เชิงปริมาณเหมาะสมกับการวิจัยแบบสำรวจ สุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุม demographic data จำเป็นในการเปรียบเทียบข้อด้อย
การสุ่มตัวอย่างกำหนดให้ได้ว่ามากเท่าใดจึงเป็นตัวแทนจริงๆ จะเป็นตัวแทนของทั้งหมดหรือไม่
คนที่จะตอบคำถามวิจัยได้ต้องเข้าใจประเด็นคำถามอย่างแท้จริง
การแปลผลการวิจัยที่ค้นพบแปลเกินความเป็นจริง เอาไปใช้ต้องระมัดระวัง
การทบทวนเอกสาร (Literature Review) โดยการสำรวจหัวข้อและ เรื่องราว (topic and issue) ที่เกี่ยวข้องอยู่ในประเด็น (relevant literature) จะต้องทันสมัย (up to date)
การสรุปวรรณกรรมหรือเอกสารไม่เพียงก่อให้เกิด รายการงานเขียนวิชาการ (paper) จะต้องอ่านการวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรม สรุปโดยการเพิ่มเติมเสริมสร้างส่วนที่ขาดไป (gap) ที่ก่อให้เกิด Theoretical Framework/basis
ในการเขียนรายงานอธิบายสิ่งที่ทำเพื่อให้แน่ใจถึงคุณภาพของงานของเรา
ขั้นตอนวิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูล อธิบายการพัฒนาเครื่องมือในการแทรกแซง เขียนอย่างมีเหตุผลมีตรรกศาสตร์ เขียนให้ coherence หมายถึงให้ไปด้วยกันสอดคล้องกัน
สรุปรวบยอดของส่วนการค้นพบทั้งหมด สรุปผลการวิจัยนำเสนอที่สอดคล้องกับคำถามวิจัย นำเสนอตารางต่างๆ เข้าประกอบได้ด้วย
การวิจัยอาจเปลี่ยนแปลงถ้าทำไม่ได้ตามที่ออกแบบไว้ ต้องเปลี่ยนรูปแบบการวิจัยใหม่
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถิติ กับการวิจัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถิติ กับการวิจัย แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ข้อคิดเห็นจากการวิจัยบางประการ
ในการทำวิจัยมักจะมีข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือ การทำวิจัยในพื้นที่หนึ่งจะนำผลการวิจัยไปใช้ในพื้นที่อื่นได้หรือไม่ ซึ่งในการอภิปรายผลการวิจัยก็มักจะกล่าวต่อไปว่า อาจจะสามารถขยายผลไปใช้ที่อื่นได้ถ้ามีสภาพแวดล้อมเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน ถ้าให้ดีก็ต้องมีการปรับหรือทำการทดลองซ้ำในพื้นที่ใหม่เพื่อความถูกต้องอีกทีจนกว่าจะได้ข้อสรุปเป็นทฤษฎีที่น่าเชื่อถือต่อไป โดยสรุปกล่าวได้ว่าการศึกษาวิจัยเพื่อหาความรู้ใหม่นั้น ไม่มีคำตอบจากสำนักหนึ่งสำนักใดโดยเฉพาะ แต่เมื่อเราต่างก็ได้เรียนรู้ด้วยกันและกัน แต่ต่างก็อาจจะค้นพบสิ่งใหม่
การสรุปผล และการอภิปรายงานวิจัยควรเกี่ยวข้องกับ ความเป็นปัจจุบันขององค์ความรู้ ผลการวิจัยช่วยสนับองค์ความรู้ที่ขยาย เพิ่มเติมอย่างไร สนับสนุนหรือขัดแย้งกับงานวิจัยของคนอื่นๆ พร้อมมีข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
การสรุปผล และการอภิปรายงานวิจัยควรเกี่ยวข้องกับ ความเป็นปัจจุบันขององค์ความรู้ ผลการวิจัยช่วยสนับองค์ความรู้ที่ขยาย เพิ่มเติมอย่างไร สนับสนุนหรือขัดแย้งกับงานวิจัยของคนอื่นๆ พร้อมมีข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ศูนย์สารสนเทศวิจัย
สำนักงานคณะกรรมการวิจัย แห่งชาติ ภายใต้สภาวิจัยแห่งชาติ ได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลวิจัยของประเทศขึ้น โดยมี
-ข้อมูลนักวิจัย
-ข้อมูลโครงการวิจัย
-รวมรวมเอกสารผลงานการวิจัยที่เป็นเล่มรายงานการวิจัย และวิทยานิพนธ์ วารสารบทความของหน่วยงานวิจัยไทย เพื่ออ้างอิงในห้องสมุดวิจัย และเผยแพร่ให้สืบค้น การมีองค์ความรู้การวิจัยของประเทศ
-ข้อมูลนักวิจัย
-ข้อมูลโครงการวิจัย
-รวมรวมเอกสารผลงานการวิจัยที่เป็นเล่มรายงานการวิจัย และวิทยานิพนธ์ วารสารบทความของหน่วยงานวิจัยไทย เพื่ออ้างอิงในห้องสมุดวิจัย และเผยแพร่ให้สืบค้น การมีองค์ความรู้การวิจัยของประเทศ
วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ปฐกถานายกรัฐมนตรี ในงานนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ2553
ในตอนเช้านายกรัฐมนตรีได้มาเปิดงานภาคการประชุม และปาฐกถาพิเศษเรื่อง "การวิจัยและการสร้างสรรค์สังคมและเศรษฐกิจไทย ในเนื้อหาพอจะถอดความสำคัญได้คือ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ผลงานวิจัยมาแก้ปัญหาของประเทศ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ความรู้สึก แต่ด้วยปัญญาด้วยหลักฐานข้อเท็จจริงจากการวิจัยโดยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิฐและสังคมแห่งชาติฉบับที่11 การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การใชัภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ในการพัฒนาประเทศ และการทำธุรกิจต่างๆก็จะต้องแข่งขันได้กับนานาชาติได้ ก็ต้องอาศัยงานวิจัย่ที่จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้มีคุณภาพสูงขึ้น เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์วิสาหกิจขนาดย่อม
ในด้านการส่งเสริมการวิจัยให้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาของประเทศอย่างหนึ่งก็คือการเพิ่มงบประมาณการวิจัยให้เพิ่มสูงมากขึ้นจากเดิม ในภาพรวมจากงบประมาณการวิจัยเพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์่ของจีดีพี จะให้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 0.5 เปอร์เซ็นต์ ภายในไม่เกิน 5 ปี ชาววิชาการทั้งหลายเตรียมตัวเตรียมใจเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยกันต่อไปคงจะมีโอกาสได้งบประมาณมาทำงานวิจัยกันมากขึ้น ขอให้โครงการนั้นมีประโยชน์ และมีเหตุมีผลก็แล้วกัน
เรื่องสำคัญอีกอย่างที่นายกพูดถึงก็คือเรื่องมหาวิทยาลัย 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย ที่ให้มหาวิทยาลัยหนึ่งรับผิดชอบแก้ปัญหาให้กับจังหวัดโดยเฉพาะ ซึ่งการดำเนินการอย่างไรสำหรับจังหวัดที่มีหลายมหาวิทยาลัยนั้นยากที่จะคาดเดา หากจะสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้ามองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่า ให้ทำการวิจัยเพื่อท้องถิ่นให้มากขึ้น ให้เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่นที่แท้ตามพรบ.มหาวิทยาลัยราชภัฏละก็ใกล้เคียง 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย
ในด้านการส่งเสริมการวิจัยให้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาของประเทศอย่างหนึ่งก็คือการเพิ่มงบประมาณการวิจัยให้เพิ่มสูงมากขึ้นจากเดิม ในภาพรวมจากงบประมาณการวิจัยเพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์่ของจีดีพี จะให้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 0.5 เปอร์เซ็นต์ ภายในไม่เกิน 5 ปี ชาววิชาการทั้งหลายเตรียมตัวเตรียมใจเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยกันต่อไปคงจะมีโอกาสได้งบประมาณมาทำงานวิจัยกันมากขึ้น ขอให้โครงการนั้นมีประโยชน์ และมีเหตุมีผลก็แล้วกัน
เรื่องสำคัญอีกอย่างที่นายกพูดถึงก็คือเรื่องมหาวิทยาลัย 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย ที่ให้มหาวิทยาลัยหนึ่งรับผิดชอบแก้ปัญหาให้กับจังหวัดโดยเฉพาะ ซึ่งการดำเนินการอย่างไรสำหรับจังหวัดที่มีหลายมหาวิทยาลัยนั้นยากที่จะคาดเดา หากจะสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้ามองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่า ให้ทำการวิจัยเพื่อท้องถิ่นให้มากขึ้น ให้เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่นที่แท้ตามพรบ.มหาวิทยาลัยราชภัฏละก็ใกล้เคียง 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย
วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ธรรมวิจัย
ระยะนี้อยู่ในช่วงที่กำลังดำเนินการวิจัยกันอย่างขมักเขม้นนั้น ทางหน่วยงานที่พิจารณาให้ทุนวิจัยเช่น สกว ได้เผยแพร่จุลสารธรรมะในการวิจัย ซึ่งได้เผยแพร่ ธรรมวิจัย ไว้ดังนี้
ธรรมวิจัย หมายถึงการใช้ปัญญาพิจารณาสอบสวนจนเข้าใจธรรมชาติตามความเป็นจริง สติจะเป็นฐานที่ทำให้สามารถกระทำธรรมวิจัยได้อย่างถูกต้อง ค้นพบกฏธรรมชาติตามความเป็นจริงได้
ธรรมะในการวิจัยอาจแบ่งได้เป็น 3 ระดับ
1. ระดับศิลธรรม เป็นแบบวิธีการปฏิบัติที่ถ้าผู้ประพฤติไม่ถูกต้อง จะก่อให้เกิดความเสียหาย ถือได้ว่ากระทำผิด ควรได้รับการลงโทษตามระเบียบที่กำหนด หรือบางกรณีอาจถึงขั้นผิดกฏหมาย
2. ระดับวัฒนธรรม เป็นแบบวิธีการปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีค่านิยมของสังคมวงวิชาการ วิชาชีพ การกระทำหรือไม่กระทำไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่ถ้าผู้ประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง ก็จักไม่ได้รับการยอมรับในสังคมที่เกี่ยวข้อง อาจถึงขั้นขับออกจากวงการ
3. ระดับคุณธรรม ผู้ประพฤติกระทำด้วยจิตสำนึกที่มุ่งสร้างาสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์มีจิตปรารถนาดีต่อผู้อื่น ผู้ที่จะทำได้ต้องมีพื้นฐานจิตใจระดับที่ดีงามมีความเชื่อมั่นที่จะทำคุณความดี ถ้าผู้ประพฤติไม่ได้ทำในขั้นนี้ก็ไม่ถึงกับมีความผิดต้องได้รับโทษ แต่เป็นสิ่งที่ควรมุ่งมั่นพยายามไปให้ถึง
จากเอกสาร สกว ธรรมะในการวิจัย
ธรรมวิจัย หมายถึงการใช้ปัญญาพิจารณาสอบสวนจนเข้าใจธรรมชาติตามความเป็นจริง สติจะเป็นฐานที่ทำให้สามารถกระทำธรรมวิจัยได้อย่างถูกต้อง ค้นพบกฏธรรมชาติตามความเป็นจริงได้
ธรรมะในการวิจัยอาจแบ่งได้เป็น 3 ระดับ
1. ระดับศิลธรรม เป็นแบบวิธีการปฏิบัติที่ถ้าผู้ประพฤติไม่ถูกต้อง จะก่อให้เกิดความเสียหาย ถือได้ว่ากระทำผิด ควรได้รับการลงโทษตามระเบียบที่กำหนด หรือบางกรณีอาจถึงขั้นผิดกฏหมาย
2. ระดับวัฒนธรรม เป็นแบบวิธีการปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีค่านิยมของสังคมวงวิชาการ วิชาชีพ การกระทำหรือไม่กระทำไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่ถ้าผู้ประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง ก็จักไม่ได้รับการยอมรับในสังคมที่เกี่ยวข้อง อาจถึงขั้นขับออกจากวงการ
3. ระดับคุณธรรม ผู้ประพฤติกระทำด้วยจิตสำนึกที่มุ่งสร้างาสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์มีจิตปรารถนาดีต่อผู้อื่น ผู้ที่จะทำได้ต้องมีพื้นฐานจิตใจระดับที่ดีงามมีความเชื่อมั่นที่จะทำคุณความดี ถ้าผู้ประพฤติไม่ได้ทำในขั้นนี้ก็ไม่ถึงกับมีความผิดต้องได้รับโทษ แต่เป็นสิ่งที่ควรมุ่งมั่นพยายามไปให้ถึง
