การที่พลังงานราคาแพง ทำให้มีการหาวิธีการนำพลังงานรูปแบบอื่นๆ มาใช้เช่นในยานยนต์ มีการคิดกระทั่งว่าสามารถนำน้ำมาทำเป็นผลังงาน โดยการแยกน้ำออกเป็นธาตุไฮโดรเจนและออกซิเจน และนำเฉพาะแก๊สไฮโดรเจนไปใช้เป็นพลังงานโดยตรง ซึ่งเคยมีการทดลองกันแล้วว่าประหยัดได้ผลดี แต่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติกันทั่้วไป อาจจะเป็นเพราะว่ายังทดลองกันไม่เสร็จสิ้น พอน้ำมันถูกลงก็เลิกให้ความสนใจก็พับโครงการกันไป แต่เมื่อน้ำมันเริ่มแพงก็มีการปัดฝุ่นมาใช้กันอีก จนทำให้คิดได้ว่า บริษัทผู้ผลิตน้ำมันทั้งหลาย หรือผู้ผลิตรถยนต์ยังไม่สนับสนุนด้วยเหตุผลต่างๆ
การใช้แกสไฮโดรเจนเป็นทางเลือกของพลังงานนั้นเป็นไปได้สูง เพราะแหล่งเชื้อเพลิงก็คือน้ำ ที่เราเริ่มเห็นมีบางบริษัทที่ได้ผลิตเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานจากน้ำกันบ้างแล้วแต่ยังไม่แพร่หลายเท่านั้น ที่ว่าเป็นพลังงานจากน้ำก็เพราะต้องใช้น้ำในการแยกเอาไฮโดรเจนออกมาเป็นเชื้อเพลิง ดังนั้นในรถยนต์ทั่วไปต้องดัดแปลงให้มีเครื่องแยกน้ำอยู่ในตัว แล้วนำไฮโดรเจนไปใช้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งต้องดัดแปลงเช่นเดียวกับการใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง ในประเทศไทยก็เคยมีการทดลองกันแต่สุดท้ายก็ไม่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย เหมือนกับการใช้แกสอาพีจี และแก๊สเอ็นจีวีและที่เป็นทางเลือกอีกอย่างของการใช้ผลังงานที่ใช้กันมากคือการใช้พลังงานไฟฟ้าแทน ซึ่งก็มีการใช้ทั่วไป แต่อย่างไรก็ตามการผลิตพลังงานไฟฟ้าอาจต้องใช้ผลิตผลจากน้ำมันหรือแก๊สซึ่งมาจากธรรมชาติอยู่ในสัดส่วนที่มากอยู่ ซึ่งต้นทุนในการผลิตยังแพงกว่าจากพลังงานนิวเคลียรฺ์ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลายจึงมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั้งนั้น แม้ว่าการกำจัดกากนิวเคลียร์ยังเป็นปัญหาอยู่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกพลังงานใดหากคนในชาติไม่รู้จักวิธีใช้พลังงานอย่างประหยัด อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างเหมาะสมแล้ว ก็จะมีปัญหาจากพลังงานไม่วันใดก็วันหนึ่ง และหนือสิ่งอื่นใดหากคนในชาติไม่มีวินัย ไม่เสียสละไม่สามัคคีกันแล้ว จะขาดแคลนพลังงานหรือไม่ก็ตามก็มีปัญหาทั้งนั้น
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลังงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลังงาน แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ทำไมประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
คนที่เดินทางไปประเทศต่างๆ บ่อยๆ หรืออาศัยอยู่ในต่างประเทศ ก็อาจเคยเดินทางผ่านที่ตั้งหรือเห็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งก็ดูเป็นเรื่องปกติ การที่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาได้โดยประชาชนในที่ตั้งไม่ได้ต่อต้านอะไรก็น่าจะศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วประชาชนมีความรู้มีการศึกษากันเป็นส่วนใหญ่แล้ว หากเป็นอันตรายต่อความเป็นอยู่กับพวกเขาคงจะต่อต้านกันจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้หรือถึงขั้นต้องปิดโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์กัน จะมีการต่อต้านก็เป็นกล่มต่อต้านระหว่างชาติเช่นกลุ่มกรีนพีซ (green peace) แต่ก็ไม่ได้เกิดผลอะไร ถ้าจะมีก็ทำให้ตระหนักมีความระมัดระวังมากขึ้นในการควบคุมดูแลโรงไฟฟ้า
