หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร่างกายและจิตใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร่างกายและจิตใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

การใช้พลังงานของร่างกายมนุษน์

สำหรับคนแต่ละคนที่ทำกิจกรรมหรือปฏิบัติโดยทั่วไป เช่นการเดินเข้าไปในการงานสังสรรค์หรือเดินเล่นตอนเช้า จะใช้พลังงานเทียบ เท่ากับการเปิดหลอดไฟฟ้าขนาด 120 วัตต์ (กำลังไฟฟ้า)  มนุษย์คนหนึ่งๆ จะใช้พลังงานในการดำเนินชีวิตประจำวันโดยเฉลี่ยประมาณ 2500 แคลอรี่ พลังงานที่ใช้ส่งผ่านไป(ในรูปของความร้อนในที่สุด)ราว 104 แคลอรีต่อชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากำลัง 120 วัตต์นั่นเอง

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554

ม่านตามนุษย์

ม่านตาของมนุษย์สามารถจะบอกใบ้ได้ถึงอารมณ์ถึงเจ้าของดวงตาอันมีม่านตานั้น ถ้าผู้อื่นมามองเห็นม่านตา  ถ้าเราพยายามที่จะต่อรองเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการเป็นอย่างมาก ควรจะให้สวมแว่นตาดำป้องกันไม่ให้คนอื่นเห็นโดยเฉพาะคนที่เรากำลังต่อรองอยู่ด้วย เพราะม่านตาจะถ่างออกเมื่อเราแสดงความสนใจ และทำให้เราจบลงด้วยต้องจ่ายเงินในราคาที่สูงขึ้นได้สำหรับสินค้าที่ต้องการ

มวลสมอง

มวลสมองอันอ่อนนุ่มผู้ใหญ่ในมนุษย์จะอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว แม้ว่าส่วนของสมองนี้ใช้จ่ายออกซิเจนในหลอดเลือดที่ส่งมาถึง 25 เปอร์เซ็นต์ สมองส่วนนี้ก็ไม่ได้พอโตออก หรือแยกออกตามรอยแยก หรือไม่ได้หดตัวแต่อย่างใด

หนึ่งตารางนิ้วที่ผิวหนังมีอะไรบ้าง

แต่ละตางรางนิ้วของผิวหนังมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ประมาณ 19 ล้านเซลล์ จะมีขนอยู่ประมาณ 60 เส้น มีต่อมไขมันประมาณ 90 ต่อม มีหลอดเลือดอยู่ยาวประมาณ 6 เมตรกว่า มีต่อมเหงื่อประมาณ 625 ต่อม และมีเซลล์ประสาทรับความรู้สึกประมาณ  19,000 เซลล์

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความยืดหยุ่นของชีวิต

สิ่งมีชีวิตมีความยืดหยุ่นภายในสูง ที่จะยกตัวอย่างเชิงเปรียบเทียบให้เห็นได้จากกรณีที่เกิดอุบัติทางรถยนต์ อาจมีคนตาย ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้เพราะทั้งคนตายและคนเจ็บ ได้รับแรงกระแทกเกินความยืดหยุ่นที่คนรับได้ หากเพียงหัวร้างข้างแตก แขนหักขาหักหน้ายุบ ขณะเดียวกันรถยนต์ดังกล่าวพังยับเยินดูไม่มีชิ้นดี และไม่สามารถซ่อมให้กลับมาดังเดิมได้ นอกจากเปลี่ยนอะไหล่เท่านั้น แต่สำหรับมนุษย์ที่ได้รับบาดเจ็บน้้น แม้กระดูกแตกหัก ร่างกายของชีวิตก็ยังซ่อมแซมเกือบกลับมาเหมือนเดิม


ส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์มีความอ่อนนุ่ม สามารถโค้ง งอ ยุบตัวได้ เมื่อได้รับแรงกระแทก ซึ่งมีขีดจำกัดของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนกล้ามเนื้อฉีกขาดได้ ถ้าใช้แรงเกินกำลัง หรือได้รับแรงมากเกิดขีดจำกัดที่รับได้ ส่วนสำคัญของร่างกายมีกระดูกหุ้ม เช่นปอด หัวใจ ส่วนลำไส้เป็นโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่น ตัดออกบางส่วนก็ยังทำงานได้

สิ่งมีชีวิตมีความยืดหยุ่นสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในลักษณะที่ไม่เป็นเส้นตรง หมายถึงว่า แต่ละครั้งแต่ละเวลามีการเปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับสภาพของร่างกาย และสิ่งแวดล้อม การทำงานของชีวิตจะถูกควบคุมโดย ความสัมพันธ์ที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง ความยืดหยุ่นภายในก่อให้เกิดการจัดระเบียบตนเอง อันเป็นผลจากระบบที่จัดระเบียบตัวเองไม่ได้ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อม แต่มีการตอบโต้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา การจัดระเบียบตนเองเป็นการเสริมสร้างตัวเองขึ้นใหม่ ก้าวพ้นจากตัวเองที่ตัวเองสร้างสรรค์ทางกายภาพและจิตใจ ก็โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้พัฒนาและการวิวัฒนาการ

