แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทย์ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทย์ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554
ซากดึกดำบรรพ
สาเหตุที่เรารู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต จากกระบวนการในการอ่านตีความจากที่บันทึกไว้ในซากดึกดำบรรพ (fossil) เมื่อพืชและสัตว์ตายลง อาจถูกฝังไว้ใต้ดินด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ น้ำใต้ดินที่ไหลผ่านซากที่ยังหลงเหลืออยู้่นั้น แร่ธาตุที่มีอยู่ในน้ำค่อยๆ ซึมผ่านเข้าไปแทนที่อะตอมของซากสิ่งมีชีวิต หลังจากผ่านช่วงระยะเวลาเป็นเวลานาน เกิดการสะสมและแข็งตัวเป็นหินจำลองรูปของสิ่งมีชีวิตที่ถุกฝังไว้ และนับล้านๆ ปีต่อมานักบรรพชีวินได้พบซากดึกดำบรรพดังกล่าว ทำให้ได้สารสนเทศใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในอดีต ซึ่ง่ถูกรวบรวมเก็บไว้ในรูปของคลังข้อมูล สารสนเทศทั้งหมดที่แปลความตีความจากที่มีอยู่ในซากดึกดำบรรพดังกล่าวที่เราค้นพบกันนั้น จะเรียกว่าเป็นการบันทึกของซากดึกดำบรรพ (Fossil record)
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553
มวลของสิ่งมีชีวิต
สิ่งมีชีวิตมาจากไหนที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ก็เพราะประกอบขึ้นจากสิ่งไม่มีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิตที่ประกอบกันเป็นชีวิตนั่นก็คือมวลของสิ่งมีชีวิต เรามักจะไม่ค่อยสังเกตถึงพืชที่อยู่รวบตัว หญ้าที่ขึ้นอยู่นในสนาม มอสทีเกาะตามโขดหิน สาหร่ายที่เจริญเติบโตอยู่ในสระ และยังมีพืชชนิดอื่นอีกที่ประกอบกันเป็นมวลเกือบทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์โลกนี้ อย่างน้อยก็ถึง 90เปอร์เซ็นที่เป็นมวลสิ่งมีชีวิตจากพืช ซึ่งเป็นสารสนเทศที่ได้มีการสำรวจกันมา
วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ข้อแตกต่างระหว่างพายุไซโคลนกับพายุเฮอริเคน
ปรากฏการณ์พายุทั้ง 3 ชนิด เป็นลมที่หมุนรอบศูนย์กลางและมีลักษณะการหมุนควงไปทางศูนย์กลางที่มีความดันอากาศต่ำและเคลื่อนขึ้นด้านบน ความแตกต่างกันในขนาด ความเร็วลม อัตราการเคลื่อนตัว และช่วงเวลา โดยทั่วไปการหมุ่นปั่นแบบสปินยิ่งเร็วเท่าใด ช่วงเวลาจะสั้นและมีขนาดเล็ก
พายุไซโคลนจะมีลมหมุนจาก 16-79 กม.ต่อชม. อาจมีขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1600 กม. การเคลื่อนตัว 40 กม.ต่อชม. และคงตัวอยู่ได้จากหนึ่งสัปดาห์ไปถึงหลายสัปดาห์ ส่วนพายุเฮอร์ริเคนหรือเรียกพายุใต้ฝุ่นถ้าเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิก ความเร็วลมอยู่ในช่วง 120-320 กม.ต่อชม. เคลื่อนตัวไปด้วยความเร็ว 16-32 กม.ต่อชม.ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 960 กม. และสามารถคงอยู่หลายวันและอาจมากกว่า 1 สัปดาห์ สุดท้ายพายุเทอร์นาโดอัตราเร็วลมที่หมุนรอบตัวเอง 400 กิโลเมตรต่อชม. เคลื่อนตัวไปด้วยความเร็ว 40-64 กม.ต่อชม. และโดยทั่วไปคงอยู่ได้หลายนาที แม้ว่าพายุเทอร์นาโดบางลูกอาจคงอยู่ได้นาน 5-6 ชม. เส้นผ่าศูนย์กลางพายุอยู่ในช่วงตั้งแต่ 274 ถึง 1.6 กม. และเส้นทางเฉลี่ยในการเคลื่อนตัว 26 กม.โดยมีค่าสูงสุด 483 กม.
พายุใต้ฝุ่น เฮอร์ริเคน และไซโคลน มีความโน้มเอียงในการก่อตัวที่แถบบริเวณระดับที่ไม่สูงนักเหนือมหาสมุทร จากละติจูด 5 องศาถึง15องศาทั้งทางเหนือและทางใต้ ส่วนพายุเทอร์นาโนนั่นก่อตัวหลายพันฟิตเหนือพื้นโลก ปกติเมื่อมีลมฟ้าอากาศอุ่นชื้น บ่อยครั้งพายุนี้เกิดขึ้นร่วมด้วยกับพายุฝนฟ้าคะนอง และ 82%ของเทอร์นาโดเกิดขี้นในช่วงที่อบอุ่นของวัน ตั้งแต่เที่ยงวันไปถึงเที่ยงคืน ขณะที่ 23 เปอร์เซ็นต์ของเทอร์นาโดทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วง 4 pm และ 6pm
พายุไซโคลนจะมีลมหมุนจาก 16-79 กม.ต่อชม. อาจมีขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1600 กม. การเคลื่อนตัว 40 กม.ต่อชม. และคงตัวอยู่ได้จากหนึ่งสัปดาห์ไปถึงหลายสัปดาห์ ส่วนพายุเฮอร์ริเคนหรือเรียกพายุใต้ฝุ่นถ้าเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิก ความเร็วลมอยู่ในช่วง 120-320 กม.ต่อชม. เคลื่อนตัวไปด้วยความเร็ว 16-32 กม.ต่อชม.ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 960 กม. และสามารถคงอยู่หลายวันและอาจมากกว่า 1 สัปดาห์ สุดท้ายพายุเทอร์นาโดอัตราเร็วลมที่หมุนรอบตัวเอง 400 กิโลเมตรต่อชม. เคลื่อนตัวไปด้วยความเร็ว 40-64 กม.ต่อชม. และโดยทั่วไปคงอยู่ได้หลายนาที แม้ว่าพายุเทอร์นาโดบางลูกอาจคงอยู่ได้นาน 5-6 ชม. เส้นผ่าศูนย์กลางพายุอยู่ในช่วงตั้งแต่ 274 ถึง 1.6 กม. และเส้นทางเฉลี่ยในการเคลื่อนตัว 26 กม.โดยมีค่าสูงสุด 483 กม.
