การจัดการความรู้ หมายถึงการรวมรวม สร้าง จัดระเบียบ แลกเปลี่ยน ประยุกต์ใช้ในองค์กร โดยพัฒนาระบบจากข้อมูล ไปสู่สารสนเทศ เพื่อให้เกิดความรู้และปัญญารวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้และเกิดการเรียนรู้ภายในองค์กร
กระบวนการจัดการความรู้อย่างหนึ่งที่มี 1)บ่งชี้ถึงความรู้ว่าความรู้หลักคืออะไร อยู่ที่ไหนยังขาดอะไร 2) สร้างและแสวงหาความรู้ จะหามาได้อย่างไร 3)ประมวลและกลั่นกรองปรับปรุงเนื้อหาความรู้ 4)จัดความรู้ให้เป็นระบบ จัดหมวดหมุ๋ และเก็บเป็นระบบ บางครั้งจากขั้นตอนที่ 2 อาจข้ามมาขั้นที่ 4 ได้ 5)การเข้าถึงความรู้ที่จัดเก็บไว้ กำหนดวิธีการเข้าถึง 6)แลกเปลี่ยนแบ่งบัน กำหนดวิธีการช่องทางถ่ายทอดความรู้ ในขั้นตอนที่ 3 อาจลัดไปสู่ขั้นตอนที่ 6 ได้ 7)การเรียนรู้ส่งเสริมให้มีการนำความรู้ไปใช้เพื่อการเรียนรู้ในองค์กรอันนำไปสู่ความรู้ใหม่ และนำไปแบ่งบันที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความรู้ใหม่อีก เป็นวงจร
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเรียนรู้ จัดการความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเรียนรู้ จัดการความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554
5 ลักษณะจิตสำหรับเตรียมคนศตวรรษที่ 21
ในบล็อกวันที่ 19 เดือนนี้ให้ชื่อว่าการเตรียมคนสำหรับการทำงานในศตวรรษที่ 19 ได้ชี้ให้เห็นว่าความจำเป็นอย่างยิ่งคือความรู้ และวิธีการในการแสวงหาความรู้ รู้วิธีคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ มีวิจารณญาณและสร้างสรรค์อันเป็นส่วนของการศึกษาเพื่ออนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จะมีอาชีพใหม่ๆเกิดขึ้น
ได้มีผู้เสนอเพื่อเตรียมคนสำหรับอนาคตในศตวรรษที่ 21 เพื่อความอยู่รอดและอยู่ดี อีกลักษณะหนึ่งที่เรียกว่า 5 ลักษณะจิต(five minds) นำเสนอขึ้นโดย Howard Gardner ปรมาจารย์ด้านจิตวิทยาผู้ที่เสนอทฤษฎีพหุปัญญา 5 ลักษณะจิตดังกล่าว ราชบัณฑิตสถานได้บัญญัติศัพท์ขึ้นแล้วคือ สมรรถิยะ (competencies) ซึ่งคล้ายกับคำว่า สมรรถนะที่หมายถึงความสามารถ แต่ที่น่าจะแตกต่างกัน สมรรถยะนั้นในในเรื่องของความสามารถทางจิตเป็นหลัก เพราะคำว่า mind แปลว่าจิตในที่นี้
5 ลักษณะจิตดังกล่าวได้แก่
1) Discipline Mind ซึ่งประกอบด้วย
-Disciplinary thinking
-สามารถเก็บสะสมข้อมูลสรุปทฤษฏีได้
-ไม่ยึดติดสาขาใดสาขาหนึ่ง
-สามารถบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่สำคัญ
2) The Synthesizing Mind
3) The Creative Mind
4) the Respectful Mind
5) The Ethics Mind
จะเห็นว่าทั้ง 5 ประการไม่มีอะไรใหม่ เคยได้ยินได้อ่าน ได้ฟังต่างกรรมต่างวาระกัน
Gardner ได้มาร้อยเรียงใหม่เป็นระบบขึ้นและเน้นเรื่องของจิตมากขึ้น ราวกับว่าเขาได้เข้ามาศึกษาพุทธศาสนาที่เน้นในเรื่องจิตเป็นสำคัญ เพราะไม่ว่าการกระทำใดก็เนื่องมาจากจิตคิดรู้สึกมีอารมณ์และส่งผลต่อการกระทำ ไม่ได้กล่าวถึงสมองว่าเป็นบ่อเกิดของลักษณะจิตดังกล่าว ในลักษณะที่ 1 จิตที่เป็นระเบียบถ้าจิตได้รับการฝึกก็จะคิดเป็นระเบียบเป็นระบบ ลักษณะที่2 จิตที่สังเคราะห์โลกปัจจุบันก็ต้องมององค์รวมมากขึ้นต้องสังเคราะห์สิ่งที่เกี่ยวข้องอันเป็นบริบทให้รอบด้าน ในลักษณะที่3 จิตที่คิดสร้างสรรค์แน่นอนว่าโลกในภาวะปัจจุบันต้องการวิธีการใหม่ๆ รูปแบบใหม่ที่จะจัดการกับปัญหาใหม่ๆต้องมีจิตที่สร้างสรรค์ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของผู้นำ ลักษณะจิตที่ 4 และ 5 น่าจะรวมเป็นข้อเดียวได้ แต่Gardner ต้องการเน้นย้ำปัญหาของโลกในปัจจุบัน ที่มีปัญหาเพราะไม่ค่อยเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นที่ยังคิดว่าความคิดสิ่งที่ตัวเองเชื่อถือดีกว่า ในข้อนี้น่าจะอยู่ร่วมกับข้อ 5 ที่ลักษณะจิตที่มีจริยธรรม ที่บุคคล สังคมอยู่อย่างเป็นสุข
เมื่อมองศาสนาพุทธที่เน้นในเรื่องของการฝึกจิต ให้มีสตินั้นก็น่าจะอยู่ในการทำให้จิตมีระเบียบ และเมื่อฝึกสติปัฏฐาน4 การทำสมาธิแน่นอนว่าจะต้องมีการจิตที่ต้องสังเคราะห์สิ่งปรุงแต่งต่างๆ และจิตที่ฝึกดีแล้่วก่อให้เกิดปัญญาที่มี่ทั้งการสร้างสรรค์และจริยธรรมในตัว พอสรุปเป็นหลักธรรมที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่เราได้ปฏิบัตินำมาใช้กันหรือเปล่าเท่านั้น
อ้างอิง บทความเรื่อง5 ลักษณะจิตสำหรับอนาคต โดย รศ.วรากรณ์ สาโกเศศ ในมติชนรายวัน 5สค.53
ได้มีผู้เสนอเพื่อเตรียมคนสำหรับอนาคตในศตวรรษที่ 21 เพื่อความอยู่รอดและอยู่ดี อีกลักษณะหนึ่งที่เรียกว่า 5 ลักษณะจิต(five minds) นำเสนอขึ้นโดย Howard Gardner ปรมาจารย์ด้านจิตวิทยาผู้ที่เสนอทฤษฎีพหุปัญญา 5 ลักษณะจิตดังกล่าว ราชบัณฑิตสถานได้บัญญัติศัพท์ขึ้นแล้วคือ สมรรถิยะ (competencies) ซึ่งคล้ายกับคำว่า สมรรถนะที่หมายถึงความสามารถ แต่ที่น่าจะแตกต่างกัน สมรรถยะนั้นในในเรื่องของความสามารถทางจิตเป็นหลัก เพราะคำว่า mind แปลว่าจิตในที่นี้
5 ลักษณะจิตดังกล่าวได้แก่
1) Discipline Mind ซึ่งประกอบด้วย
-Disciplinary thinking
-สามารถเก็บสะสมข้อมูลสรุปทฤษฏีได้
-ไม่ยึดติดสาขาใดสาขาหนึ่ง
-สามารถบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่สำคัญ
2) The Synthesizing Mind
3) The Creative Mind
4) the Respectful Mind
5) The Ethics Mind
จะเห็นว่าทั้ง 5 ประการไม่มีอะไรใหม่ เคยได้ยินได้อ่าน ได้ฟังต่างกรรมต่างวาระกัน
Gardner ได้มาร้อยเรียงใหม่เป็นระบบขึ้นและเน้นเรื่องของจิตมากขึ้น ราวกับว่าเขาได้เข้ามาศึกษาพุทธศาสนาที่เน้นในเรื่องจิตเป็นสำคัญ เพราะไม่ว่าการกระทำใดก็เนื่องมาจากจิตคิดรู้สึกมีอารมณ์และส่งผลต่อการกระทำ ไม่ได้กล่าวถึงสมองว่าเป็นบ่อเกิดของลักษณะจิตดังกล่าว ในลักษณะที่ 1 จิตที่เป็นระเบียบถ้าจิตได้รับการฝึกก็จะคิดเป็นระเบียบเป็นระบบ ลักษณะที่2 จิตที่สังเคราะห์โลกปัจจุบันก็ต้องมององค์รวมมากขึ้นต้องสังเคราะห์สิ่งที่เกี่ยวข้องอันเป็นบริบทให้รอบด้าน ในลักษณะที่3 จิตที่คิดสร้างสรรค์แน่นอนว่าโลกในภาวะปัจจุบันต้องการวิธีการใหม่ๆ รูปแบบใหม่ที่จะจัดการกับปัญหาใหม่ๆต้องมีจิตที่สร้างสรรค์ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของผู้นำ ลักษณะจิตที่ 4 และ 5 น่าจะรวมเป็นข้อเดียวได้ แต่Gardner ต้องการเน้นย้ำปัญหาของโลกในปัจจุบัน ที่มีปัญหาเพราะไม่ค่อยเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นที่ยังคิดว่าความคิดสิ่งที่ตัวเองเชื่อถือดีกว่า ในข้อนี้น่าจะอยู่ร่วมกับข้อ 5 ที่ลักษณะจิตที่มีจริยธรรม ที่บุคคล สังคมอยู่อย่างเป็นสุข