เหตุผลสำคัญก็คือว่า หากยังคงใช้โรงงานไฟฟ้าแบบเดิมๆจำนวนมาก ก็จะมีการปล่อยสารพิษเข้าสู่บรรยากาศมากขึ้น และมีผลกระทบทั่วโลกมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายเท่า ที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย และเสียค่าใช้จ่ายผ่อนส่งในการดูแลสุขภาพและผลกระทบที่ตามมาอีกมากมาย และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การที่ต้องผลิตไฟฟ้าด้วยราคาแพงส่งผลต่าภาวะเศรษฐกิจมากกว่า เช่นทำให้สินค้าราคาแพง ทำให้คนว่างงานมากขึ้น ก็ให้เกิดภาวะยากจนมากขึ้นได้และคนเสียชีวิตมาก หากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วก็ชดเชยกับส่วนนี้ แม้ว่าจะรู้ว่าจะมีการรั่วไหลของกัมมันตรังสีในอนาคตได้ แต่ก็ยังดีกว่าการเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจทำให้เกิดการว่างงาน เกิดปัญหาโจรผู้ร้าย ทำให้กระแสไฟฟ้าราคาถูกทำให้กระตุ้นให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีกว่า และขณะเดียวกันด้วยมาตรการควบคุมที่มีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่าเดิม ผู้เขียนก็ยังเชื่อว่าหลายประเทศที่กำลังพัฒนาไม่ว่า เวียตนาม มาเลเซีย ก็มีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งขณะนี้ผลกระทบจากประเทศญี่ปุ่นทำให้คนตื่นกลัวเพียงชั่วคราวเท่านั้น
เหตุผลสำคัญก็คือว่า หากยังคงใช้โรงงานไฟฟ้าแบบเดิมๆจำนวนมาก ก็จะมีการปล่อยสารพิษเข้าสู่บรรยากาศมากขึ้น และมีผลกระทบทั่วโลกมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายเท่า ที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย และเสียค่าใช้จ่ายผ่อนส่งในการดูแลสุขภาพและผลกระทบที่ตามมาอีกมากมาย และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การที่ต้องผลิตไฟฟ้าด้วยราคาแพงส่งผลต่าภาวะเศรษฐกิจมากกว่า เช่นทำให้สินค้าราคาแพง ทำให้คนว่างงานมากขึ้น ก็ให้เกิดภาวะยากจนมากขึ้นได้และคนเสียชีวิตมาก หากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วก็ชดเชยกับส่วนนี้ แม้ว่าจะรู้ว่าจะมีการรั่วไหลของกัมมันตรังสีในอนาคตได้ แต่ก็ยังดีกว่าการเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจทำให้เกิดการว่างงาน เกิดปัญหาโจรผู้ร้าย ทำให้กระแสไฟฟ้าราคาถูกทำให้กระตุ้นให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีกว่า และขณะเดียวกันด้วยมาตรการควบคุมที่มีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่าเดิม ผู้เขียนก็ยังเชื่อว่าหลายประเทศที่กำลังพัฒนาไม่ว่า เวียตนาม มาเลเซีย ก็มีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งขณะนี้ผลกระทบจากประเทศญี่ปุ่นทำให้คนตื่นกลัวเพียงชั่วคราวเท่านั้น
ความหวังพลังงานสะอาดจากพลังงานนิวเคลียร์
ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกโรงที่มีใช้กันบนโลกเรานั้น มาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิสชั่น ซึ่งก่อให้กิดสารกัมมันตรังสีที่ยากแก่การควบคุมหากเกิดอุบัติเหตุดังที่ประสบในประเทศญี่ปุ่นขณะนี้ แนวคิดที่จะสร้างพลังงานนิวเคลียร์ที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดมลภาวะนั้น คงจะใช้ปฏิกิริยาที่ใช้อยู่เดิมคงไม่ได้ จึงมีความพยายามที่จะใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์ที่เรียกว่าปฏิกิริยาฟิวชั่น (Fusion) หรือปฏิกิริยาการหลอมรวมทางนิวเคลียร์เกิดขึ้นจากการหลอมรวมกันของธาตุไฮโดรเจนกลายเป็นธาตุฮีเลี่ยม และมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นจำนวนมาก มากกว่าที่เกิดจากปฏิกิริยาฟิสชั่นที่ใช้อยู่แบบเดิมเสียอีก