พายุใต้ฝุ่น เฮอร์ริเคน และไซโคลน มีความโน้มเอียงในการก่อตัวที่แถบบริเวณระดับที่ไม่สูงนักเหนือมหาสมุทร จากละติจูด 5 องศาถึง15องศาทั้งทางเหนือและทางใต้ ส่วนพายุเทอร์นาโนนั่นก่อตัวหลายพันฟิตเหนือพื้นโลก ปกติเมื่อมีลมฟ้าอากาศอุ่นชื้น บ่อยครั้งพายุนี้เกิดขึ้นร่วมด้วยกับพายุฝนฟ้าคะนอง และ 82%ของเทอร์นาโดเกิดขี้นในช่วงที่อบอุ่นของวัน ตั้งแต่เที่ยงวันไปถึงเที่ยงคืน ขณะที่ 23 เปอร์เซ็นต์ของเทอร์นาโดทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วง 4 pm และ 6pm
วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ธรรมชาติศึกษาที่เขามหาชัย
ตอนเย็นเวลาพลบค่ำนกจำนวนมากบินกลับมาอาศัยต้นไม้ตั้งแต่หน้าสำนักงานอธิการบดี และเลยข้ามถนนประตูหนึ่งไปแถบต้นไม้ที่ขนานกับริบรั้วด้านติดถนน ถ้าเราเฝ้ามองจะเห็นฝูกนกบินอยู่ไปมาก่อนที่จะไปพักนอนที่ต้นไม้ ได้ยินเสียงจอแจ เหมือนกับจะสั่งเสียก่อนนอน ถ้าคิดให้ดีแล้วนกก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องอยู่รอดดำรงเผ่าพันธ์ ต้องออกหาอาหาร สืบพันธ์ เลี้ยงลูกเหมือนกัน และก็ต้องมีรีแลคบ้างแต่เราก็ไม่รู้ ถ้าไม่มีคนศึกษาสังเกตติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และถ่ายรูปพฤติกรรมมาให้เราดู ถ้าติดตามนกแต่ละตัวที่เป็นตัวเมียและตัวผู้ ดูว่าวันหนึ่งบินไปที่ไหนบ้าง ทำอะไรบ้าง สร้างรังไว้ที่ไหน แล้วทำไมมารวมกลุ่มกันนอนที่ต้นไม้ ทำไมไม่อยู่ที่รังตัวเอง หรือว่ามีแต่นกตัวเมียที่อยู่รังคอยดูแลลูกน้อย ตัวผู้ต้องมานอนตามต้นไม้แทน
เมื่อมานอนที่ต้นไม้แล้ว ก็ยังสงสัยอีกว่าเวลาฝนตก บางครั้งก็ตกหนักเสียด้วย ร่มก็ไม่มี เสื้อกันฝนก็ไม่ได้สวม ไม่รู้ว่าหลบฝนกันอย่างไร ถ้าฝนตกแล้วเปียกไปทั้งตัวคงจะแห้งช้า และทำให้เป็นไข้เป็นโรคปอดบวมก็ได้ แต่ก็ยังเชื่อว่ากลไกของธรรมชาติช่วยปกป้องนกจากการเปียกฝน เชื่อว่าขนนกมีสารที่พิเศษที่โดนฝนแล้วไม่เปียกแน่นอน ได้แต่คิดว่ามันคงจะเอาหัวซุกไว้ใต้ปีกไม่ให้หัวเปียกจะเป็นหวัดเช่นเดียวกับคน ถ้ามีการศึกษาถึงเรื่องนี้ก็น่าจะคนพบสารนาโนชนิดใหม่ที่อาจนำมาทำเป็นเส้นใย หรือเป็นสารเคลือบไม่เปียกน้ำได้ เช่นเดียวกับในใต้หวันที่มีการสังเคราะห์สารที่ใบบัวที่ทำให้น้ำกลิ้งบนใบบัวได้โดยไม่เปียกน้ำได้ และก็เชื่ออีกว่าไม่ใช่มีแต่ใบบัวที่ไม่เปียกน้ำ ถ้าเราสังเกตจะพบว่ามีใบไม้อีกหลายชนิดที่ไม่เปียกน้ำเช่นใบบอนบางชนิด และขนนกก็คงไม่ใช่มีเพียงชนิดเดียวที่ไม่เปียกน้ำเช่นเดียวกัน และก็คงจะไม่ใช่เฉพาะขนนกอย่างเดียว อาจเป็นขนสัตว ใบปีสัตว์อื่น ในแมลงชนิดอื่นๆ อีกมากมายที่รอให้เราค้นพบ เพียงแต่เราจะตั้งใจศึกษามันหรือเปล่าเท่านั้น
ถ้ามองลึกลงไปว่าทำไมไม่เปียกน้ำ เพราะองค์ประกอบของสารที่ประกอบกันนั้นเป็นโมเลกุลขนาดเล็กมากในระดับนาโน น้ำซึ่งเป็นโมเลกุลที่โตกว่าคงจะแทรกเข้าไปไม่ได้ ในธรรมชาติมีสารที่ประกอบกันในระดับนาโน (หนึ่งนาโนเมตรคือหนึ่งในพันธ์ล้านเมตร) มากมายแม้แต่ร่างกายมนุษย์เองก็มีหลายส่วนคงจะมีองค์ประกอบขนาดโมเลกุลในระดับนาโนเมตร มีหลายส่วนที่โดนน้ำแล้วไม่เปียกก็มี บริเวณนิ้วมือถัดจากเล็บทีเป็นเนื้อมันๆ ก็ไม่เปียกน้ำเช่นกันแต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ในระดับนาโนหรือไม่
เมื่อมานอนที่ต้นไม้แล้ว ก็ยังสงสัยอีกว่าเวลาฝนตก บางครั้งก็ตกหนักเสียด้วย ร่มก็ไม่มี เสื้อกันฝนก็ไม่ได้สวม ไม่รู้ว่าหลบฝนกันอย่างไร ถ้าฝนตกแล้วเปียกไปทั้งตัวคงจะแห้งช้า และทำให้เป็นไข้เป็นโรคปอดบวมก็ได้ แต่ก็ยังเชื่อว่ากลไกของธรรมชาติช่วยปกป้องนกจากการเปียกฝน เชื่อว่าขนนกมีสารที่พิเศษที่โดนฝนแล้วไม่เปียกแน่นอน ได้แต่คิดว่ามันคงจะเอาหัวซุกไว้ใต้ปีกไม่ให้หัวเปียกจะเป็นหวัดเช่นเดียวกับคน ถ้ามีการศึกษาถึงเรื่องนี้ก็น่าจะคนพบสารนาโนชนิดใหม่ที่อาจนำมาทำเป็นเส้นใย หรือเป็นสารเคลือบไม่เปียกน้ำได้ เช่นเดียวกับในใต้หวันที่มีการสังเคราะห์สารที่ใบบัวที่ทำให้น้ำกลิ้งบนใบบัวได้โดยไม่เปียกน้ำได้ และก็เชื่ออีกว่าไม่ใช่มีแต่ใบบัวที่ไม่เปียกน้ำ ถ้าเราสังเกตจะพบว่ามีใบไม้อีกหลายชนิดที่ไม่เปียกน้ำเช่นใบบอนบางชนิด และขนนกก็คงไม่ใช่มีเพียงชนิดเดียวที่ไม่เปียกน้ำเช่นเดียวกัน และก็คงจะไม่ใช่เฉพาะขนนกอย่างเดียว อาจเป็นขนสัตว ใบปีสัตว์อื่น ในแมลงชนิดอื่นๆ อีกมากมายที่รอให้เราค้นพบ เพียงแต่เราจะตั้งใจศึกษามันหรือเปล่าเท่านั้น
ถ้ามองลึกลงไปว่าทำไมไม่เปียกน้ำ เพราะองค์ประกอบของสารที่ประกอบกันนั้นเป็นโมเลกุลขนาดเล็กมากในระดับนาโน น้ำซึ่งเป็นโมเลกุลที่โตกว่าคงจะแทรกเข้าไปไม่ได้ ในธรรมชาติมีสารที่ประกอบกันในระดับนาโน (หนึ่งนาโนเมตรคือหนึ่งในพันธ์ล้านเมตร) มากมายแม้แต่ร่างกายมนุษย์เองก็มีหลายส่วนคงจะมีองค์ประกอบขนาดโมเลกุลในระดับนาโนเมตร มีหลายส่วนที่โดนน้ำแล้วไม่เปียกก็มี บริเวณนิ้วมือถัดจากเล็บทีเป็นเนื้อมันๆ ก็ไม่เปียกน้ำเช่นกันแต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ในระดับนาโนหรือไม่
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เดือน 8 สองครั้งกับ 29 วันในเดือนกุมภาพันธ์
ปกติแล้วในทุกรอบ 4 ปีจะมีวันในเดินกุมภาพันธ์มี 29 วันครั้งหนึ่ง ถ้าใครมีวันเกิดในวันนี้ก็จะได้ฉลองวันเกิด 4 ปีต่อครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากว่าการคิดจำนวนวันในหนึ่งปีจากการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ครบรอบพอดีใช้เวลา 365 กับ 1/4 วัน แต่วันตามปฏิทินปีหนึ่งจะมี 365 วัน ดังนั้นจะเห็นว่าในเวลา 4 ปีเวลาจะเกินไป 1 วันพอดีซึ่งไปเพิ่มให้กับเดือนกุมภาพันธ์จาก 28 วันเป็น 29วัน ดังนั้นในปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันจะเป็นปีที่มีวันเพิ่มเป็น 366 วัน
