที่คุณหมอวิจารณ์ พานิช (2548) ได้ระบุให้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือการบรรลุเป้าหมายของงาน 4 ประการ คือ การพัฒนางาน การพัฒนาคน พัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรเรียนรู้ และ ความเป็นชุมชน หมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน และยังมีการดำเนิน 6 ประการกับความรู้คือ
1. ความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องาน กิจกรรม ของกลุ่ม
2. การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ
3. การปรับปรุงดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน
4. การประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะกับกิจการงานของตน
5. การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสะกัดเอาขุมความรู้ออกมาบันทึกไว้
6. การจัดบันทึกขุมความรู้ และแก่นความรู้สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงให้เป็นชุดความรู้ที่ที่ครบถ้วน ลุ่มลึก และเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากขึ้น
วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553
คลังความรู้ของหน่วยงานองค์กร
ได้มีการประมาณการว่าความรู้อยู่ที่ไหนเท่าไร จากการศึกษาคราวหนึ่งพบว่า ความรู้ที่อยู่ในรูปของฐานข้อมูลความรู้ที่เป็น ฐานความรู้ โดยอาศัยไอที ราว 12 เปอร์เซ็นต์ ความรู้จากพนักงานหรือบุคลากรของหน่วยงานราว 42 เปอร์เซนต์ถือว่าเป็นแหล่งความรู้ที่มีมากที่สุด ส่วนความรู้ที่อยู่ในรูปของเอกสารที่พิมพ์ข้อความความรู้ราว 26 เปอร์เซนต์ และความรู้ที่อยู่ในรูปเอกสารอิเลคทรอนิกส์รวม 20 เปอร์เซนต์ ซึ่งปัจจุบันมักจะอยู่ในรูปของดิจิทัล และกำลังเพิ่มความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน
วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553
การคิดเชิงระบบและกระบวนระบบ
การคิดเชิงระบบ (system thinking) ยังมีความเข้าใจที่แตกต่างกัน เหมือนกับทำให้คิดว่าการคิดเชิงระบบที่แท้กับไม่แท้ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าการคิดแบบใดต่างก็อ้างว่ามองอย่างเป็นระบบทั้งนั้น แม้แต่ตามแนวคิดของนิวตันเองก็มองทุกอย่างเป็นระบบ เพราะการที่จะคิดให้อะไรเป็นระบบนั้น มองที่มีองค์ประกอบตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาสัมพันธ์กัน แต่จะพิจารณาให้ครอบคลุมมากน้อยแค่ไหนนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ แนวคิดกระแสหลักแบบนิวตันนั้นพิจารณาว่าเป็นการมองแบบแยกส่วน แล้วมาพิจารณาแต่ละส่วนที่แยกไปศึกษาว่าเป็นระบบ ซึ่งดูเหมือนว่าทำให้ง่ายต่อการศึกษา ตัดขาดความสัมพันธ์ส่วนอื่นๆ ไป ต่อมาพบว่าการศึกษาในลักษณะนี้นั้นจะพบว่ามีข้อผิดพลาดตามมาเสมอแม้ว่าจะตรวจสอบอย่างดีแล้วก็ตาม ประกอบกับการศึกษาวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 เริ่มจะมีแนวคิดที่ต่างออกไปในการศึกษาตามวิธีของนิวตัน ซึ่งพบว่าทำให้ได้ความรู้ที่มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น และเทอมที่ได้ตามมาก็คือการมองที่เป็นระบบที่ครอบคลุมมากขึ้น ทำให้การคิดเชิงระบบที่แตกต่างไปจากเดิม จนมีนักวิชาการใช้คำว่าวิธีคิดกระบวนระบบ หรือเชิงนิเวศวิทยา