เมื่อมองศาสนาพุทธที่เน้นในเรื่องของการฝึกจิต ให้มีสตินั้นก็น่าจะอยู่ในการทำให้จิตมีระเบียบ และเมื่อฝึกสติปัฏฐาน4 การทำสมาธิแน่นอนว่าจะต้องมีการจิตที่ต้องสังเคราะห์สิ่งปรุงแต่งต่างๆ และจิตที่ฝึกดีแล้่วก่อให้เกิดปัญญาที่มี่ทั้งการสร้างสรรค์และจริยธรรมในตัว พอสรุปเป็นหลักธรรมที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่เราได้ปฏิบัตินำมาใช้กันหรือเปล่าเท่านั้น
อ้างอิง บทความเรื่อง5 ลักษณะจิตสำหรับอนาคต โดย รศ.วรากรณ์ สาโกเศศ ในมติชนรายวัน 5สค.53
วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ยุทธศาสตร์หัวปลาทู
ในการจัดการความรูปรูปแบบหรือโมเดลการจัดการความรู้ที่เข้าใจได้ง่ายคือ โมเดลปลาทู ที่ประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนลำตัว และส่วนหาง
ในส่วนหัว ปรึกษาหารือกันให้แน่ใจว่าเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการจัดการความรู้คืออะไร โดยกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน จัดการความรู้เพื่อให้เกิดผลใด และทำเป้าหมายให้ลึกในระดับคุณค่า ความเชื่อ สิ่งที่ต้องค้นให้พบหาให้ได้คือ ..ความสำเร็จที่สำคัญของงานคืออะไร...ต้องการพัฒนาคนให้มีคุณสมบัติอะไร ....บรรยากาศของความเป็นชุมชนที่พึ่งประสงที่จะก่อให้เกิดการแปลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ตัวปลา) อันเป็นลักษณะอย่างหนึ่งขององค์กรเรียนรู้
หัวหน้าผู้บริหารสูงสุด กำหนดตัวบุคคลที่ความรู้เป็นหัวใจของการปฏิบัติภาระกิจในองค์กรเรียกว่าวิสัยทัศน์ความรู้ ซึ่งได้แก่การจัดกระบวนการ กำหนดส่วนนี้ร่วมกันได้ เพื่อให้ทุกคนเป็นเจ้าของหัวปลา
สำหรับส่วนหางปลานั้น เป็นส่วนที่เมื่อเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการถอดบทเรียน สรุปความรู้ได้แล้วนั้น มีการเก็บรวมรวมความรู้อย่างเป็นระบบเป็นฐานข้อมูลหรือคลังความรู้เพื่อให้สะดวกในการเรียกใช้ได้รวดเร็ว
ในส่วนหัว ปรึกษาหารือกันให้แน่ใจว่าเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการจัดการความรู้คืออะไร โดยกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน จัดการความรู้เพื่อให้เกิดผลใด และทำเป้าหมายให้ลึกในระดับคุณค่า ความเชื่อ สิ่งที่ต้องค้นให้พบหาให้ได้คือ ..ความสำเร็จที่สำคัญของงานคืออะไร...ต้องการพัฒนาคนให้มีคุณสมบัติอะไร ....บรรยากาศของความเป็นชุมชนที่พึ่งประสงที่จะก่อให้เกิดการแปลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ตัวปลา) อันเป็นลักษณะอย่างหนึ่งขององค์กรเรียนรู้
หัวหน้าผู้บริหารสูงสุด กำหนดตัวบุคคลที่ความรู้เป็นหัวใจของการปฏิบัติภาระกิจในองค์กรเรียกว่าวิสัยทัศน์ความรู้ ซึ่งได้แก่การจัดกระบวนการ กำหนดส่วนนี้ร่วมกันได้ เพื่อให้ทุกคนเป็นเจ้าของหัวปลา
สำหรับส่วนหางปลานั้น เป็นส่วนที่เมื่อเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการถอดบทเรียน สรุปความรู้ได้แล้วนั้น มีการเก็บรวมรวมความรู้อย่างเป็นระบบเป็นฐานข้อมูลหรือคลังความรู้เพื่อให้สะดวกในการเรียกใช้ได้รวดเร็ว
หัวใจของการจัดการความรู้
การจัดการความรู้ที่เป็นหลักสำคัญคือการจัดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือของคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เน้นที่ตัวความรู้ เป้าประสงค์ที่แท้จริงคือการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างกลุ่มคน จัดการให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากการกระทำระหว่างกัน มีการจัดบรรยากาศ จัดการสภาพแวดล้อม จัดการความรู้สึก จัดการความสัมพันธ์ให้เกิดการไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน การแลกเปลี่ยนการพูดคุย ความรู้ก็จะได้รับการพัฒนาเจริญงอกงามขึ้นอย่างมากมาย นำไปสู่นวัตกรรม
คนที่มารวมตัวกันเพื่อทำร่วมกัน ทำแล้วแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วยกระดับความรู้ ความเป็นอยู่ของตัวเองให้ดีขึ้น จึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองของ เราจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ชุมชน ช่วยตัวเองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาช่วย
การจัดการความรู้ในระดับบุคคลก็เพื่อการทำมาหากิน ประกอบอาชีพการงานที่ดีขึ้น ซึ่งโดยหลักการต้องทำโดยการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นทีมในการเรียนรู้ร่วมกัน ควรมีผู้รู้ที่เชี่ยวชาญจุดประกายและการจัดกระบวนการ
คนที่มารวมตัวกันเพื่อทำร่วมกัน ทำแล้วแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วยกระดับความรู้ ความเป็นอยู่ของตัวเองให้ดีขึ้น จึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองของ เราจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ชุมชน ช่วยตัวเองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาช่วย
การจัดการความรู้ในระดับบุคคลก็เพื่อการทำมาหากิน ประกอบอาชีพการงานที่ดีขึ้น ซึ่งโดยหลักการต้องทำโดยการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นทีมในการเรียนรู้ร่วมกัน ควรมีผู้รู้ที่เชี่ยวชาญจุดประกายและการจัดกระบวนการ
วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553
มหาวิทยาลัยคุณภาพประกอบด้วยอะไร
มีผู้ให้คำตอบไว้ว่า มีผู้บริหารและสภาที่เข้มแข็ง เป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร มีความเป็นอินเตอร์หรือนานาชาติ ดำเนินการเพื่อชุมชน และเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม และที่แน่ๆ ต้องมีระบบประกันคุณภาพ
วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553
พุทธิปัญญา
