เป็สนเรื่องราวที่เหลือเชื่อ ของชายหนุมสองคนที่เป็นเพื่อนรักกัน คนหนึ่งเก่งทางศิลปะวาดภาพมีชื่อเสียงอีกคนเป็นนักคอมพิวเตอร์ที่เก่งมากเช่นกัน และจู่ๆเพื่อนคนที่เก่งศิลปะเกิดเป็นโรคที่ทำให้สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อทั้งหมดยกเว้นที่ยังกรอกลูกๅตาได้ นอนแน่นิ่งขยับเยื่อนไปไหนไม่ได้. เพื่อนคนที่เก่งคอมพิวเตอร์คิดสงสารเพื่อนจับใจว่าคงเบื่อและทนทุกข์ คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่จะช่วยเหลือเพื่อนอย่างไร. ทำให้คิดว่าทำอย่างไรจึงจะสื่อสารกับเพื่อนได้สะดวกและทำให้เพื่อนสามารถที่จะวาดภาพได้เหมือนเดิม.
เขาจึงเริ่มพัฒนาชุดช่วยเขียนจากการกรอกลูกตา โดยอุปกรณ์เป็นแว่นตาติดกล้องวิดีโอเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาซอพท์แวร์ทำให้เขียนสื่อสารกับผู้อื่นได้ง่ายและสะดวกขึ้น เพียงแต่กรอกตาบังคับควบคุมการเขียนเท่านั้น ต่อมาเขายังได้พัฒนาซอพแร์ที่ช่วยให้วาดภาพได้อีกด้วยทำให้เพื่อนที่นอนนิ่งไม่ไหวติ่งสามารถสร้างงานศิลปะได้อีกและสร้างผลงานออกมาอย่างต่อเนือง ผลจากประดิษฐ์คิดค้นในครั้งนี้ทำให้ได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นแห่งปี และที่สำคัญผู้คิดค้นพัฒนาได้ในราคาที่ไม่แพงจึงอุทิศให้กับผู้ที่ต้องการที่เป็นโรคนี้โดยไม่คิดมูลค่าในการคิดค้นเลย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทย์ประยุกต์และเทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทย์ประยุกต์และเทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554
คอมพิวเตอร์จะมีความสามารถมากกว่าสมองมนุษย์จริงหรือ
ปัจจุบันเราพบว่าคอมพิวเตอร์ทำงานหลายอย่างได้ดีกว่าการใช้คนทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์เครื่องมือที่บอกว่าใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมสามารถทำงานได้คงเส้นคงวา และทำงานที่ซ้ำๆกันได้โดยไม่รู้จักเบื่อหน่าย อย่างไรก็ตามก็มีหลายอย่างที่คอมพิวเตอร์อาจทำได้ไม่ดีเท่ากับคนในแง่ของอารมณ์ความรู้สึก ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่จะสร้างหุ่นยนต์ให้มีอารมณ์รักเหมือนกับคนจริงๆ ให้มีความซาบซึ้งเหมือนกับคน สิ่งต่างๆเหล่านี้ คนกำลังสร้างให้หุ่นยนต์มีความรู้สึกได้เช่นเดียวกับคน มีหลายอย่างที่ดีกว่าคนเช่นให้รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนได้ดีกว่าคน จักความร้อนหนาวได้ดีกว่าคน ทายความคิดคนได้ดีกว่าคน สิ่งต่างๆที่ทำได้ดีกว่าคนนั้น คอมพิวเตอร์มีส่วนช่วยที่สำคัญ
จากความสามารถทางด้านการคำนวณของคอมพิวเตอร์ ที่สามารถที่จะแปลงไปเป็นความสามารถด้านอื่นๆ และมีหลายอย่างที่คอมพิวเตอร์เอาชนะมนุษย์ได้ ตั้งแต่การเล่นหมากรุกกับคอมพิวเตอร์เมื่อคอมพิวเตอร์มีความสามารถสูงขึ้นก็เอาชนะมนุษย์ได้หลาสิบปีมาแล้ว และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าภายในปีคศ. 2013 ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่จะสร้างขึ้นนั้นจะมีความสามารถด้านการคำนวณสูงกว่าความสามารถด้านการคำนวณของสมองมนุษย์ นั่นหมายความว่าต่อไปคอมพิวเตอร์ก็อาจจะคิดอะไรได้เองได้ ซึ่งในประเด็นนี้มีแนวคิดที่แตกต่างว่า จะอย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์จะให้มีความสามารถสูงขึ้นอย่างไรมนุษย์ก็จะต้องเป็นผู้คิดก่อน แม้ว่ามีโรงงานหลายโรงงานแล้วก็ตามก็ใช้หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ในการผลิต แต่สุดท้ายก็ยังต้องใช้คนในการควบคุมถ้ามีอะไรเสียหายผิดพลาดคนก็ต้องเข้าไปแก้ไข คอมพิวเตอร์ก็ยังไม่ฉลาดพอที่จะซ่อมแซมตัวเองได้สมบูรณ์ทุกอย่าง จะมีก็แต่นิยายในภาพยนต์เท่านั้น
ในอีกแง่มุมหนึ่งต้องยอมรับว่ามนุษย์สามารถสร้างเครื่องจักรให้มีความสามารถกว่าตัวเองมานานแล้ว ตั้งแต่ใช้เครื่องกลพื้นฐานใช้คาน พื้นเอียง และรอก ล้อและเพลาในการผ่อนแรงสามารถออกแรงน้อยแต่สามารถยกของสิ่งของมากกว่าตัวเองได้หลายเท่ามาตั้งแต่ดีกดำบรรพแล้ว เครื่องจักรต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นก็มีความสามารถกว่าคนทั้งนั้นในด้านต่างๆ มากมาย ดังนั้นการสร้างให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถทางการคำนวณสูงกว่าก็เป็นเรื่องปกติ
นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ต่อว่าภายในปี 2049 คอมพิวเตอร์ที่ราคาเครื่องละราว 1000 $ จะมีความสามารถสูงกว่าความสามารถของมนุษย์ทุกเผ่าพันธ์หรือทุกๆสปีชี ในทัศนของผู้เขียนก็ยังมีความเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่คอมพิวเตอร์จะมีความสามารถสูงกว่ามนุษย์ในทุกเรื่องทุกแง่ทุกมุม เพราะอย่างน้อยๆในแง่ของความคิดจินตนาการคงจะสู้คนไม่ได้ และคนก็เป็นผู้ควบคุมสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้จะให้เครื่องจักรควบคุมด้วยกันเองหรือไม่ก็ตาม
จากความสามารถทางด้านการคำนวณของคอมพิวเตอร์ ที่สามารถที่จะแปลงไปเป็นความสามารถด้านอื่นๆ และมีหลายอย่างที่คอมพิวเตอร์เอาชนะมนุษย์ได้ ตั้งแต่การเล่นหมากรุกกับคอมพิวเตอร์เมื่อคอมพิวเตอร์มีความสามารถสูงขึ้นก็เอาชนะมนุษย์ได้หลาสิบปีมาแล้ว และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าภายในปีคศ. 2013 ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่จะสร้างขึ้นนั้นจะมีความสามารถด้านการคำนวณสูงกว่าความสามารถด้านการคำนวณของสมองมนุษย์ นั่นหมายความว่าต่อไปคอมพิวเตอร์ก็อาจจะคิดอะไรได้เองได้ ซึ่งในประเด็นนี้มีแนวคิดที่แตกต่างว่า จะอย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์จะให้มีความสามารถสูงขึ้นอย่างไรมนุษย์ก็จะต้องเป็นผู้คิดก่อน แม้ว่ามีโรงงานหลายโรงงานแล้วก็ตามก็ใช้หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ในการผลิต แต่สุดท้ายก็ยังต้องใช้คนในการควบคุมถ้ามีอะไรเสียหายผิดพลาดคนก็ต้องเข้าไปแก้ไข คอมพิวเตอร์ก็ยังไม่ฉลาดพอที่จะซ่อมแซมตัวเองได้สมบูรณ์ทุกอย่าง จะมีก็แต่นิยายในภาพยนต์เท่านั้น