ในวิธีคิดกระบวนระบบหรือนิเวศวิทยานั้น เป็นวิธีการที่คิดให้มองในสิ่งที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาตามปกติ แต่อาจต้องใช้ตาปัญญาที่มองด้วยใจที่ใช้ปัญญา เมื่อลงลึกไปในด้านจิตแล้วการจะมองได้เช่นนั้นก็จะต้องฝึกจิตให้นิ่งในสภาวะที่ผ่อนคลายและสงบ ในมุมมองใหม่จะเป็นการยกระดับความคิดให้สูงขึ้น โดยการมองความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสรรพสิ่งทำให้เกิดความเข้าใจ และมีการพัฒนาด้านในอยู่ตลอดเวลา ที่อาจข้ามเลยพ้น ความต้องการด้านวัตถุเพียงอย่างเดียว ทำให้เราได้ฝึกคิดถึงสิ่งต่างๆแบบเชื่อมโยง แบบองค์รวม มองแบบภาพรวม โดยมองเห็นภาพรวมทั้งหมดเพื่อช่วยให้เราคาดการณ์ และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ทั้งระบบไม่ใช่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องการแนววิธีการของกลศาสตร์ควอนตัม
ในวิธีคิดกระบวนระบบหรือนิเวศวิทยานั้น เป็นวิธีการที่คิดให้มองในสิ่งที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาตามปกติ แต่อาจต้องใช้ตาปัญญาที่มองด้วยใจที่ใช้ปัญญา เมื่อลงลึกไปในด้านจิตแล้วการจะมองได้เช่นนั้นก็จะต้องฝึกจิตให้นิ่งในสภาวะที่ผ่อนคลายและสงบ ในมุมมองใหม่จะเป็นการยกระดับความคิดให้สูงขึ้น โดยการมองความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสรรพสิ่งทำให้เกิดความเข้าใจ และมีการพัฒนาด้านในอยู่ตลอดเวลา ที่อาจข้ามเลยพ้น ความต้องการด้านวัตถุเพียงอย่างเดียว ทำให้เราได้ฝึกคิดถึงสิ่งต่างๆแบบเชื่อมโยง แบบองค์รวม มองแบบภาพรวม โดยมองเห็นภาพรวมทั้งหมดเพื่อช่วยให้เราคาดการณ์ และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ทั้งระบบไม่ใช่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องการแนววิธีการของกลศาสตร์ควอนตัม
แนวคิดศูนย์เรียนรู้
จากที่รัฐบาลผ่านทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านตัวแทนทางสถาบันการศึกษานั้น เป็นแนวคิดที่ดีที่ทำให้สถาบันการศึกษาได้เข้ามามีส่วนในการรับรู้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่ มีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง โดยมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาในโครงการใช้ความรู้ทางวิชาการที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ให้สามารถเข้าไปปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่นขึ้นได้บ้าง
ปัญหาของชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นปัญหาด้านอาชีพทำกินที่มักเกี่ยวข้องกับการเกษตรที่เราไม่เคยคิดทำกันให้ครบวงจร และก็ไม่ทราบว่าจะช่วยกันอย่างไรต่อไป ส่งเสริมให้ใช้เกษตรอินทรีย์แต่ก็ขาดผู้รู้เขี่ยวชาญเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ยากมากที่จะเปลี่ยนการใช้ปุ๋ยเคมีมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรือยากมากที่เปลี่ยนความคิดเรื่องยาฆ่าแมลงมาเป็นไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ตัวอย่างเช่นที่เคยเข้าไปสัมผัส