มนุษย์สามารถที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยานี้ได้แล้วบนโลกแต่ยังไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ที่ทำได้จากการทดลองทำเป็นระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งก็เป็นระเบิดอะตอมหรือระเบิดนิวเคลียร์ชนิดหนึ่งแต่มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก ข้อจำกัดของปฏิกิริยาหลอมรวมนั้นก็คือจะเกิดปฏิกิริยานี้ได้ก็ต่อเมื่อต้องทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นนับล้านองศาเป็นจุดเริ่มในการเกิดปฏิกิริยาการหลอมรวม ที่มนุษย์นำมาทำระเบิดเช่นเดียวกันที่ว่าเมื่อให้เกิดปฏิกิริยาหลอมรวมแบบลูกโซ่แล้วก็ให้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่มีการควบคุมนั่นเอง แต่การที่จะจุดปฏิกิริยานี้ได้นั้น ต้องสร้างให้อุณภูมิสูงขึ้นโดยการทำให้เกิดปฏิกิริยาแบบฟิสชั่นจนอุณหภูมิสูงขึ้นถึงล้านองศาก่อนแล้วไปจุดชนวนให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นอีกที
มนุษย์เพียรพยายามที่จะสร้างเตาปฏิกรณ์ฟิวชั่น ที่สามารถทนความร้อนสูงให้ได้นับล้านองศาแต่ก็ยังทำไม่สำเร็จที่จะควบคุมปฏิกิริยาฟิวชั่น ตามต้องการ และมีผู้เสนอแนวคิดใหม่ ที่จะสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบฟิวชั่นที่ใช้ที่อุณภูมิต่ำลง ที่เรียกว่า cold fusion และเป็นความหวังให้มนุษย์ชาติ หากทำสำเร็จเมื่อไรเราคงไม่ขาดแคลนพลังงานหรือซื้อพลังงานแพงๆ ดังในปัจจุบัน
มนุษย์สามารถที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยานี้ได้แล้วบนโลกแต่ยังไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ที่ทำได้จากการทดลองทำเป็นระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งก็เป็นระเบิดอะตอมหรือระเบิดนิวเคลียร์ชนิดหนึ่งแต่มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก ข้อจำกัดของปฏิกิริยาหลอมรวมนั้นก็คือจะเกิดปฏิกิริยานี้ได้ก็ต่อเมื่อต้องทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นนับล้านองศาเป็นจุดเริ่มในการเกิดปฏิกิริยาการหลอมรวม ที่มนุษย์นำมาทำระเบิดเช่นเดียวกันที่ว่าเมื่อให้เกิดปฏิกิริยาหลอมรวมแบบลูกโซ่แล้วก็ให้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่มีการควบคุมนั่นเอง แต่การที่จะจุดปฏิกิริยานี้ได้นั้น ต้องสร้างให้อุณภูมิสูงขึ้นโดยการทำให้เกิดปฏิกิริยาแบบฟิสชั่นจนอุณหภูมิสูงขึ้นถึงล้านองศาก่อนแล้วไปจุดชนวนให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นอีกที
มนุษย์เพียรพยายามที่จะสร้างเตาปฏิกรณ์ฟิวชั่น ที่สามารถทนความร้อนสูงให้ได้นับล้านองศาแต่ก็ยังทำไม่สำเร็จที่จะควบคุมปฏิกิริยาฟิวชั่น ตามต้องการ และมีผู้เสนอแนวคิดใหม่ ที่จะสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบฟิวชั่นที่ใช้ที่อุณภูมิต่ำลง ที่เรียกว่า cold fusion และเป็นความหวังให้มนุษย์ชาติ หากทำสำเร็จเมื่อไรเราคงไม่ขาดแคลนพลังงานหรือซื้อพลังงานแพงๆ ดังในปัจจุบัน
วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554
วิธีการที่ทำให้เกิดพลังงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
เป็นที่ยอมรับกันว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นเป็นโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำสุดในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากว่าวัตถุดิมที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้านั้นราคาถูกกว่าโรงไฟฟ้าชนิดอื่นๆ และไม่ก่อให้เกิดมลภาวะที่เป็นอันตรายที่เป็นแกสพิษหรือผงฝุ่นที่เป็นอันตราย จะมีอัตรายก็เฉพาะกัมมันตภาพรังสีที่เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ที่เกิดจากนิวเคลียสของอะตอม ทำให้เราเรียกว่าพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากนิวเคลียสหรือนิวเคลียร์เป็นส่วนของอะตอมบางครั้งเรียกว่าพลังงานอะตอม