ในอีกแง่มุมหนึ่งต้องยอมรับว่ามนุษย์สามารถสร้างเครื่องจักรให้มีความสามารถกว่าตัวเองมานานแล้ว ตั้งแต่ใช้เครื่องกลพื้นฐานใช้คาน พื้นเอียง และรอก ล้อและเพลาในการผ่อนแรงสามารถออกแรงน้อยแต่สามารถยกของสิ่งของมากกว่าตัวเองได้หลายเท่ามาตั้งแต่ดีกดำบรรพแล้ว เครื่องจักรต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นก็มีความสามารถกว่าคนทั้งนั้นในด้านต่างๆ มากมาย ดังนั้นการสร้างให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถทางการคำนวณสูงกว่าก็เป็นเรื่องปกติ
นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ต่อว่าภายในปี 2049 คอมพิวเตอร์ที่ราคาเครื่องละราว 1000 $ จะมีความสามารถสูงกว่าความสามารถของมนุษย์ทุกเผ่าพันธ์หรือทุกๆสปีชี ในทัศนของผู้เขียนก็ยังมีความเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่คอมพิวเตอร์จะมีความสามารถสูงกว่ามนุษย์ในทุกเรื่องทุกแง่ทุกมุม เพราะอย่างน้อยๆในแง่ของความคิดจินตนาการคงจะสู้คนไม่ได้ และคนก็เป็นผู้ควบคุมสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้จะให้เครื่องจักรควบคุมด้วยกันเองหรือไม่ก็ตาม
วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ความฉลาดทางอารมณ์กับเครื่องจักร
ความสามารถของมนุษย์ที่จะเข้าใจและตอบสนองอย่างเหมาะสมในทางอารมณ์นั้นเรียกอีกอย่างว่าความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งก็เป็นรูปแบบหนึ่งของความฉลาดของมนุษย์ ต่อไปในอนาคต ความฉลาดเครื่องจักรก็จะเรียนรู้เข้าใจควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมขำนาญ การตอบสนองทางอารมณ์ของเราบางอย่างจะมีการปรับให้เข้ากับความฉลาดสูงสุดที่เรามี ในบริบทตามขีดจำกัดที่เป็นความอ่อนแอของร่างกายมนุษย์
ความฉลาดของเครื่องจักรในอนาคตจะมีร่างกายเช่นกัน ดังเช่นร่างกายเสมือน (virtual bodies) ในความความจริงเสมือน (virtual reality) หรือเป็นการโปรเจ็คชั่นของความเป็นจริงจริงๆที่ใช้ foglets เพื่อที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับโลก ด้วยร่างกายตามวิศวกรรมนาโนเทคโนโลยีนั้นจะมีความสามารถและมีความแข็งแรงคงทนกว่าร่างกายมนุษย์ในชีวิตจริงทางชีวะเป็นอย่างมาก ดังนั้นการตอบสนองทางอารมณ์ของความฉลาดของเครื่องจักรก็จะได้รับการออกแบบมาสะท้อนให้เห็นถึงการสนับสนุนส่งเสริมอย่างสูงต่อความสามารถทางกายภาพ
ความฉลาดของเครื่องจักรในอนาคตจะมีร่างกายเช่นกัน ดังเช่นร่างกายเสมือน (virtual bodies) ในความความจริงเสมือน (virtual reality) หรือเป็นการโปรเจ็คชั่นของความเป็นจริงจริงๆที่ใช้ foglets เพื่อที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับโลก ด้วยร่างกายตามวิศวกรรมนาโนเทคโนโลยีนั้นจะมีความสามารถและมีความแข็งแรงคงทนกว่าร่างกายมนุษย์ในชีวิตจริงทางชีวะเป็นอย่างมาก ดังนั้นการตอบสนองทางอารมณ์ของความฉลาดของเครื่องจักรก็จะได้รับการออกแบบมาสะท้อนให้เห็นถึงการสนับสนุนส่งเสริมอย่างสูงต่อความสามารถทางกายภาพ
ความฉลาดและบทบาทของนาโนบ็อต
ความเร่งตามวงจรการปรับปรุงของความฉลาดที่ไม่มีชีวิต (nonbiological intelligence) นัน นาโนเทคโนโลยีจะทำให้สามารถจัดการความจริงทางกายภาพในระดับโมเลกุลได้ นาโนเทคโนโลยีทำให้สามารถออกแบบหุ่นยนต์จิ๋ว (nanobot) เป็นหุ่นยนต์ที่ออกแบบในระดับโมเลกุลวัดขนาดเป็นไมครอน (micronsหรือหนึ่งในล้านเมตร) เช่นให้เป็นเซลล์กลเม็ดเลือดแดง นาโนบ็อตจะมีบทบาทสำคัญภายในร่างกายมนุษย์ รวมทั้งการลดอายุให้ดูหนุ่มสาวขึ้น (ในขอบข่ายที่งานนี้การใช้ไบโอเท็คเทคโนโลยี (biotechnology) เช่นวิศวพันธุกรรมยังทำได้ไม่สำเร็จ)
การใช้นาโนบ็อตให้มีอัตรกิริยากับเส้นประสาทในทางชีวะ จะขยายขอบเขตประสบการณ์ของมนุษย์ออกไป โดยการสร้างความจริงเสมือน (virtual reality) จากภายในระบบประสาทได้โดยตรง นาโนบ็อตจำนวนนับพันล้านตัวที่อยู่ในหลอดเลือดของสมองจะขยายความสามารถของสมองออกไปอย่างสูงมาก
ทันที่ที่ความฉลาดที่ไม่มีชีวิตได้ก้าวเข้าไปในสมองมนุษย์ (สิ่งนี้ได้เริ่มขึ้นแล้วโดยการฉีดเข้าไปทางประสาทด้วยคอมพิวเตอร์) เครื่องจักรอันชาญฉลาดในสมองของเราจะเติบโตแบบก้าวกระโดด อย่างน้อยเพิ่มกำลังเป็นสองเท่าในแต่ละปี เมื่อเปรียบเทียบกับความฉลาดของชีวิตเห็นได้ชัดถึงความสามารถที่ค่อนข้างคงตัว ดังนั้นความฉลาดจากสิ่งไม่มีชีวิตจะเป็นส่วนของความฉลาดปัญญาของเรา สุดท้ายแล้วจะโดดเด่นขึ้นมา
นาโนโรบ็อตจะส่งเสริมให้สิ่งแวดล้อมโดยการทำงานย้อยกลับของการเกิดมลภาวะจากยุกเริ่มแรกของอุตสาหกรรม นาโนบ็อตที่เป็นอนุภาคหมอก (foglets) ที่สามารถเข้าไปจัดการรูปภาพ คลื่นเสียงที่นำไปสู่คุณภาพการแปลงสภาพเร็ว (morphing)จากความจริงเสมือนไปสู่โลกความเป็นจริง (real world)
การใช้นาโนบ็อตให้มีอัตรกิริยากับเส้นประสาทในทางชีวะ จะขยายขอบเขตประสบการณ์ของมนุษย์ออกไป โดยการสร้างความจริงเสมือน (virtual reality) จากภายในระบบประสาทได้โดยตรง นาโนบ็อตจำนวนนับพันล้านตัวที่อยู่ในหลอดเลือดของสมองจะขยายความสามารถของสมองออกไปอย่างสูงมาก
ทันที่ที่ความฉลาดที่ไม่มีชีวิตได้ก้าวเข้าไปในสมองมนุษย์ (สิ่งนี้ได้เริ่มขึ้นแล้วโดยการฉีดเข้าไปทางประสาทด้วยคอมพิวเตอร์) เครื่องจักรอันชาญฉลาดในสมองของเราจะเติบโตแบบก้าวกระโดด อย่างน้อยเพิ่มกำลังเป็นสองเท่าในแต่ละปี เมื่อเปรียบเทียบกับความฉลาดของชีวิตเห็นได้ชัดถึงความสามารถที่ค่อนข้างคงตัว ดังนั้นความฉลาดจากสิ่งไม่มีชีวิตจะเป็นส่วนของความฉลาดปัญญาของเรา สุดท้ายแล้วจะโดดเด่นขึ้นมา
นาโนโรบ็อตจะส่งเสริมให้สิ่งแวดล้อมโดยการทำงานย้อยกลับของการเกิดมลภาวะจากยุกเริ่มแรกของอุตสาหกรรม นาโนบ็อตที่เป็นอนุภาคหมอก (foglets) ที่สามารถเข้าไปจัดการรูปภาพ คลื่นเสียงที่นำไปสู่คุณภาพการแปลงสภาพเร็ว (morphing)จากความจริงเสมือนไปสู่โลกความเป็นจริง (real world)
สมองคนกับเครื่องจักรในอนาคต
