หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทย์ของโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทย์ของโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภูเขาที่สูงกว่ายอดเขาเอเวอเรส

ถ้าวัดความสูงของภูเขาจากฐานของภูเขาแล้วภูเขาที่สูงที่สุดไม่ใช่ยอดเขาเอเวอเรสท์ แต่เป็นเกาะฮาวายทั้งเกาะ (Hawaii) ซึ่งเป็นภูเขาทั้งลูก ยอดที่สูงสุดคือ Mauna Kea ซึ่งสูง 13784 ฟุตจากระดับน้ำทะเล และเมื่อนับความสูงจากก้นทะเลขึ้นมาถึงระดับน้ำทะเลวัดได้ 18000 ฟุต ดั้งนั้นจากฐานไปถึงยอดจะมีความสูงมากกว่า 31000 ฟุต ขณะยอดเขาเอเวอเรสท์สูงสุดที่ 29000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล แต่ในความเป็นจริงนั้นยอดเขาเอเวอเรสท์นั้นยกสูงจากที่ราบสูงขึ้นไป 17000 ฟุตขณะที่ฐานของที่ราบสูงเองสูง 12000ฟุต
อ้างอิง  Isaac Asimov's book of facts

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ดวงจันทร์เคลื่อนมาใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 19 ปี

ใน วันที่ 19 มีนาคมที่จะถึงนี้ ดวงจันทร์และโลกต่างเคลื่อนที่มาใกล้กันมากที่สุดในรอบ 19 ปี ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เห็นดวงจันทร์ดวงโตกว่าที่เคยเห็นและส่ว่างขึ้นมากกว่า ที่เคยเห็น ทำให้มีคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Super Moon ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ง่ายๆ วัตถุที่เคลื่อนที่ห่างออกไปจะมองเห็นว่ามีขนาดเล็กลง และเมื่อเคลื่อนที่เข้ามาใกล็ก็จะมองเห็นมีขนาดโตขึ้น เช่นเดียวกับความสว่างมากน้อยหรือการวัดความเข้มแสงจากวัตถุ(ดวงจันทร์)จะ แปรตามระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์ (ระหว่างวัตถุที่แปล่งแสงกับตำแหน่งที่มองหรือวัดความเข้มแสง) ซึ่งระยะทางยิ่งน้อยก็จะยิ่งมีความเข้มสูง หลักการณ์นี้นิวตันได้ค้นพบไว้นานแล้วเป็นกดผกผันยกกำลังสอง เช่นระยะทางเข้าใกล้ลดลงครึ่งหนึ่งความเข้มแสงจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า

เหตุการณ์พระจ้นทร์เต็มดวงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคมที่จะถึงนี้ หลายคนก็ออกมาทำนายว่าจะเกิดเหตุร้ายๆ เสียมากกว่าไม่ค่อยมีใครทำนายว่าจะเกิดผลดี ซึ่งในความเป็นจริงนั้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้ามาใกล้โลกแน่นอนว่าจะ เกิดแรงดึงดูดระหว่างโลกและดวงจันทร์เพิ่มมากขึ้นตามกฏแรงดึงดูระหว่างมวล แรงจะมากน้อยแปรตามระยะทางระหว่างโลกและดวงจันทร์ ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งมีแรงดึงดูดระหว่างกันมากเช่นเดียวกับกฏผกผันกำลังสองของ ความเข้มแสงที่กล่าวแล้ว การมีแรงดึงดุดเพิ่มมากขึ้นจึงมีโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติจึงเป็นไปได้สูง เช่นเกิดภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว การเกิดคลื่นลมแรง และพายุ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

สำหรับวันที่ดวงจันทร์ไม่ได้เคลื่อนมาใกล้โลกมากที่สุดก็ ยังเกิดภัยพิบัติได้ และโดยเฉพาะในวันที่พระจันทร์เต็มดวง ในบางประเทศมีหลักฐานเป็นสถิติชัดว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยกว่าวันปกติ โรงพยาบาลต้องเตรียมรับมือก่อนที่จะถึงวันพระจันทร์เต็มดวงก็มี


   .......................................................................

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กำเนิดโลก

โลกของเราก่อตัวขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับดวงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์ควบแน่นจากหมอกแกสระหว่างดาว จะมีสารหลงเหลืออยู่จำนวนไม่มากที่เคลื่อนที่หมุนรอบเป็นวงรูปทรงภายนอกเป็นรูปทรงจาน (disk) อันเป็นส่วนแกนหลัก ทฤษฎีที่เรายอมรับกันในปัจจุบันคือภายในจาน แรงโน้มถ่วงช่วยให้สารต่างๆอันเป็นองค์ประกอบยึดโยงเข้าด้วยกันกลายเป็นสิ่งที่นักดาราศาสตร์เรียกกันว่า ดาวเคราะห์เริ่มก่อตัว(planetsimals) ประกอบด้วยหิน และของเหลวที่แข็งตัว จากขนาดไม่กี่ฟุตไปจนถึงเส้นผ่าศูนย์กลางหลายกิโลเมตร ดาวเคราะห์เริ่มก่อตัวเหล่านี้เริ่มที่จะคงอยู่ด้วยกัน ก่อตัวเป็นดาวเคราะห์รวมทั้งโลกของเรา