จิตกับสมอง

ในทางพุทธศาสนาเรามีความเชื้ออย่างเน้นแฟ้นว่า องค์ประกอบของคนคนหนึ่งก็ต้องมีกายและจิตเป็นของคู่กัน กายที่ไม่มีจิตก็เหมือนกับท่อนไม้ไม่มีความรู้สึกใดๆ จิตที่ไม่มีกายก็คงสภาพอยู่ไม่ได้ ขณะที่การศึกษาทางตะวันตกยังไม่ได้ศึกษาเข้าไปในด้านจิตมากนัก ผลการกระทำทั้งหลายนั้นเนื่องมาจากสมองที่จะควบคุมให้ทำโน่นทำนี้ และแม้แต่จะคิดทำอะไรก็เป็นผลมาจากสมอง เหมือนกับว่าสมองทำให้เกิดจิตอีกที ไม่มีสมองก็ไม่มีจิตอะไรทำนองนั้น


ปัจจุบันแนวคิดทางตะวันออกนั้นมีความเชื่อว่าการกระทำทุกอย่างเนื่องจากจิตไม่เกี่ยวกับสมอง สมองเป็นกลไกทำงานต่อจากจิตอีกทีหนึ่ง เพราะจิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีความคิด อารมณ์ ความรู้สึกที่แตกต่างกัน มีความอยากความต้องการก็ไม่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้เป็นอาการทางจิตไม่เห็นว่าจะเกี่ยวกับสมองตรงไหน ในทางพุทธศาสนาได้แบ่งออกเป็น 5 เรื่องหลักที่เกี่ยวข้องกับกายและจิต โดยเฉพาะสังขารขันธ์เป็นผลการกระทำจากขันธ์ทั้งหมด ซึ่งแบ่งออกเป็นกายสังขาร วิจีสังขาร และจิตสังขาร ซึ่งเป็นความคิดที่เจตนาจงใจที่กระทำทางกาย ทางวาจา และทางจิต รวมแล้วก็เป็นเรื่องของจิต ส้งขารขันธ์เกิดขึ้นก็เพราะมีเวทนา และที่มาของเวทนาที่เป็นเหตุเป็นผลโดยไม่พูดถึงสมองเลย

สำหรับกลุ่มที่อธิบายด้วยสมองที่เห็นได้ชัดหากสมองถูกทำลาย ก็จะทำให้ความคิดความอ่านเสียหายไปเลย หากเสียหายมากก็เหมือนกับคนที่เป็นเจ้าหญิงนิทรา เป็นร่างกายที่มีชีวิตแต่ไม่มีจิตอยู่แล้วคือไม่มีความรู้สึกรับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น ในกรณีสมองเสื่อมกลุ่มที่อธิบายด้วยสมองก็บอกว่าสมองบางส่วนเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายไปจึงทำให้สูญเสียความจำกลายเป็นคนที่จำอะไรไม่ได้กลับเข้าสู่วัยทารกที่ยังไม่พัฒนา ในทางพุทธศาสนานั้นก็ยังคงอธิบายได้ด้วยขันธ์5 ตามหลักสมุปบาท ความจำที่จำเป็นต่อสติปัญญา แต่ไม่ได้บอกว่าสมองเป็นส่วนทำให้เกิดความคิดและมีความจำ แต่จิตที่พัฒนาแล้วที่ก่อให้เกิดปัญญาที่ทำให้รู้ว่าสมองทำงานอย่างไรบ้าง ความคิดอันเป็นสังขารส่งผลให้สมองทำงาน หรือสมองส่งผลให้เกิดความคิด ก็แล้วแต่จะเชื่อกันแต่ที่เป็นไปได้ทั้งสองฝ่ายก็คือ กายที่ดีก็ส่งผลต่อความคิดและสติปัญญา ดังเช่นที่พระพุทธองค์ทรงเลิกอดอาหารใช้ทางสายกลางจึงเข้าสู่การตรัสตรู้ที่รู้แจ้งได้

ร่างกายมนุษย์ที่น่าอัศจรรย์

ร่างกายมนุษย์นับได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สรรสร้างมาไว้ให้ ทำไมถึงกล่าวว่าธรรมชาติเป็นผู้สร้างสรรค์ เพราะมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แม้ว่าการศึกษาจะช่วยให้มนุษย์พัฒนาด้านอื่นๆ ให้มนุษย์ได้อยู่อย่างสดวกและสบาย แต่ในกระบวนการสืบพันธ์ของมนุษย์ชาติก็ไม่ได้ต่างไปตั้งแต่มนุษย์ยุคเริ่มแรกเท่าใดนัก และเท่าที่มนุษย์จะมีการบันทึกมนุษย์ก็เป็นอยู่อย่างนี้อยู่แล้ว ทำให้มีกลุ่มคนที่เชื่อว่ามนุษย์ได้ได้เกิดมาจากการวิวัฒนาการแต่ แต่เป็นเพราะมีผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่เกิดกว่าจะจินตนาการ ที่สร้างสรรค์สิ่งมีชีวิตที่แปลกแตกต่างๆ ต่างมีวิธีการเพื่ออยู่รอดของตนเอง