สำหรับปีที่มีเดือนแปด 2 ครั้งเราเรียกว่าปีอธิกมาศ นั้นเป็นผลจากที่ในสมัยโบราณเรายังคงใช้ปฏิทินทางจันทรคติที่คิดให้เดือนหนึ่งมี 30 วัน จะเห็นว่าปีหนึ่งก็จะมีเพียง 360 วัน ขาดไป 5 วัน (หรือในหนึ่งปีทางสุริยะคติมี565 1/4 วันแต่ 1ปีทางจันทรคิตใช้ 360วัน) ดังนั้นก็จะต้องใช้เวลานานประมาณ 6 ปีจึงจะครบ 30วันซึ่งเท่ากับ 1 เดือนพอดี จึงจำเป็นต้องเพิ่มเดือนเข้าไปอีกเดือนทำให้มีเดือนแปด 2 ครั้งและยังคงเรียกว่าเดือนแปดเหมือนกัน
นั่นก็คือมีความสัมพันธ์กันในแง่ที่ว่าจำนวนวันในแต่ละปี สำหรับเพิ่มวันในเดือนกุมภาพันธ์ และจำนวนวันที่เกินไปในแต่ละเดือนสะสมรวมกันจนครบ 1 เดือน เป็นวิธีคิดที่ใช้หลักการเดียวกัน
สำหรับปีที่มีเดือนแปด 2 ครั้งเราเรียกว่าปีอธิกมาศ นั้นเป็นผลจากที่ในสมัยโบราณเรายังคงใช้ปฏิทินทางจันทรคติที่คิดให้เดือนหนึ่งมี 30 วัน จะเห็นว่าปีหนึ่งก็จะมีเพียง 360 วัน ขาดไป 5 วัน (หรือในหนึ่งปีทางสุริยะคติมี565 1/4 วันแต่ 1ปีทางจันทรคิตใช้ 360วัน) ดังนั้นก็จะต้องใช้เวลานานประมาณ 6 ปีจึงจะครบ 30วันซึ่งเท่ากับ 1 เดือนพอดี จึงจำเป็นต้องเพิ่มเดือนเข้าไปอีกเดือนทำให้มีเดือนแปด 2 ครั้งและยังคงเรียกว่าเดือนแปดเหมือนกัน
นั่นก็คือมีความสัมพันธ์กันในแง่ที่ว่าจำนวนวันในแต่ละปี สำหรับเพิ่มวันในเดือนกุมภาพันธ์ และจำนวนวันที่เกินไปในแต่ละเดือนสะสมรวมกันจนครบ 1 เดือน เป็นวิธีคิดที่ใช้หลักการเดียวกัน
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ยุคน้ำแข็งของโลก
เป็นเวลาหลายครั้งตลอดช่วงประวัติที่ผ่านมา โลกของเราดูเหมือนว่าได้เข้าสู่ยุคน้ำแข็งเป็นช่วงที่รวดเร็วไม่นาน ในความเป็นจริงขณะนี้เราก็อยู่ในช่วงหนึ่งที่เคยเป็นมาแล้ว ทฤษฎีเมื่อเร็วๆนี้กล่าวถึงยุคน้ำแข็งมีเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างวงโคจรของโลก และทิศทางของแกนของโลก เมื่อผลการเปลี่ยนแปลงไม่มากนี้มาเสริมกันและกัน จะเกิดหิมะสะสมมากขึ้นในช่วงฤดูหนาวมากกว่าที่จะละลายไปในฤดูร้อน ก็ให้เกิดผลมีหิมะมากขึ้นอยู่บนพื้นดินในฤดูร้อน และหิมะเหล่านี้จะสะท้อนความร้อนได้มากขึ้น ซึ่งในทางที่กลับกันทำให้มีหิมะคงอยู่ในฤดูร้อนต่อไป และต่อๆไปเรื่อยๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ ธารน้ำแข็งก็จะเคลื่อนจากขั้วโลกและที่ภูเขาสูงไปปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคพื้นทวีป กระบวนการนี้เรียกว่าวัฏจักร Milankovitch ตั้งตามชื่อวิศวกรชายเซอร์เบียน ผู้ซึ่งเข้าใจในกระบวนการนี้
กระแสโลกร้อนมาแรง ก็อยากจะขวางไว้บ้างกับประวัติการเกิดยุคน้ำแข็งของโลกและกำลังจะเกิดขึ้นอีกถ้าประวัติศาสตร์ไม่เปลี่ยนไปแบบฉับพลันฉุกเฉิน
กระแสโลกร้อนมาแรง ก็อยากจะขวางไว้บ้างกับประวัติการเกิดยุคน้ำแข็งของโลกและกำลังจะเกิดขึ้นอีกถ้าประวัติศาสตร์ไม่เปลี่ยนไปแบบฉับพลันฉุกเฉิน
บทเรียนจากธรรมชาติตอน1
ธรรมชาติหลายอย่างเป็นครูสอนเราได้ทุกเรื่อง ถ้าเราสามารถหาเหตุผลได้ว่าทำไมเป็นเช่นนั้น หรือการที่เป็นเช่นนั้นก็ต้องมีเหตุผลของมันอยู่ ไม่ว่าสายน้ำ สายลม แสงแดด ทุกอย่างเป็นพลวัตไม่ได้มีอะไรหยุดนิ่ง ที่เราเห็นว่ามันนิ่งแท้ที่จริงมันกำลังเคลื่อนไหว เพราะธรรมชาติของทุกสิ่งคือการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครที่จะฝืนความเคลื่อนไหว เพราะถ้าไปฟืนมันอะไรที่ไปฝืนมันจะคงอยู่ไม่ได้ อาจจะก่อให้เกิดวิกฤติ เกิดภาวะฉุกเฉินขึ้นมาก็ได้ อะไรที่มีความเคลื่อนไหวแน่นอนว่าย่อมมีการเปลี่ยนแปลงและน่าที่จะเป็นไปในการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะให้เกิดความสมดุลย์ขึ้นในความเคลื่อนไหว เพราะโลกเรากำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างซับซ้อนตลอดเวลาที่เรา ทราบเพียงเคลื่อนที่รอบตัวเองเกิดกลางวันกลางคืน เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์เกิดฤดูกาล และทั้งโลกและดวงอาทิตย์อยู่ที่แขนหนึ่งของดาราจักรทางช้างเผือกก็กำบังเคลื่อนที่รอบใจกลางดาราจักร และดาราจักรของเราก็กำลังเคลื่อนที่รอบอะไรสักอย่าง ซึ่งเราก็ยังไม่ทราบว่าจะมีผลทำให้เกิดอะไรขึ้นกับโลกบ้างที่แน่ชัด เรารู้แต่เพียงว่าวันดีคืนดีก็เกิดพายุ ที่มนุษย์ก็ยังควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเคลื่อนไหวนั้นเรายังพบว่ามีทั้งสิ่งที่เป็นระเบียบ และไร้ระเบียบที่จะคงอยู่คู่กันเสมอ ดังที่ภูมิปัญญาโบราณเป็นลักษณะของยินและหยาง เปรียบเป็นด้านมืดและด้านส่วาง เปรีบบความมีระเบียบกับไร้ระเบียบที่ทำปฏิกริริยากัน ต่างก็เป็นผู้สร้างและผู้ทำลาย ในความไร้ระเบียบก็มีระเบียบ เปรียบเหมือนกับองค์กรใดที่มีความไร้ระเบียบมากขึ้นถึงจุดหนึ่งจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่สร้างระเบียบใหม่ขึ้นมาให้อยู่ได้ ในธรรมชาติที่เรามองว่าไม่มีระเบียบแต่เมื่อมองลึกลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วก็มีความเป็นระเบียบที่ประกอบด้วยจอะตอมทั้งนั้น แต่มองลึกลงไปในอะตอมอีกมีการเคลื่อนไหวของอิเลคตรอนอันหาระเบียบไม่ได้อีก และแม้แต่ในนิวเคลียสก็ประกอบด้วยอนุภาคที่หาระเบียบที่แท้ได้ยาก แต่เมื่อเรามีความสามาารถมากขึ้นก็จะทราบว่ามีความมีระเบียบ จึงสรุปได้ว่าธรรมชาติประกอบด้วยความไร้ระเบียบและความมีระเบียบอยู่ด้วยกันอย่างบสมดุลย์ จึงเป็น ธรรมชาติที่เป็นบทเรียนให้เราได้ เป็นกระบวนการที่เป็นรากฐานในการซ่อมสร้าง ซ่อมแซมตัวเองบของสิ่งมีชีวิต เพื่ีอให้เกิดการเติบโตและการเปลี่ยนแปลง