ความฉลาดของมนุษย์นั้นมีความสามารถที่จะเปลี่ยนโครงสร้างตัวเอง มากกว่าเท่าที่เคยเข้าใจกันมา แต่สถาปัตยกรรมของสมองมนุษย์นั้นก็ยังคงมีขึดจำกัดอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่นมีที่ที่จำนวนเส้นประสาทอยู่ได้ ร้อย ล้านล้าน ประสาทที่เชื่อมโยง โยงใยกันอยู่ภายในกะโหลกของเรา การเปลี่ยนแปลงหลักๆ ทางพันธุกรรมที่ทำให้พลังงานทางปัญญาของมนุษย์มากขึ้นเปรียบเทียบกับบรรพบุรุสยุเริ่มแรก เห็นได้ชัดว่ามีการพัฒนาส่วนที่เรียกว่า cerebral cortex และได้พัฒนาส่วนเนื้อสมองสีเทาให้มีปริมาตรมากขึ้นในบริเวณสมอง อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เป็นไปตามมาตรเวลาตามการวิวัฒนาการของชีวิตที่ช้ามาก และกล่าวได้ว่าความสามารถของสมองยังคงมีขึดจำกัด
เครื่องจักรจะมีความสามารถในการปรับเปลียนใหม่ในการออกแบบตัวเองและได้แผ่ขยายความสามารถของตัวเองออกไปอย่างไม่จำกัด โดยการออกแบบที่ใช้นาโนเทคโนโลยีเป็นฐาน ความสามารถของเครื่องจักรจะหนีห่างจากความสามารถสมองมนุษย์โดยไม่เพิ่มขนาดและไม่เพิ่มการใช้พลังงาน
เครื่องจักรจะมีความสามารถในการปรับเปลียนใหม่ในการออกแบบตัวเองและได้แผ่ขยายความสามารถของตัวเองออกไปอย่างไม่จำกัด โดยการออกแบบที่ใช้นาโนเทคโนโลยีเป็นฐาน ความสามารถของเครื่องจักรจะหนีห่างจากความสามารถสมองมนุษย์โดยไม่เพิ่มขนาดและไม่เพิ่มการใช้พลังงาน
เครื่องจักรในอนาคต2
เครื่องจักรต่อไปจะเกิดจากการผสมผสานเอาพลังความสามารถที่มีกันทั่วไปของชีวิต ในด้านรูปแบบการจำของ อันเป็นความฉลาดของชีวิตมนุษย์และความเร็วในการจำรวมทั้งคุณภาพในแง่ความละเอียดถูกต้อง และยังรวมถึงความสามารถด้านความรู้ และความสามารถในการใช้ทักษะร่วมกันของความฉลาดที่ไม่ใช้สิ่งมีชีวิต จะเป็นสิ่งที่น่าสพรึงกลัวอย่างหนึ่ง
ความฉลาดของเครื่องจักรจะทำเสรีภาพให้สมบูรณ์ในการออกแบบและทางสถาปัตยกรรม นั่นก็คือเครื่องจักรไม่ได้มีข้อจำกัดอยู่แค่ความจำกัดตามความสามารถของชีวิตมนุษย์ เช่นอัตราเร็วของสวิตช์ประสาทในการเชื่อมโยงต่างๆ หรือจำกัดอยู้ในแค่กะโหลก เช่นเดียวกับความคงเส้นในการปฏิบัติในการทำงานตลอดเวลา
ชีวิตทางชีววิทยาถ่ายทอดขีดจำกัดหลายอย่างทางพันธุกรรม ตัวอย่างเช่น ทุกๆสิ่งมีชีวิตจะต้องสร้างขึ้นมาจากโปรตีนที่ม้วนทับจากสายในหนึ่งมิติของกรดอะมิโน กลไกที่ใช้โปรตีนเป็นฐานนั้นจะขาดความแข็งแกร่งและความเร็วในการทำงาน เราสามารถที่จะสร้างสรรค์ทุกอวัยวะและระบบในเชิงวิศวกรรมในร่างกายและสมองทางชีวะของเราให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างมหาศาล
ความฉลาดของเครื่องจักรจะทำเสรีภาพให้สมบูรณ์ในการออกแบบและทางสถาปัตยกรรม นั่นก็คือเครื่องจักรไม่ได้มีข้อจำกัดอยู่แค่ความจำกัดตามความสามารถของชีวิตมนุษย์ เช่นอัตราเร็วของสวิตช์ประสาทในการเชื่อมโยงต่างๆ หรือจำกัดอยู้ในแค่กะโหลก เช่นเดียวกับความคงเส้นในการปฏิบัติในการทำงานตลอดเวลา
ชีวิตทางชีววิทยาถ่ายทอดขีดจำกัดหลายอย่างทางพันธุกรรม ตัวอย่างเช่น ทุกๆสิ่งมีชีวิตจะต้องสร้างขึ้นมาจากโปรตีนที่ม้วนทับจากสายในหนึ่งมิติของกรดอะมิโน กลไกที่ใช้โปรตีนเป็นฐานนั้นจะขาดความแข็งแกร่งและความเร็วในการทำงาน เราสามารถที่จะสร้างสรรค์ทุกอวัยวะและระบบในเชิงวิศวกรรมในร่างกายและสมองทางชีวะของเราให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างมหาศาล
เครื่องจักรในอนาคต
เครื่องจักรจะประมวลสัญญาณ และสวิตช์สัญญาณได้ใกล้เคียงกับความเร็วแสง (ประมาณ 100ล้านเมตรต่อวินาที) เมื่อเปรียบเทียบกับประมาณ 100 เมตรต่อวินาทีสำหรับสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ในสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนำทางชีวิวิทยา มีสัดส่วนต่างกันถึง สามล้านต่อหนึ่ง
เครื่องจักรสามารถที่จะติดต่อเข้าถึงผ่านทางอินเตอร์เนตเข้าสู่ความรู้ทั้งหมดของอารยธรรมเครื่องจักรมนุษย์ และสามารถที่จะควบคุมใช้ความรู้ทั้งหมดนี้
โดยเครื่องจักรสามารถที่จะดึงเอาแหล่งทรัพยากรณ์ ต่างๆ ความฉลาด และความจำ เครื่องจักรตั้งแต่สองเครื่องจักร หรือนับล้านๆสามารถที่จะเชื่อมต่อกันกลายเป็นเครื่องจักรใหญ่รวม หรือจะแยกกันอีก เครื่องจักรหลายเครื่องจักรสามาถทำงานทั้งสองคือรวมตัวเป็นเครื่องจักรหนึ่งเดียว และแยกทำงานได้ทันที
ความฉลาดของเครื่องจักรจะมีอิสระอย่างสมบูรณ์ใกรออกแบบสถาปัตยกรรม โดยไม่มีข้อจำกัดทางชีวิวิทยา เช่นอันตราเร็วในการเชื่อมต่อตัดสัญญาณทางชีวะ ทันทีที่ความฉลาดที่ไม่ได้ชีวะรวมกับความสามารถของมนุษย์กับเครื่องจักรรวมกัน ความฉลาดทางอารยธรรมที่ไม่ใช่ชีวะ จะยังคงได้รับประโยชน์จากการเติบโตเพิ่มสองเท่าแบบเอ็กโพเนนเซี่ยล ในแง่ความสามารถ อัตราเร็ว ค่าราคาต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
เมื่อไรที่เครื่องจักรได้รับความสามารถที่จะออกแบบ ประดิษฐ์เทคโนโลยีได้เหมือนกับมนุษย์ทำ เพียงแต่ว่าได้ที่ความเร็วสูงสุด ความสามารถสูงสุด มีความสามารถในการเข้าถึงสิ่งที่ตัวเองออกแบบไว้ เช่น ซอร์สโค๊ด และความสามารถที่จะจัดการ มนุษย์เองตอนนี้ได้ทำบางอย่างสำเร็จโดยใช้ไบโอเทคโนโลยี ในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางพันธุกรรมและสารสนเทศพันธุกรรมในทางชีววิทยา แต่เป็นไปในทางที่ช้ากว่ามากและมีข้อจำกัดมากกว่าที่เครื่องจักรสามารถกระทำได้ ซึ่งสามารถที่ปรับขยาย โปรแกรมของตัวเองได้ง่าย
เครื่องจักรสามารถที่จะติดต่อเข้าถึงผ่านทางอินเตอร์เนตเข้าสู่ความรู้ทั้งหมดของอารยธรรมเครื่องจักรมนุษย์ และสามารถที่จะควบคุมใช้ความรู้ทั้งหมดนี้
โดยเครื่องจักรสามารถที่จะดึงเอาแหล่งทรัพยากรณ์ ต่างๆ ความฉลาด และความจำ เครื่องจักรตั้งแต่สองเครื่องจักร หรือนับล้านๆสามารถที่จะเชื่อมต่อกันกลายเป็นเครื่องจักรใหญ่รวม หรือจะแยกกันอีก เครื่องจักรหลายเครื่องจักรสามาถทำงานทั้งสองคือรวมตัวเป็นเครื่องจักรหนึ่งเดียว และแยกทำงานได้ทันที
ความฉลาดของเครื่องจักรจะมีอิสระอย่างสมบูรณ์ใกรออกแบบสถาปัตยกรรม โดยไม่มีข้อจำกัดทางชีวิวิทยา เช่นอันตราเร็วในการเชื่อมต่อตัดสัญญาณทางชีวะ ทันทีที่ความฉลาดที่ไม่ได้ชีวะรวมกับความสามารถของมนุษย์กับเครื่องจักรรวมกัน ความฉลาดทางอารยธรรมที่ไม่ใช่ชีวะ จะยังคงได้รับประโยชน์จากการเติบโตเพิ่มสองเท่าแบบเอ็กโพเนนเซี่ยล ในแง่ความสามารถ อัตราเร็ว ค่าราคาต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