เรายังไม่สามารถที่จะสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นเองทั้งหมด พิจารณาการที่เราจะสร้างสิ่งมีชีวิตให้เล็กมากเช่นแมลงหวี่ มด ไร เราก็ยังทำไม่ได้ถึงทำได้ก็ต้องลงทุนมหาศาล รางกายมนุษย์มีความซับซ้อน หากเราเข้าใจกลไกทั้งหมดของร่างกายเราเอง มีผู้เปรียบว่าร่างกายเราเหมือนกับจักรวาลที่จำลองมา หากเราเข้าใจทั้งหมดก็เท่ากับทำให้เข้าใจจักรวาลด้วย สอดคล้องกับที่ไบออล วัตสัน เคยกล่าวไว้ว่า "พวกเราทุกคนเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่เคลื่อนที่ ของเหลวในร่างกายเราจำลองแบบมาจากทะเลมหาสมุทรในพรรพกาล ที่ซึ่งเราเติบโตขึ้นหลังจากเป็นอิสระภาพจากดินโคลนแล้ว" 

ด้วยความซับซ้อนของชีวิตกล่าวได้ว่ายังไม่มีใครสร้างสัตว์ที่มีชีวิต ให้ทำงานได้เหมือนทุกประการ และใช้งานได้จริง แค่สร้างนกให้มีปีกบินได้ก็ยังยาก ที่เราสร้างให้บินได้นั้นอยู่ในรูปแบบอื่นๆ ที่ให้มีการเคลื่อนไหวเหมือนนกจริงๆ เราก็ยังทำไม่ได้ แม้ว่าเราจะสร้างเครื่องบินได้เร็วเท่าแสง และบรรทุกสิ่งของได้มากมาย แต่ที่จะให้บินได้เหมือนนกจริงๆ นึกจะบินไปที่ไหนก็ทำได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานจากภายนอกมาช่วย

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ควอนตัมทางจิต

ไอน์สไตย์เป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นถึงควอนตัมของพลังงานจากการทดลองเรื่องโฟโตอิเลคตริกเอ็ฟเฟ็ค ทำให้ทราบว่าพลังงานมากน้อยของอิเลคตรอนแต่ละอนุภาคขึ้นอยู่กับความถี่แสง พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาไม่ได้มีค่าต่อเนื่อง แต่เป็นค่าเฉพาะพื้นฐานที่เรียกว่าควอนตัมของพลังงาน เป็นหน่วยหรือก้อนพลังงาน ค่าจำกัดค่าหนึ่ง ไม่ใช่เป็นค่าอะไรก็ได้

ในทางจิตตามขันธ์ 5 คือนามขันธ์อันประกอบด้วย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญาณ แต่ระอย่างเป็นองค์ประกอบทางจิต โดยสรุปเวทนาคือความรู้สึก สัญญาคือความจำ สังขารคือความคิด และวิญญาณคือตัวรับรู้ ในกระบวนการของจิต ตั้งแต่อายตนะทั้ง 6 คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เราทราบกันดีตาทำให้มองเห็นภาพ หู้ได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น และกายรับสัมผัส ใจรับอารมณ์หรืออาการของจิต

การที่จะเข้าใจกระบวนการทางจิตต้องทำความเข้าใจการทำงานสัมพันธ์เชื่อมโยงของนามขันธ์ ซึ่งการแตกดับของจิตเกิดขึ้นเร็วมากและจำนวนมากอาจเรียกว่าเป็นดวงจิตที่เกิดขึ้นเร็วมากจนใช้สติตามไม่ทัน ในแง่นี้ก็คือเปรียบเสมือนเป็นควอนตัมของจิต นั่นคือเมื่ออายตนะรับสัมผัสมาก่อให้เกิดความรู้สึกแล้วนั้น ก่อให้เกิดการจำตามด้วยความคิดที่ปรุงแต่งของสังขารเกิดอารมณ์รับรู้โดยวืญญาณ ในการเกิดอารมณ์นั้นรวดเร็วที่มีจิตมารับเห็นเหมือนดังจิตที่เกิดดับมารับเป็นทอดๆ การเกิดอารมณ์ก็เกิดขึ้นที่ละอารมณ์ แต่เพราะเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่อาจแยกได้สภาพการเกิดอารมณ์ที่ละอย่างนั้นก็เป็นเสมือนควอนตัมของจิต พอสรุปได้ 3 ขั้นตอนคือ