จากเอกสาร สกว ธรรมะในการวิจัย
วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
จรรยาบรรณนักวิจัย
นักวิจัย หมายถึงผู้ที่ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบประเด็นที่สงสัย โดยมีระเบียบวิธีอันเป็นที่ยอมรับในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ระเบียบวิธีการดังกล่าวจึงครอบคลุมทั้งแนวคิด มโนทัศน์ และวิธีการทีใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
จรรยาบรรณ หมายถึงหลักความประพฤติอันเหมาะสม แสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรมในการประกอบอาชีพ ที่กลุ่มบุคคลแต่ละสาขาวิชาชีพประมวลขึ้นไว้เป็นหลักเพื่อให้สมาชิกในสาขาวิชาชีพนั้นๆ ยึดถือปฏิบัติเพื่อรักษาชื่อเสียง และส่งเสริมเกียรติคุณของสาขาวิชาชีพของตน
จรรยาบรรณในการวิจัยจัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระเบียบวิธีวิจัย เนื่องด้วยในกระบวนการค้นคว้าวิจัย นักวิจัยจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสิ่งที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต การวิจัยอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อสิ่งที่ศึกษาได้ ด้วยเหตุนี้สภาวิจัยแห่งชาติจึงกำหนด จรรยาบรรณนักวิจัยไว้เป็นแนวทางสำหรับนักวิจัยยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยตั้งอยู่บนฐานของจริยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนประกันมาตรฐานของการศึกษาค้นคว้าให้เป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของนักวิจัยไว้ 9 ประการดังนี้
1. นักวิจัยต้องซื่อสัตว์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำงานวิจัย ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาที่ทำวิจัย
4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย ต้องถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมายของการวิจัยแก่บุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยไม่หลอกลวง หรือบีบบังคับ และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
7.นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ พึงเผยแพร่งานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลข้อค้นพบเกินความจริง
8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น มีใจกว้างพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความคิดเห็น และพร้อมนำมาปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตัวเองให้ถูกต้อง
9. นักวิจัยพีมีความระบผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริญและประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ
….สรุปจากแผ่นพับเผนแพร่โดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
จรรยาบรรณ หมายถึงหลักความประพฤติอันเหมาะสม แสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรมในการประกอบอาชีพ ที่กลุ่มบุคคลแต่ละสาขาวิชาชีพประมวลขึ้นไว้เป็นหลักเพื่อให้สมาชิกในสาขาวิชาชีพนั้นๆ ยึดถือปฏิบัติเพื่อรักษาชื่อเสียง และส่งเสริมเกียรติคุณของสาขาวิชาชีพของตน
จรรยาบรรณในการวิจัยจัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระเบียบวิธีวิจัย เนื่องด้วยในกระบวนการค้นคว้าวิจัย นักวิจัยจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสิ่งที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต การวิจัยอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อสิ่งที่ศึกษาได้ ด้วยเหตุนี้สภาวิจัยแห่งชาติจึงกำหนด จรรยาบรรณนักวิจัยไว้เป็นแนวทางสำหรับนักวิจัยยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยตั้งอยู่บนฐานของจริยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนประกันมาตรฐานของการศึกษาค้นคว้าให้เป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของนักวิจัยไว้ 9 ประการดังนี้
1. นักวิจัยต้องซื่อสัตว์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำงานวิจัย ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาที่ทำวิจัย
4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย ต้องถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมายของการวิจัยแก่บุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยไม่หลอกลวง หรือบีบบังคับ และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
7.นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ พึงเผยแพร่งานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลข้อค้นพบเกินความจริง
8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น มีใจกว้างพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความคิดเห็น และพร้อมนำมาปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตัวเองให้ถูกต้อง
9. นักวิจัยพีมีความระบผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริญและประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ
….สรุปจากแผ่นพับเผนแพร่โดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เหตุผลที่ต้องทำวิจัย
จากการที่เราไปดูงานต่างประเทศเช่นประเทศออสเตรเลีย ได้พบข้อมูลที่น่าตะลึงอย่างหนึ่งสำหรับประเทศไทยก็คือว่า คณะวิศวะของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ทำวิจัยมากกว่าทุกมหาวิทยาลัยของไทยรวมกัน (ข้อมูลเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว) ทำให้ออสเตรเลียมีสิ่งประดิษฐ์คิดค้นมาก เมื่อเทียบจำนวนพลเมืองกันแล้วทวีปออสเตรเลียทั้งทวีปนั้นมีประชากรน้อยกว่าประเทศไทย แต่มีพื้นที่มากกว่าประเทศไทยหลายเท่า และมีผลงานวิจัยจากนักศึกษาต่างชาติจำนวนมากที่มาศึกษาที่ประเทศออสเตรเลีย เช่นจาก ใต้หวัน สิงคโปร์ มาเลย์ เป็นต้น
ข้อมูลอีกอย่างหนึ่งได้แก่ข้อมูลจำนวนคนที่ทำวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อประชากร 10000 คน ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้วัดความเจริญของประเทศได้ส่วนหนึ่งดังนี้
ประเทศฟินแลนด์ 100 คนต่อประชากร 10000 คน อเมริกา 50-60 คน/10000 คน ญี่ปุ่น 70คน/10000 คน สิงคโปร์ 30-40คน/10000 คน ส่วนประเทศไทยมีนักวิจัย 3.3 คน/10000 คน ข้อมูลดังกล่าวนี้เมื่อ 3-4 ปีมาแล้ว เชื่อว่าขณะนี้ประเทศไทยคงจะตื่นตัวเรื่องนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว คงจะทำให้ดัชนี้นี้ดีขึ้นบ้าง
สำหรับเหตุผลหลักที่มหาวิทยาลัยต้องทำวิจัยจากความเชื่อที่ว่า ยิ่งเรียนรู้มาก และลึกก็จะยิ่งควบคุมการเปลี่ยนแปลงได้ดี การจะทำวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นไม่เฉพาะเรื่องที่ทำวิจัยเท่านั้น แต่ต้องเรียนรู้งานวิจัยที่ผ่านมาแล้วในเรื่องที่กำลังจะทำวิจัยด้วย จึงทำให้มีการเรียนรู้มาก และลึก สามารถจะควบคุมสถานะการในเรื่องทีเกี่ยวข้องได้ดีกว่า เพราะในเรื่องที่ทำวิจัยอาจมีข้อค้นพบที่ไม่มีใครทราบมาก่อน
ข้อมูลอีกอย่างหนึ่งได้แก่ข้อมูลจำนวนคนที่ทำวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อประชากร 10000 คน ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้วัดความเจริญของประเทศได้ส่วนหนึ่งดังนี้
ประเทศฟินแลนด์ 100 คนต่อประชากร 10000 คน อเมริกา 50-60 คน/10000 คน ญี่ปุ่น 70คน/10000 คน สิงคโปร์ 30-40คน/10000 คน ส่วนประเทศไทยมีนักวิจัย 3.3 คน/10000 คน ข้อมูลดังกล่าวนี้เมื่อ 3-4 ปีมาแล้ว เชื่อว่าขณะนี้ประเทศไทยคงจะตื่นตัวเรื่องนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว คงจะทำให้ดัชนี้นี้ดีขึ้นบ้าง
สำหรับเหตุผลหลักที่มหาวิทยาลัยต้องทำวิจัยจากความเชื่อที่ว่า ยิ่งเรียนรู้มาก และลึกก็จะยิ่งควบคุมการเปลี่ยนแปลงได้ดี การจะทำวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นไม่เฉพาะเรื่องที่ทำวิจัยเท่านั้น แต่ต้องเรียนรู้งานวิจัยที่ผ่านมาแล้วในเรื่องที่กำลังจะทำวิจัยด้วย จึงทำให้มีการเรียนรู้มาก และลึก สามารถจะควบคุมสถานะการในเรื่องทีเกี่ยวข้องได้ดีกว่า เพราะในเรื่องที่ทำวิจัยอาจมีข้อค้นพบที่ไม่มีใครทราบมาก่อน
วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วิจัยในมหาวิทยาลัย
การวางยุทธศาสตร์การจัดการให้นักวิจัยทั้งหลาย เข้ามาทำงานเชิงบูรณาการ ตั้งแต่ต้นโดยให้มีการผนวกผลงานวิจัยเข้าด้วยกัน สานต่อยอดผลงานวิจัยซึ่งกันและกัน อาศัยกระบวนการจัดการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ และสำเร็จตามความมุ่งหมายของการวิจัยแล้ว ผลผลิตของโครงการวิจัยนั้นๆจะเกิดผลเป็นผลิตภัณฑ์ (product) ที่มีผลกระทบ (impact) ที่สามารถนำไปสู่การดำเนินการภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคเชิงพาณิชย์ ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของงานวิจัย
ผลงานวิจัยสามารถตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขัน ช่วยแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนในชาติ แต่ละสถาบันอุดมศึกษาจะต้องบูรณาการทางความคิดทำวิจัยที่มีความสำคัญ ที่มีความจำเป็น เพื่อสร้างผลงานที่ตอบสนองต่อผู้ใช้สูงสุด ขณะเดียวกันช่วยชี้นำสังคมให้รอดพ้นจากวิกฤตต่างๆ เพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงของสังคมต่อไป
ความคุ้มค่าของงบประมาณที่ใช้ในการวิจัย โดยใช้งานในการวิจัยอย่างรอบคอบ เน้นโครงการวิจัยที่ดีมีคุณค่า นักวิจัยต้องมีความฉลาดในการทำการวิจัย ได้ผลสำเร็จจริง ตรงประเด็นเข้าเป้าในระยะเวลาที่เหมาะสม มหาวิทยาลัยจะบริหารการวิจัยอย่างไรให้เกิดความเป็นเลิศ หรือเข้าสู่ความเป็นเลิศอันส่งผลต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย เป็นแหล่งวิชาการให้กับผู้สนใจตลอดจนผู้ที่จะเข้ามาศึกษาเรียนรู้