ร่างกายมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ก็จะมีกลไกของธรรมชาติที่จะเยียวยาตัวเอง ยามที่มีสิ่งแปลกปลอมเชื้อโรคเข้าไป ที่ร่างกายต้องต่อสู้กับมันเสียก่อนจนสุดกำลัง เราเคยได้ยินเรื่องการบำบัดของร่างกาย ตั้งแต่การไม่กินอาหารเพื่อหยุดการทำงานของระบบต่างๆ เพื่อหันไปต่อสู่กับเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว การเป็นไข้นั้นเป็นกลไกของร่างกายที่จะต่อสู้กับเชื้อโรค การไอจามก็เป็นการขับสิ่งแปลกปลอม ในกลุ่มธรรมชาติบำบัด การรีบกินยาให้หยุดไข้ ให้หยุดไอนั้นอาจทำให้เชื้อโรคยังคงอยู่ไม่ถูกขับออกไปตามวิธีการธรรมชาติ ที่อาจหายช้ากว่าหรือต้องกินยาต่อไป กลไกตามธรรมชาติไม่ได้ช่วยในแง่นี้
สิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเคลื่อนไหวนั้นเรายังพบว่ามีทั้งสิ่งที่เป็นระเบียบ และไร้ระเบียบที่จะคงอยู่คู่กันเสมอ ดังที่ภูมิปัญญาโบราณเป็นลักษณะของยินและหยาง เปรียบเป็นด้านมืดและด้านส่วาง เปรีบบความมีระเบียบกับไร้ระเบียบที่ทำปฏิกริริยากัน ต่างก็เป็นผู้สร้างและผู้ทำลาย ในความไร้ระเบียบก็มีระเบียบ เปรียบเหมือนกับองค์กรใดที่มีความไร้ระเบียบมากขึ้นถึงจุดหนึ่งจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่สร้างระเบียบใหม่ขึ้นมาให้อยู่ได้ ในธรรมชาติที่เรามองว่าไม่มีระเบียบแต่เมื่อมองลึกลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วก็มีความเป็นระเบียบที่ประกอบด้วยจอะตอมทั้งนั้น แต่มองลึกลงไปในอะตอมอีกมีการเคลื่อนไหวของอิเลคตรอนอันหาระเบียบไม่ได้อีก และแม้แต่ในนิวเคลียสก็ประกอบด้วยอนุภาคที่หาระเบียบที่แท้ได้ยาก แต่เมื่อเรามีความสามาารถมากขึ้นก็จะทราบว่ามีความมีระเบียบ จึงสรุปได้ว่าธรรมชาติประกอบด้วยความไร้ระเบียบและความมีระเบียบอยู่ด้วยกันอย่างบสมดุลย์ จึงเป็น ธรรมชาติที่เป็นบทเรียนให้เราได้ เป็นกระบวนการที่เป็นรากฐานในการซ่อมสร้าง ซ่อมแซมตัวเองบของสิ่งมีชีวิต เพื่ีอให้เกิดการเติบโตและการเปลี่ยนแปลง
ร่างกายมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ก็จะมีกลไกของธรรมชาติที่จะเยียวยาตัวเอง ยามที่มีสิ่งแปลกปลอมเชื้อโรคเข้าไป ที่ร่างกายต้องต่อสู้กับมันเสียก่อนจนสุดกำลัง เราเคยได้ยินเรื่องการบำบัดของร่างกาย ตั้งแต่การไม่กินอาหารเพื่อหยุดการทำงานของระบบต่างๆ เพื่อหันไปต่อสู่กับเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว การเป็นไข้นั้นเป็นกลไกของร่างกายที่จะต่อสู้กับเชื้อโรค การไอจามก็เป็นการขับสิ่งแปลกปลอม ในกลุ่มธรรมชาติบำบัด การรีบกินยาให้หยุดไข้ ให้หยุดไอนั้นอาจทำให้เชื้อโรคยังคงอยู่ไม่ถูกขับออกไปตามวิธีการธรรมชาติ ที่อาจหายช้ากว่าหรือต้องกินยาต่อไป กลไกตามธรรมชาติไม่ได้ช่วยในแง่นี้
บทเรียนจากธรรมชาติ ตอน2
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่พม่าอันเนื่องจากพายุไซโคลนนากิส และที่เกิดแผ่นดินไหวที่มนฑลเสฉวนประเทศจีน ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ทรัพสินและชีวิตจำนวนมาก ไม่มีใครทำนายได้แน่ชัดได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไรที่ความรุนแรงที่ทำให้เกิดเสียหาย ทั้งโหรไสยาศาสตร์ และโหรวิทยาศาสตร์ก็ไม่มีใครเตือนภัยได้แม่นยำ มีแต่ผู้รู้ออกมาพูดภายหลังว่าอาจเกี่ยวโยงกับภาวะโลกร้อน หรือเกิดจากการที่เราทำลายสิ่งแวดล้อม ถ้าเปรียบโลกเหมือนกับลูกโป่งถ้าเอานิ้วกดให้ยุบลงไป ก็จะทำให้ไปพองออกที่ส่วนอื่นๆ ถ้าอากาศที่อยู่รอบๆ โลกเสียความสมดุลย์ไปก็พยายามจะปรับตัว มีการเคลื่อนตัวต่างไปจากเดิมมากก็จะทำให้เกิดพายุประเภทต่างๆ ขึ้นได้ นั่นก็คือถ้าเรามีความรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมากเท่าใด ยิ่งลึกซึ้งก็ยิ่งควบคุมสถานะการณ์ได้ดีเท่านั้น
น้ำมีธรรมชาติที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำกว่าเป็นเป้าหมายที่จะต้องดำเนินไป เพราะเบื้องหลังของการเป็นเช่นนั้นเพราะน้ำจำต้องปรับตัวจะหยุดนิ่งไม่ได้ด้วยแรงความโน้มถ่วง และเป้าหมายสุดท้ายก็ไปออกที่ทะเล กว่าจะลงทะเลมีการแยกทางกันเดินเป็นหลายสาย เส้นทางใหญ่บ้างเล็กบ้าง อะไรขวางกกั้นก็มีการยืดหยุ่นเคลื่อนผ่านไปหรือก็พาไปด้วยกับสายน้ำเพื่อเข้าสู่เป้าหมาย สิ่งที่ไปกับน้ำจึงไม่ได้มีเพียงน้ำยังมีเศษวัสดุ โคลน หิน ดินทรายลักษณะต่างๆกันในแต่ละแหล่ง และเส้นทางการเคลื่อนตัวไปก็ไปทำให้เกิดรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งดูเหมือนว่าน้ำจะมีการแก้ปัญหาที่แตกต่างหลากหลาย หลายระดับ ความซับซ้อนความรุนแรงที่แตกต่างกัน
เช่นเดียวกันองค์กรต่างๆ ก็ควรจะได้สร้างความเชื่อมั่นความศรัธาให้เกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าวที่จะทำให้องค์กรบรรลุจุดมุ่งหมายด้วยวิธีการที่หลากหลาย หลายเส้นทางที่จะบรรลุเป้ามหายได้ ให้ความสนใจ ความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ องค์กรจะอยู่รอดปลอดภัยมีความมั่นคงได้ก็ด้วยเหตุผลที่เราได้สร้างองค์กรอย่างชาญฉลาด อย่างเชี่ยวชาญ และด้วยความหลักแหลมมากเพียงใดก็จะช่วยป้องกันภัยทำลายล้างจากธรรมชาติได้มากเท่านั้น
การที่เราแบกโลกซึ่งคิดว่าเป็นปัญหาที่คิดว่าจะช่วยกันประคับประคอง คงต้องวางลงแล้วมาคิดกันใหม่ทำอย่างไรให้ให้มันง่ายขึ้น ตั้งคำถามหาเหตุผลกันใหม่ เหมือนกับการแก้ปัญหาของสายน้ำที่เป็นเส้นทางที่ดีที่สุดตามธรรมชาติก่อนลงสู่ทะเล เป็นบทเรียนของเราที่จะเข้าสู่เป้าหมายเพราะระบบระเบียบทั้งหลายมันอยู่ที่เรากันเองทั้งสิ้นที่จะสร้างขึ้นมา
