หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

จริธรรมและความกล้าหาญทางจริยธรรม

คำว่าจริยธรรมตามตัวอักษรจะหมายถึงธรรมอันเหมาะสมในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งจะอิงอยู่กับหลักปฏิบัติตามคำสอนทางศาสนา และยังอิงอยู้กับเรื่องอื่นๆ เช่นความเชื่อเชิงปรัชญา ขนบธรรมเนียมประเพณี ถ้าอิงโดยศาสนาล้วนๆ มักเรียกว่าเป็นศิลธรรม และอิงอยู่กับเรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่ศาสนาเพียงอย่างเดียวจะเรียกว่าจริยธรรม แต่จริยธรรมมักจะมีความหมายครอบคลุมศิลธรรมเข้าไปด้วย การประพฤติปฏิบัติทางจริยธรรมไม่ได้เป็นข้อบังคับแต่เป็นไปด้วยความสมัครใจ สำหรับการใช้กฏหมายนั้นเป็นส่วนเกื้อหนุนจากภายนอกเพื่อให้คนมีจริยธรรม


จากข้อเขียนของ ดวงเด่น นุเรมรัมย์ ได้สรุปว่า จริยธรรมคือสิ่งที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ซึ่งจะต้องพัฒนาขึ้น โดยอาศัยกฏเกณฑ์ความประพฤติที่มนุษย์ควรประพฤติที่ได้จากหลักการทางศิลธรรม หลักปรัชญา วัฒนธรรม กฏหมาย หรือจารีตประเพณี เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนเองและสังคม

การมีจริยธรรมที่ถูกต้องเหมาะสมถือว่าเป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่ง ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม สอดคล้องกับที่ศ.ดร.สาโรจน์ บัวศรีเคยให้นิยามไว้หมายถึง "การแสดงความกล้าในการคิด และกระทำแต่สิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมความกล้าหาญที่จะคิด พูด และทำในสิ่งที่ตนคิดว่าถูกต้องทางจริยธรรมโดยไม่คำนึงว่าหากตนปฏิบัติตามสิ่งนั้นแล้วตนเองจะได้รับประโยชน์ หรือเสียผลประโยชน์อะไรบ้าง หากแต่กระทำไปเพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และจะไม่กระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องแม้ว่ามันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์มากมายมหาศาลก็ตาม "

สัจธรรมกับคุณธรรม

สัจธรรม เป็นธรรมของความจริงทั้งหลาย ที่คนทั่วไปศึกษาเพื่อความเข้าใจ ถึงความสัมพันธ์โยงใยระหว่างความจริงทั้งหลายนั้น ถ้าคนสามารถเข้าใจเข้าถึงสัจธรรมได้ ในแง่นี้คุณธรรมก็เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่ง โดยคุณธรรมจะหมายถึงหน้าที่ โดยทั่วไปจะเป็นหน้าที่ทางศิลธรรม ที่จะต้องมีความประพฤติ การปฏิบัติ แม้ว่าไม่ได้มีข้อบังคับไว้ว่าจะต้องทำ จะทำหรือไม่ก็ไม่ได้เป็นความผิด


แต่เมื่อพิจาณาหน้าที่ที่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง หรือเป็นหน้าที่จริงๆ เช่นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องต้องเสียสละ เอาใจใส่สั่งสอนลูกเพื่อให้มีคุณธรรมต่อไป มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่ในอันตราย เช่นกำลังจะจมน้ำ ถาถามว่าพ่อแม่ที่ไม่เหลียวแลลูกแท้ๆ ของตัวเองไม่ให้ความรักไม่เสียสละก็มีอยู่แต่จำนวนน้อย ด้วยข้อเปรียบเปรยว่าแม้แต่สุนัขก็ยังรักลูกของมัน คนอันเป็นสัตว์ประเสริฐกว่าขืนทำเช่นนั้นสังคมอาจตราหน้าได้ว่าเลวกว่าสัตว์เดรฉาน (ถ้าเลวกว่าสัตว์อย่างเดียวอาจไม่ถูกต้องอีกเพราะสัตว์ยังรักลูกมากกว่าคนที่ทิ้งลูก ไม่เลี้ยงดูลูกเสียอีก)

ไม่ว่าประเด็นใดเมื่อเราพยายามทำความเข้าใจไปถึงก้นบึ้งของที่เกี่ยวข้องกับเราล้วนเป็นสัจธรรมทั้งสิ้น ซึ่งมีผลทำให้เราได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หรือปฏิบัติไม่ชอบไม่ดี ก็ต่างก็มีผลจากการกระทำนั้น ก็เป็นสัจธรรมอีก ดังนั้นสัจธรรมและคุณธรรมจึงมีความเกี่ยวโยงกันอย่างใกล้ชิด การเข้าใจสัจธรรมที่เกี่ยวข้องทำให้มีแนวโน้มที่จะมีคุณธรรมในเรื่องดังกล่าวมากกว่า ที่ไม่สามารถสืบสาวราวเรื่องหาเหตุผล

ความยุติธรรมที่เป็นธรรม

เราพูดคำว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมกันบ่อย ซึ่งถ้าคิดอีกทีก็อาจหมายถึงได้รับความยุติธรรมหรือไม่ได้รับความยุติธรรม ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันอยู่บ้างเหมือนกันตามความรู้สึกและตามประสบการณ์ นั้นจะเห็นว่าเราพูดคำว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมบ่อยกว่ายุติธรรม อันแสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมที่แท้จริงนั้นหายาก