โดยทั่วไปการวิจัยเป็นทีมมาจากคนที่สนใจปัญหาเดียวกันมารวมตัวกัน มีครู ศิษย์แบ่งงานกันทำในกลุ่ม มีการถามตอบอย่างตรงไปตรงมา มีรูปแบบการวิจัยที่เป็นไปตามธรรมชาติ มีการยอมรับกันตามความสามารถในทีมงาน มีการผลัดเปลี่ยนการเป็นผู้สอนไม่ว่าครูหรือศิษย์ ตามหลักความจริงการวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความฉลาด ตอนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจสถาบันอุดมศึกษานิ่งมากไม่มีใครออกมาเดือดร้อนอะไร เหมือนกับไม่รู้สึกอะไร มีช่องว่างมากระหว่าง งานวิจัย และการนำไปใช้ประโยชน์ การเรียนการสอน และการนำไปใช้ปฏิบัติ เป็นต้น
ผลงานวิจัยสามารถตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขัน ช่วยแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนในชาติ แต่ละสถาบันอุดมศึกษาจะต้องบูรณาการทางความคิดทำวิจัยที่มีความสำคัญ ที่มีความจำเป็น เพื่อสร้างผลงานที่ตอบสนองต่อผู้ใช้สูงสุด ขณะเดียวกันช่วยชี้นำสังคมให้รอดพ้นจากวิกฤตต่างๆ เพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงของสังคมต่อไป
ความคุ้มค่าของงบประมาณที่ใช้ในการวิจัย โดยใช้งานในการวิจัยอย่างรอบคอบ เน้นโครงการวิจัยที่ดีมีคุณค่า นักวิจัยต้องมีความฉลาดในการทำการวิจัย ได้ผลสำเร็จจริง ตรงประเด็นเข้าเป้าในระยะเวลาที่เหมาะสม มหาวิทยาลัยจะบริหารการวิจัยอย่างไรให้เกิดความเป็นเลิศ หรือเข้าสู่ความเป็นเลิศอันส่งผลต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย เป็นแหล่งวิชาการให้กับผู้สนใจตลอดจนผู้ที่จะเข้ามาศึกษาเรียนรู้
โดยทั่วไปการวิจัยเป็นทีมมาจากคนที่สนใจปัญหาเดียวกันมารวมตัวกัน มีครู ศิษย์แบ่งงานกันทำในกลุ่ม มีการถามตอบอย่างตรงไปตรงมา มีรูปแบบการวิจัยที่เป็นไปตามธรรมชาติ มีการยอมรับกันตามความสามารถในทีมงาน มีการผลัดเปลี่ยนการเป็นผู้สอนไม่ว่าครูหรือศิษย์ ตามหลักความจริงการวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความฉลาด ตอนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจสถาบันอุดมศึกษานิ่งมากไม่มีใครออกมาเดือดร้อนอะไร เหมือนกับไม่รู้สึกอะไร มีช่องว่างมากระหว่าง งานวิจัย และการนำไปใช้ประโยชน์ การเรียนการสอน และการนำไปใช้ปฏิบัติ เป็นต้น
วิจัยแบบไหนดีที่เหมาะสมตามศักยภาพ
การวิจัยนั้นมีจุดประสงค์หลักเพื่อการสร้างความรู้ใหม่ เพื่อยืนยันความรู้เดิมเมื่อเกิดความไม่แน่ใจว่าความรู้ที่มีอยู่ หรือความรู้ทีค้นพบกันมาแล้วนั้นจะยังใช้ได้ถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปลี่ยนเงื่อนไขปริบทแวดล้อม ผลที่ได้อาจจะไม่เหมือนเดิม หรือวิจัยเพื่อปรับปรุงความรู้ให้ดีขึ้น หรือปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นดังที่เราเรียกกันว่า การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) อย่างไรก็ตามการวิจัยก็ไม่แน่ว่าจะทำให้เกิดการพัฒนาได้จริงถ้าไม่มีการนำไปใช้ หรือนำไปใช้เฉพาะตอนทำวิจัย แต่ถ้าการวิจัยที่ครบวงจรจริงๆ การวิจัยนั้นก็จะส่งผลให้เกิดนำไปประยุกต์ใช้ตามวัตถุประสงค์หรือเป็นอุตสาหกรรมขึ้น อาจเกิดจากการต่อยอดงานวิจัยที่เคยทำไว้แล้ว จนสามารถจดลิขสิทธิ์ และมีการออกแบบเชิงวิศวกรรมพร้อมที่จะนำไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้ ดังที่เรียกว่า การวิจัยและพัฒนาพร้อมออกแบบ (Research and Development with Design: R&DD)
แต่มีการวิจัยแบบหนึ่งที่มีส่วนผลักดันให้เกิดการพัฒนาเป็นอย่างสูง และทำให้หลายประเทศในทวีเอเซียประสบผลสำเร็จมาแล้วอันได้แก่ ประเทศญีปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และประเทศจีนใต้หวัน ต่างก็เคยใช้วิจัยแบบนี้ นั่นก็คือการวิจัยและลอกเลียนแบบ (Research and Copy: R&C) การวิจัยแบบนี้เน้นที่ทำอย่างไรให้ทำได้ ใช้งานได้ก่อนในขั้นต้น พูดง่ายๆ ก็คือให้ทำเป็นเสียก่อนดังที่เรารู้จักกันว่าเป็นวิศวกรรมย้อนรอย (reverse engineering) ที่จริงวิธีการย้อนรอยก็ยังทำกันอยู่แม้ในปัจจุบัน เราสามารถลอกเลียนแบบให้ทำงานได้ แต่วิธีการบางอย่างอาจแตกต่างกัน
การวิจัยและลอกเลียนจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับการเริ่มต้นบุกเบิก เพื่อให้เราทำเองได้เสียก่อน ก่อนที่จะต่อยอดพัฒนาให้ดีขึ้นและเข้าสู่อุตสาหกรรมในที่สุด ในกรณีนี้การกำหนดให้นักศึกษาได้ศึกษาเป็นโครงงานหรือวิจัยจะทำได้ไม่ยาก ที่จะเป็นฐานให้กับเศรษฐกิจพอเพียง การอนุรักษ์ทรพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาพลังงานทดแทน ดังนั้นการจะประดิษฐ์อะไรได้ก็เริ่มจากการลอกเลียนแบบให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยปรับปรุงต่อไป เช่นการจะทำน้ำมันไบโอดีเซลล์ ขนาดเล็กอาจเริ่มจากการเลียนแบบผู้ที่ทำได้ก่อนแล้ว จากนั้นก็ต่อยอดโดยการพัฒนาคุณภาพผลผลิต และประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเป็นต้น
แต่มีการวิจัยแบบหนึ่งที่มีส่วนผลักดันให้เกิดการพัฒนาเป็นอย่างสูง และทำให้หลายประเทศในทวีเอเซียประสบผลสำเร็จมาแล้วอันได้แก่ ประเทศญีปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และประเทศจีนใต้หวัน ต่างก็เคยใช้วิจัยแบบนี้ นั่นก็คือการวิจัยและลอกเลียนแบบ (Research and Copy: R&C) การวิจัยแบบนี้เน้นที่ทำอย่างไรให้ทำได้ ใช้งานได้ก่อนในขั้นต้น พูดง่ายๆ ก็คือให้ทำเป็นเสียก่อนดังที่เรารู้จักกันว่าเป็นวิศวกรรมย้อนรอย (reverse engineering) ที่จริงวิธีการย้อนรอยก็ยังทำกันอยู่แม้ในปัจจุบัน เราสามารถลอกเลียนแบบให้ทำงานได้ แต่วิธีการบางอย่างอาจแตกต่างกัน
การวิจัยและลอกเลียนจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับการเริ่มต้นบุกเบิก เพื่อให้เราทำเองได้เสียก่อน ก่อนที่จะต่อยอดพัฒนาให้ดีขึ้นและเข้าสู่อุตสาหกรรมในที่สุด ในกรณีนี้การกำหนดให้นักศึกษาได้ศึกษาเป็นโครงงานหรือวิจัยจะทำได้ไม่ยาก ที่จะเป็นฐานให้กับเศรษฐกิจพอเพียง การอนุรักษ์ทรพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาพลังงานทดแทน ดังนั้นการจะประดิษฐ์อะไรได้ก็เริ่มจากการลอกเลียนแบบให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยปรับปรุงต่อไป เช่นการจะทำน้ำมันไบโอดีเซลล์ ขนาดเล็กอาจเริ่มจากการเลียนแบบผู้ที่ทำได้ก่อนแล้ว จากนั้นก็ต่อยอดโดยการพัฒนาคุณภาพผลผลิต และประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเป็นต้น
วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วิจัยกับกาลามสูตร
วิจัยเพราะสงสัยอยากรู้ในสิ่งทียังไม่รู้ และสงสัยสิ่งที่รู้แล้วว่าจะจริงแท้แค่ไหน กาลามสูตรจึงไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ ให้สงสัยไว้ก่อน
เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าศาสนาพุทธนั้นสอดคล้องกับความคิดเชิงเหตุผลดังที่ปรากฏในปฏิจจสมุปบาท อันหมายถึงธรรมที่เกิดขึ้นด้วยกันโดยอาศัยกัน ขณะเดียวกันพระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรมในการปฏิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย นั่นก็คือให้สงสัยบนความมีเหตุและผลในพระสูตรที่ชื่อว่ากาลามสูตร
ในการศึกษาวิจัยนั้นเราคงต้องมีความสงสัยว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า ซึ่งเป็นที่มาของความอยากรู้อยากเห็นอย่างหนึ่ง เพราะถ้าไม่อยากรู้อยากเห็นก็คงไม่สงสัย ดังนั้นการศึกษาวิจัยก็เพื่อให้หายสงสัย หายอยากรู้ (แต่อาจไปอยากรู้เรื่องอื่นอีกไม่สิ้นสุด) เมื่อตอนที่เราทบทวนเอกสารว่าใครทำอะไรไว้ในเรื่องที่เราสงสัยแล้วบ้างไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่ก็ต้องหาวิธีการว่าที่เขาว่าไว้นั้นยังจริงอยู่หรือเปล่ายังถูกต้องอยู่หรือเปล่าเมื่อบริบทมันเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับกาลามาสูตรคือ
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังสืบๆ กันมา
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการสืบต่อๆ กันมา
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างคำภีร์หรือตำรา
อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ
อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน
และ...
มีทั้งหมด 10 ข้อยกให้ดูแค่ 6 ข้อเพราะเห็นได้ชัดเจน ดังนั้นการวิจัยจึงต้องลงมือคิดทำหาเหตุผล ลงมือปฏิบัติเพื่อ แก้ปัญหาให้หายสงสัย และให้รู้ในสิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ และสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้แต่คนอื่นไม่รู้ ก็ไม่แน่ว่าถูกต้องจริง มั่นคงตลอดไปหรือไม่ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ก็เช่นเดียวกับที่เราเชื่อว่าวิทยาศาสต์แบบนิวตันถูกต้องสมบูรณ์ไม่มีข้อผิดพลาด 300 ปี ไอน์สไตย์มาชี้ให้เห็นว่านำไปอธิบายอนุภาคเล็กๆ ไม่ได้ต้องใช้วิทยาศาสตร์ใหม่ขึ้น ต้องนำทฤษฎีสัมพันธภาพมาเสริมแต่ง ต้องนำทฤษฎีควอนตัมมาอธิบายจึงจะให้ค่าถูกต้องยิ่งขึ้นสำหรับสิ่งที่มีขนาดใหญ่มากๆ และเล็กมากๆ
เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าศาสนาพุทธนั้นสอดคล้องกับความคิดเชิงเหตุผลดังที่ปรากฏในปฏิจจสมุปบาท อันหมายถึงธรรมที่เกิดขึ้นด้วยกันโดยอาศัยกัน ขณะเดียวกันพระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรมในการปฏิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย นั่นก็คือให้สงสัยบนความมีเหตุและผลในพระสูตรที่ชื่อว่ากาลามสูตร
ในการศึกษาวิจัยนั้นเราคงต้องมีความสงสัยว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า ซึ่งเป็นที่มาของความอยากรู้อยากเห็นอย่างหนึ่ง เพราะถ้าไม่อยากรู้อยากเห็นก็คงไม่สงสัย ดังนั้นการศึกษาวิจัยก็เพื่อให้หายสงสัย หายอยากรู้ (แต่อาจไปอยากรู้เรื่องอื่นอีกไม่สิ้นสุด) เมื่อตอนที่เราทบทวนเอกสารว่าใครทำอะไรไว้ในเรื่องที่เราสงสัยแล้วบ้างไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่ก็ต้องหาวิธีการว่าที่เขาว่าไว้นั้นยังจริงอยู่หรือเปล่ายังถูกต้องอยู่หรือเปล่าเมื่อบริบทมันเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับกาลามาสูตรคือ
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังสืบๆ กันมา
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการสืบต่อๆ กันมา
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างคำภีร์หรือตำรา
อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ
อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน
และ...