ตามชื่อที่ให้ชื่อว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นชื่อที่ตรงกับวิธีการที่ทำให้เกิดพลังงาน พลังงานส่วนใหญ่ได้จากการเปลี่ยนมวลของธาตุที่เป็นแท่งเชื่้อเพลงนิวเคลียร์ซึ่งมวลส่วนใหญ่ก็อยู่ที่นิวเคลียสของอะตอม ซึ่งอะตอมประกอบด้วยแกนกลางที่เป็นนิวเคลียสและส่วนที่อยู่รอบๆนิวเคลียสคืออิเลคตรอน นิวเคลียสจะมีมวลมากกว่าอิเลคตรอนถึง 4000 เท่าในแต่ละอะตอม วิธีที่จะทำให้เกิดพลังงานนั้นจะต้องทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์เกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องให้เกิดอย่างต่อเนื่องที่เรียกว่าเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่สามารถควบคุมได้
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่ทำให้เกิดขึ้นโดยมนุษย์ที่เริ่มจากแนวคิดของไอน์สไตย์ที่พบว่าสามารถเปลี่ยนมวลสารเป็นพลังงานได้โดยตรง จากนั้นก็มีผู้คิดค้นทำให้เกิดมวลวิกฤติที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปฏิกิริยานีได้จากการเอาอนุภาคนิวตรอนที่สะกัดออกมาจากนิวเคลียสนั่นแหละแล้วทำให้มีความเร็วขนาดหนึ่งแล้วให้ไปชนกับนิวเคลียนของอะตอมของธาตุบางชนิดที่เหมาะสม เช่นยูเรเนียม พลูโตเนียม แล้วทำให้แตกตัวเป็นสองส่วน กลายเป็นนิวเคลียสของธาตุใหม่ที่มีน้ำหนักอะตอมใกล้เคียงกัน และมีมวลหายกลายไปเป็นพลังงาน และเกิดอนุภาคนิวตรอนที่จะไปทำปฏิกิริยากับธาตุของแท่งเชื้อเพลิงต่อไปเกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ พลังงานที่เกิดจากการแตกตัวของแต่ละอะตอมรวมกันที่นำไปทำให้เกิดความร้อนในเตาปฏิกรณ์ ทำให้เกิดแรงดันไปหมุนเทอร์ไบน์ในเครื่องผลิดไฟฟ้าอีกที่ พลังงานที่เกิดขึ้นในรูปกัมมันตภาพรังสีเป็นผลพลายได้ที่ต้องควบคุมไม่ให้รั่วไหลออกมา
วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554
บทสรุปทำไมต้องประหยัดพลังงาน
นับเป็นความตั้งใจ ที่ดีที่จะอนุรักษ์พลังงาน ในเมื่อเรามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่แล้ว โรงงานไฟฟ้าจากการเผาถ่านหิน โรงไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ และเรามีโรงกลั่นน้ำมัน อันเนื่องจากที่เราไม่สามารถที่จะเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ เราจำเป็นต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้ตรงกับความต้องการที่มีสูงสุด ที่เวลาที่กำหนดเวลาใดเวลาหนึ่ง ถ้าเราต่างก็เปิดเครื่องปรับอากาศ เตาไฟฟ้า เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องทำความร้อน และอื่นๆที่เวลาเดียวกันตลอดเวลา และเปิดไฟฟ้าในบ้านให้สว่างตลอดเวลาขณะที่เราอยู่นั้น เราคงต้องการโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการไฟฟ้าสูงสุด
ในอีกทางหนึ่งถ้าเราประหยัดพลังงาน เราอาจจะสามารถใช้โรงไฟฟ้าที่มีอยู่ก็พอ และจะเป็นการดีเป็นอย่างยิ่ง หรือหากเราสามารถที่จะปิดโรงไฟฟ้าลงได้บ้าง เพราะเราไม่ต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก และถ้าหากเมื่อไรก็ตามเราเผาผลาญน้ำมันอย่างไร้ประสิทธิภาพแล้วละก็ เราก็คงจะต้องการโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มมากขึ้นไปอีก และเราก็จะยิ่งเผาน้ำมันมากขึ้น ผลเสียเลวร้ายก็คือทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น และยิ่งเราประหยัดพลังงานได้มากขึ้นเท่าใด ฝนกรดที่เกิดขึ้นก็ย่อมน้อยลง ภาวะโลกร้อนก็ลดลง ยิ่งทำให้เรามีโลกสีเขียวมากขึ้น