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

ทรัพยากรอุกาบาต

ลูกอุกาบาตเป็นแหล่งแร่ที่สำคัญของมนุษย์ชาติ เมื่อโลกเริ่มก่อตัวนั้นได้เข้าสู่ขั้นตอนที่เป็นสารหลอมเหลว และมีสารที่หนักเช่นเหล็กได้จมลงไปสู่ใจกลาง  สิ่งที่อยู่ที่พื้นผิวคือแร่ธาตุที่เราทำเหมืองขุดขึ้นมาใช้ ไม่มากก็น้อยมีแหล่งสะสมสุดท้ายเป็นแหล่งสำรองไว้ แอสเตอร์รอยด์ (Asterroids) อันเนื่องจากที่ไม่เคยเข้ามามีส่วนกับดาวเคราะห์ไม่เคยเข้ามาสู่กระบวนการเกิดดาวเคราะห์ ผลก็คือแอสเตอร์รอยด์มีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ 

ที่ผิวพื้นของโลกประกอบไปด้วย เหล็ก นิเกิล โคบอลท์ ทอง และโลหะหนักอื่นๆ ตามที่มีการให้ข้อคิดเห็นกันไว้ว่ามี ธาตุสารเพียงพอในแอดเตอร์รอยด์หนึ่งๆ ที่ให้มนุษย์นำไปใช้ได้นับร้อยๆ ปี  แม้แต่อัตราการบริโภคในปัจจุบันก็ตาม จากการคำนวณในปัจจุบันโดยประมาณ คุณค่าของแร่ธาตุในดาวเคราะห์น้อยหรือแอสเตอร์รอยด์ ขนาดกว้างไม่เกิน 10 กิโลเมตรจะมีค่าถึงล้านล้านดอลล่าทีเดียว

คงจะมีช่วงเวลาหนึ่งในอนาคตใน 2-3 ศตวรรษถัดไปมนุษย์เราอาจจะค้นพบแหล่งทรัพยากรขนาดใหญ่ที่ล่องลอยอยู่เหนือศีรษะของเรา และเริ่มนำมาใช้่ ผลของการค้นพบนี้จะเป็นการสุดสุดของการทำเหมืองย่อยๆ

ภูเขาน้ำแข็ง

อย่างไม่ต้องสงสัยว่า 9 ใน 10 ส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำ และที่น่าประหลาดก็คือ 1 ใน 10 ของผู้เขาน้ำแข็งที่อยู่เหนือน้ำ น้ำแข็งลอยอยู่ได้ก้เพราะว่า น้ำขยายตัวเมื่อน้ำแข็งตัว มีสารอื่นน้อยมากที่ขยายตัวเมือแข็งตัว โดยทั่วไปจะหดตัวเมื่อเย็นลงหรือเมื่อแข็งตัว

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

สารเหตุที่โลกจะล่มสลายประมาณปีพศ.5000

เมื่อ ศาสนาพุทธดำรงอยู่มาได้ 2500 ปีเราทราบว่ามีคำทำนายหากคนไร้ซึ่งศิลธรรมอยู่เช่นนี้พุทธศาสนาก็จะดำรงอยู่ ต่อไปอีก 2500 ปีรวมเป็นพุทธกาล 5000ปี ซึ่งอาจตีความได้ว่าโลกถึงกาลล่มสลายอาจถึงขั้นต้องมาเริ่มต้นกัน ใหม่เลยทีเดียว ขณะนี้ก็มีภัยพิบัติต่างๆ ได้กระตุ้นเตือนมนุษย์ว่าภัยพิบัติที่ร้ายแรงวิกฤติอาจจะเกิดขึ้นแน่ๆ หากเรายังดำเนินชีวิตในแนวทางเดิมอยู่ต่อไป
มีปรากฏการณ์ที่อาจสอดคล้องกับที่กล่าวมาแล้วคือ การที่สนามแม่เหล็กของโลกอ่อนตัวลงหรือความเข้มลดน้อยลงราว 15 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปี 1670 เป็นต้นมา ถ้าอัตราการลดลงยังคงอยู่ในอัตรานี้ต่อไป สนามแม่เหล็กโลกอาจลดลงจนเป็นศูนย์ภายใน 2000 ปีหรือมากกว่า ซึ่งคงอยู่ระหว่างปีคศ. 3500 และ 4500 ปี ซึ่งเมือแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วเป็นเวลาประมาณปีพศ.5000เช่นกัน เมื่อถึง เวลานั้นสนามแม่เหล็กโลกจะมีความเข้มไม่พอที่จะผลักดันการแผ่รังสีกลุ่มที่ มีประจุไฟฟ้าที่มากจากนอกโลกออกไปพ้นโลกได้ ซึ่งเมื่อโลกไม่มีเกาะป้องกันรังสีดังกล่าว เป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตไม่อาจจะดำรงอยู่ได้ตามปกติ และมนุษย์จะยังคงดำรงเผาพันธ์อยู่ต่อไปได้หรือไม่ก็เป็นปัญหาที่น่าคิด