เมื่อไรที่เครื่องจักรได้รับความสามารถที่จะออกแบบ ประดิษฐ์เทคโนโลยีได้เหมือนกับมนุษย์ทำ เพียงแต่ว่าได้ที่ความเร็วสูงสุด ความสามารถสูงสุด มีความสามารถในการเข้าถึงสิ่งที่ตัวเองออกแบบไว้ เช่น ซอร์สโค๊ด และความสามารถที่จะจัดการ มนุษย์เองตอนนี้ได้ทำบางอย่างสำเร็จโดยใช้ไบโอเทคโนโลยี ในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางพันธุกรรมและสารสนเทศพันธุกรรมในทางชีววิทยา แต่เป็นไปในทางที่ช้ากว่ามากและมีข้อจำกัดมากกว่าที่เครื่องจักรสามารถกระทำได้ ซึ่งสามารถที่ปรับขยาย โปรแกรมของตัวเองได้ง่าย
ยุคที่เครื่องจักรฉลาดกว่ามนุษย์
ศักยภาพด้านปัญญาของมนุษย์รวมทั้งความสามารถที่จะจำรูปแบบต่างๆ ในแนวทางคู่ขนานและธรรมชาติการจัดระบบตัวเองอย่างสูงของสมองมนุษย์เป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบในการจำรูปแบบ ขึ้นอยู่บนฐานคุณสมบัติที่แบ่งแยกอย่างละเอียดที่ลงรอยกัน มนุษย์ยังมีความสามารถในการเรียนรู้ความรู้ใหม่โดยการประยุกต์กลักการความเข้าใจที่ลึกซึ่งและเทียบเคียงนำนายเหตุการณ์ได้จากประสบการณ์รวมทั้งสารสนเทศที่รวบรวมขึ้นจากภาษาที่ใช้ ความสามารถหลักในทางปัญญาของมนุษย์ นั้นคือความสามารถที่จะสร้างแบบจำลองทางความคิดของความเป็นจริง ในการทีจะกระทำการคิดด้วยการทดลองว่า อะไรจะเกิดขึ้น..ถ้า โดยการเปลี่ยนแปลงแง่มุมของแบบจำลองดังกล่าว
ศักยภาพทั่วไปของความฉลาดหรือปัญญาของเครื่องจักรรวมทั้งความสามารถในการจำนับพันล้านความจริงอย่างละเอียดถูกต้อง และเรียกใช้ได้ทันที ความก้าวหน้าอื่นของปัญญาที่ไม่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต นั่นก็คือทักษะหนึ่งทักษะใดที่เครื่องจักรเรียนรู้ทำได้อย่างชำนาญ ทำให้การทำให้เกิดซ้ำได้ที่อัตราเร็วที่สูงยิ่ง ด้วยความละเอียดถูกต้องสูงสุด และปราศจากการเบื่อหน่าย
บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุด เครื่องจักรสามารถที่จะใช้ความรู้ของเครื่องจักรทั้งหลายร่วมกันด้วยอัตราเร็วสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ความรู้ร่วมกันของมนุษย์โดยอาศัยภาษาในการสื่อสารที่ช้ากว่ากันมาก ปัญญาความฉลาดของสิ่งไม่มีชีวิตจะสามารถที่จะเรียกมาใช้ได้ทั้งทักษะและความรู้จากเครื่องจักรอื่นๆ และแม้แต่จากมนุษย์ด้วย
ศักยภาพทั่วไปของความฉลาดหรือปัญญาของเครื่องจักรรวมทั้งความสามารถในการจำนับพันล้านความจริงอย่างละเอียดถูกต้อง และเรียกใช้ได้ทันที ความก้าวหน้าอื่นของปัญญาที่ไม่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต นั่นก็คือทักษะหนึ่งทักษะใดที่เครื่องจักรเรียนรู้ทำได้อย่างชำนาญ ทำให้การทำให้เกิดซ้ำได้ที่อัตราเร็วที่สูงยิ่ง ด้วยความละเอียดถูกต้องสูงสุด และปราศจากการเบื่อหน่าย
บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุด เครื่องจักรสามารถที่จะใช้ความรู้ของเครื่องจักรทั้งหลายร่วมกันด้วยอัตราเร็วสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ความรู้ร่วมกันของมนุษย์โดยอาศัยภาษาในการสื่อสารที่ช้ากว่ากันมาก ปัญญาความฉลาดของสิ่งไม่มีชีวิตจะสามารถที่จะเรียกมาใช้ได้ทั้งทักษะและความรู้จากเครื่องจักรอื่นๆ และแม้แต่จากมนุษย์ด้วย
วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วัฒนธรรมนวัตกรรม
วัฒนธรรมนวัตกรรม (Culture of Innovation) คิดให้สิ่งที่เราสร้างขึ้นเป็นนวัตกรรม นั้นถือว่าเป็นสิ่งดีๆ ที่สร้างขึ้นให้แก่มนุษย์ชาติ ทำให้การดำเนินชีวิตสะดวกสบายขึ้น บางคนอาจจะเห็นแย้งว่า การที่มนุษย์คิดค้นนวัตกรรมดังกล่าว ในขณะเดียวก็หันกลับมาทำลายล้างมนุษย์ด้วย เพราะมนุษย์ยังมีกิเลส ทำให้อยากได้อยากมีนวัตกรรมดังกล่าวทั้งๆที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะมีได้ แต่ก็ยังพยายามให้ได้มาในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ทำให้มีการทำลายล้างตามมา จึงอาจคิดไปได้ว่าไม่น่าจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรม
ในมุมมองที่เห็นว่าเป็นวัฒนธรรมได้ในกรณีที่ ทำให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ ส่วนมากนวัตกรรมนั้นเป็นไปในทางที่ช่วยคนทำงานให้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้คนได้มีเวลาไปคิดแก้ปัญหาอื่นได้มากขึ้น ถ้าเราลองนึกภาพว่าถ้าไม่มีอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยนวัตกรรมมากมายในการผลิตสินค้า ไม่มียานพาหนะที่สามารถเดินทางได้รวดเร็ว ไม่มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็จะทำให้เห็นว่านวัตกรรมนั้นสำคัญเพียงไร
นวัตกรรมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลง บางครั้งก็ไม่ได้เปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ก็มีส่วนที่ทำให้คนบางกลุ่มบางพวกปรับตัวได้ไม่ทัน นั่นก็แสดงให้เห็นว่ายังไม่เกิดวัฒนธรรมนวัตกรรม ลักษณะสังคมก็จะกลายเป็นสังคมที่เรียนรู้เร็วที่จะอยู่ให้ได้ร่วมกับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอีกไม่นาน20-30 ปีข้างหน้านี้ เชื่อกันว่าเครื่องจักรจะมีความฉลาดมากกว่าคนและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เพราะวิวัฒนการของคนและสิ่งมีชีวิตอื่นในอาณาจักรสัตว์และพืชนั้นช้ากว่าวิวัฒนาการของเครื่องจักร(นวัตกรรม)ที่มนุษย์พัฒนาขึ้น ห่างกันหลายช่วงตัวทีเดียว
ในมุมมองที่เห็นว่าเป็นวัฒนธรรมได้ในกรณีที่ ทำให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ ส่วนมากนวัตกรรมนั้นเป็นไปในทางที่ช่วยคนทำงานให้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้คนได้มีเวลาไปคิดแก้ปัญหาอื่นได้มากขึ้น ถ้าเราลองนึกภาพว่าถ้าไม่มีอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยนวัตกรรมมากมายในการผลิตสินค้า ไม่มียานพาหนะที่สามารถเดินทางได้รวดเร็ว ไม่มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็จะทำให้เห็นว่านวัตกรรมนั้นสำคัญเพียงไร
นวัตกรรมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลง บางครั้งก็ไม่ได้เปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ก็มีส่วนที่ทำให้คนบางกลุ่มบางพวกปรับตัวได้ไม่ทัน นั่นก็แสดงให้เห็นว่ายังไม่เกิดวัฒนธรรมนวัตกรรม ลักษณะสังคมก็จะกลายเป็นสังคมที่เรียนรู้เร็วที่จะอยู่ให้ได้ร่วมกับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอีกไม่นาน20-30 ปีข้างหน้านี้ เชื่อกันว่าเครื่องจักรจะมีความฉลาดมากกว่าคนและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เพราะวิวัฒนการของคนและสิ่งมีชีวิตอื่นในอาณาจักรสัตว์และพืชนั้นช้ากว่าวิวัฒนาการของเครื่องจักร(นวัตกรรม)ที่มนุษย์พัฒนาขึ้น ห่างกันหลายช่วงตัวทีเดียว
เมื่อคนมองทะลุกำแพงได้
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีบริษัทผลิตเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ได้ประกาศว่าสามารถสร้างกล้องที่สามารถมองทะลุกำแพงได้แล้ว โดยให้ข้อมูลเพียงสั้นๆ ว่าได้ใช้รังสีเอ็กซ์สเรย์พลังงานต่ำ และเลนรวมแสงหรือรังสีที่เลียนแบบเลนซ์ของตากุ้งที่อยู่ในทะเลลึกลงไป ที่สามารถจะมองเห็นได้ผ่านน้ำที่มีความขุ่นมัว
สำหรับหลักการทำงานนั้นยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก เพราะยังอยู่ในขั้นการพัฒนาและทดลอง ยังไม่รู้ขีดจำกัดเงื่อนไขที่จะสามารถมองให้เห็นได้ กำแพงต้องเป็นวัสดุแบบใด แต่ถ้าให้ผู้เขียนเดาทายว่าการทำงานเป็นอย่างไร นั้นเพราะผู้สร้างบอกว่าใช้รังสีเอ็กซ์พลังงานต่ำ ก็ไม่น่าว่าจะทำให้ทะลุกำแพงออกไปกระทบวัตถุที่อยู่ในอีกด้านของกำแพง แล้วสะท้อนกลับมายังตัวตรวจับและสร้างภาพให้เห็น หรือทีเป็นไปได้อีกทางหนึ่งก็คือรังสีเอ็กซ์ผ่านกำแพงไปได้แต่สะท้อนกลับมาเป็นรังสีเอ็กซ์พลังงานต่ำเพียงไรก็ยังสามารถสร้างเป็นภาพจากเลนซ์รวมแสงแบบตากุ้งนั่นเอง
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นมาใช้ขยายขอบเขตความสามารถของมนุษย์ ซึ่งเมื่อร้อยปีที่แล้วถ้าใครทำได้อาจคิดว่าเป็นแม่มดหมอผี หรือผู้วิเศษที่มีอิทธิฤทธ์ปาติหาริย์ ไม่ว่าการเดินทางไปในอวกาศ การสร้างเครื่องบิน การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์เป็นต้น และมนุษย์ลังสร้างเครื่องมือที่สมัยหนึ่งคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ สิ่งที่มนุษย์ฝันไว้ค่อยๆ จะเป็นจริงมากขึ้นทุกที และเป็นไปได้ว่าสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นต่อไปในอนาคตจะมีความฉลาดมากกว่ามนุษย์ปัจจุบันนับล้านๆเท่า แล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์สามารถพบว่าแมวสามารถมองเห็นในที่มืดได้ดี มนุษย์อยากมองเห็นในที่มืด ก็สามารถสร้างกล้องที่สามารถมองเห็นในที่มืดได้เช่นกัน ที่ใช้กันในทางทหารตำรวจ และกิจการสำรวจบางชนิด และในเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพ และวิดีโอ ที่สามารถถ่ายภาพในที่มืดได้โดยใช้หลักการของแสงอินฟาเรดหรือคลื่นความร้อนจากวัตถุ และต่อไปก็เป็นไปได้ว่าความลับอาจจะปกปิดกันได้ยากขึ้น และเมื่อถึงจุดนั้นก็ได้แต่ฝันว่าคงจะโกงกันได้ยาก เพราะเครื่องมือรู้ได้หมด
สำหรับหลักการทำงานนั้นยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก เพราะยังอยู่ในขั้นการพัฒนาและทดลอง ยังไม่รู้ขีดจำกัดเงื่อนไขที่จะสามารถมองให้เห็นได้ กำแพงต้องเป็นวัสดุแบบใด แต่ถ้าให้ผู้เขียนเดาทายว่าการทำงานเป็นอย่างไร นั้นเพราะผู้สร้างบอกว่าใช้รังสีเอ็กซ์พลังงานต่ำ ก็ไม่น่าว่าจะทำให้ทะลุกำแพงออกไปกระทบวัตถุที่อยู่ในอีกด้านของกำแพง แล้วสะท้อนกลับมายังตัวตรวจับและสร้างภาพให้เห็น หรือทีเป็นไปได้อีกทางหนึ่งก็คือรังสีเอ็กซ์ผ่านกำแพงไปได้แต่สะท้อนกลับมาเป็นรังสีเอ็กซ์พลังงานต่ำเพียงไรก็ยังสามารถสร้างเป็นภาพจากเลนซ์รวมแสงแบบตากุ้งนั่นเอง
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นมาใช้ขยายขอบเขตความสามารถของมนุษย์ ซึ่งเมื่อร้อยปีที่แล้วถ้าใครทำได้อาจคิดว่าเป็นแม่มดหมอผี หรือผู้วิเศษที่มีอิทธิฤทธ์ปาติหาริย์ ไม่ว่าการเดินทางไปในอวกาศ การสร้างเครื่องบิน การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์เป็นต้น และมนุษย์ลังสร้างเครื่องมือที่สมัยหนึ่งคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ สิ่งที่มนุษย์ฝันไว้ค่อยๆ จะเป็นจริงมากขึ้นทุกที และเป็นไปได้ว่าสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นต่อไปในอนาคตจะมีความฉลาดมากกว่ามนุษย์ปัจจุบันนับล้านๆเท่า แล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์สามารถพบว่าแมวสามารถมองเห็นในที่มืดได้ดี มนุษย์อยากมองเห็นในที่มืด ก็สามารถสร้างกล้องที่สามารถมองเห็นในที่มืดได้เช่นกัน ที่ใช้กันในทางทหารตำรวจ และกิจการสำรวจบางชนิด และในเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพ และวิดีโอ ที่สามารถถ่ายภาพในที่มืดได้โดยใช้หลักการของแสงอินฟาเรดหรือคลื่นความร้อนจากวัตถุ และต่อไปก็เป็นไปได้ว่าความลับอาจจะปกปิดกันได้ยากขึ้น และเมื่อถึงจุดนั้นก็ได้แต่ฝันว่าคงจะโกงกันได้ยาก เพราะเครื่องมือรู้ได้หมด
รู้จักผ้าที่เราสวมใส่ 2 ประเภทหลัก
เส้นใยที่นำมาทอเป็นเสื้อผ้าต่างๆ นั่นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือผ้าที่ทำมาจากเส้นใยที่ได้จากสิ่งไม่มีชีวิตหรือเส้นใยสังเคราะห์ และจากเส้นใยที่มาจากสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจากสัตว์หรือพืช ต่างก็นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ
ผ้าที่ทำมาจากเส้นใยสังเคราะห์ จะเป็นพวกโพลีเอสเตอร์ นำมาผลิดเป็นเสื้อผ้าได้หลายรูปแบบเกือบทุกประเภทที่เราใช้สวมใส่ ทั้งเสื้อเชิ้ต กางเกง แจคเก็ต กระโปรง ชุดขั้นใน ชุดกีฬาเป็นต้น มีข้อดีที่น้ำหนักเบา ซักง่าย แห้งเร็ว ไม่จำเป็นต้องรีดถ้าในขั้นตอนซักสบัดและตากให้ไม่มีรอยยับตั้งแต่ต้น ผ้าจากเส้นใยสังเคราะห์มีข้อดีที่สามารถนำไปหลอมแล้วทำเป็นเส้นใยใหม่กลับมาใช้ใหม่ได้ พวกผลิตภัณฑ์ปลาสติกก็สมารถนำมาใช้ไหม่เป็นเส้นใยสังเคราะห์นำไปทำเสื้อผ้าได้