โดยชัดแจ้งจะเห็นว่าในโลกที่สมบูรณ์พูนสุข เราทั้งหมดจะต้องปรับไปสู่การไม่ดิ้นรนทำอะไรกับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติของพลังงานในทางที่ก่อให้เกิดมลภาวะทำให้ความหลากหลายลดน้อยถอยลง เราทั้งหลายจะต้องเป็นผู้ที่อ่อนโยนต่อสิ่งแวดล้อม โดยคิดค้นพลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานสะอาด เช่นใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือไม่ก็เป็นพลังงานจากไฮโดรเจนที่เราสามารถพัฒนาคิดค้นในการสะกัดแยกจากน้ำที่มีอยู่ทั่วไป ซึ่งก็คงเกิดขึ้นไม่ได้อย่างทันทีทันใดแต่มีแนวโน้มที่ถือว่าเป็นพลังงานสะอาด เราไม่ควรที่จะทำลายโลกอันเป็นดาวเคราะห์ของเราต่อไปเพียงด้วยความซุกซนสนุกสนานโดยการใช้แหล่งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไร้ประสิทธิภาพ
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เกือบ 30 ปีนั้นมีอัตราการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นราว 75 เปอร์เซ็น และหากเป็นอยู่ในลักษณะนี้ต่อไป ก็จะทำให้เกิดการขาดแคลนพลังงานทำให้พลังงานรูปแบบต่างๆ ราคาสูงขึ้นมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ข้อสังเกตที่ทำให้ตื่นตัวที่เสนอให้ความหวังว่า พลังงานที่มีประสิทธฺิภาพเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดเดียวที่มีให้ได้ สำหรับอนาคต
ถ้าเราประหยัดพลังงาน เราก็มีส่วนมีเวลาทำให้เกิดผลในการทำพลังงานใหม่ที่มีให้ใช้ได้ตามความจำเป็น ถ้าทุกคนเป็นผู้ที่มีพลังงานประสิทธิภาพ เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้โรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มจากการเพิ่มความต้องการตามประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น
ในอีกทางหนึ่งถ้าเราประหยัดพลังงาน เราอาจจะสามารถใช้โรงไฟฟ้าที่มีอยู่ก็พอ และจะเป็นการดีเป็นอย่างยิ่ง หรือหากเราสามารถที่จะปิดโรงไฟฟ้าลงได้บ้าง เพราะเราไม่ต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก และถ้าหากเมื่อไรก็ตามเราเผาผลาญน้ำมันอย่างไร้ประสิทธิภาพแล้วละก็ เราก็คงจะต้องการโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มมากขึ้นไปอีก และเราก็จะยิ่งเผาน้ำมันมากขึ้น ผลเสียเลวร้ายก็คือทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น และยิ่งเราประหยัดพลังงานได้มากขึ้นเท่าใด ฝนกรดที่เกิดขึ้นก็ย่อมน้อยลง ภาวะโลกร้อนก็ลดลง ยิ่งทำให้เรามีโลกสีเขียวมากขึ้น
โดยชัดแจ้งจะเห็นว่าในโลกที่สมบูรณ์พูนสุข เราทั้งหมดจะต้องปรับไปสู่การไม่ดิ้นรนทำอะไรกับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติของพลังงานในทางที่ก่อให้เกิดมลภาวะทำให้ความหลากหลายลดน้อยถอยลง เราทั้งหลายจะต้องเป็นผู้ที่อ่อนโยนต่อสิ่งแวดล้อม โดยคิดค้นพลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานสะอาด เช่นใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือไม่ก็เป็นพลังงานจากไฮโดรเจนที่เราสามารถพัฒนาคิดค้นในการสะกัดแยกจากน้ำที่มีอยู่ทั่วไป ซึ่งก็คงเกิดขึ้นไม่ได้อย่างทันทีทันใดแต่มีแนวโน้มที่ถือว่าเป็นพลังงานสะอาด เราไม่ควรที่จะทำลายโลกอันเป็นดาวเคราะห์ของเราต่อไปเพียงด้วยความซุกซนสนุกสนานโดยการใช้แหล่งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไร้ประสิทธิภาพ