คำว่า "พุทธิปัญญา" ทางจิตวิทยาเป็นศัพท์ที่แทนการรู้คิดหรือการคิดทุกชนิด ตั้งแต ความใส่ใจ(attending) การรับรู้(perception) การระลึกได้หรือจำได้(remembering) การคิดอย่างมีเหตุผล(reasoning) การจินตนาการหรือการวาดภาพในใจ(imaging) การคาดการณ์ล้วงหน้าหรือการมีแผนรองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น(anticipating) การตัดสินใจ(deciding) การแก้ปัญหา(problem soving) การสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นอกจากนี้ พุทธิปัญญายังรวมถึงกระบวนการทางจินตนาการสิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆตัว เช่น การจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ(clssifying) และการตีความหมาย(interpreting) กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่เราคิดในใจเหมือนกับความฝันและจินตนาการต่างๆ รวมทั้งเนื้อหาของกระบวนการเหล่านี้เช่น ความคิดรวบยอด(concepts) ความจริง(facts) และความจำ
.............นักจิตวิทยากลุ่มความรู้ความเข้าใจ(Cognitivism) เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งที่มากกว่าผลของการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า-การตอบสนอง โดยให้ความสนใจในกระบวนการภายในที่เรียกว่า ความรู้ความเข้าใจ หรือการรู้คิดของมนุษย์ โดยเชื่อว่าการเรียนรู้จะอธิบายได้ดีที่สุดหากเราสามารถเข้าใจกระบวนการภายใน ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง การเรียนรู้ตามแนวคิดของกลุ่มความรู้ความเข้าใจมีรากฐานอยู่บนแนวคิดนักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์ ซึ่ง แนวคิดพื้นฐานของกลุ่มเกสตัลท์พุ่งไปที่เรื่องการรับรู้โดยเห็นว่าการรับรู้ เป็นกระบวนการของการเรียบเรียงประสบการณ์และข้อสนเทศและจัดให้เป็นรูปร่าง และโครงสร้างที่มีความหมาย แล้วจึงแสดงอาการตอบสนองซึ่งการตอบสนองใหม่ที่เกิดขึ้น ก็คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ได้จากการเรียนรู้ (กุญชรี ค้าขาย,2540)
.............นักจิตวิทยากลุ่มความรู้ความเข้าใจ(Cognitivism) เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งที่มากกว่าผลของการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า-การตอบสนอง โดยให้ความสนใจในกระบวนการภายในที่เรียกว่า ความรู้ความเข้าใจ หรือการรู้คิดของมนุษย์ โดยเชื่อว่าการเรียนรู้จะอธิบายได้ดีที่สุดหากเราสามารถเข้าใจกระบวนการภายใน ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง การเรียนรู้ตามแนวคิดของกลุ่มความรู้ความเข้าใจมีรากฐานอยู่บนแนวคิดนักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์ ซึ่ง แนวคิดพื้นฐานของกลุ่มเกสตัลท์พุ่งไปที่เรื่องการรับรู้โดยเห็นว่าการรับรู้ เป็นกระบวนการของการเรียบเรียงประสบการณ์และข้อสนเทศและจัดให้เป็นรูปร่าง และโครงสร้างที่มีความหมาย แล้วจึงแสดงอาการตอบสนองซึ่งการตอบสนองใหม่ที่เกิดขึ้น ก็คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ได้จากการเรียนรู้ (กุญชรี ค้าขาย,2540)
เรียนรู้ได้ดีที่สุดเมือ่ใด
กล่าวกันว่าความรู้ที่เพิ่มขึ้นมาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้มากกว่าความรู้ที่มีมาแล้วเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา หรืออาจกล่าวว่าความรู้ในปีนี้ปีเดียวมีมากกว่าเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมารวมกัน การกล่าวเช่นนี้แสดงให้เห็ว่าความรู้เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วมาก ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ มากมายทุกศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ในช่วงชีวิตคนเราคงจะเรียนไม่จบสิ้น ซึ่งก็คงต้องเลือกที่จะเรียนรู้ในสิ่งจำเป็นพื้นฐานแก่ชีวิต และปรับปรุงคุณภาพชีวิต ตลอดจนการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่จำเป็นคือการเรียนรู้ที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการเรียนรู้ จะต้องเรียนรู้วิธีเรียนรู้ เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองลงมือปฏิบัติเองเพื่่อให้ได้ความรู้ที่แท้จริง
อย่างไรก็ตามเหนือสิ่งอื่นใดใครจะเรียนรู้ได้เร็วหรือช้า ได้ดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับผุ้เรียนรู้เองว่าชนะใจตนเองเพื่ออนาคตหรือไม่ เพราะถ้าชนะใจตนเองอะไรก็เรียนรู้ได้ถ้าอยากเรียนรู้และจำเป็นต้องเรียนรู้ ในเรื่องนี้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในสมัยกรีกตามนักปรัชญาเพลโต้ที่ว่าคนจะเรียนรู้ได้ดีหมดถ้าบุคคลนั้นมีความสำนึกหรือรู้ว่าอะไรควรไม่ควร อะไรดีไม่ดีแล้ว รู้ว่าเป้าหมายของชีวิต จุดประสงค์ของชีวิตเป็นอย่างไร ซึ่งอาจกล่าวได้อีกอย่างว่าการรู้สำนึกเสียก่อนแล้วจะเรียนรู้อะไรได้ทั้งนั้น ดังนั้นในปัจจุบันก็ยังมีความเชื่อสอนให้รู้จักผิดชอบ ความชั่วดี สำนึกในสิ่งที่ดี สิ่งที่ต้องกระทำให้ดีเสียก่อนแล้วจะเรียนวิชาอะไรก็ได้ทั้งนั้น เช่นเดียวกับการชนะใจตนเองที่ว่า เรียนรู้อะไรก็ไม่เท่ากับการรู้การชนะใจตนเอง
อย่างไรก็ตามเหนือสิ่งอื่นใดใครจะเรียนรู้ได้เร็วหรือช้า ได้ดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับผุ้เรียนรู้เองว่าชนะใจตนเองเพื่ออนาคตหรือไม่ เพราะถ้าชนะใจตนเองอะไรก็เรียนรู้ได้ถ้าอยากเรียนรู้และจำเป็นต้องเรียนรู้ ในเรื่องนี้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในสมัยกรีกตามนักปรัชญาเพลโต้ที่ว่าคนจะเรียนรู้ได้ดีหมดถ้าบุคคลนั้นมีความสำนึกหรือรู้ว่าอะไรควรไม่ควร อะไรดีไม่ดีแล้ว รู้ว่าเป้าหมายของชีวิต จุดประสงค์ของชีวิตเป็นอย่างไร ซึ่งอาจกล่าวได้อีกอย่างว่าการรู้สำนึกเสียก่อนแล้วจะเรียนรู้อะไรได้ทั้งนั้น ดังนั้นในปัจจุบันก็ยังมีความเชื่อสอนให้รู้จักผิดชอบ ความชั่วดี สำนึกในสิ่งที่ดี สิ่งที่ต้องกระทำให้ดีเสียก่อนแล้วจะเรียนวิชาอะไรก็ได้ทั้งนั้น เช่นเดียวกับการชนะใจตนเองที่ว่า เรียนรู้อะไรก็ไม่เท่ากับการรู้การชนะใจตนเอง
การจัดการความรู้ในสังคม