โดยทั่วไปเราพูดว่าได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ และผลประโยชน์ รวมทั้งการถูกรังแก ถูกบังคับขู่เข็น ในกรณีสิทธิผลประโยชน์มักจะพูดกันเสมอสำหรับตำแหน่งงานผู้น้อย กับผู้บริหาร หรือหัวหน้างานระดับสูงกว่า ผู้น้อยมักจะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่ทำงานหนักรายได้น้อยไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ขณะที่หัวหน้างานหรือผู้บริหารทำงานเบากว่าแต่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่ามาก แต่การจะให้เกิดความเป็นธรรมนั้นคงจะต้องได้รับรายได้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน ไม่ตำกว่ารายได้มาตรฐานในตำแหน่งเดียวกัน ดังนั้นความเป็นธรรมจึงเป็นตัวบอกถึงความเหมาะสม สมควร หรือควรจะเป็นในกรณี หรือยุติธรรมกว่าเดิม

คำว่ายุติธรรม มีคำว่ายุตินำหน้าคำธรรม จะหมายถึงธรรมที่ทำให้เรื่องต่างๆยุติ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าแม้ว่าผ่านกระบวนการยุติธรรมแล้ว แต่ก็ยังไม่ยุติดังที่เห็นได้ชัดในกรณีปราสาทเขาพระวิหาร อาจจะยุติธรรมสำหรับฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่ยุติธรรมสำหรับอีกฝ่าย เราอาจกล่าวได้ว่าความยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม และเป็นไปได้วาอาจจะก่อให้เกิดการกระทำที่รุนแรงตามมา สังคมจะอยู่ได้และดำเนินต่อไปได้อยางปราศจากการทำร้ายทำลายกันได้ก็โดยการสร้างความยุติธรรมที่เป็นธรรมขึ้นมาในสังคม ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีความรู้มีปัญญาไม่ใช่เป็นความเชื่อที่ปราศจากเหตุผลมีความเลื่อนลอย หรือมีอคติลำเอียงไปตามความเชื่อและพวกพ้อง และความยุติธรรมที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ก็ต้องยุติธรรมกันทุกๆฝ่าย ที่ต้องยอมรับกัน และปฏิบัติตามข้อตำลง ซึ่งตรงกับคำสมัยที่เรียกว่าชนะกันทั้งสองฝ่ายนั่นเอง

วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ความรับผิดชอบที่ไม่ธรรมดา

เมื่อเราพูดถึงความรับผิดชอบก็มักจะเป็นไปในเชิงตำหนิว่าเป็นความรับผิดชอบของคนนั้นคนนี้ ใครละรับผิดชอบเรื่องนี้ ความรับผิดชอบมาจากคำภาษาอังกฤษว่า responsibility มีความหมายง่ายๆ เพียง ความสามารถที่จะตอบสนอง (ability to respond) ในสถานะการใดๆ ก็แล้วแต่เรามีความสามารถที่จะตอบสนอง และการตอบสนองของเราจะทำให้สถานะการดีขึ้นหรือไม่ก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะตอบสนองไปทางใด ครั้งแล้วครั้งเล่า การเฝ้ามองถึงผลที่จะเกิดขึ้น เราสามารถเลือกที่จะยกออกไปในทุกสถานะการณ์ และความสามารถอย่างหนึ่งในการสนองตอบคือ การตอบสนองภายในกับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ภายนอก โลกภายนอกอาจร้อนแรง แตกแยก ไม่ได้หมายความว่า เราต้องล่มสลายแตกแยกตามไปด้วย ซึ่งน่าจะเป็นปกติความรู้สึกยังดีได้เมื่อมีบางอย่างไปในทางไม่ดี


ในบางองศาที่เราทราบว่ามีบางอย่างที่ต้องกระทำกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา เราจะได้รับพลังความเชื่อมั่น มีอิทธิพลที่จะควบคุมชีวิตเราเอง เราเห็นเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยนทัศนะคติและการกระทำ เราจึงสามารถที่จะเปลี่ยนอะไรที่จะเกิดขึ้นกับเรา ดังกล่าวนี้จะตรงกับคำว่า สามารถมีภาระรับผิดชอบ (accountable) โดยสรุปก็คือว่าเมื่อมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเราแล้ว เราสามารถจะสำรวจและมีบางอย่างจะต้องกระทำกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเราสร้างสรรค์ ส่งเสริมสนับสนุน และอย่างน้อยที่สุดยอมให้เกิดขึ้น จึงถือว่าเป็น ภาระรับผิดชอบ (acccountability)

การจะมีภาระรับผิดชอบที่แท้จริงน่าจะมีสามส่วนหลักคือ มีการแจ้งประกาศว่าเรามีบางอย่างที่จะต้องกระทำกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าเราไม่แน่ใจถึงอะไรที่จะเกิดขึ้น จงถามตัวเองว่าจะสร้างสรรค์ ส่งเสริม ยอมให้เกิดขึ้นอย่างไร คำตอบที่ได้อาจจะอัศจรรย์ใจอย่างประหลาด ประการต่อมาคือต้องสำรวจทางเลือกที่ต้องการตอบสนอง เป็นผู้ที่มีความสามารถที่จะตอบสนอง และประการสุดท้ายจะต้องเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ยิ่งมีภาระรับผิดชอบมากในขั้นแรกก็ยิ่งจะต้องมีการกระทำที่ถูกต้องมากเท่านั้น ในอีกทางหนึ่งการกระทำที่ถูกต้องของเราอาจจะออกนอกแนวทาง และต้องยอมให้คนที่มีภาระรับผิดชอบมากกว่าเข้ามาดูแลรับผิดชอบแทน เหมือนกับทำแกงหกก็ทำความสะอาด แต่ถ้ารถบรรทุกแกงหกเต็มถนนก็ต้องออกจากถนนไป และยังต้องคิดอยู่เสมอว่า การสร้างสรรค์ ส่งเสริม ยอมให้กระทำนั้นมีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเราด้วย