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เกือบ 30 ปีนั้นมีอัตราการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นราว 75 เปอร์เซ็น และหากเป็นอยู่ในลักษณะนี้ต่อไป ก็จะทำให้เกิดการขาดแคลนพลังงานทำให้พลังงานรูปแบบต่างๆ ราคาสูงขึ้นมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ข้อสังเกตที่ทำให้ตื่นตัวที่เสนอให้ความหวังว่า พลังงานที่มีประสิทธฺิภาพเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดเดียวที่มีให้ได้ สำหรับอนาคต
ถ้าเราประหยัดพลังงาน เราก็มีส่วนมีเวลาทำให้เกิดผลในการทำพลังงานใหม่ที่มีให้ใช้ได้ตามความจำเป็น ถ้าทุกคนเป็นผู้ที่มีพลังงานประสิทธิภาพ เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้โรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มจากการเพิ่มความต้องการตามประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น
ปัญหาการใช้พลังงานจากน้ำ
ในโครงการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าแต่ละเขื่อนจะเกิดน้ำท่วม พื้นที่หลังเขื่อนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ก็จะเสียหายตลอดไป น้ำท่วมจะทำลายป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำอันมีความหลากหลายทางชีวภาพของพืช สัตว์ เกือบทุกสปีชีในบริเวณดังกล่าวหายไปหมด การทำฟาร์ม การล่าสัตว์ การตั้งถิ่นฐานถูกขจัดออกไปหมด ในบางเขื่อนทำให้น้ำหลังเขื่อนเกิดการปนเปื้นสารพิษ เช่นปรอทจากปริเวณน้ำท่วม นักสิ่งแวดล้อมในหลายที่จึงต่อต้านโครงการสร้างเขื่อนในโครงการต่อๆไปมาก ขึ้น จะยกตัวอย่างเขื่อนที่สร้างแล้วมีผลกระทบรุนแรง ดังเช่นที่
เขื่อน Balbina ในประเทศบลาซิล ที่ทำให้เกิดพื้นที่น้ำท่วมขึ้นจำนวน 1550 ตารางไมล์ ที่เป็นป่าไม้ที่ไม่เคยแผ้วถางมากก่อน ทำให้สัตว์ตายไปจำนวนมากเช่น ลิง เสียจากัว เต่า และปลา ทำลายสปีชีต้นไม้เนื้อแข็งแลต้นไม้ผล ทำลายที่ทำกินของคนไปนับพันๆคน รวมทั้งพวกชนเผ่าพื้นเมือง ขณะเดียวกันกลายเป็นบริเวณที่เหมาะสำหรับขยายพันธ์เชื้อมาเลเรียโดยยุง ที่เป็นตัวพาหะนำเชื้อโรคไปสู่คน
เขื่อน Namada ในประเทศอินเดียเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการวางแผนกันมา มีชุมชนมากถึง 573 ชุมชนที่ถูกน้ำท่วมประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนที่ต้องย้ายที่ทำกิน ขณะที่ป่า และพื้นที่ทำกสิกรรมต้องจมอยู่ใต้น้ำไม้น้อยกว่า 50 ฟิต
จะเห็นว่าเขื่อนแต่ละเขื่อนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนิเวศวิทยาของพื้นที่หนึ่งๆตลอดไป ทันที่ที่พื้นที่นั้นถูกน้ำท่วม เราไม่สามารถที่จะสร้างแผ่นดินและสปีชีของสัตว์ขึ้นมาทดแทนได้ ไม่มีทางที่จะบรรเทาความเสียหายของสิ่งแวดล้อมลงได้ ความอยู่รอดขึ้นอยู่กับเครื่อข่ายปฏิสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน เราไมสามารถที่จะขุดย้ายพืชสัตว์ชดเชยที่จะถูกทำลายไปปลูกอาศัยที่อยู่ใหม่ในบริเวณอื่น การทำเช่นนั้นก็ไม่สามารถทำให้อยู่รอดได้
เขื่อน Balbina ในประเทศบลาซิล ที่ทำให้เกิดพื้นที่น้ำท่วมขึ้นจำนวน 1550 ตารางไมล์ ที่เป็นป่าไม้ที่ไม่เคยแผ้วถางมากก่อน ทำให้สัตว์ตายไปจำนวนมากเช่น ลิง เสียจากัว เต่า และปลา ทำลายสปีชีต้นไม้เนื้อแข็งแลต้นไม้ผล ทำลายที่ทำกินของคนไปนับพันๆคน รวมทั้งพวกชนเผ่าพื้นเมือง ขณะเดียวกันกลายเป็นบริเวณที่เหมาะสำหรับขยายพันธ์เชื้อมาเลเรียโดยยุง ที่เป็นตัวพาหะนำเชื้อโรคไปสู่คน
เขื่อน Namada ในประเทศอินเดียเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการวางแผนกันมา มีชุมชนมากถึง 573 ชุมชนที่ถูกน้ำท่วมประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนที่ต้องย้ายที่ทำกิน ขณะที่ป่า และพื้นที่ทำกสิกรรมต้องจมอยู่ใต้น้ำไม้น้อยกว่า 50 ฟิต