1 การรับอารมณ์ ดีไม่ดีหรือเฉยๆ โกรธ เกลียดหรือรักชอบ

2 อารมณ์ตั้งอยู่ แปรปรวนอยู่ท่ามกลาง ในขั้นตอนนี้ก็จะปรุงแต่งให้มากขึ้น

ทำให้ไม่สามารถลบออกจากใจได้

3 อารมณ์ดับไป เช่นอารมณ์เดิมดับไป เกิดอารมณ์ใหม่ปรุงแต่งแล้ว ทำให้เกลียดมาขึ้น หลงไหลมากขึ้นก็มีดวงจิตใหม่มารับไป เป็นการปรุงแต่งของสังขาร

จะเห็นว่าการเกิดดับของจิตเป็นวัฏจักร ที่รับอารมณ์ใหม่ที่ละอารมณ์จนเราตามไม่ทันเป็นไปโดยอัตโนมัตินั่นเอง ในการปฏิบัติธรรมนั้นเรามุ่งที่จะควบคุมความคิดหรือสังขารให้เป็นไปในทางที่ดีไม่ปรุงแต่งก็จะทำให้จิตสงบได้

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

ภาพเคลื่อนไหวปริศนา

ให้ดูภาพเคลื่อนไหวที่แสดงต่อไปนี้ แล้วมองให้ออกว่าเป็นภาพหมุนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกา

คำเฉลยก็คือเกี่ยวกับการทำงานของสมองซีกซ้ายและขวา ที่ใช้ทำงานแตกต่างกันยามใดที่ใช้สมองซีกใดมากก็จะทำให้หมุนไปด้านนั้น มากกว่า แต่เมื่อใช้อีกซีกหนึ่งในบางครั้งก็จะหมุนไปอีกด้านหนึ่ง

อ้างอิงดูรายละเอียดที่ ให้ดูภาพเคลื่อนไหวที่แสดงต่อไปนี้ แล้วมองให้ออกว่าเป็นภาพหมุนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกา

คำเฉลยก็คือเกี่ยวกับการทำงานของสมองซีกซ้ายและขวา ที่ใช้ทำงานแตกต่างกันยามใดที่ใช้สมองซีกใดมากก็จะทำให้หมุนไปด้านนั้น มากกว่า แต่เมื่อใช้อีกซีกหนึ่งในบางครั้งก็จะหมุนไปอีกด้านหนึ่ง

หากมองแล้วไม่เคลื่อนไหวให้ คลิกที่นี่



อ้างอิงดูรายละเอียดที่ http://www.iwillchangeyourlife.com/2007/11/16/left-or-right/

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

จุดแห่งความสุข

นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ขั้วไฟฟ้าอิเลคโตรด หยั่งไปที่ตำแหน่งศูนย์กลางความสุขในสมองของหนู  ทำให้หนูกดคานมากกว่า 4,8000 ครั้งต่อวัน เพียงเพื่อจะได้รับการกระตุ้นด้วยการช็อคด้วยไฟฟ้าที่จุดแห่งความสุข ซึ่งประหนึ่งว่าทำให้มันสามารถมีความสุขได้  การที่หนูเลือกเพื่อให้เกิดการกระตุ้นที่จุดตำแหน่งนั้นของสมองมากกว่าที่จะ กินน้ำ อาหารหรือการมีเซ็กส์   ยังไม่ทราบว่าหากในกรณีของคน การกระตุ้นด้วยไฟฟ้าที่ตำแหน่งแห่งความสุขแล้วถึงกับทำให้คนลืมกินน้ำ อาหาร และการมีเซ็กส์จริงหรือไม่  ถ้าเป็นจริง โดยวิธีนี้จะเป็นการบำบัดโรคกินอาหารมากเกินไปได้  โดยการกระตุ้นจุดแห่งความสุขนี้ นอกจากจะมีความสุขแล้วยังช่วยไม่ให้อ้วน เพราะไม่อยากอาหารเลย  ผู้เขียนยังไม่พบรายงานที่ทดลองในคนพบ เมื่อไรก็จะได้มาเล่ากันต่อ

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รู้จักเลือดของคุณ

เลือดคิดให้เป็นเนื้อเยื่อของร่างกายอย่างหนึ่ง หรือบางครั้งเรียกว่าเป็นอวัยวะที่เป็นของเหลวของร่างกาย ทำหน้าที่นำอาหารและออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่ออื่นๆ นำเอาของเสียที่เกิดจากการทำงานของส่วนต่างๆของร่างกายออกมา เลื่อดมีความหนืดเหนี่ยวมากกว่าน้ำ 4.5- 5 เท่า ที่อุณหภูมิเดียวกัน ถ้าชิมรสเลือดจะค่อนไปทางเค็มมีกลิ่นคล้ายพวกโลหะ มีสภาพเป็นด่างเล็กน้อยมีค่า pH อยู่ในช่วง 7.35 - 7.45 (จากเลือดที่อยู่ในหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงตาม ลำดับ) ที่ขณะเวลาหนึ่ง มนุษน์ที่เป็นผู้ใหญ่แล้วจะมีเลือดอยู่ในร่างกายราว 5.5 ลิตร อันเป็นเลือดที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกาย โดยเลือดจะไหลไปตามท่อที่เรียกว่าหลอดเลือด คือหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำ และหลอดเลือดฝอย โดยมีเครื่องปั๊มหลักคือหัวใจ เลือดนำของเสียที่เป็นผลของการทำงานส่วนต่างๆ หรือจากเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายในอวัยวะต่างๆ ที่ขับของเสียออกนั่นเอง และขณะเดียวกันนำออกซิเจนและสารเคมีที่จำเป็นมาให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายด้วย