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความหนาวเย็นที่คาดไม่ถึง

ความหนาวเย็นที่ประเทศไทยประสบ แต่ละปีจะมีข่าวคนตายเพราะอากาศหนาวเย็น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าประเทศเราก็มีภัยหนาว มีการแจกผ้าห่มกันทุกปีทำให้คิดว่าผ้าห่มช่วยป้องกันหนาวเย็นได้ทุกสภาวะ ความจริงเสื้อกันหนาวอาจจะได้ผลที่ดีกว่าผ้าห่ม และในประเทศหนาวจริงๆ ภายในบ้านอาคารอาจจะมีเตาผิงให้ความอบอุ่น หรือไม่ก็มีฮีทเตอร์แบบต่างๆ ให้ความอบอุ่น อาการภัยหนาวของประเทศไทยจึงเป็นปัญหาความขาดแคลนความยากจนเสียมากกว่าที่ไม่มีกำลังในการซื้อเครื่องกันหนาว หรืออาจไม่ได้ตระหนักเพราะว่าภัยหนาวไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเวลานาน


เมื่อสองสามวันนี้ได้ข่าวว่าประเทศพม่าซึ่งไม่เคยมีหิมะตกมาก่อนกลับมีหิมะตกเป็นครั้งแรก ในแถบภาคเหนือที่ติดกับประเทศจีน ชาวบ้านแถวนั้นคงตื่นเต้นน่าดูที่มีหิมะตกจนลืมหนาวไปก็ได้ จึงมีความเป็นได้สูงที่ต่อไปประเทศไทยก็จะมีหิมะตกได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ที่น่ากลัวก็ตรงที่การแปรปรวนถ้าปรับตัวไม่ทันก็ก่อให้เกิดความเสียหายที่ใหญ่หลวงได้

ว่ากันว่าในเขตไซบีเรียใกล้ขั้วโลกนั้นอากาศมีความหนาวเย็นมาก การหายใจออกที่มี่ไอน้ำออกมาจะกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง และอาจได้เย็นเสียงน้ำแข็งที่ไปตกกระทบพื้นอย่างน่าประหลาด และบางคนถึงกลับพูดในเชิงเปรียบเทียบหนาวเย็นขนาดปัสาวะออกมาแล้วกลายเป็นแข็งถึงขั้นต้องหักน้ำแข็งปัสสาวะ ในความเป็นจริงคงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะน้ำปัสสาวะมีปริมาณมากต้องใช้เวลาพอควรในการสะสมความเย็นเพื่อจะทำให้มันแข็งตัว

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องเล่าในวงอาหาร สำหรับชาวแอสกิโมบางกลุ่มเมื่อรู้ตัวว่าแก่เฒ่าแล้ว ทำประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้แล้วต้องเป็นภาระให้ลูกหลานต้องมาดูแลเมื่ออยู่ในภาวะนั้น ถือเป็นประเพณีที่จะออกไปนั่งนอกที่พักที่มีอากาศหนาวเย็นเพื่อให้ตัวเองตายไปเพราะความเย็น จัด ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่สำหรับเราถือว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาที่คาดไม่ถึง เพราะที่อยู่เขตร้อนที่มีความอุดมสมบูรณ์ร้อนก็พออยู่ได้ หนาวก็อยู่ได้ ลูกหลานก็ยังคอยช่วยเหลืออีกถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา เช่นกันชาวแอสกิโมก็คิดว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดา

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิวัฒนาการจักรวาลยุคที่ 6 ตื่นอยู่เสมอ

หลังจากยุคที่แล้วในสภาพของ Singularity ปัญญาความฉลาดหาได้จากบ่อเกิดทางชีวะในสมองมนุษย์ และบ่อเกิดของเทคโนโลยีจากความฉลาดหลักแหลมของมนุษย์ ที่เริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว สสารและพลังงานอยู่ในสภาพที่ก่ำกึ่งแยกไม่ออกเปรียบเหมือนสภาพหมอก การคงอยู่ในสภาพนี้ได้มาก็โดยการจัดระบบโครงสร้างของสสารและพลังงานในลักษณะที่ให้ได้ในระดับการคำนวณสูงสุด ที่แผ่ขยายออกจากจุดเริ่มต้นบนโลก


เราเข้าใจอัตราเร็วของแสงเป็นแฟคเตอร์ที่จำกัดในการส่งผ่านสารสนเทศ การขจัดข้อจำกัดนี้เป็นการคาดการณ์ที่สูงยิ่ง แต่มีตัวบอกใบ้ที่ว่าข้อจำกัดนี้จะถูกล้มล้างไป ถ้าแม้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ในที่สุดเราก็เข้ายึดใช้ความอำนาจที่พิเศษนี้ ไม่ว่าอารยธรรมของเราจะหลอมเข้ากับที่เหลือของจักรวาล ด้วยความคิดสร้างสรรค์ และปัญญาความฉลาดไม่ช้าไม่เร็วขึ้นอยู่กับ การไม่สามารถผ่าเหล่าของปัญญาความฉลาด ในเหตุการณ์ใดๆ สารเงียบและกลไกของจักรวาลจะแปลงไปเป็นปัญญาความฉลาดอันหยดย้อยบริสุทธิ์ขึ้น ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบของยุคที่ 6ในการวิวัฒนาการรูปแบบของสารสนเทศ เหล่านี้ก็คือจุดหมายสุดท้ายของ singularity ของจักรวาล