มีทั้งหมด 10 ข้อยกให้ดูแค่ 6 ข้อเพราะเห็นได้ชัดเจน ดังนั้นการวิจัยจึงต้องลงมือคิดทำหาเหตุผล ลงมือปฏิบัติเพื่อ แก้ปัญหาให้หายสงสัย และให้รู้ในสิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ และสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้แต่คนอื่นไม่รู้ ก็ไม่แน่ว่าถูกต้องจริง มั่นคงตลอดไปหรือไม่ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ก็เช่นเดียวกับที่เราเชื่อว่าวิทยาศาสต์แบบนิวตันถูกต้องสมบูรณ์ไม่มีข้อผิดพลาด 300 ปี ไอน์สไตย์มาชี้ให้เห็นว่านำไปอธิบายอนุภาคเล็กๆ ไม่ได้ต้องใช้วิทยาศาสตร์ใหม่ขึ้น ต้องนำทฤษฎีสัมพันธภาพมาเสริมแต่ง ต้องนำทฤษฎีควอนตัมมาอธิบายจึงจะให้ค่าถูกต้องยิ่งขึ้นสำหรับสิ่งที่มีขนาดใหญ่มากๆ และเล็กมากๆ
วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ควันหลงการประชุมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
ได้มีส่วนเข้าร่วมการประชุมพร้อมนักศึกษาปริญญาโท พยายามเข้าฟังในรายการที่คิดว่าฟังได้เข้าใจ เป็นต้นว่าเรื่องเกี่ยวกับสารมืดที่เกิดขึ้นมีมาตั้งแต่จักรวาลเริ่มกำเนิด การสกัดสารจากสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ เช่นเทคนิคใหม่ที่เรียกว่า critical super fluic ถ้าแปลเป็นไทยก็คือของไหลวิกฤติยิ่งยวด ซึ่งจะอยู่ในสภาพนี้ได้นั้นคงอยู่ที่ระดับความดันอุณภูมิที่ไม่ธรรมดา เช่นของไหลถ้าเป็นน้ำก็ต้องมีการผสมสารอื่นให้ร้อนได้ขนาดนี้ ผลที่ได้คือสามารถสกัดสารเช่นมะระขี้นก ลูกยอ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็งได้ ซึ่งทำให้ได้ปริมาณสารสกัดได้มากกว่าวิธีการใช้ปฏิกิริยาเคมีเหมือนที่เคยใช้กันมา บางเซสชั่นก็ได้มีการสกัดสารเป็นอาหารเสริมบำรุงผิว เช่นสารสกัดในเปลือกมังคุดที่เรียกว่า จีเอ็มวัน ซึ่งดูเผินๆ นาจะมาสกัดเองได้ ซึ่งต้องใช้เทคนิคพิเศษเหมือนกัน เพราะต้องเอาสารแทนนินในเปลือกมังคุดออกไป เพราะสารนี้ทำให้หน้าหมองคล้ำได้
อีกเรื่องหนึ่งคือการวิจัยทางคณิตศาสตร์ ที่น่าแปลกตรงที่ผู้ที่วิจัยร่วมนั้น ไม่เคยพบหน้าค่าตากันเลย แต่มาลงในการนำเสนอของนักวิจัยคนหนึ่งที่เมืองไทย มูลเหตุมีอยู่ว่ามีผู้นำเสนอบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ทางอินเตอร์เนตในรูปแบบหนึ่งก็มีผู้รู้อ่านบทความนี้แล้วได้ชี้แนะประเด็นปัญหาที่จะวิจัยกันต่อไป เป็นผลสำเหร็จจนเป็นที่มานำเสนอผลงานวิจัยในครั้งนี้ เพราะได้มีการตอบโต้ วิเคราะห็สังเคราะห์ผ่านทางอีเมลจนสำเร็จ ผู้วิจัยในเมืองไทยเลยใส่ชื่อท่านให้เป็นเกียรติในงานวิจัยชิ้นนี้ด้วย
อีกเรื่องหนึ่งคือการวิจัยทางคณิตศาสตร์ ที่น่าแปลกตรงที่ผู้ที่วิจัยร่วมนั้น ไม่เคยพบหน้าค่าตากันเลย แต่มาลงในการนำเสนอของนักวิจัยคนหนึ่งที่เมืองไทย มูลเหตุมีอยู่ว่ามีผู้นำเสนอบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ทางอินเตอร์เนตในรูปแบบหนึ่งก็มีผู้รู้อ่านบทความนี้แล้วได้ชี้แนะประเด็นปัญหาที่จะวิจัยกันต่อไป เป็นผลสำเหร็จจนเป็นที่มานำเสนอผลงานวิจัยในครั้งนี้ เพราะได้มีการตอบโต้ วิเคราะห็สังเคราะห์ผ่านทางอีเมลจนสำเร็จ ผู้วิจัยในเมืองไทยเลยใส่ชื่อท่านให้เป็นเกียรติในงานวิจัยชิ้นนี้ด้วย
วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
มาทำวิจัยกันเถอะ
การทำงานวิจัยไม่ได้เป็น ภาคบังคับอย่างเป็นทางการแบบงานสอน ที่มีตารางสอนระบุชัดเจน งานวิจัยจึงเป็นเหมือนงานรอง ที่ผู้สอนต้องหาเวลาว่างจากงานที่เกี่ยวกับการสอนทั้งหมดมาทำงานวิจัย โดยทั่วไปใครจะคิดทำวิจัยเรื่องอะไรก็คิดอยู่ในบริบทที่ตัวเองถนัด มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว แต่ผลที่ตามมานั้นก่อให้เกิดประโยชน์อื่นมากมาย ถ้าเป็นไปได้ถ้าผู้สอนได้ใช้ผลที่ได้จากการทำวิจัยมาใช้ ในการสอนด้วยจะทำให้ได้ความรู้ในการสอนที่ทันสมัยกว่า การค้นจากแหล่งข้อมูลวารสาร หรือบทความจากต่างประเทศ ทั้งยังทำให้เกิดการบริหารเวลาระหว่างการสอนและวิจัย ที่จะทำให้เกิดผลงานวิจัยเป็นชิ้นเป็นอันได้ และที่สำคัญก็คือได้มีค่าตอบแทนเพิ่มจากเงินเดือน เพราะผลงานวิจัยที่มีการเผยแพร่รูปแบบต่างๆจะเป็นใบเบิกทางไปสู่การเข้าสู่ ตำแหน่งทางวิชาการ เป็นโอกาสที่จะทำให้มีการก้าวกระโดดของรายได้ ถ้าทำได้เร็ว
นอกจากนี้ยังเป็นเหมือนเครื่องประดับในการทำงาน ประวัติการทำงานจะบันทึกไว้เป็นเอกสารสำคัญประกอบการขอทุนวิจัย หรือการเสนอชื่อเพื่อให้เป็นผู้บริหาร ผู้ที่มีประวัติด้านการวิจัยทั้งการได้รับทุนและการตีพิมพ์ผลงานในวารสาร ระดับชาติและนานาชาติย่อมได้รับความสนใจมากกว่า สรุปได้ว่าการสร้างและทำงานวิจัยล้วนได้รับผลดีแก่ตัวเองและสถาบันอย่างแน่นอน
การทำงานวิจัยยังเป็นการสร้างกระบวนการทำงานร่วมกัน มากกว่าที่จะทำงานวิจัยอยู่เพียงลำพัง งานวิจัยจะมีขนาดใหญ่ขึ้นในเชิงบูรณาการ ซึ่งจะก่อให้เกิดการร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญมีทักษะหลายสาขา ทั้งในคณะเดียวกันและต่างคณะหรือแม้แต่ต่างมหาวิทยาลัยกัน และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการบริหารงานของหน่วยงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต งบประมาณที่แต่ละมหาวิทยาลัยได้รับการจัดสรร นั้นจะผันแปรหรือขึ้นอยู่กับผลงาน ผลผลิตของมหาวิทยาลัย ที่รวมทั้งการผลิตบุคลากรและผลงานวิจัย ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ สุดท้ายจะมีผลย้อนกลับมาสู่งบประมาณสนับสนุน บางมหา วิทยาลัยได้ใช้งานวิจัยเป็นตัวนำเพื่อให้สังคมยอมรับ ในแง่ที่เป็นผู้นำทางการวิจัยและการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และนำหน้าในการได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแหล่งทุนวิจัยต่างๆ
นอกจากนี้ยังเป็นเหมือนเครื่องประดับในการทำงาน ประวัติการทำงานจะบันทึกไว้เป็นเอกสารสำคัญประกอบการขอทุนวิจัย หรือการเสนอชื่อเพื่อให้เป็นผู้บริหาร ผู้ที่มีประวัติด้านการวิจัยทั้งการได้รับทุนและการตีพิมพ์ผลงานในวารสาร ระดับชาติและนานาชาติย่อมได้รับความสนใจมากกว่า สรุปได้ว่าการสร้างและทำงานวิจัยล้วนได้รับผลดีแก่ตัวเองและสถาบันอย่างแน่นอน
การทำงานวิจัยยังเป็นการสร้างกระบวนการทำงานร่วมกัน มากกว่าที่จะทำงานวิจัยอยู่เพียงลำพัง งานวิจัยจะมีขนาดใหญ่ขึ้นในเชิงบูรณาการ ซึ่งจะก่อให้เกิดการร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญมีทักษะหลายสาขา ทั้งในคณะเดียวกันและต่างคณะหรือแม้แต่ต่างมหาวิทยาลัยกัน และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการบริหารงานของหน่วยงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต งบประมาณที่แต่ละมหาวิทยาลัยได้รับการจัดสรร นั้นจะผันแปรหรือขึ้นอยู่กับผลงาน ผลผลิตของมหาวิทยาลัย ที่รวมทั้งการผลิตบุคลากรและผลงานวิจัย ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ สุดท้ายจะมีผลย้อนกลับมาสู่งบประมาณสนับสนุน บางมหา วิทยาลัยได้ใช้งานวิจัยเป็นตัวนำเพื่อให้สังคมยอมรับ ในแง่ที่เป็นผู้นำทางการวิจัยและการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และนำหน้าในการได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแหล่งทุนวิจัยต่างๆ
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ประโยชน์ของบทความวิชาการ
งานเขียนทางวิชาการในรูปของสื่อสิ่ง พิมพ์ในรูปของกระดาษ และในรูปของดิจิทัลมีที่ไปที่มา ที่อาจมาจากการเขียนรายงานการวิจัย หรือมาจากส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่นำมาเขียนเป็นบทความ งานวิจัยหนึ่งๆ อาจนำไปเขียนได้หลายบทความ นอกจากนี้ผลงานเขียนอาจจะได้จากการเรียบเรียง ประมวลจากประสบการณ์ จากเอกสารบทความจากแหล่งพิมพ์ต่างๆ นำมาประมวลบูรณาการเข้าด้วยกันเพื่อให้ความรู้ก้าวหน้าขึ้น ซึ่งอาจออกมาในรูปของการประยุกต์ การเชื่อมโยงหาความสัมพันธ์ และการคาดคะเนพยากรณ์เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ที่ดำรงอยู่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือจะเกิดอะไรเกิดขึ้นถ้ามีเหตุและปัจจัยบางประการเป็นต้น
แน่นอนว่าเนื้อหาของบทความทางวิชาการต้องมีความกระชับ เชื่อมโยงเรื่องราวที่ให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องสำคัญที่ผู้เขียนต้องการ สื่อให้ผู้อ่าน ในส่วนของผู้เขียนก็จะต้องมีจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่า เช่นเพื่อให้ทิศทางแน้วโน้มแก่ผู้อ่าน โดยบอก แจ้ง อธิบาย แ่ลกเปลี่ยนความคิดเห็น เตือน หรือเพื่อเป็นการเพิ่มพูนทางวิชาการ เป็นการให้การศึกษาอย่างหนึ่ง รวมทั้งการสนับสนุนส่งเสริมแนวความคิดหรือความรู้ที่ดีกว่า หรือการทำความจริงให้ปรากฏ ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องเป็นผู้มีความรู้ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์เรื่องราวต่างๆ และน่าจะเป็นคนที่รู้เรื่องที่เขียนเป็นอย่างดี และเขียนให้ผู้ที่ไม่รู้เรื่องอ่าน