รุ้จักกระดูกของคุณ

มีกระดูกอยู่ทั้งหมด 206 ชิ้นที่ประกอบเป็นโครงกระดูกของมนุษย์ กระดูกจำนวนมากที่มีส่วนทำร่างกายเคลื่อนที่จากการที่กล้ามเนื้อหดตัวดึงให้กระดูกเคลื่อนที่อีกที ส่วนประกอบของกระดูกเป็นแคลเซี่ยมและบรรจุไขกระดูกไว้ (bone marrow) ซึ่งเป็นที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด (platelets) แบ่งกระดูกของร่างกายมนุษย์เป็นสามชนิดคือ 1)กระดูกยาว (cortical) เช่นกระดูกที่แขนขา ซึ่งสามารถรับน้ำหนักมากๆได้ 2)กระดูกแผ่นแบน (compact) เช่นกระดูกตะโภค กะโหลก ซึ่งซ้อนกันเพื่อความแข็งแรง 3)กระดูกที่เป็นข้อปล้อง (trabecular) เช่นกระดูกสันหลัง (spine) เป็นกระดูกที่มีลักษณะผสมระกว่างกระดูกยาวและกระดูกแบน ส่วนกระดูกอ่อน (Cartilage) มีความยืดหยุ่นแต่พบว่าเป็นสารที่แข็งแรง พบที่ข้อต่อ จมูก ใบหู ส่วนเอ็น (ligaments) ที่นุ่มกว่าเป็นเนื้อเยื่อที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าที่ยึดกระดูกเข้าด้วยกัน

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความโน้มเอียงของความรู้สึก

คนปถุชนคนธรรมดายังมีความรู้สึก อารมณ์ หรือเกิดเวทนาซึ่งทั้งนี้และทั้งนั้นเกิดจาก การที่เรามีผัสสะกับสิ่งที่มากระทบ




เวทนาเกิดจากผัสสะ เวทนาแบ่งออกได้ 3 อย่างได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ถ้ามีเวทนาก็มีตันหาหรือมีความอยากไปตามความหมายของเวทนา



การมีสุขเวทนาสิ่งที่มากกระทบได้รับความพึงพอใจ มีความยินดี ทำให้ให้ยึดติด อยากให ้ มีเช่นนี้ต่อไป หรือมีให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป มีแนวโน้มให้เกิดความละโมบโลภมาก

ทุกข์เวทนาทำให้เกิดความไม่พึงพอใจทำให้เกิดโทษะ เกิดความ โกรธ ไม่อยาก ให้้มีไม่อยากให้เกิด ขุ่นข้องหมองใจ ทำให้เกิดการทำล้ายล้างกันได้ง่าย

อทุกขมสุขเวทนา หรือกล่าวได้ว่ารู้สึกทั้งทุกข์และสุขคละเคล้ากันไป ไม่ถึงกับเฉยๆ กลางๆทำให้ลังเลสงสัยเกิดโมหะความโง่ขึ้นได้

ถ้าไม่มีผัสสะก็จะไม่มีโลกที่กระทบผิวหนัง ใจรู้สึกอย่างไรเป็นโลกที่ใจสัมผัสและรู้สึกหรือใจสร้างขึ้น ถ้าไม่มีผัสสะโลกก็จะไม่มี กายหูจมูกลิ้นกายใจไม่ทำหน้าที่จะไม่มีโลก โลกทั้งปวงมาจากผันสะ จะตัองใชปัญญาจึงจะเห็นได้คนที่มี เวทนาจะต้องแก้ด้วยอริยะสัจสี่ เมื่อมีผัสสะจะต้องดูว่ามีวิชชาหรืออวิชชาซึ่งไม่มีความรู้แจ้งที่ถูกต้อง ไม่มีผัสสะไม่มีโอกาสเกิดทั้งวิชชาและอวิชชา กรรม การกระทำทุกอย่างเนื่องมาจากผัสสะ ที่ทำให้เกิดเวทนาต่างๆกัน เกิดการกระทำกรรมทั้งหลาย ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว จึงกล่าวได้ว่ากรรมทั้งปวงมีผัสสะเป็นปัจจัย

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สะกดจิต เหตุเกิดที่เขามหาชัย