ชาวบ้านปลูกบัวบกเป็นอาชีพ ได้มีสถาบันการศึกษาหลายสถาบันเข้าไปช่วยเหลือดูแล แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการตลาดที่คนซื้อเป็นผู้กำหนด เจ้าของต้องจ้างคนตัดหรือตัดเอง บางครั้งก็ไม่คุ้มทุน ก็ยังไม่มีคนมาดูแลเรื่องการตลาด เรื่องการรับประกันราคา ยังมีการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีเพราะให้ผลผลิตที่ดีกว่าทำให้ขายได้ราคาดีกว่า แต่ผู้บริโภคไม่ค่อยมั่นใจในความปลอดภัย ทำให้การบริโภคไม่แพร่หลาย หรือได้ราคาที่ไม่ดี
บางสถาบันได้มาช่วยทำตัวอย่างการทำเกษตรอินทรีย์ บางหน่วยงานมาชี้แน่การทำน้ำบัวบก ทำเยลลี ทำบัวบกอัดเม็ด ชุมชนเคยได้รับเครื่องจักรในการผลิตบัวบกอัดเม็ดที่ขาดการดูแลต่อเนื่องจึงทำให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานไม่ได้ นอกจากนี้แล้วยังมีด้านการตลาดที่ไม่มั่นคง ไม่สามารถสร้างแบรดและให้ได้รับการรับรอง จึงเห็นว่ายังอยู่ในขั้นการพัฒนาอีกมาก จะต้องหาคนกลางที่สามารถเป็นหลักในการแก้ปัญหาได้อย่างต่อเนื่องจึงจะประสบผลสำเร็จ
ปัญหาของชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นปัญหาด้านอาชีพทำกินที่มักเกี่ยวข้องกับการเกษตรที่เราไม่เคยคิดทำกันให้ครบวงจร และก็ไม่ทราบว่าจะช่วยกันอย่างไรต่อไป ส่งเสริมให้ใช้เกษตรอินทรีย์แต่ก็ขาดผู้รู้เขี่ยวชาญเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ยากมากที่จะเปลี่ยนการใช้ปุ๋ยเคมีมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรือยากมากที่เปลี่ยนความคิดเรื่องยาฆ่าแมลงมาเป็นไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ตัวอย่างเช่นที่เคยเข้าไปสัมผัส ชาวบ้านปลูกบัวบกเป็นอาชีพ ได้มีสถาบันการศึกษาหลายสถาบันเข้าไปช่วยเหลือดูแล แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการตลาดที่คนซื้อเป็นผู้กำหนด เจ้าของต้องจ้างคนตัดหรือตัดเอง บางครั้งก็ไม่คุ้มทุน ก็ยังไม่มีคนมาดูแลเรื่องการตลาด เรื่องการรับประกันราคา ยังมีการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีเพราะให้ผลผลิตที่ดีกว่าทำให้ขายได้ราคาดีกว่า แต่ผู้บริโภคไม่ค่อยมั่นใจในความปลอดภัย ทำให้การบริโภคไม่แพร่หลาย หรือได้ราคาที่ไม่ดี
บางสถาบันได้มาช่วยทำตัวอย่างการทำเกษตรอินทรีย์ บางหน่วยงานมาชี้แน่การทำน้ำบัวบก ทำเยลลี ทำบัวบกอัดเม็ด ชุมชนเคยได้รับเครื่องจักรในการผลิตบัวบกอัดเม็ดที่ขาดการดูแลต่อเนื่องจึงทำให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานไม่ได้ นอกจากนี้แล้วยังมีด้านการตลาดที่ไม่มั่นคง ไม่สามารถสร้างแบรดและให้ได้รับการรับรอง จึงเห็นว่ายังอยู่ในขั้นการพัฒนาอีกมาก จะต้องหาคนกลางที่สามารถเป็นหลักในการแก้ปัญหาได้อย่างต่อเนื่องจึงจะประสบผลสำเร็จ
สายโซ่แห่งคุณค่า
การมองงานอย่างเป็นระบบที่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนงาน ที่ทำให้งานคล่องตัว มีการบริการทุกระดับที่ดี มีปรสิทธิภาพต้นทุนไม่สูง จะเกิดเป็นสายโซ่แห่งคุณค่า (value chain) ที่มีการเน้นรอบเวลาที่เหมาะสม (cycle time) ให้มีการทำงานอย่างประสิทธิภาพ