ในทางวิชาการความน่าเชื่อถือของบทความเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับวารสารทางวิชาการจะมีทีมในการตรวจสอบบทความถูกต้องก่อนที่จะตีพิมพ์ ได้ในวารสาร และวารสารนั้นก็ต้องเป็นวารสารที่ได้รับการยอมรับมีทีมงานที่น่าเชื่อถือ ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ วารสารที่นำผลงานทางวิชาการมาลงนั้นมักจะจำกัดขอบข่ายอยู่ในสาขาใดสาขาหนึ่ง เป็นการเฉพาะทาง กลุ่มคนที่สนใจก็มีอยู่จำกัดที่คนทั่วไปที่ไม่ได้ีมีพื้นฐานก็อาจจะอ่านเข้า ใจยาก นอกเสียจากว่าผู้เขียนที่เก่งๆ ที่เขียนแบบตีความให้คนทั่วไปได้เข้าใจได้ก็มีอยู่บ้าง
การที่จะบอกว่าคนเข้ามาอ่านบทความหนึ่งๆ มากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับความสำคัญของบทความว่าเป็นเรื่องที่ยังคงอยู่ ในความสนใจ อยู่ในกระแสหรือไม่ ที่สำคัญก็คือมีผลกระทบต่อสังคมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากบทความนั้นๆ ถูกนำไปใช้ในการอ้างอิงที่ต่างๆ มากก็คือว่าบทความนั้นก่อให้เกิดผลในวงกว้างออกไป ตามศัพท์วิชาการเรียนกว่า Impact factor การใช้ค่านี้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในสาขาเดียวกันก็คงจะได้ แต่คงจะเปรียบเทียบกับสาขาอื่นๆ ได้ยากขึ้นอยู่กับว่ามีคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับสาขานั้นๆมากแค่ไหนด้วย
แน่นอนว่าเนื้อหาของบทความทางวิชาการต้องมีความกระชับ เชื่อมโยงเรื่องราวที่ให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องสำคัญที่ผู้เขียนต้องการ สื่อให้ผู้อ่าน ในส่วนของผู้เขียนก็จะต้องมีจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่า เช่นเพื่อให้ทิศทางแน้วโน้มแก่ผู้อ่าน โดยบอก แจ้ง อธิบาย แ่ลกเปลี่ยนความคิดเห็น เตือน หรือเพื่อเป็นการเพิ่มพูนทางวิชาการ เป็นการให้การศึกษาอย่างหนึ่ง รวมทั้งการสนับสนุนส่งเสริมแนวความคิดหรือความรู้ที่ดีกว่า หรือการทำความจริงให้ปรากฏ ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องเป็นผู้มีความรู้ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์เรื่องราวต่างๆ และน่าจะเป็นคนที่รู้เรื่องที่เขียนเป็นอย่างดี และเขียนให้ผู้ที่ไม่รู้เรื่องอ่าน
ในทางวิชาการความน่าเชื่อถือของบทความเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับวารสารทางวิชาการจะมีทีมในการตรวจสอบบทความถูกต้องก่อนที่จะตีพิมพ์ ได้ในวารสาร และวารสารนั้นก็ต้องเป็นวารสารที่ได้รับการยอมรับมีทีมงานที่น่าเชื่อถือ ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ วารสารที่นำผลงานทางวิชาการมาลงนั้นมักจะจำกัดขอบข่ายอยู่ในสาขาใดสาขาหนึ่ง เป็นการเฉพาะทาง กลุ่มคนที่สนใจก็มีอยู่จำกัดที่คนทั่วไปที่ไม่ได้ีมีพื้นฐานก็อาจจะอ่านเข้า ใจยาก นอกเสียจากว่าผู้เขียนที่เก่งๆ ที่เขียนแบบตีความให้คนทั่วไปได้เข้าใจได้ก็มีอยู่บ้าง
การที่จะบอกว่าคนเข้ามาอ่านบทความหนึ่งๆ มากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับความสำคัญของบทความว่าเป็นเรื่องที่ยังคงอยู่ ในความสนใจ อยู่ในกระแสหรือไม่ ที่สำคัญก็คือมีผลกระทบต่อสังคมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากบทความนั้นๆ ถูกนำไปใช้ในการอ้างอิงที่ต่างๆ มากก็คือว่าบทความนั้นก่อให้เกิดผลในวงกว้างออกไป ตามศัพท์วิชาการเรียนกว่า Impact factor การใช้ค่านี้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในสาขาเดียวกันก็คงจะได้ แต่คงจะเปรียบเทียบกับสาขาอื่นๆ ได้ยากขึ้นอยู่กับว่ามีคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับสาขานั้นๆมากแค่ไหนด้วย
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
การเขียนรายงานการศึกษาวิจัย
การเขียนรายงานวิจัยก็เพื่อส่งเรื่องไปตีพิมพ์เพื่อการเผยแพร่ การนำเสนอต้องให้อธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจได้อย่างสั้นกระชับ โดยมีรูแบบการเขียนทั่วไปประกอบด้วย
1. บทนำ บอกความสำคัญ ลักษณะ อธิบายที่มา ข้อคำถาม ปัญหาคืออะไรทำไมจึงทำเรื่องนี้ บอกวัตถุประสงค์ บอกงานที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อมูล ข้อสนเทศเกี่ยวกับปัญหาวิจัยสิ่งที่รู้และไม่รู้ นำไปสู่การบอกสิ่งที่คาดเดา หรือสมมุติฐาน โดยบอกแนวทางที่ทำในการหาคำตอบ และเกริ่นผลสำคัญที่ได้
2.วิธีการ : ว่าได้ศึกษาหาคำตอบอย่างไร คำอธิบายวิธีการ มีระเบียบและรูปแบบวิจัยเป็นอย่างไร ขอบเขตขีดจำกัดอย่างไร และมีแผนดำเนินการอย่างไร บอกวิธีโดยรวม กรรมวิธี กลุ่มตัวอย่างและการได้มา มีปริมาณ คุณภาพ เวลาที่ได้จากเครื่องมือ มีการอธิบายลักษณะของเครื่องมือ การทดสอบ การนำไปใช้ รวมไปถึงการบอกวิธีเก็บรวบรวมข้อมูล การจำแนก แจง การคำนวณ การเปรียบเทียบ การวิเคราะห์ หาความสัมพันธ์ การบอกข้อมูลทั่วไป อายุ เพศ อาชีพ รายได้ การบอกค่าสถิติต้องบอกให้ชัดว่าเป็นสถิติของอะไร
3.ผล: มีข้อมูล ข้อสนเทศจากการคำนวณ ได้เครื่องประกอบใดบ้าง บอกผลในภาพรวม (ตามประเด็นของวัตถุประสงค์/วิธีการ) โดยอธิบายผลแจงรายละเอียด และบอกอธิบาย แปลตีความ ถึงลำดับผลได้ที่สำคัญ เครื่องมือประกอบ
4วิจารย์: ความหมายของการแปลผลและที่มา สิ่งที่พบเห็นเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร มีเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องสนับสนุนหรือแย้งประการใด สอดคล้องกับวัตถุประสงค์มากน้อยแค่ไหน มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ใดบ้างจากความเป็นจริง ไม่ต้องอ้างอิงถ้าเป็นความเป็นจริงตามธรรมชาติที่รู้กันทั่วไป โดยทั่วไป วิจารณ์จึงเป็นการสังเคราะห์กับหลักการ ความจริง ใช้คำว่าอาจจะ ที่เป็นไปได้ว่ามีการเปิดประเด็นในการศึกษาต่ออีก และการวิจารณ์อะไรต้องมีหลักฐาน สุรุปเมื่อจบแต่ละประเด็น และอาจตั้งข้อสังเกตในประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง ตอนสรุปที่ขาดไม่ได้จะต้องมีแนวคิดหลัก
1. บทนำ บอกความสำคัญ ลักษณะ อธิบายที่มา ข้อคำถาม ปัญหาคืออะไรทำไมจึงทำเรื่องนี้ บอกวัตถุประสงค์ บอกงานที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อมูล ข้อสนเทศเกี่ยวกับปัญหาวิจัยสิ่งที่รู้และไม่รู้ นำไปสู่การบอกสิ่งที่คาดเดา หรือสมมุติฐาน โดยบอกแนวทางที่ทำในการหาคำตอบ และเกริ่นผลสำคัญที่ได้
2.วิธีการ : ว่าได้ศึกษาหาคำตอบอย่างไร คำอธิบายวิธีการ มีระเบียบและรูปแบบวิจัยเป็นอย่างไร ขอบเขตขีดจำกัดอย่างไร และมีแผนดำเนินการอย่างไร บอกวิธีโดยรวม กรรมวิธี กลุ่มตัวอย่างและการได้มา มีปริมาณ คุณภาพ เวลาที่ได้จากเครื่องมือ มีการอธิบายลักษณะของเครื่องมือ การทดสอบ การนำไปใช้ รวมไปถึงการบอกวิธีเก็บรวบรวมข้อมูล การจำแนก แจง การคำนวณ การเปรียบเทียบ การวิเคราะห์ หาความสัมพันธ์ การบอกข้อมูลทั่วไป อายุ เพศ อาชีพ รายได้ การบอกค่าสถิติต้องบอกให้ชัดว่าเป็นสถิติของอะไร
3.ผล: มีข้อมูล ข้อสนเทศจากการคำนวณ ได้เครื่องประกอบใดบ้าง บอกผลในภาพรวม (ตามประเด็นของวัตถุประสงค์/วิธีการ) โดยอธิบายผลแจงรายละเอียด และบอกอธิบาย แปลตีความ ถึงลำดับผลได้ที่สำคัญ เครื่องมือประกอบ
4วิจารย์: ความหมายของการแปลผลและที่มา สิ่งที่พบเห็นเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร มีเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องสนับสนุนหรือแย้งประการใด สอดคล้องกับวัตถุประสงค์มากน้อยแค่ไหน มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ใดบ้างจากความเป็นจริง ไม่ต้องอ้างอิงถ้าเป็นความเป็นจริงตามธรรมชาติที่รู้กันทั่วไป โดยทั่วไป วิจารณ์จึงเป็นการสังเคราะห์กับหลักการ ความจริง ใช้คำว่าอาจจะ ที่เป็นไปได้ว่ามีการเปิดประเด็นในการศึกษาต่ออีก และการวิจารณ์อะไรต้องมีหลักฐาน สุรุปเมื่อจบแต่ละประเด็น และอาจตั้งข้อสังเกตในประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง ตอนสรุปที่ขาดไม่ได้จะต้องมีแนวคิดหลัก
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
การวิจัยกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าวิจัยแบบใด ก็มีเป้าหมายที่จะให้ได้ความรู้ใหม่ หรือทำความรู้ที่มีอยู่เดิมให้ก้าวหน้า ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การค้นพบพิสูจน์ได้ด้วยการทดลอง ถ้าเราสามารถทำให้เงื่อนไขเหมือนเดิม หรือกล่าวอีกอย่างว่ามีบริบทเหมือนเดิมแล้วก็จะให้ผลการทดลองเหมือนเดิม นั่นก็คือสามารถทดลองซ้ำให้เหมือนเดิมได้ (replicate) สำหรับการวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์หรือการวิจัยที่ใช้วิธีการเชิงคุณภาพนั้น เป็นการศึกษาเกี่ยวข้องกับคนที่มีความนึกคิด มีความรู้สึกนั้น ยังมีส่วนที่อาจเป็นที่สงสัยว่าจะสามารถทำซ้ำให้เกิดผลเหมือนเดิมได้หรือไม่ และเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง อาจเป็นเดือนเป็นปี ความรู้ที่คิดว่าถูกต้องนั้น คิดว่าดีในขณะนั้น ก็อาจใช้ไม่ได้ในอีกสมัยหนึ่ง เท่าที่สังเกตุดูความรู้ทางวิทยาศาสตร์และทางสังคมศาสตร์ต่างก็มีข้อผิดพลาดทั้งนั้น เช่นกฏทางวิทยาศาสตร์เช่นกฏนิวตันใช้มา 300 ปี ไอสไตย์ก็มาพบข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในบางกรณี แต่ส่วนใหญ่ก็ยังใช้อยู่แม้กระทั่งในปัจจุบัน ทางสังคมศาสตร์ก็มีส่วนผิดพลาดเช่นทฤษฎีเกี่ยวกับการวัดไอคิวความฉลาด ต่อมาก็พบว่าไม่น่าจะถูกต้องก็ใช้ทฤษฎีพหุปัญญาน่าจะถูกต้องมากกว่าเป็นต้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวัดความคิดเห็น ทัศนคติหรือเจตคติ นั้นพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมหรือบริบท
ในครั้งพุทธกาลก็เช่นเดียวกัน ที่พระพุทธเจ้าบอกให้พิจารณาไตร่ตรองให้ดีก่อนกว่าจะเชื่อเรื่องใดๆในกาลามสูตร บางครั้งก็ถึงกับไม่เชื่อครู ไม่เชื่อพ่อแม่ก็มี หรืออาจจะถึงขั้นไม่เชื่ออะไรเลย ทำให้ดูเหมือนว่าคำสั่งสอนนั้นขัดแย้งกันเอง เช่นเชื่อหมวดธรรมกาลามสูตรแต่ไม่เชื่อหมวดธรรมอื่น ที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ในหมวดธรรมอื่นๆ เช่นให้ศรัธา ให้มีสัมมาฐิถิ หรือให้เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ นั่นก็คือพระพุทธองค์ได้สอนหมวดธรรมในวาระโอกาสและบริบทที่แตกต่างกัน ตอนสอนเรื่องกาลามสูตรนั้นก็คงจะอยู่ในบริบทที่มีคนที่หลงเชื่องมงายกันมาก หรือมีการหลอกลวงกันมากพระองค์จึงได้สอนธรรมหมวดนี้ เช่นเดียวกันที่พระองค์พูดถึงหมวดธรรมที่เป็นอจินไตยเช่นตายแล้วไปไหน ที่หาคำตอบไม่ได้ว่าไม่ใช่ทางแห่งการพ้นทุกข์อย่าได้ไปสนใจมากนัก รู้ไปก็ใช่ว่าจะทำให้หลุดพ้นเข้าสู่นิพพานได้ ทำให้มีผู้เสื่อมศรัธาที่ไม่สามารถให้คำตอบในเรื่องดังกล่าว แต่ความจริงนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้กล่าวไว้ในธรรมหมวดอื่นก็มีในบริบทที่ต่างกัน เช่นกล่าวถึงเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไว้ในหมวดธรรมอื่นเป็นต้น
ที่ยกตัวอย่างมานั้นก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า การวิจัยที่ดำเนินการเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่นั้น ใช่ว่าจะถูกต้องสมบูรณ์ ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่การวิจัยนั้นก็คือการศึกษาเพื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นดียิ่งขึ้น สะดวกยิ่งขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น ตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป เราลองนึกย้อนกลับไปดูเปรียบเทียบเมื่อสิบปีที่แล้วกับปัจจุบันว่า เรามีคุณค่าอะไรเพิ่มมากขึ้นในแง่ของวัตถุ และในแง่ของจิตวิญญาณ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันดีงาม การวิจัยไม่เพียงจะแก้ปัญหาชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องเข้าสู่การแก้ปัญหาที่ยังยืนสร้างเสริมภุมิปัญญา ให้มีจิตวิญญาณที่สูงส่งขึ้นไปด้วย
ในครั้งพุทธกาลก็เช่นเดียวกัน ที่พระพุทธเจ้าบอกให้พิจารณาไตร่ตรองให้ดีก่อนกว่าจะเชื่อเรื่องใดๆในกาลามสูตร บางครั้งก็ถึงกับไม่เชื่อครู ไม่เชื่อพ่อแม่ก็มี หรืออาจจะถึงขั้นไม่เชื่ออะไรเลย ทำให้ดูเหมือนว่าคำสั่งสอนนั้นขัดแย้งกันเอง เช่นเชื่อหมวดธรรมกาลามสูตรแต่ไม่เชื่อหมวดธรรมอื่น ที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ในหมวดธรรมอื่นๆ เช่นให้ศรัธา ให้มีสัมมาฐิถิ หรือให้เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ นั่นก็คือพระพุทธองค์ได้สอนหมวดธรรมในวาระโอกาสและบริบทที่แตกต่างกัน ตอนสอนเรื่องกาลามสูตรนั้นก็คงจะอยู่ในบริบทที่มีคนที่หลงเชื่องมงายกันมาก หรือมีการหลอกลวงกันมากพระองค์จึงได้สอนธรรมหมวดนี้ เช่นเดียวกันที่พระองค์พูดถึงหมวดธรรมที่เป็นอจินไตยเช่นตายแล้วไปไหน ที่หาคำตอบไม่ได้ว่าไม่ใช่ทางแห่งการพ้นทุกข์อย่าได้ไปสนใจมากนัก รู้ไปก็ใช่ว่าจะทำให้หลุดพ้นเข้าสู่นิพพานได้ ทำให้มีผู้เสื่อมศรัธาที่ไม่สามารถให้คำตอบในเรื่องดังกล่าว แต่ความจริงนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้กล่าวไว้ในธรรมหมวดอื่นก็มีในบริบทที่ต่างกัน เช่นกล่าวถึงเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไว้ในหมวดธรรมอื่นเป็นต้น
ที่ยกตัวอย่างมานั้นก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า การวิจัยที่ดำเนินการเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่นั้น ใช่ว่าจะถูกต้องสมบูรณ์ ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่การวิจัยนั้นก็คือการศึกษาเพื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นดียิ่งขึ้น สะดวกยิ่งขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น ตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป เราลองนึกย้อนกลับไปดูเปรียบเทียบเมื่อสิบปีที่แล้วกับปัจจุบันว่า เรามีคุณค่าอะไรเพิ่มมากขึ้นในแง่ของวัตถุ และในแง่ของจิตวิญญาณ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันดีงาม การวิจัยไม่เพียงจะแก้ปัญหาชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องเข้าสู่การแก้ปัญหาที่ยังยืนสร้างเสริมภุมิปัญญา ให้มีจิตวิญญาณที่สูงส่งขึ้นไปด้วย
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากการอบรมวิจัย
การเข้าร่วมอบรมการเป็นผู้บริหารโครงการวิจัย ดูเหมือนว่าจะครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย การบริหารโครงการวิจัยที่ฟังๆดูการเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยนั้นจะทำได้ดีก็ต้องมีวิสัยทัศน์ มีประสบการณ์ สามารถมองภาพเชิงจิตนาการที่มีความเป็นจริง สามารถมองไปข้างหน้า 5ปี หรือ 10 ปีว่าควรเป็นอย่างไร โดยไม่ใช้ความรู้สึก การจะมีวิสัยทัศน์ได้ต้องอาศัยฐานข้อมูล ทั้งที่ย้อนไปในอดีตและปัจจุบัน เช่นมองภาพไปข้างหน้า 10 ปีควรจะเป็นอย่างไร ต้องมองให้เป็นภาพรวม นั่นก็คือต้องสังเคราะห์จากประสบการณ์และจากฐานข้อมูลให้มองไปข้างหน้าก็จะเกิดวิสัยทัศน์ จากนั้นก็ต้องมาแชร์วิสัยทัศน์กับผู้ร่วมงานให้เห็นพ้องต้องกันไปในแนวเดียวกัน แล้วจึงจะทำให้งานวิจัยนั้นประสบผลสำเร็จได้ผลลัพธ์ที่ดี เช่นเดียวกับการมองภาพองค์กรของเราควรจะเป็นอย่างไรในอีก10 ปีข้างหน้าแล้วเราจะแชร์วิสัยทัศน์กันอย่างไรให้เห็นพ้องกันทั่วทั้งองค์กร
มีเรื่องเล่าที่ประธานาธิบดีเคนเนดีได้ประกาศตั้งเป้าหมายว่าจะให้คนอเมริกันไปเหยียบดวงจันทร์ให้ได้ภายใน5 ปี ซึ่งกลายมาเป็นวิสัยทัศน์ขององค์กรนาสา องค์กรนี้ทำวิจัยอยู่ตลอดเวลา ต้องทดลองนำไปใช้ แก้ไขข้อผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา เคยมีคนไปถามคนทำความสะอาดม็อบพื้นด้วยความแข็งขันทำไม ก็ได้รับคำตอบแม้แต่จากคนถูพื้นว่า เขาทำความสะอาดม็อบพื้นเพื่อให้คนอเมริกันได้ไปเหยียบดวงจันทร์ให้ได้ อันเป็นลักษณะหนึ่งของการแชร์วิสัยทัศน์หรือการเกิดวิสัยทัศน์ร่วมแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่มีคนไปศึกษาวิจัยบริษัทที่มีความสำเร็จสูง โดยเขาได้ยกตัวอย่างบริษัทไมโครซอพท์ก่อตั้งโดยบิล เกต บริษัทแอบเปิลก่อตั้งโดยสตีป จ๊อบ และบริษัทแมคดาร์นัลก่อตั้งโดยดิกและแมก แมกดาร์นัล สิ่งที่ได้ค้นพบว่ามีเหมือนกันในสามประการคือ การมีระบบงานที่ดี การนำเทคโนโลยีมาใช้ และความมีสุนทรีย์ จากนี้เราจะเห็นได้ว่ามีมิติทั้งทางด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ผสมผสานกัน ในการบริการลูกค้าให้ได้รับความพอใจ จึงทำให้บริษัทยังคงยืนยงมาได้