เมื่อก่อนเชื่อกันว่าถ้าใครจะสะกดจิต (hypnosis) คนอื่นได้นั้นมักจะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจจิตเหนือกว่า เป็นการออกคำสั่งไปที่จิตใต้สำนึก (subconscious) แล้วจิตใต้สำนึกจะตอบสนองต่อการบอกเล่าและสั่งการ ให้เป็นไปตามที่ผู้ที่สะกดต้องการ การสะกดจิตจะควบคุมพฤติกรรมให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ซึ่งนำมาใช้ในทางการแพทย์ ให้เปลี่ยนพฤติกรรมจากเชิงลบเป็นเชิงบวก ให้เลิกเหล้าบุหรี่ เป็นเทคนิคช่วยลดความเคียด สร้างความมั่นใจในด้านต่างๆ และการช่วยให้นอนหลับได้สนิทโดยไม่ต้องใช้ยาเป็นต้น


เมื่อ 30 ปีมาแล้วเมื่อผมมารับราชการใหม่ๆ ในปีแรกเมื่อครั้งยังเป็นวิทยาลัยครู ผู้เขียนมีประสบการณ์ ที่จำได้ว่าทางมหาวิทยาลัยเคยเชิญ นักสะกดจิตถ้าจำไม่ผิดชื่อว่า ผัน วิสูตร มาพูดให้นักศึกษาฟังเรื่องการละลึกชาติโดยการสะกดจิต ทั้งห้องประชุม และในภาคกลางคืนก็ให้อาจารย์ ได้เข้าร่วมในการศึกษาการสะกดจิตด้วย

สำหรับในภาคกลางวันที่หอประชุมนั้น นักศึกษาก็นั่งฟังวิทยาการพูดคล้อยตาม ในลักษณะที่ว่าให้ทำใจให้สะบายแล้วคิดตามไป ว่าแต่ละคนนั้นค่อยๆ ย้อนกลับไปในวัยเด็ก พ่อแม่เคยเลี้ยงดูอย่างไร ให้ความรักอย่างไร้ อาบน้ำป้อนข้าวอย่างไรกว่าจะโตขึ้นมาในปัจจุบัน แล้วต่อไปก็ให้ย้อนกลับไปในวัยทารก แล้วถอยกลับไปในอดีตและให้ทราบว่าตัวเองเคยมีความผู้พันธ์กับพ่อแม่มาอย่างไร เมื่อผู้สะกดให้ตื่นขึ้นมาถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด มีนักศึกษาจำนวนมากเมื่อรู้สึกตัวบ้างก็ร้องให้ รู้สึกสงสารญาติมิตร พ่อแม่ พี่น้องที่ตกระกำลำบาก ตามที่ผู้สะกดจิตให้ถอยไปละลึกชาติได้ เป็นที่น่าทึ่งอยู่เหมือนกัน นักศึกษาก็คงไม่หลอกลวงแกล้งร้องให้เป็นแน่

ในกระบวนการสะกดจิตที่ได้ร่วมอยู่ด้วนนั้น เมื่อระลึกชาติไปในอดีตแล้วก็ให้ถอยกลับมาปัจจุบันแล้วให้ไปนมัสการพระบรมธาตุเจดีห์ และจากนั้นก็นำเข้าสู่อนาคตว่านักศึกษาแต่ละคนนั้นในอนาคตจะเป็นอะไรด้วย หลังจากนักศึกษาตื่นจากภวังค์แล้ว ขณะนั้นผมเป็นอาจารย์หอพัก และเพิ่มมาทำงานที่วิทยาลัยครูเป็นปีแรก มีนักศึกษาที่เป็นประธานหอพักที่ผมดูแลอยู่ชื่อว่า นายไสว ทองปานดี ผมก็ถามว่าย้อนกลับไปในอดีตเป็นอะไรบ้าง นายไสวก็ตอบผมแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก แต่เมื่อถามว่าแล้วอนาคตละเป็นยังไง นายไสวก็ตอบว่าจะได้เป็นอาจารย์มาสอนที่วิทยาลัยครู หรือมหาวิทยาลัยราชภัฎ ผมก็รออยู่ว่าเมื่อไรนายไสวจะกลับมาเป็นอาจารย์ที่นี่ ก็ยังไม่เห็นวี่แวว และถ้าใครทราบว่านายไสวยังอยู่เป็นครูอยู่ที่สถาบันไหนช่วยบอกด้วยครับจะได้รู้ว่า การสะกดจิตนอกจากละลึกชาติได้แล้วยังรู้อนาคตอีกด้วย

สะกดจิต เหตุเกิดที่เขามหาชัยตอน 2

ในตอนที่แล้วจะเห็นว่าสามารถที่จะสะกดจิตหมู่ได้ และกลุ่มของอาจารย์หลายท่านขณะนั้นก็ได้ติดต่อวิทยากร คุณผัน วิสูตร ให้มาบรรยายและสะกดจิตเฉพาะกลุ่มของอาจารย์ จำได้ว่าอยู่ที่ห้องติดกับห้องโสต (320)ขณะนี้ ปกติแล้วก่อนเริ่มสะกดจิตจริงๆ ถ้าเป็นการสะกดจิตแต่ละบุคคลตามที่เราเคยดูในภาพยนต์ จะสะกดใครก็ให้เขาสนใจไปที่จุดเดียวก่อน เช่นให้มองที่แสงไฟฉายขนาดเล็กที่เตรียมไว้ หรือให้พูดตาม หรือให้ทำตามที่บอก จากนั้นเมื่อเข้าสู่จิตใต้สำนึก ผู้สะกดจิตก็จะถามเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นก็ได้ ใช้ในกระบวนการสอบสวนบางอย่างได้