จะต้องมีผู้ที่เข้าใจระบบงาน (Business Process) ไม่เฉพาะของหน่วยหนึ่งหน่วยใด แต่เป็นของคนอื่นๆ อย่างครบถว้นเพียงพอมาประกอบกัน ประสานกันผลลัพธ์ที่เกิดความคล่องตัวตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการ
พนักงานจะต้องมีข้อมูลสารสนเทศเพียงพอ มีสติปัญญาที่แหลมคม ลึกซึ้งพอที่จะจัดการกับปัญหา รู้ว่าปัญหาเป็นอย่างไร รุนแรงระดับใด มีสาเหตุมาจากอะไร แล้วแนวทางแก้ไขควรเป็นอย่างไร ผลที่ได้จะเป็นการบริการที่ดี
การทำงานมีประสิทธิภาพงานของแต่ละคนจะไม่แพง และคนไม่มากเกินไป นั้นอยู่ที่ตัวระบบงานส่วนหนึ่งว่ามีความซับซ้อน (complexity) เพียงใด จะทำอย่างไรให้ทุกหน่วยงานสามารถประสาน กระชับระบบให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ และลดจำนวนคนและจำนวนจุด ขั้นของงาน จะลดน้อยลงไปเองโดยอัตโนมัติ และประสิทธิภาพประสิทธิผลจะตามมาในที่สุด
การจะเข้าสู่สายโซ่แห่งคุณค่า ทุนทางปัญญาขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญ มิได้เกิดขึ้นในเวลาอันสั้นไม่สามารถถ่ายมาจากที่อื่นได้โดยง่าย
จะต้องมีผู้ที่เข้าใจระบบงาน (Business Process) ไม่เฉพาะของหน่วยหนึ่งหน่วยใด แต่เป็นของคนอื่นๆ อย่างครบถว้นเพียงพอมาประกอบกัน ประสานกันผลลัพธ์ที่เกิดความคล่องตัวตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการ
พนักงานจะต้องมีข้อมูลสารสนเทศเพียงพอ มีสติปัญญาที่แหลมคม ลึกซึ้งพอที่จะจัดการกับปัญหา รู้ว่าปัญหาเป็นอย่างไร รุนแรงระดับใด มีสาเหตุมาจากอะไร แล้วแนวทางแก้ไขควรเป็นอย่างไร ผลที่ได้จะเป็นการบริการที่ดี
การทำงานมีประสิทธิภาพงานของแต่ละคนจะไม่แพง และคนไม่มากเกินไป นั้นอยู่ที่ตัวระบบงานส่วนหนึ่งว่ามีความซับซ้อน (complexity) เพียงใด จะทำอย่างไรให้ทุกหน่วยงานสามารถประสาน กระชับระบบให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ และลดจำนวนคนและจำนวนจุด ขั้นของงาน จะลดน้อยลงไปเองโดยอัตโนมัติ และประสิทธิภาพประสิทธิผลจะตามมาในที่สุด
การจะเข้าสู่สายโซ่แห่งคุณค่า ทุนทางปัญญาขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญ มิได้เกิดขึ้นในเวลาอันสั้นไม่สามารถถ่ายมาจากที่อื่นได้โดยง่าย
การพัฒนาคุณภาพชี่วิต
หลาย ประเทศกล่าวไว้ชัดว่าจะพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมองเห็นว่าจะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากความยากจนได้ แต่ความพยายามมักจะก่อให้เกิดปัญหากับหลายประเทศ กลับมีความยากจนลงก็มี แสดงให้เห็นถึง การพัฒนาไม่ถูกทาง จะพัฒนาอะไรก่อนหลังหรือจะไปพร้อมๆ กัน หรือจะต้องจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีควรจะมี
1. กระบวนการแก้ปัญหา (Problem solving) คิดเป็นวิทยาศาสตร์ คือคิดเป็นเหตุเป็นผล (reasoning)
2. พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking)
3.มีทักษะการสื่อสาร (communication) อธิบายสิ่งที่ค้นพบได้ เขียนรายงานได้
1. กระบวนการแก้ปัญหา (Problem solving) คิดเป็นวิทยาศาสตร์ คือคิดเป็นเหตุเป็นผล (reasoning)
2. พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking)
3.มีทักษะการสื่อสาร (communication) อธิบายสิ่งที่ค้นพบได้ เขียนรายงานได้
คุณภาพกับการประกันคุณภาพ
สถาบันอุดมศึกษาโดยทั่วไปมีความเกี่ยวพันธ์กับความมั่งคั่งของประเทศ เพราะสถาบันอุดมศึกษาเป็นขุมกำลังทางปัญญาที่สำคัญของประเทศ ดังนั้นการที่สถาบันอุดมศึกษามีคุณภาพก็เท่ากับช่วยให้ประเทศมีความมั่งคั่งสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศได้ การประกันคุณภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น ว่าการทำอะไรทุกครั้งทุกท่ และทำอะไรให้ดีในครั้งแรกทุกครั้งนั่นเอง นั่นก็คือการทำอะไรในครั้งแรกนั้นย่อมต้องพิจารณาถึง ทำอะไรให้ทันเวลา มีความทันสมัย และความเหมาะสม ทั้งนี้เพราะคุณภาพนั้นมีการแปลเปลี่ยนไปในทางที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้ดีขึ้น
สถาบันการศึกษาของเราจึงต้องมีองค์ความรู้ ทั้งที่พัฒนาขึ้นเองให้เหมาะสมกับการใช้งาน และองค์ความรู้ของผู้อื่นผสมผสานกัน ในการนำความรู้มาใช้นั้นยังต้องการการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยมีคุณภาพมาตรฐานเป็นตัวกำหนด และความรู้ยิ่งใช้ แล้วความรู้ก็เพิ่ม คุณภาพก็เพื่ม และทักษะการปฏิบัติงานก็เพิ่มอีกด้วย นั่นเป็นตัวบงบอกว่า คุณภาพที่แปรเปลี่ยนไปตามอะไร
สถาบันการศึกษาของเราจึงต้องมีองค์ความรู้ ทั้งที่พัฒนาขึ้นเองให้เหมาะสมกับการใช้งาน และองค์ความรู้ของผู้อื่นผสมผสานกัน ในการนำความรู้มาใช้นั้นยังต้องการการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยมีคุณภาพมาตรฐานเป็นตัวกำหนด และความรู้ยิ่งใช้ แล้วความรู้ก็เพิ่ม คุณภาพก็เพื่ม และทักษะการปฏิบัติงานก็เพิ่มอีกด้วย นั่นเป็นตัวบงบอกว่า คุณภาพที่แปรเปลี่ยนไปตามอะไร
วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ปัจจัยเอื้อให้การจัดการความรู้ประสบผลสำเร็จ
1. ภาวะผู้นำ และกลยุทธ์ ผู้บริหารเข้าใจและคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้จากการจัดการความรู้ การสื่อสารผลักดันห้มีการจัดการความรู้ ให้มีทิศทางและกลยุทธ์ที่ชัดเจนว่าจัดการความรู้เพื่ออะไร
2. วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ต้องได้รับการสนับสนุน
3. เทคโนโลยีสารสนเทศ ทางด้านการจัดการความรู้ ค้นหาความรู้ไปใช้วิเคราะห์ข้อมูล จัดเก็บความรู้
4. การวัดผลประเมินผล อะไรที่ได้รับการประเมินย่อมมีโอกาสที่จะปรับปรุงคุณภาพให้สูงขึ้นได้ นั่นคือทำให้ทราบสถานะการณ์ขององค์กร ทำให้สามารถทบทวนปรับปรุงได้
5. โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างหรือระบบรองรับบุคคล นำบุคลากรให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เช่นสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ โครงสร้างระบบงาน
ทั้ง 5 ประการดังกล่าว หากบริหารอย่างเป็นระบบไปในทิศทางเดียวกันสอดคล้องเชื่อมโยงกัน การจัดการความรู้ก็จะประสบผลสำเร็จ
2. วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ต้องได้รับการสนับสนุน
3. เทคโนโลยีสารสนเทศ ทางด้านการจัดการความรู้ ค้นหาความรู้ไปใช้วิเคราะห์ข้อมูล จัดเก็บความรู้