วิวัฒนการจักรวาลยุคที่ 5 : ก้าวสู่ singularity

ในยุคนี้เทคโนโลยีของมนุษย์จะหลอดรวมกับความฉลาดทางปัญญาของมนุษย์ ที่จะมองไปข้างหน้าหลายสิบปี สภาพที่เป็น singularity จะเริ่มขึ้นในยุคนี้ คงจะเป็นผลจากการหลอดรวมความรู้จำนวนมากในสมองของเราเองกับความสามารถอันทรงประสิทธิภาพ ด้วยอัตราเร็วและความสามารถในการใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีร่วมกัน ในยุคที่ 5 นี้ทำให้มีอารยธรรมของมนุษย์และเครื่องจักรที่แทรกซึมเข้าไปในความจำกัดของสมองของมนุษย์ที่เพียง 100 trillion ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อที่ช้ามากอยู่


ในสภาพ singularity จะยอมให้เราเอาชนะปัญหาอายุความแก่ และอย่างมากไหลหลั่งที่ขยายความสร้างสรรค์ของมนุษย์ ตอนนั้นเราจะสงวนอนุรักษ์ส่งเสริมความฉลาดให้ยิ่งขึ้น ที่การวิวัฒนาการจะกลายเป็นเรื่องการควบคุมของเรา ขณะที่จะเอาชนะขีดจำกัดการวิวัฒนาการทางชีววิทยาที่ลึกซึ้ง แต่ singularity จะขยายขอบเขตความสามารถของเราที่จะกระทำตอบสนองต่อแนวโน้มในทางทำลายล้าง ซึ่งจะเป็นอะไรในรายละเอียดที่ชัดเจนจะไม่เป็นที่รู้กันในขณะนี้

วิวัฒนาการจักรวาลยุคที่ 4: เทคโนโลยี

การรวมประสานคุณสมบัติประจำตัวของการคิดที่มีเหตุผลและเป็นนามธรรม และการที่เรามีหัวแม่มือตรงข้ามกับนิ้วอื่นๆ สปีชีของเราก็นำเข้าสู้วิวัฒนาการจักรวาลในยุดที่ 4 ได้ระดับที่ไม่ตรงไปตรงมาหรือโดยอ้อม วิวัฒนาการของมนุษย์ในการสร้างสรรเทคโนโลยี เริ่มต้นขึ้นที่กลไกอย่างง่ายๆ แล้วพัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกันแบบอัตโนมัติ หรือเครื่องจักรกลอัตโนมัติ สุดท้ายจากการที่มีเครื่องมือสื่อสารและการคำนวณที่ซับซ้อนก้าวหน้า ทำให้เทคโนโลยีโดยตัวเองมีความสามารถในการรับความรู้สึก เก็บข้อมูล ตีค่าร่วมด้วยช่วยกันกับรูปแบบของสารสนเทศ เพื่อที่จะเปรียบเทียบอัตราการก้าวหน้าทางความฉลาดเชิงปัญญาในทางชีววิทยากับการวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี


เมื่อพิจารณาถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ก้าวหน้าที่สุดเพิ่มสารในสมองเพียง 1 ลูกบาศก์นิ้วในทุกๆ แสนปีขณะที่เราเพิ่มความสามารถด้านการคำนวณของคอมพิวเตอร์เป็นสองเท่าทุกปี แน่นอนว่าทั้งขนาดสมองและความสามารถคอมพิวเตอร์ แต่ละอย่างเพียงลำพังไม่สามารถที่จะห้าความฉลาดทางปัญญาได้ แต่ทั้งสองเป็นตัวแทนขององค์ประกอบที่เป็นไปได้

ถ้าเรากำหนดจุดหมายหลักของทั้งการวิวัฒนาการทางชีววิทยาและการพัฒนาทางเทคโนโลยีลงจุดในกราฟแล้ว โดยให้แกน x เป็นจำนวนปีที่ผ่านมา แกน y เป็นเวลาการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shift time) เป็นกราฟแบบล็อกการิธึม (logarithmic scales) เราจะได้กราฟเป็นเส้นตรงที่มีความเร่งอย่างต่อเนือง ด้วยการวิวัฒนาการทางชีวะนำไปสู่การพัฒนาของมนุษย์โดยตรง ทั้งการวิวัฒนาการของมนุษย์และเทคโนโลยีของมนุษย์ ต่างก็แสดงถึงอัตราเร๋ง ที่บ่งบอกให้ทราบว่าใช้เวลาน้อยลงในการเกิดปรากฏการถัดไป (2000 ล้านปีจากจุดเริ่มต้นของชีวิตกว่าจะไปเป็นเซลล์ เทียบกับใช้เวลา 14 ปีจากเครื่องพีซีไปเป็น เวิร์ลไวด์เว็บ )

วิวัฒนาการของจักรวาลยุค 2และ3

ยุคที่2 DNA

ในยุคแรกของการวิวัฒนาการหลังจากการระเบิดใหญ่นั้นเป็นการวิวัฒนาการที่ใช้กระบวนการทางฟิสิกส์และเคมี ที่ก่อให้เกิดโครงสร้างของอะตอมและโมเลกุล และก่อให้เกิดสารประกอบ