จากที่กล่าวกันว่าสังคมของเราเปลี่ยนไปเป็นสังคมแห่งความรู้นั้น บางคนอาจจะยังไม่เห็นด้วย เพราะยังเห็นผู้คนจำนวนมากเมื่อจะทำอะไรไม่ได้ใช้ความรู้ที่ควรจะเป็น แต่นัยยะสังคมแห่งการเรียนรู้นั้น อยู่ที่การคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อแก้ปัญหา ถ้าหากว่ายังใช้วิธีเดิมๆ ไม่ได้ผลแล้ว หรือได้ผลแต่ไม่ทันกาล การจะคิดใหม่ทำใหม่จึงเน้นกันที่ความรู้ ที่นำมาใช้เป็นความรู้ใหม่ที่นี่ แต่อาจเป็นความรู้เก่าของที่อื่น การแข่งขันกันทางธุรกิจการค้าก็เน้นกันที่ความรู้และเทคโนโลยี ในนัยนี้เทคโนโลยีก็เป็นความรู้อย่างหนึ่ง พูดง่ายๆ ก็คือแข่งกันที่ความรู้ว่าใครมีความรู้มากกว่ากัน ใครมีความรู้มากกว่าย่อมได้เปรียบ และเมื่อมีความรู้แล้วจะต้องนำความรู้นั้นมาให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในเรื่องนี้ผู้คิดค้นความรู้ไม่จำเป็นว่าจะต้องนำความรู้มาให้เกิดประโยชน์ในทางธุรกิจได้ดีเสมอไป ดังจะเห็นว่าบริษัทธุรกิจนั้นซื้อเทคโนโลยีเอาไปผลิตสินค้าได้ดีกว่า ผู้ที่คิดค้นเทคโนโลยีเสียอีก ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย
และการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้นั้น ความรู้มีการแพร่กระจายเร็ว สามารถที่จะไปเอาความรู้ที่ใดที่มีอยู่แล้วมาใช้ได้ง่าย แต่ทำอย่างไรจะให้เข้ากับบริบทของเรา ขณะเดียวกันความรู้ของเราคนอื่นก็เอาไปใช้ได้ ฉวยโอกาสเอาไปใช้ได้หมด ไม่ต้องรอให้ใครสร้างความรู้ก่อน บางทีขณะที่นำความรู้มาใช้จะก่อให้เกิดการสร้างความรู้ใหม่ เพราะอย่างไรก็ต้องมีการปรับปรุงความรู้ให้เหมาะสมกับทรัพยากร สถานะการณ์สิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน
การจัดการความรู้ที่ผ่านมาเรามักจะจัดแบ่งความรู้เป็น 3 ส่วนคือความรู้ที่ชัดแจ้ง (explicit knowledge) ได้แก่ความรู้ความจริงทั้งหลาย ความรู้แฝงในตัวคน (implicit knowledge) เป็นความรู้ที่อาจได้จากประสบการณ์ที่แต่ละคนทำมาจนชำนาญมีเทคนิคเฉพาะตัว และความรู้ที่ฝังรากลึก (tacit knowledge) หลายคนไม่รู้ว่าตัวมีความรู้นี้อยู่ โดยแบบฉบับมักจะยกตัวอย่างด้วยภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำคือว่าเป็นความรู้ชัดแจ้ง ที่อยู่ใต้น้ำไม่ไกลจากผิวน้ำก็จะเป็นความรู้แฝง ส่วนความรู้ที่ซ่อนอยู่นั้นอยู่ลึกลงไปในน้ำ การแบ่งความรู้ดังกล่าวแล้วนั้นในสองประเภทหลังนั้นอาจจะดูคล้ายคลึงกัน แต่ถ้าจะให้ชัดว่าความรู้ที่อยู่ลึกนั้น อาจเป็นความรู้ที่เป็นความสามารถเฉพาะตัวที่คนอื่นทำไม่ได้ เป็นความรู้จากลางสังหรณ์ หรือเรียกกันว่าหยั่งรู้ ถ้าหยั่งรู้ได้ทุกเรื่องคงจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ตามบุคคลเดินดินธรรมดา
และการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้นั้น ความรู้มีการแพร่กระจายเร็ว สามารถที่จะไปเอาความรู้ที่ใดที่มีอยู่แล้วมาใช้ได้ง่าย แต่ทำอย่างไรจะให้เข้ากับบริบทของเรา ขณะเดียวกันความรู้ของเราคนอื่นก็เอาไปใช้ได้ ฉวยโอกาสเอาไปใช้ได้หมด ไม่ต้องรอให้ใครสร้างความรู้ก่อน บางทีขณะที่นำความรู้มาใช้จะก่อให้เกิดการสร้างความรู้ใหม่ เพราะอย่างไรก็ต้องมีการปรับปรุงความรู้ให้เหมาะสมกับทรัพยากร สถานะการณ์สิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน
การจัดการความรู้ที่ผ่านมาเรามักจะจัดแบ่งความรู้เป็น 3 ส่วนคือความรู้ที่ชัดแจ้ง (explicit knowledge) ได้แก่ความรู้ความจริงทั้งหลาย ความรู้แฝงในตัวคน (implicit knowledge) เป็นความรู้ที่อาจได้จากประสบการณ์ที่แต่ละคนทำมาจนชำนาญมีเทคนิคเฉพาะตัว และความรู้ที่ฝังรากลึก (tacit knowledge) หลายคนไม่รู้ว่าตัวมีความรู้นี้อยู่ โดยแบบฉบับมักจะยกตัวอย่างด้วยภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำคือว่าเป็นความรู้ชัดแจ้ง ที่อยู่ใต้น้ำไม่ไกลจากผิวน้ำก็จะเป็นความรู้แฝง ส่วนความรู้ที่ซ่อนอยู่นั้นอยู่ลึกลงไปในน้ำ การแบ่งความรู้ดังกล่าวแล้วนั้นในสองประเภทหลังนั้นอาจจะดูคล้ายคลึงกัน แต่ถ้าจะให้ชัดว่าความรู้ที่อยู่ลึกนั้น อาจเป็นความรู้ที่เป็นความสามารถเฉพาะตัวที่คนอื่นทำไม่ได้ เป็นความรู้จากลางสังหรณ์ หรือเรียกกันว่าหยั่งรู้ ถ้าหยั่งรู้ได้ทุกเรื่องคงจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ตามบุคคลเดินดินธรรมดา
วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ข้อแตกต่างระหว่างนักวิจัยกับนักพัฒนา
นักวิจัยคือผู้ที่จะสร้างความรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้(to know what we don't know) หรือพอรู้เลาๆ แต่ยังไม่แน่ชัด ให้ชัดขึ้นกว่าเดิม
นักพัฒนาคือผู้ที่พยายามทำให้ผู้อื่นในองค์กรชุมชน เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่คุณภาพใหม่ แก่ผู้คนที่ยังมองไม่เห็น และยังไม่แน่ใจในหนทาง และคุณภาพใหม่ที่ควรเปลี่ยนแปลง
การที่ไม่สามารถสร้างความเป็นธรรม เป็นหาความยากจนความอดอยาก ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศโดยรวมก็ยังเกิดขึ้นซ้ำซาก นั่้นคือไม่สามารถที่จะสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ในส่วนนี้นักวิจัยสามารถที่จะสร้างความชัดเจน ความแน่ชัดเพื่อนำไปใช้เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรม ที่นักพัฒนาสามารถทำให้เกิดการเปลียนแปลงตาม ความชัดเจนใหม่
นักพัฒนาคือผู้ที่พยายามทำให้ผู้อื่นในองค์กรชุมชน เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่คุณภาพใหม่ แก่ผู้คนที่ยังมองไม่เห็น และยังไม่แน่ใจในหนทาง และคุณภาพใหม่ที่ควรเปลี่ยนแปลง
การที่ไม่สามารถสร้างความเป็นธรรม เป็นหาความยากจนความอดอยาก ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศโดยรวมก็ยังเกิดขึ้นซ้ำซาก นั่้นคือไม่สามารถที่จะสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ในส่วนนี้นักวิจัยสามารถที่จะสร้างความชัดเจน ความแน่ชัดเพื่อนำไปใช้เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรม ที่นักพัฒนาสามารถทำให้เกิดการเปลียนแปลงตาม ความชัดเจนใหม่
ประสานฉุกเฉิน
ในโครงสร้างฉุกเฉิน ต้องคิดและตัดสินใจได้ถูกต้องและเร็ว การประสานฉุกเฉินก็คือการหล่อเลี้ยงให้เกิดการสนทนา และให้ความสนใจกับโครงสร้างฉุกเฉินให้มาก และการมีภาวะผู้นำที่จะประสานฉุกเฉิน
วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การปรับตัวคือทางรอด