ผ้าเส้นใยจากสิ่งมีชีวิต เช่นจากพืชเช่นต้นฝ้ายซึ่งมีข้อเสียที่น้ำหนักมากในขั้นตอนการผลิตก่อให้เกิดแกสเรือนกระจกได้ง่าย และในกระบวนการผลิตยังต้องใช้สารเคมีเยอะ ตั้งแต่ปุ๋ยยาฆ่าแมลง และสารฟอกขาว จึงมีทางเลือกอื่นในการใช้เส้นใยจากธรรมชาติจากพวกไม้โตเร็ว ตายยากเช่นใยไผ่ ใยป่าน ที่นำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์ผ้าได้หลากหลายเช่นกัน ผ้าหุ่ม ผ้าปูที่นอน อนุภาคของผ้ามีเงากว่า โปร่งกว่า ซักง่าย ใส่สบายกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น เส้นใยที่ได้จากสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์ เช่นผ้าไหมจากตัวไหม ผ้าขนสัตว์อื่น (Wool) เช่นขนแกะ โดยเฉพาะผ้าไหมแม้จะตัดเย็บแล้วดูสวยงามแต่ต้องดูแลระมัดระวังเป็นพิเศษ ตั้งแต่การซัก การรีด เป็นผ้าที่ยับง่าย รีดยาก ผ้าขนสัตว์บางชนิดต้องซักแห้งเท่านั้น ผ้าไหมเวลาซักต้องใส่ถุงผ้าตาข่ายอีกชั้น และไม่ต้องปั่นผ้าแห้งเป็นต้น ผ้าเหล่านี้ซักด้วยมือจะเป็นการดีที่สุด และมีเทคนิคในการซักที่แตกต่างกัน เช่นการซักโดยใช้แชมพูสระผม ล้างด้วยครีมนวดผมเป็นต้น
ผ้าที่ทำมาจากเส้นใยสังเคราะห์ จะเป็นพวกโพลีเอสเตอร์ นำมาผลิดเป็นเสื้อผ้าได้หลายรูปแบบเกือบทุกประเภทที่เราใช้สวมใส่ ทั้งเสื้อเชิ้ต กางเกง แจคเก็ต กระโปรง ชุดขั้นใน ชุดกีฬาเป็นต้น มีข้อดีที่น้ำหนักเบา ซักง่าย แห้งเร็ว ไม่จำเป็นต้องรีดถ้าในขั้นตอนซักสบัดและตากให้ไม่มีรอยยับตั้งแต่ต้น ผ้าจากเส้นใยสังเคราะห์มีข้อดีที่สามารถนำไปหลอมแล้วทำเป็นเส้นใยใหม่กลับมาใช้ใหม่ได้ พวกผลิตภัณฑ์ปลาสติกก็สมารถนำมาใช้ไหม่เป็นเส้นใยสังเคราะห์นำไปทำเสื้อผ้าได้
ผ้าเส้นใยจากสิ่งมีชีวิต เช่นจากพืชเช่นต้นฝ้ายซึ่งมีข้อเสียที่น้ำหนักมากในขั้นตอนการผลิตก่อให้เกิดแกสเรือนกระจกได้ง่าย และในกระบวนการผลิตยังต้องใช้สารเคมีเยอะ ตั้งแต่ปุ๋ยยาฆ่าแมลง และสารฟอกขาว จึงมีทางเลือกอื่นในการใช้เส้นใยจากธรรมชาติจากพวกไม้โตเร็ว ตายยากเช่นใยไผ่ ใยป่าน ที่นำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์ผ้าได้หลากหลายเช่นกัน ผ้าหุ่ม ผ้าปูที่นอน อนุภาคของผ้ามีเงากว่า โปร่งกว่า ซักง่าย ใส่สบายกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น เส้นใยที่ได้จากสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์ เช่นผ้าไหมจากตัวไหม ผ้าขนสัตว์อื่น (Wool) เช่นขนแกะ โดยเฉพาะผ้าไหมแม้จะตัดเย็บแล้วดูสวยงามแต่ต้องดูแลระมัดระวังเป็นพิเศษ ตั้งแต่การซัก การรีด เป็นผ้าที่ยับง่าย รีดยาก ผ้าขนสัตว์บางชนิดต้องซักแห้งเท่านั้น ผ้าไหมเวลาซักต้องใส่ถุงผ้าตาข่ายอีกชั้น และไม่ต้องปั่นผ้าแห้งเป็นต้น ผ้าเหล่านี้ซักด้วยมือจะเป็นการดีที่สุด และมีเทคนิคในการซักที่แตกต่างกัน เช่นการซักโดยใช้แชมพูสระผม ล้างด้วยครีมนวดผมเป็นต้น
การอ่านความคิดของคน
การศึกษาเกี่ยวกับความคิดของคน มีมานานแล้วดังที่เคยทราบกันถึงการที่เราพยายามที่จะรู้ใจผู้อื่นว่ากำลังคิดอะไรกันอยู่ การรู้ใจผู้อื่นถือเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง เพราะคนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถจะกระทำได้
ผู้เขียนเคยได้รับการเล่าขานในลักษณะที่ว่า มีคนบางคนสามารถที่จะล่วงรู้จิตใจของคนอื่นได้ เช่นรู้ว่าเขาคิดอะไร สำหรับคนที่ฝึกจิตได้ญาณขึ้นสูงก็สามารถล่วงรู้จิตใจคนอื่นได้ ส่วนใหญ่มักจะพบได้ในพระภิกษุบางรูป เช่นเมื่อไปพบท่านอาจจะบอกเลยว่าต้องการแบบนั้นอย่างนี้แล้วก็แนะให้เสร็จ และแถบยังถามต่อไปว่ายังต้องการอะไรอีกหรือไม่ คนที่ไปพบไปหาก็ทึ่งมากจนพูดไม่ออก และคิดอยู่ในใจว่าท่านรู้ได้อย่างไร ก็ทำให้เกิดศรัธาอย่างแรงกล้าได้
แต่การศึกษาในเรื่องความคิดในทางวิทยาศาสตร์ นั้นใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการอ่านความคิดและสั่งการจากคลื่นสมองได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเซ็นเซอร์ในการตรวจจับคลื่นสมอง และความรู้อื่นที่เกี่ยวข้องเช่นความรู้วิทยาศาสตร์ด้านประสาท (neuroscience)
ความจริงต้นคิดที่จะสร้างเครื่องจับคลื่นจากสมองมาจากการคิดโปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์ที่ต้องการให้ผู้เล่นตอบสนองต่อเงื่อนไขของเกมส์ได้อย่างรวดเร็วแค่การคิดแล้วคอมพิวเตอร์สามารถจะตรวจจับได้ และสังให้เกมตอบสนองตามความคิด เป็นการตอบสนองกับเกมหรือปฏิสัมพันธ์กับเกมได้เพียงแต่คิดเท่านั้น
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เริ่มที่จะเข้าไปสู่พรหมแดนที่เมื่อก่อนเป็นเรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เท่ากับว่านักวิทยาศาสตร์เราเริ่มที่จะล่วงรู้ความลับจากธรรมชาติมากขึ้น และแท้ที่จริงการฝึกจิตจนได้ญาณจนรู้เหตุการล่วงหน้าได้นั้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าไปล่วงรู้ความลับของธรรมชาติอย่างหนึ่ง แต่อาจจะคนละวิธีการกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แต่ก็ให้ผลเหมือนกันมากขึ้นทุกที เมื่อไรที่มาบรรจบกันระหว่างแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และแนวคิดทางจิตทางศาสนา สุดท้ายก็จะพบว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
ผู้เขียนเคยได้รับการเล่าขานในลักษณะที่ว่า มีคนบางคนสามารถที่จะล่วงรู้จิตใจของคนอื่นได้ เช่นรู้ว่าเขาคิดอะไร สำหรับคนที่ฝึกจิตได้ญาณขึ้นสูงก็สามารถล่วงรู้จิตใจคนอื่นได้ ส่วนใหญ่มักจะพบได้ในพระภิกษุบางรูป เช่นเมื่อไปพบท่านอาจจะบอกเลยว่าต้องการแบบนั้นอย่างนี้แล้วก็แนะให้เสร็จ และแถบยังถามต่อไปว่ายังต้องการอะไรอีกหรือไม่ คนที่ไปพบไปหาก็ทึ่งมากจนพูดไม่ออก และคิดอยู่ในใจว่าท่านรู้ได้อย่างไร ก็ทำให้เกิดศรัธาอย่างแรงกล้าได้
แต่การศึกษาในเรื่องความคิดในทางวิทยาศาสตร์ นั้นใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการอ่านความคิดและสั่งการจากคลื่นสมองได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเซ็นเซอร์ในการตรวจจับคลื่นสมอง และความรู้อื่นที่เกี่ยวข้องเช่นความรู้วิทยาศาสตร์ด้านประสาท (neuroscience)
ความจริงต้นคิดที่จะสร้างเครื่องจับคลื่นจากสมองมาจากการคิดโปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์ที่ต้องการให้ผู้เล่นตอบสนองต่อเงื่อนไขของเกมส์ได้อย่างรวดเร็วแค่การคิดแล้วคอมพิวเตอร์สามารถจะตรวจจับได้ และสังให้เกมตอบสนองตามความคิด เป็นการตอบสนองกับเกมหรือปฏิสัมพันธ์กับเกมได้เพียงแต่คิดเท่านั้น