น้ำมีธรรมชาติที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำกว่าเป็นเป้าหมายที่จะต้องดำเนินไป เพราะเบื้องหลังของการเป็นเช่นนั้นเพราะน้ำจำต้องปรับตัวจะหยุดนิ่งไม่ได้ด้วยแรงความโน้มถ่วง และเป้าหมายสุดท้ายก็ไปออกที่ทะเล กว่าจะลงทะเลมีการแยกทางกันเดินเป็นหลายสาย เส้นทางใหญ่บ้างเล็กบ้าง อะไรขวางกกั้นก็มีการยืดหยุ่นเคลื่อนผ่านไปหรือก็พาไปด้วยกับสายน้ำเพื่อเข้าสู่เป้าหมาย สิ่งที่ไปกับน้ำจึงไม่ได้มีเพียงน้ำยังมีเศษวัสดุ โคลน หิน ดินทรายลักษณะต่างๆกันในแต่ละแหล่ง และเส้นทางการเคลื่อนตัวไปก็ไปทำให้เกิดรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งดูเหมือนว่าน้ำจะมีการแก้ปัญหาที่แตกต่างหลากหลาย หลายระดับ ความซับซ้อนความรุนแรงที่แตกต่างกัน
เช่นเดียวกันองค์กรต่างๆ ก็ควรจะได้สร้างความเชื่อมั่นความศรัธาให้เกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าวที่จะทำให้องค์กรบรรลุจุดมุ่งหมายด้วยวิธีการที่หลากหลาย หลายเส้นทางที่จะบรรลุเป้ามหายได้ ให้ความสนใจ ความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ องค์กรจะอยู่รอดปลอดภัยมีความมั่นคงได้ก็ด้วยเหตุผลที่เราได้สร้างองค์กรอย่างชาญฉลาด อย่างเชี่ยวชาญ และด้วยความหลักแหลมมากเพียงใดก็จะช่วยป้องกันภัยทำลายล้างจากธรรมชาติได้มากเท่านั้น
การที่เราแบกโลกซึ่งคิดว่าเป็นปัญหาที่คิดว่าจะช่วยกันประคับประคอง คงต้องวางลงแล้วมาคิดกันใหม่ทำอย่างไรให้ให้มันง่ายขึ้น ตั้งคำถามหาเหตุผลกันใหม่ เหมือนกับการแก้ปัญหาของสายน้ำที่เป็นเส้นทางที่ดีที่สุดตามธรรมชาติก่อนลงสู่ทะเล เป็นบทเรียนของเราที่จะเข้าสู่เป้าหมายเพราะระบบระเบียบทั้งหลายมันอยู่ที่เรากันเองทั้งสิ้นที่จะสร้างขึ้นมา
วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโลก
สนามแม่เหล็กโลกกำลังอ่อนตัวลงทุกที ดูเหมือนว่าจะลดความเข้มลง 15 เปอร์เซนต์ตั้งแต่ปี 1670 ในปัจจุบันอัตราการลดลงจะเข้าสู่ศูนย์อีกประมาณสองพันกว่าปี ระหว่างปี 3500 และ 4500 สนามแม่เหล็กจะไม่แรงพอที่ต่อต้านการแผ่รังสีจากนอกโลก แต่เมื่อถึงเวลานั้นมนุษย์ก็มีปัญญาพอที่จะเอาชนะหรือไม่ก็ถูกทำลายล้าง
ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือทะเลทรายซาฮารา คำนี้เป็นคำในภาษาอารบิกที่หมายถึงทะเลทราย มีขนาดใหญ่พอๆกับพื้นที่ของประเทศสหรัฐอะเมริกา ซาฮาราไม่ไม่ได้เป็นเหมือนซาฮาราดังเช่นในปัจจุบันเสมอไป เมื่อสองหมื่นปีมาแล้ว ธารน้ำแข็งปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป และลมเย็นนำเอาความชื้นไปยังภาคเหนือของทวีปอัฟริกา ซึ่งปัจจุบันตอนนี้เป็นทะเลทราย แต่เมื่อครั้งอดีตเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์น่าอยู่ สาบาย มีแม่น้ำ ทะเลสาป ป่าไม้และทุ่งหญ้า
ส่วนดินแดนของโลกที่แห้งแล้งที่สุดคือ คาลามา ในทะเลทรายคาลามาในชิลีที่ไม่เคยพบเห็นฝนแม้แต่หยดเดียวในดินแดนนี้
การหมุนรอบตัวเองของโลกไม่ได้สาธิตให้เห็นอย่างชัดเจนจนกระทั่งปี 1851 เมื่อ Jean Bernard Leon Foucault ได้ติดตั้งการทดลองซึ่งประกอบด้วยลูกตุ้มนาฬิกา ที่เปลี่ยนระนาบการแกว่งไปอย่างช้าๆ ในความเป็นจริงแล้วลูกตุ้มนาฬิกายังคงแก่วงเคลื่อนไปตามแนวระนาบเดียว แต่โลกที่นำผู้สังเกตุยึดติดกับโลกได้ค่อยๆหมุนรอบตัวจากภายในโลกด้านล่าง
ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือทะเลทรายซาฮารา คำนี้เป็นคำในภาษาอารบิกที่หมายถึงทะเลทราย มีขนาดใหญ่พอๆกับพื้นที่ของประเทศสหรัฐอะเมริกา ซาฮาราไม่ไม่ได้เป็นเหมือนซาฮาราดังเช่นในปัจจุบันเสมอไป เมื่อสองหมื่นปีมาแล้ว ธารน้ำแข็งปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป และลมเย็นนำเอาความชื้นไปยังภาคเหนือของทวีปอัฟริกา ซึ่งปัจจุบันตอนนี้เป็นทะเลทราย แต่เมื่อครั้งอดีตเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์น่าอยู่ สาบาย มีแม่น้ำ ทะเลสาป ป่าไม้และทุ่งหญ้า
ส่วนดินแดนของโลกที่แห้งแล้งที่สุดคือ คาลามา ในทะเลทรายคาลามาในชิลีที่ไม่เคยพบเห็นฝนแม้แต่หยดเดียวในดินแดนนี้
การหมุนรอบตัวเองของโลกไม่ได้สาธิตให้เห็นอย่างชัดเจนจนกระทั่งปี 1851 เมื่อ Jean Bernard Leon Foucault ได้ติดตั้งการทดลองซึ่งประกอบด้วยลูกตุ้มนาฬิกา ที่เปลี่ยนระนาบการแกว่งไปอย่างช้าๆ ในความเป็นจริงแล้วลูกตุ้มนาฬิกายังคงแก่วงเคลื่อนไปตามแนวระนาบเดียว แต่โลกที่นำผู้สังเกตุยึดติดกับโลกได้ค่อยๆหมุนรอบตัวจากภายในโลกด้านล่าง
วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ความลึกที่สุดกับความสูงที่สุดต่างกันเท่าใด
ส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทรที่อยู่ลึกลงไปจากระดับน้ำทะเลนั้นมีระยะมากกว่าส่วนของแผ่นดินเปลือกโลกที่อยู่สูงที่สุด ร่องมหาสมุทรมาเรียนา (Mariana Trench) อันเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ที่พื้นของมหาสมุทรแปซิฟิก มีความลึกถึง 36,198 ฟิตที่จุดต่ำสุดที่ทำการวัด ห่างจากฝั่งของประเทศฟิลิปบิน ส่วนภูเขาเอเวอร์เรสได้รับการตัดสินให้เป็นภูเขาที่สูงที่สุด ซึ่งสูงเด่นอยู่ในเทือกเขาฮิมาลายันตามแนวชายแดนเนปาล-ทิเบต ซึ่งสูงเพียง 29,028 ฟิต จะเห็นว่าความลึกมากที่สุด มากกว่า ความสูงมากที่สุดอยู่ถึง 7170 ฟิต
โลหะชั้นสูงกับโลหะมีค่า
โดยทั่้วไปโลหะชั้นสูง (noble metal) ได้แก่ ทอง เงิน ปรอท และพวกแพล็ทตินัม (รวมทั้ง พาราเดียม อิริเดียม โรเดียม รูเทนเนียม และออสเมียม) ซึ่งคำว่าโลหะชั้นสูงนั้นอ้างถึงโลหะที่มีความต้านทานต่อการทำปฏิกิริยาเคมี หรือปฏิกิริยากับออกซิเจน (ต้านทานต่อการเกิดสนิม) และคำนี้มีที่มาจากสมัยโบราณที่นักเล่นแร่แปรธาตุ ใช้เป็นธาตุเป้าหมายที่หวังในการแปลงธาตุและให้มีความบริสุทธิ์ ที่ดำเนินการแปลงได้จากธาตุโลหะคุณสมบัติต่างๆกันทางเคมีที่มีคุณค่าต่ำ คำว่าโลหะชั้นสูงนี้ไม่เหมือนกับคำว่าโลหะมีค่า (precious metal) แม้ว่าบางโลหะเช่นแพล็ทตินัม (platinium) อาจจะเป็นโลหะชั้นสูงและเป็นโลหะมีค่า