ใน ภาวะที่โลกเราอยู่ในเศรษฐกิจเสรีทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ที่โลกเราเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากจนทำให้เราต้องเปลี่ยนตามโลกให้ทันมิฉะนั้น แล้วก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หลายคนย้ำคิดว่าต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถึงแม้ว่าไม่เปลี่ยนตัวเองก็จะมีคนมาทำให้เปลียนอยู่ดี ปัญหาคือว่าจะเปลี่ยนอย่างไรจึงจะทำให้เกิดคุณค่า เกิดความรักสามัคคี เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ แต่การเปลี่ยนเพื่อการอยู่รอดปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องปรับตัวรับกับ สิ่งใหม่ที่ถ้าโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย สัตว์ทั้งหลายปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปหรือมิฉะนั้นก็ล้ม หายตายจากไป เช่นเดียวกันสำหรับมนุษย์ที่ถึงกับมีการกล่าวกันว่า ผู้ที่อยู่รอดได้ไม่ใช้ผู้ที่ฉลาดลึกล้ำที่สุดแต่เป็นผู้ที่สามารถที่จะปรับ ตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและสถานะการณ์ได้มากที่สุดต่างหาก ต่อไปเป็นตัวอย่างหนึ่งของการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์
ชนเผ่าอินเดียแดงที่อาศัยอยู่บนเทือกเขาแอนดิส จะมีปริมาณเลือดมากกว่าผู้ที่อยู่บริเวณพื้นราบประมาณ 20 เปอร์เซนต์ เลือดที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษนี้ประกอบด้วยอนุภาคก้อนเลือด (corpuscles) อันเป็นตัวนำเอาฮีโมโกลบินที่จำเป็นต้องใช้ในการดูดซึมออกซิเจนเพื่อใช้ใน การหายใจ จำนวนออกซิเจนที่ได้เพิ่มขึ้นมาโดยวิธีนี้ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการมีชีวิตรอด เพราะในพื้นที่ที่มีอากาศเบาบางดังในบริเวณที่สูงๆบนภูเขา ฮีโมโกลบินของแต่ละคนจะเพิ่มเกือบขึ้นเกือบ 60 เปอร์เซนต์โดยน้ำหนักที่ระดับสูง 15,000 ฟิต เซลลฺ์เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดงของคนที่อาศัยอยู่ที่พื้นราบ ซึ่งแน่นอนว่าพื้นที่ผิวเซลล์ที่มากกว่าสามารถดูดซับออกซิเจนได้มากกว่า อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่บนแถบภูเขาสูง ร่างกายอาจไม่สูงใหญ่และอายุก็ไม่ยืนเท่ากับคนที่อยู่บนพื้นราบโดยรวม
ชนเผ่าอินเดียแดงที่อาศัยอยู่บนเทือกเขาแอนดิส จะมีปริมาณเลือดมากกว่าผู้ที่อยู่บริเวณพื้นราบประมาณ 20 เปอร์เซนต์ เลือดที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษนี้ประกอบด้วยอนุภาคก้อนเลือด (corpuscles) อันเป็นตัวนำเอาฮีโมโกลบินที่จำเป็นต้องใช้ในการดูดซึมออกซิเจนเพื่อใช้ใน การหายใจ จำนวนออกซิเจนที่ได้เพิ่มขึ้นมาโดยวิธีนี้ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการมีชีวิตรอด เพราะในพื้นที่ที่มีอากาศเบาบางดังในบริเวณที่สูงๆบนภูเขา ฮีโมโกลบินของแต่ละคนจะเพิ่มเกือบขึ้นเกือบ 60 เปอร์เซนต์โดยน้ำหนักที่ระดับสูง 15,000 ฟิต เซลลฺ์เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดงของคนที่อาศัยอยู่ที่พื้นราบ ซึ่งแน่นอนว่าพื้นที่ผิวเซลล์ที่มากกว่าสามารถดูดซับออกซิเจนได้มากกว่า อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่บนแถบภูเขาสูง ร่างกายอาจไม่สูงใหญ่และอายุก็ไม่ยืนเท่ากับคนที่อยู่บนพื้นราบโดยรวม
วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การทำงานให้ประสบผลสำเร็จ
คนเรารักความอิสระ จากธรรมชาติของใจคนไม่ชอบการบังคับ ดังนั้นการจะทำอะไรต้องเต็มใจที่จะทำ ทำให้มีกำลังใจที่จะทำ และทำด้วยความมั่นใจ ผลที่ได้จากการกระทำก็ก่อให้เกิดความภูมิใจ การทำงานใดๆ ก็จะทำได้ดี คือไม่ย่อท้อ ท้อถอย เบื่อหน่าย นั่นหมายถึงว่าจะประสบผลสำเร็จได้ในที่สุด
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เส้นทางสู่ปัญญา
ในการทำให้เกิดการเรียนรู้ ทุกคนคงจะต้องคิดเองทำเองในกระบวนการที่จะต้องดำเนินไป ถือว่าเป็นธรรมชาติของความจริงที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปร่าง และความหมาย การลงไปมีส่วนร่วมสัมผัสกับมัน อะไรใหม่ๆ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะมีสิ่งที่ค้นพบใหม่ที่สร้างขึ้นมา การจะเข้าใจอะไรอย่างลึกซึ้งเราต้องเข้าไปรับรู้ ไปมีส่วนร่วมเอง ใครอื่นใดก็ทำให้ไม่ได้ แต่ในกระบวนการเราก็จะต้องทำอะไรร่วมกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกันในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ได้ทดลองความคิด แลกเปลี่ยนแบ่งบันในเรื่องที่เรียนรู้ มีส่วนจุดประกายให้เห็นเส้นทางใหม่ๆ
ตัองไม่ลืมว่าต่างก็ยังมีความต้องการกันและกัน ต้องการการให้อภัยกันและกันได้เมื่อทำอะไรผิดพลาด มีความเชื่อใจกันในเรื่องที่ฝัน และในความหวัง การเป็นเพื่อนในการร่วมดำเนินการ ที่จะช่วยกันไม่ให้หลงทาง หรือผิดพลาด เป็นโลกใหม่ที่มีความไม่แน่นอน เราอาจต้องมีความกล้าหาญในการทำสิ่งที่แตกต่าง เส้นทางที่เดินบางยังมีอุปสรรค์ ตกหลุมตกร่อง หรือออกนอกลู่นอกทางบ้าง จึงจำเป็นความอดทน ความกรุณา การให้อภัย จะต้องมีให้กันและกันอยู่เสมอ
การคิดที่แตกต่างนำไปสู่การกระทำที่แตกต่าง การคิดที่มีลักษณะแปลกพิศดาร พร้อมรับกับความไม่แน่นอนยอมรับบทบาทของความไร้ระเบียบที่จะนำไปสู่การมีระเบียบใหม่ นั่นคืออยู่กับความแปลกและความอยากรู้อยากเห็น นำไปสู่ปัญญา การทำให้เกิดความประหลาดใจ แม้จะมีความไม่แน่นอนแต่ก็นำไปสู่การค้นพบ เป็นเวลาของการเรียนรู้ใหม่
ตัองไม่ลืมว่าต่างก็ยังมีความต้องการกันและกัน ต้องการการให้อภัยกันและกันได้เมื่อทำอะไรผิดพลาด มีความเชื่อใจกันในเรื่องที่ฝัน และในความหวัง การเป็นเพื่อนในการร่วมดำเนินการ ที่จะช่วยกันไม่ให้หลงทาง หรือผิดพลาด เป็นโลกใหม่ที่มีความไม่แน่นอน เราอาจต้องมีความกล้าหาญในการทำสิ่งที่แตกต่าง เส้นทางที่เดินบางยังมีอุปสรรค์ ตกหลุมตกร่อง หรือออกนอกลู่นอกทางบ้าง จึงจำเป็นความอดทน ความกรุณา การให้อภัย จะต้องมีให้กันและกันอยู่เสมอ
การคิดที่แตกต่างนำไปสู่การกระทำที่แตกต่าง การคิดที่มีลักษณะแปลกพิศดาร พร้อมรับกับความไม่แน่นอนยอมรับบทบาทของความไร้ระเบียบที่จะนำไปสู่การมีระเบียบใหม่ นั่นคืออยู่กับความแปลกและความอยากรู้อยากเห็น นำไปสู่ปัญญา การทำให้เกิดความประหลาดใจ แม้จะมีความไม่แน่นอนแต่ก็นำไปสู่การค้นพบ เป็นเวลาของการเรียนรู้ใหม่
เรื่องไม่น่าเชื่อ
ปลาโลมาจะเปิดตาข้างเดียวไว้ตลอดเวลานอนหลับ
หัวใจของกุ้งอยู่ที่หัวของกุ้ง
แมลงวันใช้ขารับรู้รสอาหาร โดยมีปุ่มรับรสอยู่ที่ขาถึง 1500 ตุ่ม
ร่างกายมนุษย์มีไขมันมากพอท่จะทำสบู่ได้ 7 ก้อน และมีธาตุเหล็ก พอที่จะนำมาทำตะปูขนาดยาว 1 นิ้วได้ 1 ตัว
หัวใจของกุ้งอยู่ที่หัวของกุ้ง
แมลงวันใช้ขารับรู้รสอาหาร โดยมีปุ่มรับรสอยู่ที่ขาถึง 1500 ตุ่ม