ขณะนั้นเมื่ออาจารย์มาพร้อมกันแล้ววิทยากรก็ดึงดูดความสนใจของพวกเรา ด้วยการให้พิจารณาตามที่วิทยากรบอก ด้วยการเริ่มพิจารณาตั้งแต่ผ่าเท้าขึนมาโดยพูดเสียงที่ชวนทำตามว่า กล้ามเนื้อฝ่าเท้าจงผ่อนคลาย ขณะนี้กล้ามเนื้อฝ่าเท้าผ่อนคลายแล้ว รู้สึกสบาย แล้วขยับไปอวัยวะของรางกายต้องไป กล้ามเนื้อ น่อง ขา หน้าท้อง หน้าอก แล้วไปที่ตา หลังจากกล้ามเนื้อตาจงผ่อนคลาย กล้ามเนื้อตาผ่อนคลายแล้วรู้สึกสบาย หนังตาหนักแล้ว...จงหลับ และจงหลับลึกยิ่งขึ้น ถ้าหากใครที่ตกอยู่ในอำนาจสะกดจิตแล้วก็จะเป็นไปตามที่ผู้สะกดจิตบอกหรือสั่งให้ทำ แต่คำสั่งนั้นคงกระโชกโฮกฮากไม่ได้

ในบรรดาอาจารย์ที่เข้าร่วมให้เขาสะกดจิตก็มีผมคนหนึ่ง พยายามที่จะทำตามคำบอกทุกอย่าง แต่ก็รู้สึกว่าไปไม่ถึงไหน เขาให้หลับก็ไม่หลับ แต่ก็สงบขึ้นเล็กน้อย และผมก็ไม่แน่ใจว่าใครบ้างที่คล้อยตามไปตามคำบอกของผู้สะกดจิต เมื่อผมลองพิจารณาแบบคิดเอาเองก็เป็นไปได้ว่าถ้าบอกว่า ถูกสะกดจิตไปตามคำสั่งทุกอย่างก็กลัวว่าถูกหาว่าจิตอ่อนถูกชักจูงได้ง่าย กลัวเสียฟอร์มตามคำวัยรุ่น แต่ผมไม่ได้คิดว่าจะเสียฟอร์มอะไร แต่มันเป็นธรรมชาติที่ สำหรับเด็กวัยรุ่นเยาวชน หรือนักศึกษาขณะนั้นเป็นเหมือนผ้าขาว ที่จะเชื่อจะใส่อะไรให้เขาจะรับได้ง่าย แต่สำหรับอาจารย์นั้นอาบน้ำร้อนมาก่อน มีภาวะหน้าที่การงานในรับผิดชอบเยอะ อาจจะคิดโน่นคิดนี้ ทำใจให้ใครชักจูงยากหน่อย

อย่างไรก็ตามวิทยากรก็ทิ้งท้ายไว้อย่างหนึ่งและนำมาใช้ปฏิบัติได้ผลดี นั่นก็คือการสะกดจิตตนเอง ก็ช่วยทำให้ใจสงบได้จริงผมทดลองมาแล้ว ช่วยให้การนอนหลับง่ายดายขึ้น แทนที่ให้คนอื่นมาบอกให้ทำ เราก็บอกตัวเราเองให้ทำตาม ก็เริ่มมาจากกล้ามเนื้อเท้า ไปเรื่อยจนถึงกล้ามเนื้อตาแล้วสั่งให้หลับ ทำบ่อยๆ บางคนยังไม่ถึงกล้ามเนื้อตาก็หลับไปแล้ว เพราะทุกครั้งพูดถึงกลามเนื้อใดเราก็จะคิดถึงสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว ทำบ่อยๆ จะทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าถอดจิตตัวเองได้ มายืนดูตัวเองนอนอยู่

การประยุกต์อีกทางหนึ่งไม่จำเป็นต้องบอกกล้ามเนื้อตามลำดับเราอาจจะจับจุดใดของร่างกายก็ได้ แล้วเพ่งไปที่จุดนั้นขณะหลับตา ไม่ว่าท่านจะอยู่ในท่าไหนจะสมดุลย์เอียงตัวอย่างไร ก็ให้คิดแค่ว่าขณะนี้ตัวเอียง รู้สึกจากการคาดหรือจิตนาการได้ว่าน่าจะเป็นลักษณะอย่างไรและ แล้วลองนึกถึงส่วนอื่นๆ ว่าอยู่อย่างไรรู้สึกอย่างไร ไปเรื่อยๆ ทำบ่อยๆ แล้วจะรู้ถึงความสงบแห่งจิต โดยไม่ต้องไปใช้เครื่องมือที่ไหนก็ใช้ร่างกายของเรานี่แหละเป็นตัวศึกษา