มีเรื่องเล่าที่ประธานาธิบดีเคนเนดีได้ประกาศตั้งเป้าหมายว่าจะให้คนอเมริกันไปเหยียบดวงจันทร์ให้ได้ภายใน5 ปี ซึ่งกลายมาเป็นวิสัยทัศน์ขององค์กรนาสา องค์กรนี้ทำวิจัยอยู่ตลอดเวลา ต้องทดลองนำไปใช้ แก้ไขข้อผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา เคยมีคนไปถามคนทำความสะอาดม็อบพื้นด้วยความแข็งขันทำไม ก็ได้รับคำตอบแม้แต่จากคนถูพื้นว่า เขาทำความสะอาดม็อบพื้นเพื่อให้คนอเมริกันได้ไปเหยียบดวงจันทร์ให้ได้ อันเป็นลักษณะหนึ่งของการแชร์วิสัยทัศน์หรือการเกิดวิสัยทัศน์ร่วมแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่มีคนไปศึกษาวิจัยบริษัทที่มีความสำเร็จสูง โดยเขาได้ยกตัวอย่างบริษัทไมโครซอพท์ก่อตั้งโดยบิล เกต บริษัทแอบเปิลก่อตั้งโดยสตีป จ๊อบ และบริษัทแมคดาร์นัลก่อตั้งโดยดิกและแมก แมกดาร์นัล สิ่งที่ได้ค้นพบว่ามีเหมือนกันในสามประการคือ การมีระบบงานที่ดี การนำเทคโนโลยีมาใช้ และความมีสุนทรีย์ จากนี้เราจะเห็นได้ว่ามีมิติทั้งทางด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ผสมผสานกัน ในการบริการลูกค้าให้ได้รับความพอใจ จึงทำให้บริษัทยังคงยืนยงมาได้
วิสัยทัศน์การวิจัย
วันนี้ก็ได้เข้าร่วมอบรมการเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ที่ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เหตุที่ให้เกียรติท่านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็เพราะท่านเป็นคนแรกก็ว่าได้ที่มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการวิจัย ที่ท่านเคยกล่าวว่าการแก้ปัญหาของชาติต้องใช้วิจัยควบคู่กันไปด้วย พิธีเปิดการอบรมโดยศาสตราจารย์อานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และท่านได้บรรยายในหัวข้อที่เน้นให้ความสำคัญกับวิสัยทัศน์การวิจัยในระดับต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ จะขอยกตัวอย่างสักเรื่องที่ท่านได้เล่าให้ฟังคือถ้าหากใน20 ปีข้างหน้าถ้าน้ำทะเลสูงขึ้น 50 มิลลิเมตรแล้ว น้ำจะท่วมถึงจังหวัดใด ก็มีผู้ให้คำตอบว่าจะถึงจังหวัดนครสวรรค์ทีเดียว ดังนั้นการวิจัยจะต้องเตรียมการใดๆ บ้างเพื่อแก้ปัญหา จะยังคงเป็นประเทศผลิตข้าวส่งออกมากที่สุดอยู่อีกหรือไม่ ควรจะปลูกข้าวพันธ์ใด ซึ่งเป็นงานวิจัยจะได้ไม่วิจัยจะได้ไม่สูญเปล่าหากมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง
ท่านเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติยังได้กล่าวถึงยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีความเป็นพลวัต มีการเปลี่ยนแปลงเร็วและส่งผลกระทบต่อชุมชนสูง ที่เราจำเป็นต้องมีกลไกในการปรับตัว และรู้ตำแหน่งของประเทศต่อไปในอนาคตว่ามีบทบาทในระดับภูมิภาค และระดับโลกอย่างไรในเรื่องภาษา วัฒนธรรม เทคโนโลยี พรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การวิจัยจึงต้องมีการมองภาพรวมให้ได้ว่าผลการวิจัยและผลลัพธ์ในการนำไปใช้ จะก่อให้เกิดอื่นใดตามมา จะต้องหาให้ได้ว่าวิใจที่กำลังดำเนินการนั้นเป็นจิกซอในภาพใหญ่อย่างไร ดังข้อความหรือคำกล่าวที่เราได้ยินบ่อยๆ ว่าให้คิดในระดับโลกปฏิบัติหรือทำได้ในท้องถิ่น มาจากคำภาษาอังกฤษที่ว่า Think globally act locally
จากการฟังการบรรยายได้กล่าวถึงสถานะการวิจัยของประเทศดูเหมือนว่างบประมาณการวิจัยทั้งประเทศเป็นไปในทางที่จะลดลงเมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศแม้ว่าสัดส่วนเปอร์เซนต์ที่ได้รับจะสูงขึ้นนั่นคือตัวเงินสูงขึ้นเล็กน้อย ประเทศเราจัดงบวิจัยผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวกับการวิจัยเพียง 0.26 เปอร์เซ็นต์ของGDP เมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซีย 0.8 สิงคโปร์ ใต้หวัน จีน ในระดับ 2% เกาหลี ญี่ปุ่นในระดับ 3 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า ทางยุโรป เช่นฟินแลนด์ เดนมาร์ค เกือบ 4 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ฟินแลนด์มีนักวิจัยมากกวา 105 คนในหมื่นคน ไทยมีนักวิจัยเพียง 3.2 คนในหมื่นคน สวีเดน 81 คน , ญี่ปุ่น 67.3 คน
ท่านเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติยังได้กล่าวถึงยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีความเป็นพลวัต มีการเปลี่ยนแปลงเร็วและส่งผลกระทบต่อชุมชนสูง ที่เราจำเป็นต้องมีกลไกในการปรับตัว และรู้ตำแหน่งของประเทศต่อไปในอนาคตว่ามีบทบาทในระดับภูมิภาค และระดับโลกอย่างไรในเรื่องภาษา วัฒนธรรม เทคโนโลยี พรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การวิจัยจึงต้องมีการมองภาพรวมให้ได้ว่าผลการวิจัยและผลลัพธ์ในการนำไปใช้ จะก่อให้เกิดอื่นใดตามมา จะต้องหาให้ได้ว่าวิใจที่กำลังดำเนินการนั้นเป็นจิกซอในภาพใหญ่อย่างไร ดังข้อความหรือคำกล่าวที่เราได้ยินบ่อยๆ ว่าให้คิดในระดับโลกปฏิบัติหรือทำได้ในท้องถิ่น มาจากคำภาษาอังกฤษที่ว่า Think globally act locally
จากการฟังการบรรยายได้กล่าวถึงสถานะการวิจัยของประเทศดูเหมือนว่างบประมาณการวิจัยทั้งประเทศเป็นไปในทางที่จะลดลงเมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศแม้ว่าสัดส่วนเปอร์เซนต์ที่ได้รับจะสูงขึ้นนั่นคือตัวเงินสูงขึ้นเล็กน้อย ประเทศเราจัดงบวิจัยผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวกับการวิจัยเพียง 0.26 เปอร์เซ็นต์ของGDP เมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซีย 0.8 สิงคโปร์ ใต้หวัน จีน ในระดับ 2% เกาหลี ญี่ปุ่นในระดับ 3 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า ทางยุโรป เช่นฟินแลนด์ เดนมาร์ค เกือบ 4 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ฟินแลนด์มีนักวิจัยมากกวา 105 คนในหมื่นคน ไทยมีนักวิจัยเพียง 3.2 คนในหมื่นคน สวีเดน 81 คน , ญี่ปุ่น 67.3 คน
วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
การรุนหอยและปู
เป็น ภูมิปัญญาในการจับหอยและปูอย่างง่ายๆ มีไม้กระดานแผ่นเดียวที่ยึดถังสำหรับเก็บปูและหอยที่จับได้ และบนถังจะมีที่ยึดเป็นไม้จับสำหรับผลักไปข้างหน้าดังรูป เมื่อเข็นใช้ขาคร่อมไม้กระดานผลักไปบนเลน เมื่อเหนื่อยก็นักพักได้ โดยรู้ว่าบริเวณใดมีหอยและปูดำ คำว่ารุนเป็นคำในภาษาปักษ์ใต้ ที่หมายถึงการดันไปข้างหน้าหรือผลัก ใช้ผลักเคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งที่มีปูและหอยโดยใช้มือจับ
การจะ รู้ว่าที่ใดมีหอยนั้นคงไม่ยาก อาจรู้สึกได้ด้วยเท้าขณะที่เดินรุนไป สำหรับปูดำก็จะมีบริเวณที่จะสังเกตพบว่ามีขุยดินขึ้นมา ซึ่งคงเป็นปฏิกูลที่ปูขับถ่ายออกมา ก็ทำให้รู้ได้ว่ามีปู แต่ถ้าอากาศร้อน น้ำก็ร้อนไปด้วย ปูก็ร้อน มักจะระบายความร้อนโดยการยกก้ามให้เห็นก็ทำให้จับได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องรู้หลักในการจับอย่างไรไม่ให้ปูหนีบ เมื่อจับได้แล้วต้องเตรียมเชือกสำหรับมัดไว้ด้วย ถ้าไม่ระวังถูกปูหนีบเป็นแผลแล้วอาจหายช้าเพราะปูปล่อยสารบางอย่างออกมาด้วย บางคนก็แพ้ สำหรับหอยที่จับได้มักเป็นหอยแครงมีขนาดโตกว่าปกติสองเท่ากว่าของขนาดปกติทั่วไป
การจะ รู้ว่าที่ใดมีหอยนั้นคงไม่ยาก อาจรู้สึกได้ด้วยเท้าขณะที่เดินรุนไป สำหรับปูดำก็จะมีบริเวณที่จะสังเกตพบว่ามีขุยดินขึ้นมา ซึ่งคงเป็นปฏิกูลที่ปูขับถ่ายออกมา ก็ทำให้รู้ได้ว่ามีปู แต่ถ้าอากาศร้อน น้ำก็ร้อนไปด้วย ปูก็ร้อน มักจะระบายความร้อนโดยการยกก้ามให้เห็นก็ทำให้จับได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องรู้หลักในการจับอย่างไรไม่ให้ปูหนีบ เมื่อจับได้แล้วต้องเตรียมเชือกสำหรับมัดไว้ด้วย ถ้าไม่ระวังถูกปูหนีบเป็นแผลแล้วอาจหายช้าเพราะปูปล่อยสารบางอย่างออกมาด้วย บางคนก็แพ้ สำหรับหอยที่จับได้มักเป็นหอยแครงมีขนาดโตกว่าปกติสองเท่ากว่าของขนาดปกติทั่วไป
ดูความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวนคร จากนก
จากการออกสำรวจที่ได้รับความร่วมมือจากอบต. ที่ได้ออกสำรวจร่วมกันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่บ่งชี้ให้เห็นว่าอ่าวนครยังมี ความอุดมสมบูรณ์ ที่เห็นได้ชัดก็คือมีประมงชายฝั่งหรือจะเรียกว่าเป็นประมงพื้นบ้านจำนวนมาก ตามกฏหมายคือระยะทาง 3000 เมตรจากชายฝั่ง ตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวนครอย่างง่ายๆ ก็คือดูจากนกชนิดต่างๆ ที่มาคอยจับสัตว์น้ำเป็นอาหารมีอยู่หลายชนิด ฝูงเล็กบ้างใหญ่บ้าง
ที่ เห็นเป็นฝูงๆ ก็มีนกนางนวลหรือนกแอนทะเล (ตัวไม่สีขาวล้วนเหมือนกับนกนางนวลที่ปางปูและมีขนาดเล็กกว่า)ดูเหมือนว่านก ชนิดนี้เมื่อมีเรือผ่านไปจะบินตามเรือ และโฉบลงไปจับเยื่อกินเป็นระยะ บางทีเกาะอยู่บนขอนหรือกิ่งไม่สูงจากระดับน้ำมากนักเมื่อเรือฝ่านโดนคลื่น สูงเลยขอนที่เกาะก็จะบินหนีไป นกชนิดนี้ทำรังอยู่ในป่าชายเลนที่ชายฝั่ง