ในยุคที่สองของการวิวัฒนาการต่อไป จะเป็นการวิวัฒนาการทางชีวิวิทยาและดีเอ็นเอ (DNA) ในยุคที่สองจะเริ่มจากหลายพันล้านปีต่อมา สารประกอบที่มีคาร์บอนเป็นฐานจะเริ่มก่อตัวไปในแนวทางที่สลับซับซ้อนจนกระทั่งการรวมกันของโมเลกุลอย่างซับซ้อนนั้นมีกลไกสร้างตัวเองซ้ำได้ และชีวิตกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก เป้าหมายสุดท้ายที่ระบบทางชีววิทยาวิวัฒนาการไปตามเวลาเป็นกลไกทางดิจิทัลที่แน่นอน (DNA) ในการเก็บสารสนเทศที่จะอธิบายสังคมโมเลกุลขนาดใหญ่ โมเลกุลนี้และส่วนที่เป็นจักรกลกลไกสนับสนุนจาก codons และ ribosome ทำให้มีการเก็บรักษาการทดลองของของการวิวัฒนาการในยุคที่สองนี้ไว้

ยุคที่3 สมอง
สารสนเทศในแต่ละยุคที่ดำเนินไปของวิวัฒนาการ ผ่านการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปยังอีกระดับที่ไม่มีทิศทาง (indirection) นั่นก็คือการววัฒนาการใช้ผลของยุคหนึ่งเพื่อสร้างยุคต่อไป ตัวอย่างเช่นในยุคที่สามของการวิวัฒนาการนี้ DNA จะชี้การวิวัฒนาการสร้างสิ่งมีชีวิตที่สามารถที่จะตรวจสอบตัดสินสารสนเทศด้วยอวัยวะรับความรู้สึกของตนเอง และประมวลผลและเก็บบันทึกสารสนเทศนั้นไว้ในสมองและระบบประสาทของตัวเอง ที่เป็นไปได้ก็เพราะมีพื้นฐานมาด้วยกลไกจากการวิวัฒนาการในยุคที่สอง (DNA และ รหัสพันธุกรรมใหม่(epigenetics) อันเป็นรหัสพันธุกรรมที่สองที่เปรียบเหมือนกับเป็นซอพท์แวร์ทางพันธุกรรม ส่วน DNA จะเปรียบเหมือนฮาร์ดแวร์ของระบบสืบทอดทางพันธุกรรม ที่คอยกำหนดว่าจะเปิดปิดยีนตัวไหน)

epigenetics จึงเป็นสารสนเทศของส่วนของโปรตีนและ RNA ที่ควบคุมการแสองออกมาทางพันธุกรรมของยีน เป็นกลไกการประมวลผลสารสนเทศในยุคที่ 3 (จากสมองและระบบประสาทของสิ่งมีชีวิต) จักรวาลในยุคที่ 3 เริ่มจากความสามารถของสัตว์ยุคแรกๆที่จะจำรูปแบบ ซึ่งยังคงเป็นส่วนสำคัญมีส่วนช่วยในการทำกิจกรรมส่วนใหญ่อยู่ในสมองของเรา สุดท้ายแล้วสปีชีของเราจะพัฒนาหรือวิวัฒนาการสร้างรูปแบบการคิดในเชิงนามธรรมของโลกที่เรามีประสบการณ์ และพิจรณาไตร่ตรองหาเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่รู้จำไว้เหล่านั้น เรายังมีความสามารถที่จะออกแบบโลกอยู่ในใจ ใตความคิดและนำความคิดเหล่านี้มาสู่การปฏิบัติ

วิวัฒนาการของจักรวาลในยุคที่ 1

ตามยุคของวิวัฒนาการในยุคแรกนั้นเป็นยุคของฟิสิกส์และเคมี เป็นยุคที่มีรูปแบบของสสารและพลังงานเป็นรูปแบบโครงสร้างพื้นฐาน ตามทฤษฎีล่าสุดของความโน้มถ่วงควอนตัมที่คิดให้เวลาและสเปสซ์ จัดให้เป็นสภาพควอนตัม เป็นปริมาณพื้นฐานเต็มหน่วยของควอนตา (quanta) ถือว่าเป็นชิ้นส่วนสารสนเทศหลัก มีการถกเถียงกันว่าไม่ว่าสสารหรือพลังงานสุดท้ายแล้วโดยธรรมชาตินั้นเป็นแบบดิจิทัลหรือแบบแอนะล็อกก็ยังไม่ชัดเจน โดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นอย่างไรในเรื่องนี้ เราต่างก็ทราบว่าโครงสร้างทางอะตอมเก็บสารสนเทศในรูปแบบที่เต็มหน่วย (discrete information)