ร่างกายมนุษย์มีไขมันมากพอท่จะทำสบู่ได้ 7 ก้อน และมีธาตุเหล็ก พอที่จะนำมาทำตะปูขนาดยาว 1 นิ้วได้ 1 ตัว
ตีความวิสัยทัศน์โอบามา
วันนี้เมื่อเปิดดูโฮมเพจซ์เฟสบุคของตัวเอง ได้พบข้อคิดข้อเขียนจากประธานาธิปดีสหรัฐอะเมริกาอยู่ที่ลำดับแรก ซึ่งท่านได้พูดถึงเรื่องการศึกษาไว้สั้นๆแต่กินใจดังนี้
If we’re serious about making sure America’s workers—and America itself—succeed in the 21st century, the single most important step we can take is to make sure that every one of our young people has the best education that the world has to offer
แปลแล้วจะได้ความหมายว่า "ถ้าเรา(ชาวอเมริกา) กำลังคร่ำเคร่งในการทำให้แน่ใจว่าฝีมือแรงงานอเมริกัน และอเมริกันในภาพรวมจะประสบผลสำเร็จได้ในศตวรรษที่ 21 นั้นขั้นตอนสำคัญที่สุดหนึ่งเดียวที่เราจะใช้เพื่อให้แน่ใจก็คือ การให้เยาวชนประชาชนของเราได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่โลกจะมีให้"
ถ้าตีความก็แสดงว่าอเมริกานั้นเชื่อว่าการให้การศึกษาแก่ประชาชนให้ดีเพียงไรแล้ว ประชาชนก็จะประสบผลสำเร็จมากเท่านั้น ซึ่งเราทราบกันดีว่าการให้การศึกษาไม่ใช่ว่าจะเห็นผลทันทีทันใด ที่จะให้ผลในระยะยาวอาจจะไม่เห็นผลในรุ่นนี้แต่เห็นผลในรุ่นต่อไป และประโยคสุดท้ายที่บอกว่าจะให้ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดที่โลกสามารถมอบให้ได้นั้น ตีความได้ว่าเขาไม่มองจะเฉพาะตัวเองประเทศตัวเองเท่านั้น แต่มองหาสิ่งดีๆจากทั่วโลกที่จะมอบให้แก่พลเมืองของตัวเอง...และการศึกษาในโลกปัจจุบันก็เป็นไปในแนวทางนั้น
If we’re serious about making sure America’s workers—and America itself—succeed in the 21st century, the single most important step we can take is to make sure that every one of our young people has the best education that the world has to offer
แปลแล้วจะได้ความหมายว่า "ถ้าเรา(ชาวอเมริกา) กำลังคร่ำเคร่งในการทำให้แน่ใจว่าฝีมือแรงงานอเมริกัน และอเมริกันในภาพรวมจะประสบผลสำเร็จได้ในศตวรรษที่ 21 นั้นขั้นตอนสำคัญที่สุดหนึ่งเดียวที่เราจะใช้เพื่อให้แน่ใจก็คือ การให้เยาวชนประชาชนของเราได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่โลกจะมีให้"
ถ้าตีความก็แสดงว่าอเมริกานั้นเชื่อว่าการให้การศึกษาแก่ประชาชนให้ดีเพียงไรแล้ว ประชาชนก็จะประสบผลสำเร็จมากเท่านั้น ซึ่งเราทราบกันดีว่าการให้การศึกษาไม่ใช่ว่าจะเห็นผลทันทีทันใด ที่จะให้ผลในระยะยาวอาจจะไม่เห็นผลในรุ่นนี้แต่เห็นผลในรุ่นต่อไป และประโยคสุดท้ายที่บอกว่าจะให้ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดที่โลกสามารถมอบให้ได้นั้น ตีความได้ว่าเขาไม่มองจะเฉพาะตัวเองประเทศตัวเองเท่านั้น แต่มองหาสิ่งดีๆจากทั่วโลกที่จะมอบให้แก่พลเมืองของตัวเอง...และการศึกษาในโลกปัจจุบันก็เป็นไปในแนวทางนั้น
วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
โมเดลการสมานฉันท์
จากแนวคิดของคาปลา ที่ให้รู้ นิเวศวิทยา (eco-literacy) แทนที่จะเป็นการ รู้วิทยาศาสตร์ (Science literacy) อย่างเดียว เพราะการรู้วิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดสมรรถนะในทางวิชาการ ความรู้ ความสามรถ แต่ขาดความสัมพันธ์เชื่อมโยง ทำให้โลกของเราเต็มไปด้วยคนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพวก ทำให้ละเลยความถูกต้อง จนทำให้โลกเกิดความวุ่นวายไม่รู้จบสิ้น ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน คาปลาได้แสดงทัศนะว่า สังคมโลกของเราจะอยู่รอดปลอดภัยอยู่ได้ก็เมื่อ เราได้เข้าใจหลักการทางนิเวศวิทยา นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมคาปลาจึงได้แนะให้มีการรู้นิเวศวิทยา โดยที่การรู้นิเวศวิทยาตามแนวคิดนี้จะประกอบด้วย หลักการทางนิเวศวิทยา และ แนวคิดเชิงระบบ ซึ่งจะต้องนำหลักการดังกล่าวไปใช้ในการปฏิรูปด้านต่างๆ แม้แต่ในเรื่องของการสมานฉันท์ จะมาดูว่าทำไมการรู้นิเวศวิทยาจะนำมาซึ่งการสมานฉันท์
โดยทั่วไปแล้วหลักการทางนิเวศวิทยานั้นมุ่งชี้ให้เห็นของความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตว่า สิ่งมีชีวิตหนึ่งต้องพึ่งพาอีกสิ่งมีชีวิต ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่จะอยู่รอดปลอดภัยโดยไม่พึ่งพาสิ่งมีชีวิตอื่น ระบบชีวิตจึงเป็นเครือข่ายของความสัมพันธ์ ทุกชีวิตมีความสำคัญที่จะให้ชีวิตอื่นดำรงอยู่ การตัดวงจรทำร้ายสิ่งมีชีวิตด้วยกัน เป็นเหมือนการทำลายความสัมพันธ์ ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่มีใครที่อยู่ได้โดยไม่พึ่งผู้อื่นไม่ว่าจะยากดีมีจน เป็นเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลแค่ไหน เมื่อพิจารณา ก็ต้องอาศัยผู้อื่นทั้งนั้นจึงทำให้ร่ำรวย ลองจิตนาการหากว่าไม่มีคนจนเลย มีแต่คนรวยจะอยู่ได้หรือไม่ หรือแม้จะไม่แตกต่างกันมากนักในฐานะ แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำอะไรได้ด้วยตนเองทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องเราต้องพึ่งพาผู้อื่นอยู่ดี ความร่ำรวยของคนๆ หนึ่งอาจไปทำลายล้างคนอีกกลุ่มหนึ่งโดยไม่รู้ตัวหากสืบสาวราวเรื่องดูก็จะเห็นในเรื่องนี้ การที่เราจะมีความสุขอยู่ได้ขณะที่คนรอบข้างมีความทุกข์นั้น ไม่น่าจะเป็นความสุขที่แท้ การคิดเชิงระบบนั้นเป็นการคิดแบบองค์รวม ที่มีความสัมพันธ์ให้รอบด้าน ทำให้เราได้เห็นถึงความ เป็นอยู่ของผู้คนที่มีความแตกต่าง ทำให้มองเห็นว่าใครที่ได้เปรียบเสียเปรียบ เราก็คงไม่อยากให้คนที่เรารักและสัมพันธ์ด้วยเสียเปรียบ ดังนั้นการมองในทัศนะที่ให้ทุกคนรู้นิเวศวิทยา โดยนำหลักการทางนิเวศวิทยาและความคิดเชิงระบบไปใช้ น่าจะเป็นโมเดลที่จะนำความสมานฉันท์มาสู่สังคมของเราได้