นกอีกชนิดที่ยืนรอโอกาสคือนกกระยางที่อยู่เป็นกลุ่มใหญ่ห่างออกไป บางทีก็เห็นเป็นฝูงใหญ่ขาวโพลนอยู่ไกลๆ นกกาน้ำมักจะมาเกาะบนปลายเสาไม้ที่ชาวประมงมักมาปักไว้เป็นที่หมายต่างๆ และนกที่บินเดี่ยวๆ บินเล่นร่อนลมอย่างสวยงามก็คือนกเหยี่ยว นกอีกชนิดหนึ่งที่พบบริเวณอ่าวนครคือนกกระปูด สวนนกแอนกินรังก็เห็นอยู่้บ้างประปรายแถวป่าชายเลนชายฝั่งและปากน้ำก็มาหา กินแถวป่าชาย เลนถ้านั่งรถไปปลายแหลม ตอนเย็นจะมียุงอยู่หนาแน่นมาก ยุงก็เป็นอาหารนกอย่างหนึ่งที่นกแอนโปรด
ที่น่าแปลกก็คือ ว่านกระยางและนกกระปูดนั้นสามารถที่จะพบได้ทั้งบริเวณเชิงเขาเช่นบริเวณตำบล ท่างิ้วที่ม.ราชภัฏ และแถบฝั่งทะเล ยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งนกกระยางขาวที่มักเฝ้ากินหมัด เห็บแมลงบนตัววัว นกนี้บางตัวก็ขึ้นไปเกาะบนตัววัวด้วยเลย โดยวัวไม่ได้แสดงอาการรำคาญแต่อย่างใด และที่ทางไปชายทะเลตำบลปากพูน ท่าซักก็จะพบนกชนิดนี้หาอาหารอยู่กลางทุ่งเป็นฝูงเช่นกัน บ่งออกอะไรบางอย่างสำหรับนกกระยางก็คือว่า อยู่เป็นฝูงใหญ่ก็มี อยู่เป็นกลุ่มไม่กี่ตัวก็มี บางทีก็เห็นบินเดี่ยวก็มีเป็นนกที่น่าศึกษา เพราะมีวิถีชีวิตของนกได้หลายรูปแบบทั้งวิธีหาอาหาร ทั้งสังคมของนก
ที่ เห็นเป็นฝูงๆ ก็มีนกนางนวลหรือนกแอนทะเล (ตัวไม่สีขาวล้วนเหมือนกับนกนางนวลที่ปางปูและมีขนาดเล็กกว่า)ดูเหมือนว่านก ชนิดนี้เมื่อมีเรือผ่านไปจะบินตามเรือ และโฉบลงไปจับเยื่อกินเป็นระยะ บางทีเกาะอยู่บนขอนหรือกิ่งไม่สูงจากระดับน้ำมากนักเมื่อเรือฝ่านโดนคลื่น สูงเลยขอนที่เกาะก็จะบินหนีไป นกชนิดนี้ทำรังอยู่ในป่าชายเลนที่ชายฝั่ง
นกอีกชนิดที่ยืนรอโอกาสคือนกกระยางที่อยู่เป็นกลุ่มใหญ่ห่างออกไป บางทีก็เห็นเป็นฝูงใหญ่ขาวโพลนอยู่ไกลๆ นกกาน้ำมักจะมาเกาะบนปลายเสาไม้ที่ชาวประมงมักมาปักไว้เป็นที่หมายต่างๆ และนกที่บินเดี่ยวๆ บินเล่นร่อนลมอย่างสวยงามก็คือนกเหยี่ยว นกอีกชนิดหนึ่งที่พบบริเวณอ่าวนครคือนกกระปูด สวนนกแอนกินรังก็เห็นอยู่้บ้างประปรายแถวป่าชายเลนชายฝั่งและปากน้ำก็มาหา กินแถวป่าชาย เลนถ้านั่งรถไปปลายแหลม ตอนเย็นจะมียุงอยู่หนาแน่นมาก ยุงก็เป็นอาหารนกอย่างหนึ่งที่นกแอนโปรด
ที่น่าแปลกก็คือ ว่านกระยางและนกกระปูดนั้นสามารถที่จะพบได้ทั้งบริเวณเชิงเขาเช่นบริเวณตำบล ท่างิ้วที่ม.ราชภัฏ และแถบฝั่งทะเล ยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งนกกระยางขาวที่มักเฝ้ากินหมัด เห็บแมลงบนตัววัว นกนี้บางตัวก็ขึ้นไปเกาะบนตัววัวด้วยเลย โดยวัวไม่ได้แสดงอาการรำคาญแต่อย่างใด และที่ทางไปชายทะเลตำบลปากพูน ท่าซักก็จะพบนกชนิดนี้หาอาหารอยู่กลางทุ่งเป็นฝูงเช่นกัน บ่งออกอะไรบางอย่างสำหรับนกกระยางก็คือว่า อยู่เป็นฝูงใหญ่ก็มี อยู่เป็นกลุ่มไม่กี่ตัวก็มี บางทีก็เห็นบินเดี่ยวก็มีเป็นนกที่น่าศึกษา เพราะมีวิถีชีวิตของนกได้หลายรูปแบบทั้งวิธีหาอาหาร ทั้งสังคมของนก
นิเวศวิทยาอ่าวนคร
ระบบนิเวศป่าชายเลนอ่าวนคร อันเนื่องจากว่าแม่น้ำลำคลองจากต้นน้ำภูเขาไหลผ่านแผ่นดินตัวเมืองก่อนที่จะ ลงสู่อ่าวนคร ตำแหน่งที่คลองแม่น้ำลงสู่อ่าวนครมักจะเรียกว่าปากนำหน้า เช่นปากแ่ม่น้ำปากพนัง ปากนคร ปากพญา เป็นต้น จึงเกิดระบบนิเวศวิทยาปากแม่น้ำ ซึ่งมักจะมีป่าชายเลนก็เรียกว่านิเวศวิทยาป่าชายเลน และเนื่องจากน้ำที่ไหลลงมาเป็นน้ำจืดมาผสมกับน้ำเค็มก็มีสภาพน้ำเป็นน้ำ กร่อย และมีการเปลียนแปลงความเค็มของน้ำที่ขึ้นกับปริมาณน้ำจืดที่มาไหลลง และปริมาณน้ำทะเลที่ขึ้นสูงรุกเข้ามาในแม่น้ำลำคลอง
พรรณไม้ในบริเวณน้ำกร่อยที่เห็นได้ในอ่าวนครเช่นต้น ลำพู ลำแพน แสม และโกงกาง ระบบรากของต้นไม้ป่าชายเลนนั้น โยงใยพึ่งพากันหลายชนิดไม่ได้เป็นชนิดเดียว โดยทั่วไปป่าชายเลนทำหน้าที่ในการดักตะกอนที่พัดพามากับน้ำจืดไม่ให้ไหลออกทะเลเร็วเกินไป เป็นเหมือนจุดหยุดพักก่อนที่ถ่ายเทธาตุสารอาหารจากบริเวณป่าชายเลนออกสู่น้ำทะเลชายฝั่ง จะเห็นว่าระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นส่วนเชื่อมของระบบนิเวศบนบก และระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญที่จำเป็นต้องทำให้ทุกระบบนิเวศมีความสมดุลกัน
จากการออกสำรวจพูดคุยสอบถามถึงธรรมชาติของป่าชายเลน ว่าบริเวณใดที่จะเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำได้ดี ก็พบว่าบริเวณที่เป็นป่าชายเลนปลูกนั้น ยังไม่เป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์บางที่ก็ไม่มีสัตว์น้ำเข้าไปอยู่อาศัย บางครั้งได้รับคำตอบจากชาวบ้านว่าดินมันตาย แข็งไม่เหมาะ ที่สัตว์น้ำจะอยู่ได้สู้ป่าชายเลนธรรมชาติไม่ได้ คณะที่ไปสำรวจก็พยายามหาคำตอบต่อไปว่าเพราะอะไร จากการพูดคุยนำมาประมวลก็น่าจะเป็นเพราะว่าบริเวณที่ปลูกกันบางช่วงบาง ตอนอยู่ในแหล่งที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้นน้ำลง ไม่มีการชะตะกอนเก่าออกไป ตะกอนใหม่ก็ไม่ได้เข้ามาแทนที่ ที่เป็นไปได้ที่ทำให้ชาวบ้านเรียกว่าดินตาย ที่แน่นแข็งเกินไปนั่นเอง
และอีกกรณีหนึ่งที่มักจะได้รับการถกเถียงกันมาก จากการปลูกป่าชายเลน ที่ระยะหลังทางการมักแนะนำให้ปลูกต้นโกงกางใบใหญ่กันมาก แต่ต่อมาพบว่ามีข้อเสียก็มีอยู่ เช่นใบเน่าเสียย่อยสลายช้า ก็คงทำให้มีการปลูกน้อยลง และที่เป็นเหตุผลว่าการปลูกป่าชายเลนแบบเชิงเดียวก็ไม่ดีในอีกแง่หนึ่งก็คือ ปกติป่าชายเลนนั้นทำหน้าที่ดักกรองสารพิษจากมลภาวะต่างๆ นั้นเช่นพวก โลหะหนักพวกป่าชายเลนปลูกจะไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ดีเท่ากับป่าชายเลนธรรมชาติที่มีความหลากหลายกว่า ที่ปลูกมักจะปลูกอยู่ประเภทเดียวไม่หลากหลาย เนื่องจากว่าสารพิษที่มาไม่ได้มีชนิดเดียว โลหะหนักก็อาจมีหลายชนิด เช่นตะกั่ว แคดเมียม ปรอท พืชชนิดหนึ่งอาจดักสารพิษโลหะหนักชนิดหนึ่งได้ดีกว่าอีกชนิดหนึ่ง ดังนั้นการที่มีผสมผสานกันแบบธรรมชาตินั้นแหละดีแล้ว ในอ่าวนครนั้นพบว่าป่าชายเลนธรรมชาติมักจะมีผสมผสานกันดีอยู่ แต่ที่ปลูกขึ้นใหม่มักจะเป็นไม้โกงกาง ต่อไปถ้าจะปลูกก็น่าจะต้องใช้หลายชนิด
พรรณไม้ในบริเวณน้ำกร่อยที่เห็นได้ในอ่าวนครเช่นต้น ลำพู ลำแพน แสม และโกงกาง ระบบรากของต้นไม้ป่าชายเลนนั้น โยงใยพึ่งพากันหลายชนิดไม่ได้เป็นชนิดเดียว โดยทั่วไปป่าชายเลนทำหน้าที่ในการดักตะกอนที่พัดพามากับน้ำจืดไม่ให้ไหลออกทะเลเร็วเกินไป เป็นเหมือนจุดหยุดพักก่อนที่ถ่ายเทธาตุสารอาหารจากบริเวณป่าชายเลนออกสู่น้ำทะเลชายฝั่ง จะเห็นว่าระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นส่วนเชื่อมของระบบนิเวศบนบก และระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญที่จำเป็นต้องทำให้ทุกระบบนิเวศมีความสมดุลกัน
จากการออกสำรวจพูดคุยสอบถามถึงธรรมชาติของป่าชายเลน ว่าบริเวณใดที่จะเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำได้ดี ก็พบว่าบริเวณที่เป็นป่าชายเลนปลูกนั้น ยังไม่เป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์บางที่ก็ไม่มีสัตว์น้ำเข้าไปอยู่อาศัย บางครั้งได้รับคำตอบจากชาวบ้านว่าดินมันตาย แข็งไม่เหมาะ ที่สัตว์น้ำจะอยู่ได้สู้ป่าชายเลนธรรมชาติไม่ได้ คณะที่ไปสำรวจก็พยายามหาคำตอบต่อไปว่าเพราะอะไร จากการพูดคุยนำมาประมวลก็น่าจะเป็นเพราะว่าบริเวณที่ปลูกกันบางช่วงบาง ตอนอยู่ในแหล่งที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้นน้ำลง ไม่มีการชะตะกอนเก่าออกไป ตะกอนใหม่ก็ไม่ได้เข้ามาแทนที่ ที่เป็นไปได้ที่ทำให้ชาวบ้านเรียกว่าดินตาย ที่แน่นแข็งเกินไปนั่นเอง
และอีกกรณีหนึ่งที่มักจะได้รับการถกเถียงกันมาก จากการปลูกป่าชายเลน ที่ระยะหลังทางการมักแนะนำให้ปลูกต้นโกงกางใบใหญ่กันมาก แต่ต่อมาพบว่ามีข้อเสียก็มีอยู่ เช่นใบเน่าเสียย่อยสลายช้า ก็คงทำให้มีการปลูกน้อยลง และที่เป็นเหตุผลว่าการปลูกป่าชายเลนแบบเชิงเดียวก็ไม่ดีในอีกแง่หนึ่งก็คือ ปกติป่าชายเลนนั้นทำหน้าที่ดักกรองสารพิษจากมลภาวะต่างๆ นั้นเช่นพวก โลหะหนักพวกป่าชายเลนปลูกจะไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ดีเท่ากับป่าชายเลนธรรมชาติที่มีความหลากหลายกว่า ที่ปลูกมักจะปลูกอยู่ประเภทเดียวไม่หลากหลาย เนื่องจากว่าสารพิษที่มาไม่ได้มีชนิดเดียว โลหะหนักก็อาจมีหลายชนิด เช่นตะกั่ว แคดเมียม ปรอท พืชชนิดหนึ่งอาจดักสารพิษโลหะหนักชนิดหนึ่งได้ดีกว่าอีกชนิดหนึ่ง ดังนั้นการที่มีผสมผสานกันแบบธรรมชาตินั้นแหละดีแล้ว ในอ่าวนครนั้นพบว่าป่าชายเลนธรรมชาติมักจะมีผสมผสานกันดีอยู่ แต่ที่ปลูกขึ้นใหม่มักจะเป็นไม้โกงกาง ต่อไปถ้าจะปลูกก็น่าจะต้องใช้หลายชนิด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)