ไม่กี่แสนปีหลังการระเบิดใหญ่ (Big Bang) อะตอมเริ่มจะมีการฟอร์มตัว ขณะที่อิเลคตรอนจะถูกจำกัดอยู่รอบนิวเคลียสที่ประกอบด้วยนิวตรอนและโปรตอน โครงสร้างทางไฟฟ้าของอะตอมทำให้ยึดโยงอยู่ด้วยกัน ส่วนทางเคมีเกิดขึ้นสองสามล้านปีต่อมาขณะที่อะตอมเข้ามารวมกันเป็นโครงสร้างที่ค่อนข้างคงตัวที่เรียกว่าโมเลกุล (molecules) จากธาตุทั้งหมด ธาตุคาร์บอนได้รับการพิสูจน์ยืนยันว่ามีความคล่องตัวทำปฏิกิยากับธาตุอื่นได้ง่าย มีพันธะเคมีทั้ง 4 ด้าน (ขณะที่ธาตุอื่นเกือบทั้งหมดมีเพียง 1 ถึง 3) ส่งผลให้ให้มีโครงสร้างสามมิติ ได้สารสนเทศเพิ่มจำนวนมากและซับซ้อนซ้อนขึ้น

หลักเกณฑ์ที่ควบคุมจักรวาลของเรา ความสมดุลย์ของความคงตัวทางกายภาพที่ควบคุมอันตรกิริยาของแรงพื้นฐานมีลักษณะเฉพาะตัวหลักแหลม และเหมาะสมสำหรับการเข้ารหัสและวิวัฒนาการของสารสนเทศ (ให้ผลในทางที่เพิ่มความซับซ้อนขึ้น) บางคนก็ประหลาดใจสงสัยถึงสถานะการณ์ที่เหนือธรรมดาตามที่ปรากฏออกมา บ้างก็เห็นถึงพระหัตถ์ของพระเจ้า และก็มีบ้างว่าเป็นฝีมือของพวกเรากันเองตามหลักเชิงมนุษย์วิทยา ที่คิดให้เฉพาะในจักรวาลที่ยอมให้มีการวิวัฒนาการ และมาอยู่ที่นี่เพื่อถามคำถามเหล่านั้น ทฤษฏีทางฟิสิกส์เมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวข้องกับการคาดหมายว่ามีจักรวลหลายจักรวาล ซึ่งจักรวาลไหม่ก็มีการสร้างขึ้นตามกฏเกณฑ์ตามปกติ แต่ละจักรวาลต่างก็มีกฏเกณฑ์ของตัวเอง แต่เกือบทั้งหมดต่างก็ลมหายตายจากไปอย่างเร็ว หรือในอีกทางหนึ่งยังคงดำเนินต่อไปปราศจากการวิวัฒนาการของรูปแบบที่น่าสนใจ (เช่นสร้างขึ้นแบบชีววิทยาแบบโลกเป็นฐาน) เพราะด้วยกฏเกณฑ์นี้ไม่ได้สนับสนุนการวิวัฒนาการของรูปแบบที่เพิ่มความซับซ้อน เป็นเรื่องยากที่เราจะจินตนาการว่าเราสามารถทดสอบทฤษฎีอย่างไร ที่ประยุกต์ใช้กับจักรวาลวิทยาตอนเริ่มแรก แต่เป็นที่ชัดเจนว่ากฏทางกายภาพของจักรวาลของเรา มีความแน่นอนชัดเจนถึงสิ่งที่จะดำเนินไปสำหรับการวิวัฒนาการที่เพิ่มระดับของความมีระเบียบและความซับซ้อน

การวิวัฒนาการของจักรวาล 1

กระบวนการวิวัฒนาการเป็นไปในแนวทางที่การสร้างรูปแบบ (patterns)เพิ่มความเป็นระเบียบมากขึ้น จุดที่สำคัญคือมโนทัศน์ของรูปแบบ การวิวัฒนาการของรูปแบบนำไปสู่จุดที่อาจเป็นเรื่องราวความเป็นไปสุดท้ายของโลก การวิวัฒนาการดำเนินไปตามแนวระดับที่ไม่ชัดเจน แต่เป็นไปโดยอ้อม ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาหรือยุค ซึ่งใช้วิธีการการประมวลผลสารสนเทศของยุคที่ผ่านมาในการสร้างยุคต่อไป โดยสร้างมโนทัศน์อันเป็นประวัติของการวิวัฒนาการ ทั้งด้านชีววิทยาและด้านเทคโนโลยี ตามการจัดแบ่งได้เป็น 6 ยุค (Kurzweil,2055) คือ

ในยุคที่ 1 เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์และเคมี สารสนเทศอยู่ในโครงสร้างอะตอม

ยุคที่ 2 เป็นยุคของชีววิทยา โดยมีสารสนเทศอยู่ในดีเอ็นเอ

ยุคที่ 3 เป็นยุคสมอง สารสนเทศอยู่ในรูปแบบที่เป็นกลาง

ยุคที่ 4 คือเทคโนโลยี สารสนเทศอยู่ในการออกแบบฮาร์ดแวร์และซอพท์แวร์

ยุคที่ 5 ยุคที่รวมเทคโนโลยีเข้าด้วยกันกับความฉลาดของมนุษย์ วิธีการทางชีววิทยา(รวมทั้งความฉลาดของมนุษย์)บูรณาการร่วมกันไปสู่การขยายตัวแบบเอ็กโพเนนท็เชี่ยล ไปสู่การเป็นฐานเทคโนโลยีของมนุษย์

ยุคที่6 ยุคของการตื่นตัวของจักรวาล รูปแบบของสสารและพลังงานในจักรวาลเริ่มที่จะอิ่นมตัวด้วยกระบวนการทางปัญญาและความรู้