โดยทั่วไปคำว่าโลหะมีค่า(precious metal) มักจะนำไปใช้ทำเหรียญตรา ประกอบเครื่องทอง เพชรพรรณและเครื่องประดับทั้งหลาย คำโลหะมีค่าเป็นโลหะที่จำกัดอยู่กับโลหะที่เป็น ทอง เงิน และแพล็ทตินัม การที่ราคาแพงและหายากไม่ได้ทำให้โลหะมีค่าขึ้น แต่ขึ้นกับการกำหนดค่าตามกฏหมายที่ยอมรับกันทั่วไป ซึ่งระบุว่าวัตถุที่ทำขึ้นจากโลหะเหล่านี้มีค่าประจำตัวอย่างไร คำโลหะมีค่าจึงมีความหมายไม่เหมือนกับคำว่าโลหะชั้นสูง แม้ว่าโลหะเช่นแพล็ตตินัมอาจเป็นได้ทั้งโลหะมีค่าและเป็นโลหะชั้นสูงด้วย
โดยทั่วไปคำว่าโลหะมีค่า(precious metal) มักจะนำไปใช้ทำเหรียญตรา ประกอบเครื่องทอง เพชรพรรณและเครื่องประดับทั้งหลาย คำโลหะมีค่าเป็นโลหะที่จำกัดอยู่กับโลหะที่เป็น ทอง เงิน และแพล็ทตินัม การที่ราคาแพงและหายากไม่ได้ทำให้โลหะมีค่าขึ้น แต่ขึ้นกับการกำหนดค่าตามกฏหมายที่ยอมรับกันทั่วไป ซึ่งระบุว่าวัตถุที่ทำขึ้นจากโลหะเหล่านี้มีค่าประจำตัวอย่างไร คำโลหะมีค่าจึงมีความหมายไม่เหมือนกับคำว่าโลหะชั้นสูง แม้ว่าโลหะเช่นแพล็ตตินัมอาจเป็นได้ทั้งโลหะมีค่าและเป็นโลหะชั้นสูงด้วย
ทองเคคืออะไร
ทองเคไม่ใช่ทองเก๋ แต่มีส่วนผสมของทองจริงๆ คำว่าเค (k) มาจากคำว่า “karat” โดยคิดให้หมายถึงจำนวนเปอร์เซนต์ของทองที่ผสมอยู่ในวัตถุโลหะผสมนั้น เนื่องจากทองอ่อนเกินไปที่จะใช้อยู่ในรูปที่บริสุทธิ์ จำเป็นต้องผสมกับโลหะอื่น เช่นกรอบแว่นชนิดหนึ่งที่มีทองเป็นส่วนผสม และเขียนไว้ว่า 14KT ซึ่ง KT มาจากคำว่า karat นั่นเอง ซึ่งมีสัดส่วนดังนี้
24 KT เทียบเท่าทอง 100 %
22 KT เที่ยบเท่าทอง 91.75 %
18 KT เทียบเท่าทอง 75 %
14 KT เทียบเท่าทอง 58.5 %
12 KT เทียบเท่าทอง 50.25 %
10 KT เทียบเท่าทอง 42 %
9 KT เทียบเท่าทอง 37.8 %
8 KT เทียบเท่าทอง 33.75 %
24 KT เทียบเท่าทอง 100 %
22 KT เที่ยบเท่าทอง 91.75 %
18 KT เทียบเท่าทอง 75 %
14 KT เทียบเท่าทอง 58.5 %
12 KT เทียบเท่าทอง 50.25 %
10 KT เทียบเท่าทอง 42 %
9 KT เทียบเท่าทอง 37.8 %
8 KT เทียบเท่าทอง 33.75 %
วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วันที่ประจันทร์ยิ้ม
ในวันที่ 1 ธันว่าคมเป็นวันที่ดาวพฤหัส ดาวศุกร์มาอยู่ใกล้กันทำมุมประมาณ 2 องศา โดยมีผู้สังเกตเป็นจุดศูนย์กลาง และอยู่ในตำแหน่งที่ดวงจันข้างขึ้นเสี้ยวปลายแหลมชี้ขึ้น ไปทางดาวศุกร์และดาวพฤหัส ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่สว่างที่สุดและรองลงมาตามลำดับในระบบสุริยะของเรา ทำให้เห็นเป็นเด่นชัดในท้องฟ้าดังรูป
ภาพจาก manager.co.th
เมื่อเปรียบเทียบกับพระจันทร์ช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับปีที่แล้วที่มองเห็นดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวศุกร์แต่ยังไม่มีดาวพฤหัสดังรูป
ถ่ายที่หมู่บ้านเกษตร ม.รภ.นคร
ส่วนการมองว่าเหมือนกับพระจันทร์ยิ้มนั้นเป็นการมองในแง่ดี ที่เชื่อว่าจะเกิดสิ่งดีๆ หรือโลกจะลดความขัดแย้งลงไปได้ โดยเฉพาะในประเทศไทย ให้นึกถึงคำว่าถ้าท่านยิ้มกับโลก แล้วโลกจะยิ้มให้ท่าน คิดเสียว่าเป็นกำลังใจเพื่อทำงานต่อไป ..life must go on
ภาพจาก manager.co.th
เมื่อเปรียบเทียบกับพระจันทร์ช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับปีที่แล้วที่มองเห็นดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวศุกร์แต่ยังไม่มีดาวพฤหัสดังรูป
ถ่ายที่หมู่บ้านเกษตร ม.รภ.นคร
ส่วนการมองว่าเหมือนกับพระจันทร์ยิ้มนั้นเป็นการมองในแง่ดี ที่เชื่อว่าจะเกิดสิ่งดีๆ หรือโลกจะลดความขัดแย้งลงไปได้ โดยเฉพาะในประเทศไทย ให้นึกถึงคำว่าถ้าท่านยิ้มกับโลก แล้วโลกจะยิ้มให้ท่าน คิดเสียว่าเป็นกำลังใจเพื่อทำงานต่อไป ..life must go on
วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ของแข็งที่เบากว่าของเหลว
โดยทั่วไปของแข็งมีความหนาแน่นมากกว่าของเหลว ของเหลวที่มีความหน้าแน่นมากกว่าของแข็งในโลกนี้เท่าที่ทราบมีเพียงสองชนิดคือ น้ำ และบิสมัท (bismuth) ดังนั้นสารทั้งสองจึงเป็นเหมือนข้อยกเว้น โดยที่นำเป็นสารประกอบที่เราคุ้นเคยมากท่ี่สุด และเป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดเสียไม่ได้อย่างหนึ่ง เพราะเราขาดน้ำวันหรือสองวันก็อาจถึงตายได้
น้ำมีคุณสมบัติที่แปลกมากที่สามารถดำรงอยู่ในสามสถานะให้เราเห็นได้ง่ายๆ ทั้งที่เป็นของแข็ง ของเหลว และแกส ที่อุณหภูมิห้องน้ำจะอยู่ในรูปของๆ เหลว เมื่อได้รับความร้อนถึงจุดเดือดก็จะกลายเป็นไอน้ำ และเมื่อได้รับความเย็นถึง 0 องศาเซลเซียส น้ำก็จะแข็งตัวเช่นเมื่อเราทำน้ำแข็งในช่องฟรีสของตู้เย็น เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งนั้นจะขยายตัวแทนที่จะหดตัว กล่าวได้ว่าทำให้น้ำนั้นมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำเหลว ข้อพิสูจน์ง่ายๆ คือน้ำแข็งจะลอยอยู้่บนน้ำเหลวแสดงว่าน้ำแข็งเบากว่าน้ำเมื่อปริมาตรเท่ากันหรือ มีความหนาแน่นน้อยกว่านั่นเอง
บิสมัทเป็นสารอีกชนิดหนึ่งในโลกที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกับน้ำที่เมื่ออยู่่ในสภาพแข็งตัวแล้วมีความหนาแน่นน้อยกว่าเมื่ออยู่ในสภาพที่เป็นของเหลว ปกติแล้ววัดค่าความหนาแน่นหาได้จากวัดค่ามวลหรือน้ำหนักหารด้วยปริมาตรของมันหรือ เป็นค่ามวลต่อหน่วยปริมาตร เป็นค่าที่ใช้ดูว่าการประกอบเป็นเนื้อสารแต่ละชนิดอัดกันแน่นเพียงใด ความหนาแน่นของน้ำมีค่า 1กรัม/ลูกบาศก์ซม. หรือ 1 กิโลกรัม/ลิตร ความหนาแน่นของหินมีค่า 3.3 กรัม/ลูกบาศก์ซม. เหล็กบริสุ่ทธิ์มีความหนาแน่น 7.9 กรัม/ลูกบาศก์ซม. และความหนาแน่นเฉลี่ยของโลกเราเท่ากับ 5.5 กรัม/ลูกบาศก็ซม.