4. การวัดผลประเมินผล อะไรที่ได้รับการประเมินย่อมมีโอกาสที่จะปรับปรุงคุณภาพให้สูงขึ้นได้ นั่นคือทำให้ทราบสถานะการณ์ขององค์กร ทำให้สามารถทบทวนปรับปรุงได้
5. โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างหรือระบบรองรับบุคคล นำบุคลากรให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เช่นสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ โครงสร้างระบบงาน
ทั้ง 5 ประการดังกล่าว หากบริหารอย่างเป็นระบบไปในทิศทางเดียวกันสอดคล้องเชื่อมโยงกัน การจัดการความรู้ก็จะประสบผลสำเร็จ
วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553
หนทางแห่งความอยู่รอด
ในระยะยาวแล้วคุณภาพคือความอยู่รอด แต่บางสถานะการณ์ก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป ดังเช่นในกรณีใช้แล้วทิ้งจะให้มีคุณภาพมากก็คงไม่ได้เพราะต้นทุนจะมากเกินไป ดังนั้นความอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับต้นทุนและคุณภาพซึ่งต้นทุนต่ำย่อมได้เปรียบ และต้นทุนต่ำกว่าแล้วยังได้คุณภาพมาตรฐานก็ยิ่งขึ้นได้ และที่สำคัญที่จะต้องคำนึงถึงให้มากนั่นก็คือการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ลักษณะองค์กรและแห่งการเรียนรู้
มีหลายคนเคยบรรยายลักษณะว่าองค์กรเรียนรู้น่าจะมีที่ควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งพอจะประมวลได้ ตั้งแต่โครงสร้างขององค์กรที่ต้องมีการปรับตัวจากแนวตั้งหลายลำดับชั้นมาเป็นแนวราบมากขึ้น นั้นจะต้องมีความยืดหยุ่น คล่องตัวมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าสายการบังคับบัญชาลงไป มอบการตัดสินใจให้ดำเนินงานมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาได้ทันท่วงที
การทำให้สมาชิกในองค์กรสนใจใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลาผู้บริหารจะต้องสนับสนุนส่งเสริมให้มีวัฒนธรรมในการเรียนรู้ที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ดีที่สุด การประจายอำนาจให้สมาชิกมีอิสระในการปฏิบัติงาน สามารถคิดแก้ปัญหาตัดสินใจเองได้ตามภาระหน้าที่ให้มากที่สุด
การทำให้สมาชิกในองค์กรสนใจใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลาผู้บริหารจะต้องสนับสนุนส่งเสริมให้มีวัฒนธรรมในการเรียนรู้ที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ดีที่สุด การประจายอำนาจให้สมาชิกมีอิสระในการปฏิบัติงาน สามารถคิดแก้ปัญหาตัดสินใจเองได้ตามภาระหน้าที่ให้มากที่สุด
ความหมายวิจัยของพระธรรมปิฏก
1. ค้นหาความจริง
2. ค้นหาสิ่งที่ดี สิ่งที่ต้องการ สิ่งที่มีประโยชน์
3. ค้นหาทางหรือวิธีการที่จะทำให้ได้ดี
4. ค้นหาวิธีที่ทำให้สำเร็จ
2. ค้นหาสิ่งที่ดี สิ่งที่ต้องการ สิ่งที่มีประโยชน์
3. ค้นหาทางหรือวิธีการที่จะทำให้ได้ดี
4. ค้นหาวิธีที่ทำให้สำเร็จ
ลักษณะองค์กรที่ประสบผลสำเร็จบางประการ
อย่างแรกสุดคือ องค์กรนั้นจะต้องมีระบบที่ดี
คนมีคุณภาพและมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
คนมีคุณภาพและมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)