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สารประกอบที่มีมากที่สุด

ปกติแล้วสารประกอบเกิดจากการรวมตัวกันทางเคมีของสารหรือธาตุตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป สารประกอบที่พบว่ามีมากที่สุดได้แก่น้ำ เป็นสารประกอบที่เกิดจากการรวมตัวของธาตุไฮโดรเจน2 อะตอม รวมกับไฮโดรเจน 1 อะตอม เป็นสารประกอบโมเลกุลของน้ำ สำหรับธาตุไฮโดรเจนเป็นธาตุที่พบได้มากที่สุดมีอยู่ทั่วไปทั้งจักรวาล ส่วนออกซิเจนเป็นธาตุที่พบมากที่สุดเป็นอันดับสามในจักรวาล ทำให้ประเมินได้ว่าน้ำก็น่าจะเป็นสารประกอบที่มีมากที่สุดในจักรวาล สำหรับธาตุที่มีมากที่สุดเป็นอันดับสองนั้นคือ ฮีเลี่ยมนั้นปรากฏว่าเป็นธาตุที่ไม่ทำปฏิกิยากับธาตุอื่นที่จะก่อให้เกิดเป็นสารประกอบใดๆ

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเกิดพระอาทิตย์ทรงกลด

จากปรากฏการที่เราคุ้นเคยที่มองเห็นวงแสงรอบดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ จากการศึกษาจากการสังเกต และการสร้างแบบจำลองการเกิดทรงกลดได้ พบว่าเกิดจากผลึกน้ำแข็งเล็กๆ ในบรรยากาศ จากการหักเหแสง และการสะท้อนแสง จากผลึกน้ำแข็งที่อยู่ในเมฆ เพื่อจะหาว่าทรงกรดเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อไร และที่ไหนที่จะพบได้ในท้องฟ้า


ทรงกรดที่มักเกิดขึ้นโดยทั่วไปในท้องฟ้า เป็นทรงกรด 22 องศา นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดปมแสงสว่างสองของที่เรียกว่า sundogs ลำแสงในแนวดิ่ง (pillars) และอื่นๆ

ทรงกรดเกิดขึ้นในท้องฟ้าบ่อยกว่าการเกิดรุ้งกินน้ำโดยประมาณ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งดวงอาทิตย์ห้อมล้อมด้วยวงแสงรัศมี 22 องศา ซึ่งสามารถมองเห็นได้ทั่วโลกตลอดปี สำหรับผู้ดูต้องระวังถนอมดวงตาไม่มองไปที่ดวงอาทิตย์โดยตรง ส่วนใหญ่มักจะเกิดเมื่อท้องฟ้ามีลักษณะคล้ายหมอกบางๆ ประกอบด้วยเมฆเซอร์รัส ซึ่งเมฆชนิดนี้เย็นและประกอบด้วยผลึกน้ำแข็งแม้ว่าจะอยู่ในภูมิอากาศที่ร้อนที่สุดก็ตาม

ขนาดของวงแสงทรงกลดให้สังเกตโดยยืนแขนออกไปกางนิ้วมือออกด้วย โดยปลายหัวแม่มือปลายนิ้วก้อยจะคร่อมมุมประมาณ 20 องศา โดยวางหัวแม่มือที่ตำแหน่งดวงอาทิตย์ และขอบวงแสงจะอยู่ที่ปลายนิ้วก้อย วงแสงทรงกลดจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากันเสมอไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใดของท้องฟ้า บางครั้งอาจมองเห็นเพียงส่วนของวงกลม และบางครั้งยังปรากฏวงแสงสีรุ้งรอบดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ซึ่งเกิดจากหยดน้ำแทนที่จะเป็นผลึกน้ำแข็ง

ปรากฏการณ์นี้ไม่จำเป็นว่าจะทำนายการเกิดฝน เมฆในระดับสูงพวก cirrostratus ก็เป็นตัวก่อให้เกิดทรงกลดได้ เคลื่อนตัวไปตามแนวปะทะอากาศอุ่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดฝน เช่นเมื่อมีลมหมุนวนท้องฟ้าจะเต็มปกคลุมด้วยหมอก เกิดทรงกลดรอบดวงอาทิตย์ แล้วค่อยจางไปเนื่องจากการเพิ่มความหนาของเมฆ แล้วมีความโน้มเอียงว่าจะเกิดฝนได้ในอีกสองสามชั่วโมง แต่ทรงกรดจำนวนมาก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแนวปะทะอากาศ การมองเห็นทรงกลดจึงไม่ได้เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงลักษณะอากาศที่ไม่ดี แต่เป็นความสวยงาม มักจะเชื่อกันว่าเป็นฤกษ์ดี

เมื่อมองไปที่พระอาทิตย์ทรงกลด ให้ป้องกันตาจากความเข้มของแสงโดยใช้นิ้วหัวแม่มือหรือวัตถุงางอย่างบังส่วนที่เป็นดวงอาทิตย์ หรือแว่นกันแดด อย่าจ้องไปใกล้กับด้วงอาทิตย์แม้เพียงชั่วขณะก็ตาม และต้องระมัดระวังเมื่อมองผ่านกล้องถ่ายรูปถ้ามองภาพเลนซ์กล้องโดยตรง โดยเฉพาะกล้อง