การที่น้ำแข็งลอยอยู่บนน้ำเหลวนั้นเป็นผลดีกับชีวิตบนโลก เพราะหากน้ำแข็งหนักกว่าน้ำเหลวแล้ว น้ำแข็งก็จะจมลงสู่ก้นทะเลมหาสมุทรของทุกที่ทุกแห่งที่มีน้ำแข็ง เป็นไปได้ว่าจะก่อให้เกิดผลเป็นน้ำท่วมโลกไปทุกที่ สิ่งมีชีวิตคงไม่หลากหลายดังในปัจจุบัน
น้ำมีคุณสมบัติที่แปลกมากที่สามารถดำรงอยู่ในสามสถานะให้เราเห็นได้ง่ายๆ ทั้งที่เป็นของแข็ง ของเหลว และแกส ที่อุณหภูมิห้องน้ำจะอยู่ในรูปของๆ เหลว เมื่อได้รับความร้อนถึงจุดเดือดก็จะกลายเป็นไอน้ำ และเมื่อได้รับความเย็นถึง 0 องศาเซลเซียส น้ำก็จะแข็งตัวเช่นเมื่อเราทำน้ำแข็งในช่องฟรีสของตู้เย็น เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งนั้นจะขยายตัวแทนที่จะหดตัว กล่าวได้ว่าทำให้น้ำนั้นมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำเหลว ข้อพิสูจน์ง่ายๆ คือน้ำแข็งจะลอยอยู้่บนน้ำเหลวแสดงว่าน้ำแข็งเบากว่าน้ำเมื่อปริมาตรเท่ากันหรือ มีความหนาแน่นน้อยกว่านั่นเอง
บิสมัทเป็นสารอีกชนิดหนึ่งในโลกที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกับน้ำที่เมื่ออยู่่ในสภาพแข็งตัวแล้วมีความหนาแน่นน้อยกว่าเมื่ออยู่ในสภาพที่เป็นของเหลว ปกติแล้ววัดค่าความหนาแน่นหาได้จากวัดค่ามวลหรือน้ำหนักหารด้วยปริมาตรของมันหรือ เป็นค่ามวลต่อหน่วยปริมาตร เป็นค่าที่ใช้ดูว่าการประกอบเป็นเนื้อสารแต่ละชนิดอัดกันแน่นเพียงใด ความหนาแน่นของน้ำมีค่า 1กรัม/ลูกบาศก์ซม. หรือ 1 กิโลกรัม/ลิตร ความหนาแน่นของหินมีค่า 3.3 กรัม/ลูกบาศก์ซม. เหล็กบริสุ่ทธิ์มีความหนาแน่น 7.9 กรัม/ลูกบาศก์ซม. และความหนาแน่นเฉลี่ยของโลกเราเท่ากับ 5.5 กรัม/ลูกบาศก็ซม.
การที่น้ำแข็งลอยอยู่บนน้ำเหลวนั้นเป็นผลดีกับชีวิตบนโลก เพราะหากน้ำแข็งหนักกว่าน้ำเหลวแล้ว น้ำแข็งก็จะจมลงสู่ก้นทะเลมหาสมุทรของทุกที่ทุกแห่งที่มีน้ำแข็ง เป็นไปได้ว่าจะก่อให้เกิดผลเป็นน้ำท่วมโลกไปทุกที่ สิ่งมีชีวิตคงไม่หลากหลายดังในปัจจุบัน
วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553
น้ำตกที่สูงที่สุด
ที่ยอมรับกันเป็นทางการแล้วคือน้ำตก Angel ตั้งชื่อตามนักสำรวจ Jimmy angel ในบริเวณของแควสาขา Carrao ในเวเนซูเอลา (Venezuela) นับเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงรวม 3,212 ฟุต หรือ 979 เมตร โดยมีจุดตกลงมายาวต่อเนื่องไม่ขาดตอน 2648 เมตร หรือ 807 เมตร การที่จะหาว่าความสูงของน้ำตกที่แท้จริงยังเป็นเรื่องที่ยากที่จะตัดสิน ลงไป เพราะว่าน้ำตกหลายที่ประกอบเป็นส่วนๆ ลดลั่นกันไป มากกว่าที่จะเป็นจุดตกของน้ำยาวลงในคราวเดียว เช่นน้ำตกที่สูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา คือน้ำตกโยเซไมท์ (Yosemite) อยู่ในแถบสาขาของลุ่มน้ำ Merced ในอทยานแห่งชาติ โยเซไมท์ รัฐแคละฟอเนีย โดยมีจุดที่น้ำตกยาวที่สุด 2425 ฟุต หรือ 739 เมตร ในชุดของน้ำตกนี้มีสามส่วน ส่วนบนของน้ำตกนี้ 1430 ฟุตหรือ 435 เมตร ส่วนตอนกลางสูง 675 ฟุตหรือ 205 เมตร และส่วนล่างของน้ำตกโยเซไมท์สูง 320 ฟุตหรือ 97 เมตร ถ้ารวมทั้งหมดก็จะสูงกว่าน้ำตก angel
เปรีบบเทียบส่วนที่ลึกที่สุดของโลก
เราเคยทราบมาว่าทะเลมหาสมุทรที่ลึกที่สุดในโลกอยู่ที่บริเวณหมู่เกาะฟิลิปบิน และความลึกนั้นเป็นความลึกที่มีมากกว่าความสูงที่สุดของภูเขาบนโลก คือยอดเขาเอเวอร์เรสที่มีความสูงมากกว่าหมื่นกว่าฟุตเท่านั้น สำหรับความลึกของทะเลสาปที่ลึกที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้นั้น ไม่ได้ลึกมากเหมือนในมหาสมุทร ยังไม่สามารถเอาชนะความสูงของภูเขา ทะเลสาปที่ลึกที่สุดในโลกคือ ทะเลสาป Baikal อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไซบีเรีย มีความลึก 5314 ฟุต หรือ 1620 เมตราที่ความลึกสูงสุดของทะเลสาป เมื่อเปรียบเทียบกับความสูงของยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งมีความสูง 2500 เมตร แสดงว่าความลึกของทะเลสาปนั้นเทียบกันไม่ได้กับความลึกของทะเลมหาสมุทร อันชี้ให้เห็นว่าที่มาของการเกิดทะเลสาปกับมหาสมุทรนั้นแตกต่างกัน ทะเลสาปอยู่ในสัดส่วนที่เล็กกว่า ย่อมจะมีความลึกน้อยกว่า สำหรับความลึกของหุบเหวต่างๆ นั้นไม่ได้ลึกมากที่จะไปเทียบกันได้ กับความลึกของทะเลสาปและมหาสมุทรดังกล่าว
วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553
เมื่อครบรอบเวลาปี
ตามที่ทราบกันเราวัดเวลาเป็นวินาที นาที ชั่วโมง สัปดาห์ เป็นเดือน และเป็นปี ในการคิดเวลาเป็นปีนั้น มีประวัติความเป็นมาที่วัดกันอย่างไรไม่ให้คลาดเคลื่อน มีการปรับกันมาเรื่อย ทำให้แต่ละเดือนมีจำนวนวันไม่เท่ากันก็มี ที่เท่ากันก็มี แต่ที่คิดให้เดือนมกราคมนั้นเป็นเดือนเริ่มต้นของปีใหม่นั้น เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกจากการยึดถือเอาปฏิทินเกกอเรียน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาของปฏิทินรุ่นที่เคยใช้กันมาก่อนหน้านั้น เช่นในกรณีที่ให้เดือนกุมภาพันธ์มี 28 วัน และอีก 4 ถัดไปจะมี 29 วันที่เราเรียกว่าปีอธิกมาส เพื่อแก้ปัญหา ที่ว่าในหนึ่งปี มี 365 กับ 1/4 วัน ถ้าว่าไปแล้ว 4 ปีก็มีชดเชยครั้งหนึ่ง เพื่อให้ได้ปฏิทินที่ถูกต้องนั่นเอง
ในการวัดเวลาให้ละเอียดคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดนั้น ปัจจุบันเราใช้นาฬิกาอะตอม จากการแก่งตัวของอะตอมของธาตุหนึ่งที่มีความแน่นอนสูง เป็นตัวเทียบเพื่อให้ได้เวลาที่มาตรฐานไม่คลาดเคลื่อนซึ่งจำเป็นมากสำหรับอุปกรณ์สมัยใหม่ เช่นในดาวเทียมที่ใช้ในการวัดระยะทางหรือกำหนดตำแหน่งบนโลกทำให้ได้ตำแหน่งที่แม่นยำมากขึ้นจนกล่าวได้ว่าสามารถติดตามตัวบุคคลบนโลกได้เลยทีเดียว การครบรอบปีก็สามารถแปลงเป็นได้ว่าในหนึ่งปีมีกิวินาที่ มีกี่นาที แต่บางคนอาจจะสงสัยต่อไปว่าตั้งแต่เกิดโลกเรามานี้จะวัดให้ละเอียดลงไปให้ได้ว่าเกิดขึ้นมากี่ปีแล้วก็ยังไม่มีใครตอบได้ ได้แต่คาดคะเนว่า เท่านั้นเท่านี้ล้านปี ประมาณการกันมาก็ประมาณ 6000 ล้านปีจะให้ละเอียดเหมือนกับที่วัดเวลาเป็นวินาทีในนาฬิกาอะตอมก็คงทำได้ยาก อย่างไรก็ตามเราก็ได้กับหนดเวลาที่ครบ 100 ปีว่าเป็นศตวรรษหนึ่ง แต่ไม่มีที่มาว่าโลกเราหรือระบบสุริยะเราจะเคลื่อนไปในจักรวาลอย่างไร มีเพียงนักดาราศาสตร์บอกว่า ระบบสุริยะของเราก็เคลื่อนที่รอบอะไรสักอย่างหนึ่ง เหมือนกันแต่ยังบอกไม่ได้ว่าอะไรดี ถ้าครบรอบกาเลคซีก็จะเรียกว่า ปีกาแลกซี่ และยังคาดคะเนต่อไปว่ากาแลคซีของเราก็เคลื่อนที่รอบอะไรสักอย่างอีก ถ้าครบรอบก็จะเรียกว่าปีจักรวาลน่าจะได้ ถ้าคิดว่าจะมีอายุได้ปีจักรวาลนี้ ไม่รู้ว่าโลกนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า