การใช้ประโยชน์จากการสะกดจิตที่นึกไม่ถึง

การสะกดจิตที่ผู้เขียนเล่ามานั้นเป็นเหตุเกิดที่เขามหาชัย ผู้เขียนก็คิดว่าผลของการมาสะกดจิตนั้นก็ให้ผลไปในทางดีคือคิดในแง่บวกไว้ว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่สะกดจิตไปละลึกชาติได้ และการสะกดจิตให้ทราบล่วงรู้ถึงอนาคตได้ อาจทำให้เป็นคนที่กลับตัวเป็นคนดีมีจิตใจที่มีเมตตาขึ้น หรือไม่ก็อาจเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เป็นไปเหมือนอนาคตตามที่ถูกจูงจิตไปจากการถูกสะกดจิต ซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง ตามความคิดของผู้เขียนก็ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น เพราะเรื่องในอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน


การใช้ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงนั้นเป็นเรื่องที่ ผู้เขียนเล่าเรื่องสะกดจิตที่เขามหาชัยให้อาจารย์ท่านหนึ่งฟังแล้ว ปรากฏว่าอาจารย์ท่านนี้ก็เล่าให้ฟังว่า คงจะเป็นอาจารย์คนเดียวกันที่มาสะกดจิตที่โรงเรียนสมัยที่เขาเป็นนักเรียน ซึ่งวิธีการก็ใกล้เคียงกันทุกอย่างผู้เขียนก็เลยถามว่า แล้วถูกสะกดจิตให้ย้อนไปในอดีตอนาคตอย่างไร ท่านก็เล่าให้ฟังว่าเหมือนกับหลับไปก่อนเพื่อนแต่ก็ไม่หลับจริง ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นแต่พอเห็นเพื่อนๆ ละลึกชาติกันได้ ก็เลยคิดขึ้นมาได้ทันทีว่าน่าจะได้ผลถ้าจะนำไปใช้จีบสาวๆ ว่า "เออนี่นะตอนที่ไปในอนาคตนะดูเหมือนว่าฉันจะได้เป็นแฟนกับเธอนะ" ผมก็กลัวเสียมารยาทไม่ได้ถามต่อว่าจีบสาวได้สำเร็จหรือเปล่า ผมคาดไม่ถึงจริงๆ ครับสำหรับการประยุกต์ใช้การสะกดจิตในครั้งนี้

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เรื่องของคนที่คุณอาจยังไม่ทราบ

คนถนัดซ้ายจะเปิดขวดโหลได้ง่ายกว่าคนถนัดขวา ทั้งนี้เพราะเราต้องหมุนขวดทวนเข็มนาฬิกาโดยใช้แขนซ้าย แต่แน่นอน คนถนัดขวาปิดขวดได้แน่นกว่าเพราะต้องหมุนตามเข็มนาฬิกา


กระดูกที่แข็งที่สุดคือฟัน และเช่นกัน กล้ามเนื้อที่แข็งแรงมากที่สุดคือ ลิ้น

ตาของคนนั้นแทบจะไม่เปลี่ยนขนาดตั้งแต่เราเกิด แต่จมูกและหูไม่เคยหยุดเจริญเติบโต

พื้นที่ผิวของปอดคนกว้างเท่าสนามเทนนิส

เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะจักจี้ตัวเอง ถ้าทำอย่างนั้น สมองส่วนเซเรเบลลัมจะสั่งการให้สมองส่วนอื่นรู้ว่าคุณกำลัวจักจี้ตัวเอง และเมื่อสมองทุกส่วนรู้ก็จะไม่สั่งการตอบสนองการจักจี้(ตัวเอง)นั้น

เด็กหัวเราะ400ครั้งต่อวัน ในขณะที่ผู้ใหญ่หัวเราะเพียง15ครั้งต่อวันโดยเฉลี่ย

โดยเฉลี่ยเด็กที่เกิดในเดือนพฤษภาคมจะมีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่าเด็กที่เกิดในเดือนอื่น 200กรัม

รูจมูกของคนแต่ละข้างแยกแยะกลิ่นได้ต่างกัน เราจะรับกลิ่นได้หอมกว่าหากใช้รูจมูกข้างขวา แต่เราจะแยกแยะกลิ่นได้ดีกว่าหากใช้รูจมูกด้านซ้าย

คนเราเมื่อแรกเกิดมีกระดูก 350 ชิ้น แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะเหลือ 206 ชิ้น ทั้งนี้เพราะกระดูกหลายชิ้นเชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว

เด็กทารกทุกคนตาบอดสีเมื่อแรกเกิด

ร่างกายจะผลัดหนังกำพร้า หมื่นล้านแผ่น ทุกๆวัน