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เริ่มที่จะเข้าไปสู่พรหมแดนที่เมื่อก่อนเป็นเรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เท่ากับว่านักวิทยาศาสตร์เราเริ่มที่จะล่วงรู้ความลับจากธรรมชาติมากขึ้น และแท้ที่จริงการฝึกจิตจนได้ญาณจนรู้เหตุการล่วงหน้าได้นั้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าไปล่วงรู้ความลับของธรรมชาติอย่างหนึ่ง แต่อาจจะคนละวิธีการกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แต่ก็ให้ผลเหมือนกันมากขึ้นทุกที เมื่อไรที่มาบรรจบกันระหว่างแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และแนวคิดทางจิตทางศาสนา สุดท้ายก็จะพบว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ความจริงที่หดหู่อีดอัด
จากรายงานการพิจารณาศึกษาการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย ของคณะอนุกรรมาธิการการจัดการเทคโนโลยี ในคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดล่าสุด ได้รายงานโดยตั้งชื่อเช่นเดียวกับที่อัลกอตั้งให้ตระหนักในเรื่องภาวะโลกร้อน คือ An Inconvenient Truth
ส่วนหนึ่งของรายงาน จากรายงานของ IMD (International Institute for Management Development) ได้จัดลำดับประเทศที่สำคัญ 61 ประเทศ GDP ต่อประชากรที่แสดงแสดงถึงรายได้ และสะท้อนถึงภาพความยากจนของประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับหลังท้ายๆ คือที่ลำดับที่ 54 จาก 61 ประเทศ น้อยกว่ามาเลเซียเกือบเท่าตัว น้อยกว่าสิงคโปร์เกือบสิบเท่า
ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาประเทศที่เคยล้าหลังทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่าประเทศไทยก็ค่อยๆ แซงหน้าประเทศไทย และการจัดลำดับศักยภาพการแข่งขันทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยอยู่ในลำดับท้ายๆของโลกมาหลายปีต่อเนื่องกัน ตามรายงานของ IMD ในปี 2006 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 53 จาก 61 ประเทศ ที่ผ่านมาในปี 2000 อยู่อันดับท้ายสุดจาก 47 ประเทศ ในปี 2001 อยู่ในลำดับที่ 49 จาก 49 ประเทศ ในปี 2002 ลำดับที่ 46 จาก 49 ประเทศ ในปี 2003 อยู่ในลำดับที่ 26 จาก 30 ประเทศ ในปี 2004 อยู่ในอันดับที่ 55 จาก 60 ประเทศ และในปี 2005 อยู่ในลำดับที่ 56 จาก 60 ประเทศ
จึงกล่าวได้ว่าเป็นจุดอ่อนของการพัฒนาประเทศ ถ้าหากว่าการจัดลำดับทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังวนเวียนอยู่ในอันดับท้ายๆ ดังกล่าวแล้ว ผลพวงที่ตามมาทำให้คนไทยเป็นชาติที่ทำงานหนักมากมีจำนวนชั่วโมงต่อปีสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก แต่กลับมีรายได้น้อยกว่าชาติอื่น หรือทำงานมากมีผลผลิตและรายได้น้อย ถึงเวลาแล้วที่ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างจริงจังให้สามารถเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ ยกระดับรายได้และหนีห่างความยากจน
ส่วนหนึ่งของรายงาน จากรายงานของ IMD (International Institute for Management Development) ได้จัดลำดับประเทศที่สำคัญ 61 ประเทศ GDP ต่อประชากรที่แสดงแสดงถึงรายได้ และสะท้อนถึงภาพความยากจนของประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับหลังท้ายๆ คือที่ลำดับที่ 54 จาก 61 ประเทศ น้อยกว่ามาเลเซียเกือบเท่าตัว น้อยกว่าสิงคโปร์เกือบสิบเท่า
ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาประเทศที่เคยล้าหลังทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่าประเทศไทยก็ค่อยๆ แซงหน้าประเทศไทย และการจัดลำดับศักยภาพการแข่งขันทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยอยู่ในลำดับท้ายๆของโลกมาหลายปีต่อเนื่องกัน ตามรายงานของ IMD ในปี 2006 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 53 จาก 61 ประเทศ ที่ผ่านมาในปี 2000 อยู่อันดับท้ายสุดจาก 47 ประเทศ ในปี 2001 อยู่ในลำดับที่ 49 จาก 49 ประเทศ ในปี 2002 ลำดับที่ 46 จาก 49 ประเทศ ในปี 2003 อยู่ในลำดับที่ 26 จาก 30 ประเทศ ในปี 2004 อยู่ในอันดับที่ 55 จาก 60 ประเทศ และในปี 2005 อยู่ในลำดับที่ 56 จาก 60 ประเทศ
จึงกล่าวได้ว่าเป็นจุดอ่อนของการพัฒนาประเทศ ถ้าหากว่าการจัดลำดับทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังวนเวียนอยู่ในอันดับท้ายๆ ดังกล่าวแล้ว ผลพวงที่ตามมาทำให้คนไทยเป็นชาติที่ทำงานหนักมากมีจำนวนชั่วโมงต่อปีสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก แต่กลับมีรายได้น้อยกว่าชาติอื่น หรือทำงานมากมีผลผลิตและรายได้น้อย ถึงเวลาแล้วที่ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างจริงจังให้สามารถเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ ยกระดับรายได้และหนีห่างความยากจน
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เมื่อมนุษย์สร้างยานพาหนะช่วยให้บินได้สำเร็จ
นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันชื่อ Count Ferdinand von Zeppelin เป็ฯคนที่เริ่มนำเครื่องยนต์ติดเข้ากับอากาศยาน และบินได้ประสบผลสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 1900 นั้น ซึ่งทำได้ก่อนพี่น้องตระกูลไรท์ (Wright brothers) 3 ปี แต่อากาศยานที่ von Zeppelin ประดิษฐ์ขึ้นนั้นไม่ได้หนักไปกว่าอากาศ เป็นยานที่บังคับทิศทางได้หรือโพยมนาวาให้ชื่อว่า the Zeppelin แต่ตอนหลังยานนี้ประสบอุบัติเหตุไฟไหม้ เนื่องจากต้องใช้แกสไฮโดรเจนทำให้ยานเบาลอยอยู่ได้ แต่มีคุณสมบัติที่ติดไฟได้ง่าย
สำหรับพี่น้องตระกูลไรท์ได้เสนอเครื่องบินให้กับกองทัพสหรัฐที่ใช้กำลังในการขับเคลื่อนในปี 1903 แต่ผู้เกี่ยวข้องในกองทัพยังมีความสงสัยตามที่พวกเขากล่าวอ้าง ถึงกับปฏิเสธไปดูการสาธิตการบินตอนนั้นจนกระทั่งในปี 1908 ตามการบันทึกการบินโดย Orville Wright ในสหรัฐ และโดย Wilbur Wright ในฝรั่งเศษ ทำให้พี่น้องตระกูลไรท์มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และในปี 1909 รัฐบาลสหรัฐจึงยอมรับเครื่องบินของไรท์เพื่อใช้งานในกองทัพ