ความรู้เรื่องน้ำ

3 ใน 4 ของเปลือกโลกประกอบด้วยพื้นน้ำ และแม้ว่าน้ำกินน้ำใช้สำหรับมนุษย์จะมีเพียงไม่ถึงสามเปอร์เซ็นต์ของน้ำทังหมด น้ำมีคุณสมบัติที่แปลกแตกต่างไปจากสารอื่นๆ หลายประการ อยู่ในสภาพที่เราคุ้นเคย คือในรูปของของเหลวที่เป็นน้ำโดยทั่วไป ที่เป็นของแข็งในรูปน้ำแข็ง หิมะ และในรูปของแกสหรือเป็นไอ น้ำเป็นสิ่งใกล้ตัวแต่มีความเข้าใจผิดง่ายที่สุด น้ำเป็นสารประกอบที่เราคุ้นเคยเสียจนอาจไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน


การทำความเข้าใจเรื่องของน้ำ เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติต่างๆ มากมาย เช่นความหนาแน่นของน้ำ ความดันของน้ำ อุณหภูมิของน้ำ ปริมาตรของน้ำ และ และชื่อเรียกสภาพของน้ำ ต่างๆกันเช่นเมฆ หมอก ไอน้ำ สภาพเป็นไอของน้ำ และมีคำถามที่อาจทำให้เข้าใจผิดได้ เช่นน้ำแข็งทำไมลอยน้ำได้ สภาพที่เป็นไอของน้ำปกติมองเห็นได้หรือไม่ เมื่อน้ำได้รับความร้อนขยายตัวเสมอไปหรือไม่

จะขอยกตัวอย่างสมบัติอันเป็นธรรมชาติของน้ำ เช่นน้ำจะมีความหนาแน่นมากที่สุดที่ 4 องศาเซลเซียส ตีความได้ว่าที่ 4 องศาน้ำจะหนักมากกว่าน้ำที่อุณหภูมิอื่นที่มีปริมาตร์เท่ากัน ดังนั้นเมื่อน้ำได้รับความร้อนมากขึ้นหรือลดลงจาก 4 องศาแล้วความหนาแน่นจะลดลง นั่นคือถ้าขณะนั้นน้ำมีอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสเมื่อได้รับความร้อนเพิ่มขึ้นน้ำจะขยายตัวมากขึ้น แต่ถาน้ำเดิมมีอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสแล้วให้ความร้อนแก่น้ำมากขึ้นแต่ไม่ถึง 4 องศาเซลเซียสน้ำจะหดตัวลงขัดแย้งกับหลักที่ว่าวัตถุได้รับความร้อนจะขยายตัว ในกรณีของน้ำจะไม่ขยายตัวกลับจะหดตัวในกรณีที่ให้ความร้อนแก่น้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 4 จนถึง 4 องศา

ปกติอากาศที่เราหายใจเข้าไปมีน้ำที่เป็นไอผสมอยู่ด้วย เนื่องจากมีขนาดเล็กมากจึงไม่สามารถมองเห็นได้เช่นเดียวกับแกสออกซิเจนและไนโตรเจนที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ที่เรามองเห็นในกรณีต้มน้ำเราเห็นได้ชัดว่าน้ำกลายเป็นไอจริงเพราะเมื่อไอน้ำที่ร้อนไปกระทบอากาศที่เย็นกว่าจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเล็กๆ หรือละอองน้ำเล็กๆ ให้เห็น เช่นเดียวกับเมื่อตั้งก้อนน้ำแข็งไว้ แล้วจะเห็นไอสีขาวๆ ราวกับว่ากำลังลอยออกจากน้ำแข็ง แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่น้ำที่ระเหยออกมาจากน้ำแข็ง แต่เป็นไอน้ำในอากาศที่มากระทบความเย็นของก้อนน้ำแข็งทำให้เห็นเป็นไอน้ำที่อยู่ในรูปของละอองน้ำแล้ว

การเกิดเมมก็เช่นเดียวกันเกิดจากการรวมตัวของไอน้ำเป็นที่รวมของไอน้ำขนาดใหญ่กระทบความเย็นทำให้เห็นเป็นละอองน้ำหรือไอน้ำ นั่นเอง หลายคนอาจถามว่าทำไมน้ำอยู่บนท้องฟ้าได้ทั้งๆ ที่หนักกว่าอากาศ จากที่กล่าวแล้วว่าเมฆเกิดจากการรวมตัวของไอน้ำที่ไปกระทบความเย็น แล้วกลั่นตัวเป็นหยดน้ำถ้ามีปริมาณมากอากาศก็ไม่สามารถพยุงไว้ได้แสดงว่าตอนนี้น้ำที่เป็นไอและที่กลายเป็นละออกน้ำแล้วหนักกว่าอากาศโดยรอบทำให้ตกลงมาเป็นฝน คำถามที่ว่าทำไมไม่ตกลงมา การตอบได้เช่นเดียวกับคำถาม ทำไมเรือเหล็กจึงลอยน้ำได้นั่นเอง หรือเพราะความหนาแน่นเฉลี่ยของละอองน้ำยังน้อยกว่าอากาศทั่วไปนั่นเอง