จากที่มีภาพยนต์ที่มักจะบอกถึงมหันตภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นมากมาย บ้างก็บอกว่าเป็นคำทำนาย ที่อาจจะไปสอดคล้องกับการกลับแกนหมุนของโลก หรือ แกนหมุนของดวงอาทิตย์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนโลกครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นลักษณะการมองไปในทางที่สุดโต่ง ในความเป็นจริงนั้นปรากฏการณ์ต่างๆ ค่อยๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ เปลียนแปลงไปโดยไม่รู้ตัวเสียมากกว่า ก่อนที่จะเกิดขึ้นแบบย้อนกลับไม่ได้ การครบรอบปีเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ที่อาจดำรงอยู่ต่อไป แม้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมากมายบนโลกใบนี้ และก็ยังคงเวลาเดิมไว้ไม่เสื่อมคลาย ยังครบรอบปีด้วยเวลาเท่าเดิม แต่เชื่อเถอะไม่มีอะไรแน่นอน ไม่นานอาจตรวจพบว่าแม่ว่าเวลาที่โลกเคลื่อนที่ไปรอบดวงอาทิตย์เมื่อครบรอบปีก็จะไม่เท่าเดิม แต่ก็ค่อยเป็นค่อยไปอีก เป็นไปตามกฏธรรมชาติที่ไม่มีอะไรแท้แน่นอน แม่แต่เราทุกคนก็มิอาจคงเดิมอยู่ได้ในแต่ละปี มีการเปลี่ยนไปบางช่วงก็ไม่รู้สึกอะไร แต่บางช่วงของปีก็จะรู้สึกว่าเปลี่ยนไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ปั้นปลายของชีวิตก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดขึ้น เมื่อความชราเข้ามาเยือน
จะครบรอบปีนี้มีการพูดถึงภาวะโลกร้อนกันมากแล้วก็ตกลงอะไรกันไม่ค่อยได้ในระดับโลกว่าจะช่วยรักษาโลกใบนี้ให้ยืนยงต่อไปอย่างไร หรือว่าเราจะหนีประวัติศาสตร์ไปไม่พ้น ที่เราพบว่าแต่ละปีมีสัตว์สูญพันธ์ไปจำนวนมาก และก็เกิดสัตว์พันธ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มนุษย์เราเริ่มเกิดขึ้นมาเต็มรูปก็แค่ล้านกว่าปี จะถือว่ายังยืนยงต่อไปได้อีกนานอีกหลายรอบปี
ในการวัดเวลาให้ละเอียดคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดนั้น ปัจจุบันเราใช้นาฬิกาอะตอม จากการแก่งตัวของอะตอมของธาตุหนึ่งที่มีความแน่นอนสูง เป็นตัวเทียบเพื่อให้ได้เวลาที่มาตรฐานไม่คลาดเคลื่อนซึ่งจำเป็นมากสำหรับอุปกรณ์สมัยใหม่ เช่นในดาวเทียมที่ใช้ในการวัดระยะทางหรือกำหนดตำแหน่งบนโลกทำให้ได้ตำแหน่งที่แม่นยำมากขึ้นจนกล่าวได้ว่าสามารถติดตามตัวบุคคลบนโลกได้เลยทีเดียว การครบรอบปีก็สามารถแปลงเป็นได้ว่าในหนึ่งปีมีกิวินาที่ มีกี่นาที แต่บางคนอาจจะสงสัยต่อไปว่าตั้งแต่เกิดโลกเรามานี้จะวัดให้ละเอียดลงไปให้ได้ว่าเกิดขึ้นมากี่ปีแล้วก็ยังไม่มีใครตอบได้ ได้แต่คาดคะเนว่า เท่านั้นเท่านี้ล้านปี ประมาณการกันมาก็ประมาณ 6000 ล้านปีจะให้ละเอียดเหมือนกับที่วัดเวลาเป็นวินาทีในนาฬิกาอะตอมก็คงทำได้ยาก อย่างไรก็ตามเราก็ได้กับหนดเวลาที่ครบ 100 ปีว่าเป็นศตวรรษหนึ่ง แต่ไม่มีที่มาว่าโลกเราหรือระบบสุริยะเราจะเคลื่อนไปในจักรวาลอย่างไร มีเพียงนักดาราศาสตร์บอกว่า ระบบสุริยะของเราก็เคลื่อนที่รอบอะไรสักอย่างหนึ่ง เหมือนกันแต่ยังบอกไม่ได้ว่าอะไรดี ถ้าครบรอบกาเลคซีก็จะเรียกว่า ปีกาแลกซี่ และยังคาดคะเนต่อไปว่ากาแลคซีของเราก็เคลื่อนที่รอบอะไรสักอย่างอีก ถ้าครบรอบก็จะเรียกว่าปีจักรวาลน่าจะได้ ถ้าคิดว่าจะมีอายุได้ปีจักรวาลนี้ ไม่รู้ว่าโลกนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า
จากที่มีภาพยนต์ที่มักจะบอกถึงมหันตภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นมากมาย บ้างก็บอกว่าเป็นคำทำนาย ที่อาจจะไปสอดคล้องกับการกลับแกนหมุนของโลก หรือ แกนหมุนของดวงอาทิตย์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนโลกครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นลักษณะการมองไปในทางที่สุดโต่ง ในความเป็นจริงนั้นปรากฏการณ์ต่างๆ ค่อยๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ เปลียนแปลงไปโดยไม่รู้ตัวเสียมากกว่า ก่อนที่จะเกิดขึ้นแบบย้อนกลับไม่ได้ การครบรอบปีเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ที่อาจดำรงอยู่ต่อไป แม้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมากมายบนโลกใบนี้ และก็ยังคงเวลาเดิมไว้ไม่เสื่อมคลาย ยังครบรอบปีด้วยเวลาเท่าเดิม แต่เชื่อเถอะไม่มีอะไรแน่นอน ไม่นานอาจตรวจพบว่าแม่ว่าเวลาที่โลกเคลื่อนที่ไปรอบดวงอาทิตย์เมื่อครบรอบปีก็จะไม่เท่าเดิม แต่ก็ค่อยเป็นค่อยไปอีก เป็นไปตามกฏธรรมชาติที่ไม่มีอะไรแท้แน่นอน แม่แต่เราทุกคนก็มิอาจคงเดิมอยู่ได้ในแต่ละปี มีการเปลี่ยนไปบางช่วงก็ไม่รู้สึกอะไร แต่บางช่วงของปีก็จะรู้สึกว่าเปลี่ยนไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ปั้นปลายของชีวิตก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดขึ้น เมื่อความชราเข้ามาเยือน
จะครบรอบปีนี้มีการพูดถึงภาวะโลกร้อนกันมากแล้วก็ตกลงอะไรกันไม่ค่อยได้ในระดับโลกว่าจะช่วยรักษาโลกใบนี้ให้ยืนยงต่อไปอย่างไร หรือว่าเราจะหนีประวัติศาสตร์ไปไม่พ้น ที่เราพบว่าแต่ละปีมีสัตว์สูญพันธ์ไปจำนวนมาก และก็เกิดสัตว์พันธ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มนุษย์เราเริ่มเกิดขึ้นมาเต็มรูปก็แค่ล้านกว่าปี จะถือว่ายังยืนยงต่อไปได้อีกนานอีกหลายรอบปี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