สำหรับพี่น้องตระกูลไรท์ได้เสนอเครื่องบินให้กับกองทัพสหรัฐที่ใช้กำลังในการขับเคลื่อนในปี 1903 แต่ผู้เกี่ยวข้องในกองทัพยังมีความสงสัยตามที่พวกเขากล่าวอ้าง ถึงกับปฏิเสธไปดูการสาธิตการบินตอนนั้นจนกระทั่งในปี 1908 ตามการบันทึกการบินโดย Orville Wright ในสหรัฐ และโดย Wilbur Wright ในฝรั่งเศษ ทำให้พี่น้องตระกูลไรท์มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และในปี 1909 รัฐบาลสหรัฐจึงยอมรับเครื่องบินของไรท์เพื่อใช้งานในกองทัพ
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ระบบอินเวิร์ทเตอร์ประหยัดไฟฟ้าได้อย่างไร
การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างมากก็คือ อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้า ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่บ่งถึงการมีประสิทธิภาพ คือให้พลังงานน้อยกว่าแต่ให้ผลเท่าเดิมหรือมากกว่าหรือกล่าวได้ว่าจ่ายเงินน้อยกว่าแล้วยังได้งานเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม เครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่ใช้มอเตอร์เป็นกำลังงานหลายชนิดเช่นเครื่องปรับอากาศ เครื่องสูบน้ำเป็นต้น จะมีระบบใหม่ที่ทำให้ประหยัดไฟฟ้ามากกว่าเดิมขึ้นไปอีกมากกว่า 30 เปอร์เซนต์ โดยระบุว่าใช้ระบบอินเวิรสเตอร์ (inverter) สำหรับหลักการทำงานของระบบใหม่ที่กำลังเข้ามาแทนที่ระบบเก่า
จะยกตัวอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นเครื่องปรับอากาศที่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมาสู่ระบบนี้ เพื่อให้เห็นการทำงานที่แตกต่าง ก็จะอธิบายระบบเครื่องปรับอากาศเก่าพอสังเขปกล่าวคือ เมื่อตั้งอุณภูมิที่ต้องการไว้ เช่นที่ 25 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิห้อง 30 องศานั้น เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานให้ความเย็นแก่ห้องจนอุณหภูมิเท่าหรือต่่ำกว่า 25 เล็กน้อย ตัวตรวจเช็คที่เครื่องปรับอากาศจะตัดการทำงานตัดไฟฟ้าเข้า
คอมเพรสเซอร์ อุณหภูมิห้องก็ค่อยๆ สูงขึ้นไปอีกจนมากกว่า 25 องศาเซลเซียสเล็กน้อย คอมเพรสเซอร์ก็จะเริ่มทำงานให้ความเย็นอีก โดยส่วนควบคุมการทำงานคือสวิตช์อัตโนมัติต่อไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์คอมเพรสเซอร์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนวาถ้าคอมเพรสเซอร์ทำงานอยู่ตลอดเวลาจะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากกว่า หลักการทำงานคล้ายๆ กับตู้เย็นที่เมื่อเย็นจัดคอมเพรสเซอร์ตู้เย็นก็หยุดทำงานเช่นกัน
ส่วนในเครื่องปรับอากาศที่ให้อินเวิรทเตอร์นั้น เมื่อเครื่องทำงานให้ความเย็นเท่ากับหรือน้อยกว่าอุณหภูมิที่ตั้งไว้แล้ว การทำงานในระบบนี้จะไม่ตัดไฟแต่จะยังให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ทำงานต่อไป แต่ลดระดับการทำงานลง เหมือนกับการเปลี่ยนเกียร์รถยนต์ให้เกียร์สูงขึ้นแต่ใช้พลังงานน้อยลง ซึ่งทำให้รักษาความเย็นได้สม่ำเสมอกว่า และสิ้นเปลืองพลังงานน้อยกว่า เพราะในระบบเก่าการตัดกระแสไฟฟ้าที่ให้มอเตอร์ทันที จากนั้นให้เริ่มทำงานใหม่นั้นต้องใช้พลังงานมากในตอนเริ่มต้นใหม่ ทำให้ความเย็นอาจไม่สม่ำเสมอและมีเสียงดังมากกว่า และสิ้นเปลืองมากกว่า ในเครื่องที่ใช้ระบบอินเวิร์ทเตอร์ตามชื่อก็บอกว่ากลับการทำงานมาใช้มอเตอร์แบบกระแสตรงที่ทำให้ปรับควบคุมความเร็วมอเตอร์หรือที่ความถี่ต่ำได้ดีกว่า ยิ่งการนำแม่เหล็กแบบนีโอไดเมี่ยมมาใช้ในมอเตอร์ ทำให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องปรับอากาศดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด การใช้ระบบอินเวิร์ทเตอร์แม้ราคาแพงขึ้นเล็กน้อยแต่ให้ผลคุ้มค่ากว่าในการะประหยัดไฟฟ้าแน่นอน
จะยกตัวอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นเครื่องปรับอากาศที่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมาสู่ระบบนี้ เพื่อให้เห็นการทำงานที่แตกต่าง ก็จะอธิบายระบบเครื่องปรับอากาศเก่าพอสังเขปกล่าวคือ เมื่อตั้งอุณภูมิที่ต้องการไว้ เช่นที่ 25 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิห้อง 30 องศานั้น เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานให้ความเย็นแก่ห้องจนอุณหภูมิเท่าหรือต่่ำกว่า 25 เล็กน้อย ตัวตรวจเช็คที่เครื่องปรับอากาศจะตัดการทำงานตัดไฟฟ้าเข้า
คอมเพรสเซอร์ อุณหภูมิห้องก็ค่อยๆ สูงขึ้นไปอีกจนมากกว่า 25 องศาเซลเซียสเล็กน้อย คอมเพรสเซอร์ก็จะเริ่มทำงานให้ความเย็นอีก โดยส่วนควบคุมการทำงานคือสวิตช์อัตโนมัติต่อไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์คอมเพรสเซอร์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนวาถ้าคอมเพรสเซอร์ทำงานอยู่ตลอดเวลาจะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากกว่า หลักการทำงานคล้ายๆ กับตู้เย็นที่เมื่อเย็นจัดคอมเพรสเซอร์ตู้เย็นก็หยุดทำงานเช่นกัน
ส่วนในเครื่องปรับอากาศที่ให้อินเวิรทเตอร์นั้น เมื่อเครื่องทำงานให้ความเย็นเท่ากับหรือน้อยกว่าอุณหภูมิที่ตั้งไว้แล้ว การทำงานในระบบนี้จะไม่ตัดไฟแต่จะยังให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ทำงานต่อไป แต่ลดระดับการทำงานลง เหมือนกับการเปลี่ยนเกียร์รถยนต์ให้เกียร์สูงขึ้นแต่ใช้พลังงานน้อยลง ซึ่งทำให้รักษาความเย็นได้สม่ำเสมอกว่า และสิ้นเปลืองพลังงานน้อยกว่า เพราะในระบบเก่าการตัดกระแสไฟฟ้าที่ให้มอเตอร์ทันที จากนั้นให้เริ่มทำงานใหม่นั้นต้องใช้พลังงานมากในตอนเริ่มต้นใหม่ ทำให้ความเย็นอาจไม่สม่ำเสมอและมีเสียงดังมากกว่า และสิ้นเปลืองมากกว่า ในเครื่องที่ใช้ระบบอินเวิร์ทเตอร์ตามชื่อก็บอกว่ากลับการทำงานมาใช้มอเตอร์แบบกระแสตรงที่ทำให้ปรับควบคุมความเร็วมอเตอร์หรือที่ความถี่ต่ำได้ดีกว่า ยิ่งการนำแม่เหล็กแบบนีโอไดเมี่ยมมาใช้ในมอเตอร์ ทำให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องปรับอากาศดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด การใช้ระบบอินเวิร์ทเตอร์แม้ราคาแพงขึ้นเล็กน้อยแต่ให้ผลคุ้มค่ากว่าในการะประหยัดไฟฟ้าแน่นอน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)