โดยทั่วไปแล้วหลักการทางนิเวศวิทยานั้นมุ่งชี้ให้เห็นของความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตว่า สิ่งมีชีวิตหนึ่งต้องพึ่งพาอีกสิ่งมีชีวิต ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่จะอยู่รอดปลอดภัยโดยไม่พึ่งพาสิ่งมีชีวิตอื่น ระบบชีวิตจึงเป็นเครือข่ายของความสัมพันธ์ ทุกชีวิตมีความสำคัญที่จะให้ชีวิตอื่นดำรงอยู่ การตัดวงจรทำร้ายสิ่งมีชีวิตด้วยกัน เป็นเหมือนการทำลายความสัมพันธ์ ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่มีใครที่อยู่ได้โดยไม่พึ่งผู้อื่นไม่ว่าจะยากดีมีจน เป็นเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลแค่ไหน เมื่อพิจารณา ก็ต้องอาศัยผู้อื่นทั้งนั้นจึงทำให้ร่ำรวย ลองจิตนาการหากว่าไม่มีคนจนเลย มีแต่คนรวยจะอยู่ได้หรือไม่ หรือแม้จะไม่แตกต่างกันมากนักในฐานะ แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำอะไรได้ด้วยตนเองทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องเราต้องพึ่งพาผู้อื่นอยู่ดี ความร่ำรวยของคนๆ หนึ่งอาจไปทำลายล้างคนอีกกลุ่มหนึ่งโดยไม่รู้ตัวหากสืบสาวราวเรื่องดูก็จะเห็นในเรื่องนี้ การที่เราจะมีความสุขอยู่ได้ขณะที่คนรอบข้างมีความทุกข์นั้น ไม่น่าจะเป็นความสุขที่แท้ การคิดเชิงระบบนั้นเป็นการคิดแบบองค์รวม ที่มีความสัมพันธ์ให้รอบด้าน ทำให้เราได้เห็นถึงความ เป็นอยู่ของผู้คนที่มีความแตกต่าง ทำให้มองเห็นว่าใครที่ได้เปรียบเสียเปรียบ เราก็คงไม่อยากให้คนที่เรารักและสัมพันธ์ด้วยเสียเปรียบ ดังนั้นการมองในทัศนะที่ให้ทุกคนรู้นิเวศวิทยา โดยนำหลักการทางนิเวศวิทยาและความคิดเชิงระบบไปใช้ น่าจะเป็นโมเดลที่จะนำความสมานฉันท์มาสู่สังคมของเราได้
วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
มาเป็นผู้เชี่ยวชาญกันเถอะ
การที่เราจะเป็นผู้เชี่ยวชานด้านใดด้านหนึ่งนั้น เราต้องมีใจรักมีความชอบเกี่ยวกับเรื่องนั้น และเราจะสนใจเรื่องนั้นเสมอ เป็นจุดตั้งต้น จากนั้นต้องอาศัยความตั้งใจความมุ่งมั่นที่จะหาความรู้เพิ่มเติมเฉพาะเรื่องที่สนใจเท่านั้น วิธีการที่ได้ผลก็คือความตั้งใจที่จะให้ความสำคัญที่จะศึกษาหาความรู้เพิ่มทุกวันในเรื่องที่จะให้เกิดความเชี่ยวชาน โดยใช้เวลาวันละ 10 นาทีไปจนถึงหนึ่งชั่วโมงทุกวัน ในการทำความเข้าใจศึกษาเพิ่มเติม เพิ่มประสบการณ์ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ หากสามารถทำได้ทุกวันไปจนครบ 1 ปีแล้วจะเห็นความแตกต่างในเรื่องความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างเด่นชัด
ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนฉลาดหลักแหลมปราดเปรื่องไปทั้งหมด แต่ให้มีความสนใจเช่นอ่านเกี่ยวกับเรื่องนั้นทุกวันวันละ 30 นาที หรือทดลองปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนั้นทุกวันเช่นฝึกหมุนลูกบาศก์รูบิกทุกวันก็จะทำให้ชำนาญใช้เวลาน้อยลงในการเล่น เชื่อว่าทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้ขอให้มีความตั้งใจในการหาความรู้เพิ่มให้ได้ทุกวันวันละเล็กน้อยก็จะประสบผลสำเร็จได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนฉลาดหลักแหลมปราดเปรื่องไปทั้งหมด แต่ให้มีความสนใจเช่นอ่านเกี่ยวกับเรื่องนั้นทุกวันวันละ 30 นาที หรือทดลองปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนั้นทุกวันเช่นฝึกหมุนลูกบาศก์รูบิกทุกวันก็จะทำให้ชำนาญใช้เวลาน้อยลงในการเล่น เชื่อว่าทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้ขอให้มีความตั้งใจในการหาความรู้เพิ่มให้ได้ทุกวันวันละเล็กน้อยก็จะประสบผลสำเร็จได้อย่างไม่น่าเชื่อ
แผนกลยุทธ์มีอะไร
แผนกลยุทธ์คือ... "เอกสารที่กำหนดเป้าหมายและแนวทางในการบรรลุเป้าหมาย ที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ภายนอกและภายในองค์การ" เป็นความหมายที่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กำหนดเป็นคนแรก แต่ได้มาจากหน้าแรกของเอกสารประกอบการเรียนการสอนของนักศึกษา มีอยู่ 22 หน้า เอกสารนี้ไม่มีอ้างอิงใดๆ แม้แต่ผู้เขียน แต่น่าจะเป็นเอกสารบรรยายการทำแผนกลยุทธ์เป็นแผนภูมิและคำอธิบาย โดยเริ่มจากวิเคราะห์ SWOT หาโอกาส ภัยคุกคาม จุดอ่อน จุดแข็ง จากการวิเคราะห์สถานะการณ์ภายนอกและภายใน ทำให้วิเคราะห์หาตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ ทำให้ทราบจุดแข็งทำอะไรเช่นรุกหรือป้องกันจุดอ่อนทำอะไร เช่นพลิกฝื้น หรือประคองตัวหรือถอย ตอนนี้ก็คงมีการกำหนดวิสัยทัศน์ กำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดกลยุทธ์เพื่อเสริมจุดแข็งแก้จุดอ่อน โดยมีผลงานด้านสำคัญ(KSA:Key Result Areas) และตัวชี้วัดผลสำเร็จ (KPI:Key Performance Indicators) ซึ่งเป็นตัวบอกว่าแก้จุดอ่อนเสริมจุดแข็งได้ระดับใด
สำหรับการกำหนดกลยุทธ์จาก BSC (Balance Score Card) หรือการกำหนดจาก SWOT grid ที่กาจุดเหมาะสมจากจุดอ่อนจุดแข็ง โอกาส ภัยคุกคาม นอกจากนี้ยังใช้สถานการณ์ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมวัฒนธรรม ด้านเทคโนโลยี นโยบายด้านการจัดการศึกษา และนโยบายด้านอื่นๆ และหน้าสุดท้ายของเอกสารนี้ได้สรุปกระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ ดังนี้
การวิเคราะห์สถานการณ์ ทำให้ทราบว่า เราอยู่ที่ไหน
ผลที่ต้องการ จากการกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ และวัตถุประสงค์ ทำให้ทราบว่า
เราจะไปเป็นอะไร
วิธีการ โดยการกำหนดกลยุทธ์ แผนงานโครงการ ทำให้ทราบว่า
จะไปทางไหนอย่างไร
การนำไปปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายย่อย โครงการ ที่บอกว่า ใครต้องทำอะไร
การติดตามประเมิน โดยการทบทวน ก็จะบอกได้ว่า ทีทำมาเป็นอย่างไร
ที่สรุปมาจาก 22 หน้า คงจะต่างกับการทำแผนกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยตรงที่ไม่ได้กล่าวถึงเป้าประสงค์หรือเป้าหมาย เพราะการกำหนดเป้าหมายหรือผลลัพธ์เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมองให้ออก แล้วทำให้เกิดผลลัพธ์นั้น
สำหรับการกำหนดกลยุทธ์จาก BSC (Balance Score Card) หรือการกำหนดจาก SWOT grid ที่กาจุดเหมาะสมจากจุดอ่อนจุดแข็ง โอกาส ภัยคุกคาม นอกจากนี้ยังใช้สถานการณ์ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมวัฒนธรรม ด้านเทคโนโลยี นโยบายด้านการจัดการศึกษา และนโยบายด้านอื่นๆ และหน้าสุดท้ายของเอกสารนี้ได้สรุปกระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ ดังนี้
การวิเคราะห์สถานการณ์ ทำให้ทราบว่า เราอยู่ที่ไหน
ผลที่ต้องการ จากการกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ และวัตถุประสงค์ ทำให้ทราบว่า
เราจะไปเป็นอะไร
วิธีการ โดยการกำหนดกลยุทธ์ แผนงานโครงการ ทำให้ทราบว่า
จะไปทางไหนอย่างไร
การนำไปปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายย่อย โครงการ ที่บอกว่า ใครต้องทำอะไร
การติดตามประเมิน โดยการทบทวน ก็จะบอกได้ว่า ทีทำมาเป็นอย่างไร
ที่สรุปมาจาก 22 หน้า คงจะต่างกับการทำแผนกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยตรงที่ไม่ได้กล่าวถึงเป้าประสงค์หรือเป้าหมาย เพราะการกำหนดเป้าหมายหรือผลลัพธ์เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมองให้ออก แล้วทำให้เกิดผลลัพธ์นั้น
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
คุณค่าขององค์กร
เราคงเข้าใจกับที่กล่าวกันว่า การทำให้มีคุณค่าเพิ่ม แสดงว่ามีคุณค่าอยู่จึงเพิ่มคุณค่าได้ ปกติแล้วแต่ละองค์กรก็มีคุณค่าอะไรบางอย่างอยู่ที่เป็นประโยชน์ ถ้าเปรียบองค์กรเหมือนกับชีวิตแล้วสิ่งที่หนุนช่วยองค์กรอยู่ก็คือหลักการ ที่สลักเจียรนัยกันขึ้นมา หลักการเหล่านั้นเป็นตัวนำทางให้กับองค์กรก็คือคุณค่าขององค์กร เหนือสิ่งอื่นใดแล้วคุณค่าหลักขององค์กรไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่าหลักการที่ ประชาคมในองค์กรมีอยู่แนบแน่นฝังประทับอยู่ภายในใจ และคุณค่าหลักเหล่านั้นสำคัญยิ่งยวดต่อความสำเร็จ เพราะว่าคุณค่าเหล่านั้นทำหน้าที่เหมือนกับตัวยึดเหนี่ยว ในยามวิกฤตก็ยงมีที่พักพิง ไม่ว่าจะโดนมรสุมหนักหน่วงเพียงไร ก็ยังมีทิศทางให้ไป ไม่ให้พัดพาไปยังทิศที่ไม่ต้องการจะไป ยิ่งมีคุณค่าที่เข้มแข็งเหมือนกับมีบางอย่างที่ยึดเหนี่ยวเราไว้อย่างมั่นคง ไม่ว่าสภาวะแวดล้อมจะเลวร้ายปานใด
นอกจากนี้แล้วคุณค่าหลักนั้นจะหยั่งรากลึกยึดเหนี่ยวความเชื่อไว้ ที่อธิบายได้ถึงจิตวิญญาณของเรา ก็จะกลายเป็นเหมือนเพื่อนที่อยู่เคียงคู่อย่างซื่อสัตย์ตราบตลอดอายุขัยขององค์กรที่สามารถมั่นใจได้ เพียงเหมือนกับสถานะการณ์โดยรอบ แนวทางที่เราอยู่อาศัยมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอนั้น เราได้มาซึ่งทักษะ วินัย และนิสัย การปฏิบัติต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามสถานะการณ์ ในอีกทางหนึ่งนั้นคุณค่าไม่เคยเปลี่ยน สามารถที่จะพึ่งพิงนำทางให้เรา กล่าวอีกอย่างได้ว่า วิธีการมีมากมาย คุณค่ามีไม่มาก วิธีการนั้นเปลี่ยนไปเสมอ คุณค่าไม่เคยเป็นเช่นนั้น
ทันทีที่เราตรวจสอบคุณค่าของเราและอธิบายได้ แล้วเราก็สามารถจะนำทางถือหางเสือขององค์กรโดยคุณค่านั้น ถ้ามีบางอย่างเป็นคุณค่าหลักหรือคุณค่าแกนจริงแล้วมันจะยังคงเป็นส่วนหนึ่ง ของขีวิต และอาจจะคงอยู่ไปจนจุดสุดท้ายของชีวิตขององค์กร กล่าวคือ
การให้คุณค่ากับท่าทีทัศนคติ เพราะว่ามีส่วนให้แนวทางเราที่เป็นไปได้
ใหัคุึณค่ากับลำดับความสำคัญเพราะว่ามีส่วนให้เรามุ่งเน้นในการทำงานใดๆ
ให้คุณค่ากับสุขภาพเพราว่ามีส่วนให้เราแข็งแรง
ให้คุณค่ากับครอบครัวประชาคมเพราะว่ามีส่วนทำให้มีความเสถียรภาพ
ให้คุณค่ากับการคิดเพราะว่ามีส่วนให้เรามีความก้าวหน้า
ให้คุณค่ากับพันธะสัญญาเพราะว่ามีส่วนให้เราเกาะติดกัดไม่ปล่อย
ให้คุณค่ากับความศรัธาเพราะว่ามีส่วนให้เกิดความสงบ
ให้คุณค่ากับความสัมพันธ์เพราะว่ามีส่วนเติมเต็มให้เราสมบูรณ์
ให้คุณค่ากับการมีใจคอกว้างขวางเพราะว่ามีส่วนให้เกิดนัยสำคัญ
ให้คุณค่ากับคุณค่าเพราะว่าจะให้ทิศทางแก่เรา
ให้คุณค่ากับการเติบโตเพราะว่าจะทำให้เรามีความสามารถมีพลัง
จากการนำทางของคุณค่าทั้ง 12 ดังกล่าวเหล่านั้น หวังว่าจะสามารถเติมเต็มจุดประสงค์ โดยมีศูนย์กลางหลักที่
-ความเป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกันที่จะมีชีวิตอยู่อย่างน่าเชื่อถือน่าชื่นชม ดังนั้นคุณค่าขององค์กรเป็นที่ยอมรับกันในพี่น้องผองเพื่อน
-งานของเราต่อองค์กรมีอิทธิพลต่อประชาคมมากเท่าที่เป็นไปได้ในช่วงเวลาน้อยที่สุด
-โดยตัวเราเองอยู่และตายด้วยความพึงพอใจว่าได้รับใช้ผู้อื่นและประชาคมอันเป็นพี่น้องผองเพื่อน
อ้างอิง:ได้แนวจาก Today matters โดย John C. Maxwell
นอกจากนี้แล้วคุณค่าหลักนั้นจะหยั่งรากลึกยึดเหนี่ยวความเชื่อไว้ ที่อธิบายได้ถึงจิตวิญญาณของเรา ก็จะกลายเป็นเหมือนเพื่อนที่อยู่เคียงคู่อย่างซื่อสัตย์ตราบตลอดอายุขัยขององค์กรที่สามารถมั่นใจได้ เพียงเหมือนกับสถานะการณ์โดยรอบ แนวทางที่เราอยู่อาศัยมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอนั้น เราได้มาซึ่งทักษะ วินัย และนิสัย การปฏิบัติต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามสถานะการณ์ ในอีกทางหนึ่งนั้นคุณค่าไม่เคยเปลี่ยน สามารถที่จะพึ่งพิงนำทางให้เรา กล่าวอีกอย่างได้ว่า วิธีการมีมากมาย คุณค่ามีไม่มาก วิธีการนั้นเปลี่ยนไปเสมอ คุณค่าไม่เคยเป็นเช่นนั้น
ทันทีที่เราตรวจสอบคุณค่าของเราและอธิบายได้ แล้วเราก็สามารถจะนำทางถือหางเสือขององค์กรโดยคุณค่านั้น ถ้ามีบางอย่างเป็นคุณค่าหลักหรือคุณค่าแกนจริงแล้วมันจะยังคงเป็นส่วนหนึ่ง ของขีวิต และอาจจะคงอยู่ไปจนจุดสุดท้ายของชีวิตขององค์กร กล่าวคือ
การให้คุณค่ากับท่าทีทัศนคติ เพราะว่ามีส่วนให้แนวทางเราที่เป็นไปได้
ใหัคุึณค่ากับลำดับความสำคัญเพราะว่ามีส่วนให้เรามุ่งเน้นในการทำงานใดๆ
ให้คุณค่ากับสุขภาพเพราว่ามีส่วนให้เราแข็งแรง
ให้คุณค่ากับครอบครัวประชาคมเพราะว่ามีส่วนทำให้มีความเสถียรภาพ
ให้คุณค่ากับการคิดเพราะว่ามีส่วนให้เรามีความก้าวหน้า
ให้คุณค่ากับพันธะสัญญาเพราะว่ามีส่วนให้เราเกาะติดกัดไม่ปล่อย
ให้คุณค่ากับความศรัธาเพราะว่ามีส่วนให้เกิดความสงบ
ให้คุณค่ากับความสัมพันธ์เพราะว่ามีส่วนเติมเต็มให้เราสมบูรณ์
ให้คุณค่ากับการมีใจคอกว้างขวางเพราะว่ามีส่วนให้เกิดนัยสำคัญ
ให้คุณค่ากับคุณค่าเพราะว่าจะให้ทิศทางแก่เรา
ให้คุณค่ากับการเติบโตเพราะว่าจะทำให้เรามีความสามารถมีพลัง
จากการนำทางของคุณค่าทั้ง 12 ดังกล่าวเหล่านั้น หวังว่าจะสามารถเติมเต็มจุดประสงค์ โดยมีศูนย์กลางหลักที่
-ความเป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกันที่จะมีชีวิตอยู่อย่างน่าเชื่อถือน่าชื่นชม ดังนั้นคุณค่าขององค์กรเป็นที่ยอมรับกันในพี่น้องผองเพื่อน
-งานของเราต่อองค์กรมีอิทธิพลต่อประชาคมมากเท่าที่เป็นไปได้ในช่วงเวลาน้อยที่สุด
-โดยตัวเราเองอยู่และตายด้วยความพึงพอใจว่าได้รับใช้ผู้อื่นและประชาคมอันเป็นพี่น้องผองเพื่อน
อ้างอิง:ได้แนวจาก Today matters โดย John C. Maxwell
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