จะเห็นว่าเขื่อนแต่ละเขื่อนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนิเวศวิทยาของพื้นที่หนึ่งๆตลอดไป ทันที่ที่พื้นที่นั้นถูกน้ำท่วม เราไม่สามารถที่จะสร้างแผ่นดินและสปีชีของสัตว์ขึ้นมาทดแทนได้ ไม่มีทางที่จะบรรเทาความเสียหายของสิ่งแวดล้อมลงได้ ความอยู่รอดขึ้นอยู่กับเครื่อข่ายปฏิสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน เราไมสามารถที่จะขุดย้ายพืชสัตว์ชดเชยที่จะถูกทำลายไปปลูกอาศัยที่อยู่ใหม่ในบริเวณอื่น การทำเช่นนั้นก็ไม่สามารถทำให้อยู่รอดได้
วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553
ยุคพลังงานแสงอาทิตย์
ปัญหาเศรษฐกิจปัจจุบันทั้งหมดไม่อาจเข้าใจได้ด้วยวิทยาศาสตร์แบบเดส์คาตส์ ขาดทัศนะทางนิเวศวิทยา ที่ผ่านมามักแยกเศรษฐกิจออกจากสภาพนิเวศวิทยาของสิ่งแวดล้อม หรือนำมาใช้ไม่สอดคล้องกับสภาพนิเวศวิทยา ที่มีการพึ่งพิงสัมพันธ์กันเป็นพื้นฐาน มักจะรับเอาระบบคุณค่าที่ไร้สมดุลอย่างยิ่ง อันเป็นตัวครอบงำวัฒนธรรมและซึมซาบอยู่ในสถาบันสังคมเรา เน้นย้ำเกินไปในด้านเทคโนโลยี หนักการบริโภคอย่างสิ้นเปลือง ตักตวงใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดหายนภัยด้านนิเวศวิทยา อาชญากรรมทางธุรกิจที่แพร่ขยาย และความร้าวฉานของสังคม
โครงสร้างสถาบันไม่ได้เป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการตลอดเวลาตามความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศวิทยาและสังคมที่แวดล้อม เศรษฐศาสตร์ปัจจุบันทำให้แบบแผนอำนาจและการกระจายโภคทรัพย์ที่ไม่เป็นธรรม ยังมีความเชื่อว่าตลาดเสรีและการแข่งขันอย่างอิสระตามความคิดของอดัม สมิธ บริษัทยักษ์ใหญ่สร้างเทคโนโลยีที่ก่อมลภาวะและทำลายสังคม โดยกักตุนทุน พลังงาน และทรัพยากรไว้เป็นอันมาก ไม่สามารถปรับตัวให้เป็นประโยชน์ให้เป็นประโยชน์สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป
ระบบนิเวศวิทยาเป็นระบบที่มีการจัดระเบียบและการควบคุมปรับเปลี่ยนตัวเองเช่นเดียวกับหน่วยชีวิต โดยที่สัตว์พืช จุลินทรีย์และสิ่งไม่มีชีวิตล้วนเชื่อมสัมพันธ์กันด้วยโยงใยแห่งการพึ่งพิงอย่างซับซ้อน มีการแลกเปลี่ยนสสารและพลังงานเป็นวัฏจักรไม่มีที่สิ้นสุด ความสัมพันธ์ตามเหตุและผลแบบเส้นตรงเกิดขึ้นได้น้อยมากในระบบนิเวศ แบบจำลองแบบเส้นตรงมีประโยชน์น้อยในการอธิบายการพึ่งพิงกันและกัน
ธรรมชาติรอบตัวเราประกอบด้วยระบบนิเวศวิทยาอันเป็นที่อาศัยของหน่วยชีวิตเหลือคณานับ ซึ่งมีวิวัฒนาการร่วมกันมากว่าพันล้านปี การจัดระเบียบตัวเองในระบบนิเวศวิทยานั้นโดยพื้นฐานเป็นพลวัตอย่างเดียวกับที่มีอยู้ในตัวมนุษย์ มีความโน้มเอียงที่จะสร้างความสัมพันธ์ในลักษณะที่ร่วมมือกัน อันเอื้อให้เกิดการผสานองค์ประกอบต่างๆของระบบอยางกลมกลืนในทุกระดับของการจัดระเบียบ
โครงสร้างสถาบันไม่ได้เป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการตลอดเวลาตามความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศวิทยาและสังคมที่แวดล้อม เศรษฐศาสตร์ปัจจุบันทำให้แบบแผนอำนาจและการกระจายโภคทรัพย์ที่ไม่เป็นธรรม ยังมีความเชื่อว่าตลาดเสรีและการแข่งขันอย่างอิสระตามความคิดของอดัม สมิธ บริษัทยักษ์ใหญ่สร้างเทคโนโลยีที่ก่อมลภาวะและทำลายสังคม โดยกักตุนทุน พลังงาน และทรัพยากรไว้เป็นอันมาก ไม่สามารถปรับตัวให้เป็นประโยชน์ให้เป็นประโยชน์สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป
ระบบนิเวศวิทยาเป็นระบบที่มีการจัดระเบียบและการควบคุมปรับเปลี่ยนตัวเองเช่นเดียวกับหน่วยชีวิต โดยที่สัตว์พืช จุลินทรีย์และสิ่งไม่มีชีวิตล้วนเชื่อมสัมพันธ์กันด้วยโยงใยแห่งการพึ่งพิงอย่างซับซ้อน มีการแลกเปลี่ยนสสารและพลังงานเป็นวัฏจักรไม่มีที่สิ้นสุด ความสัมพันธ์ตามเหตุและผลแบบเส้นตรงเกิดขึ้นได้น้อยมากในระบบนิเวศ แบบจำลองแบบเส้นตรงมีประโยชน์น้อยในการอธิบายการพึ่งพิงกันและกัน
ธรรมชาติรอบตัวเราประกอบด้วยระบบนิเวศวิทยาอันเป็นที่อาศัยของหน่วยชีวิตเหลือคณานับ ซึ่งมีวิวัฒนาการร่วมกันมากว่าพันล้านปี การจัดระเบียบตัวเองในระบบนิเวศวิทยานั้นโดยพื้นฐานเป็นพลวัตอย่างเดียวกับที่มีอยู้ในตัวมนุษย์ มีความโน้มเอียงที่จะสร้างความสัมพันธ์ในลักษณะที่ร่วมมือกัน อันเอื้อให้เกิดการผสานองค์ประกอบต่างๆของระบบอยางกลมกลืนในทุกระดับของการจัดระเบียบ
วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ระบบอินเวิร์ทเตอร์ประหยัดไฟฟ้าได้อย่างไร
การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างมากก็คือ อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้า ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่บ่งถึงการมีประสิทธิภาพ คือให้พลังงานน้อยกว่าแต่ให้ผลเท่าเดิมหรือมากกว่าหรือกล่าวได้ว่าจ่ายเงินน้อยกว่าแล้วยังได้งานเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม เครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่ใช้มอเตอร์เป็นกำลังงานหลายชนิดเช่นเครื่องปรับอากาศ เครื่องสูบน้ำเป็นต้น จะมีระบบใหม่ที่ทำให้ประหยัดไฟฟ้ามากกว่าเดิมขึ้นไปอีกมากกว่า 30 เปอร์เซนต์ โดยระบุว่าใช้ระบบอินเวิรสเตอร์ (inverter) สำหรับหลักการทำงานของระบบใหม่ที่กำลังเข้ามาแทนที่ระบบเก่า
จะยกตัวอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นเครื่องปรับอากาศที่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมาสู่ระบบนี้ เพื่อให้เห็นการทำงานที่แตกต่าง ก็จะอธิบายระบบเครื่องปรับอากาศเก่าพอสังเขปกล่าวคือ เมื่อตั้งอุณภูมิที่ต้องการไว้ เช่นที่ 25 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิห้อง 30 องศานั้น เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานให้ความเย็นแก่ห้องจนอุณหภูมิเท่าหรือต่่ำกว่า 25 เล็กน้อย ตัวตรวจเช็คที่เครื่องปรับอากาศจะตัดการทำงานตัดไฟฟ้าเข้าคอมเพรสเซอร์ อุณหภูมิห้องก็ค่อยๆ สูงขึ้นไปอีกจนมากกว่า 25 องศาเซลเซียสเล็กน้อย คอมเพรสเซอร์ก็จะเริ่มทำงานให้ความเย็นอีก โดยส่วนควบคุมการทำงานคือสวิตช์อัตโนมัติต่อไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์คอมเพรสเซอร์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนวาถ้าคอมเพรสเซอร์ทำงานอยู่ตลอดเวลาจะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากกว่า หลักการทำงานคล้ายๆ กับตู้เย็นที่เมื่อเย็นจัดคอมเพรสเซอร์ตู้เย็นก็หยุดทำงานเช่นกัน
ส่วนในเครื่องปรับอากาศที่ให้อินเวิรทเตอร์นั้น เมื่อเครื่องทำงานให้ความเย็นเท่ากับหรือน้อยกว่าอุณหภูมิที่ตั้งไว้แล้ว การทำงานในระบบนี้จะไม่ตัดไฟแต่จะยังให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ทำงานต่อไป แต่ลดระดับการทำงานลง เหมือนกับการเปลี่ยนเกียร์รถยนต์ให้เกียร์สูงขึ้นแต่ใช้พลังงานน้อยลง ซึ่งทำให้รักษาความเย็นได้สม่ำเสมอกว่า และสิ้นเปลืองพลังงานน้อยกว่า เพราะในระบบเก่าการตัดกระแสไฟฟ้าที่ให้มอเตอร์ทันที จากนั้นให้เริ่มทำงานใหม่นั้นต้องใช้พลังงานมากในตอนเริ่มต้นใหม่ ทำให้ความเย็นอาจไม่สม่ำเสมอและมีเสียงดังมากกว่า และสิ้นเปลืองมากกว่า ในเครื่องที่ใช้ระบบอินเวิร์ทเตอร์ตามชื่อก็บอกว่ากลับการทำงานมาใช้มอเตอร์แบบกระแสตรงที่ทำให้ปรับควบคุมความเร็วมอเตอร์หรือที่ความถี่ต่ำได้ดีกว่า ยิ่งการนำแม่เหล็กแบบนีโอไดเมี่ยมมาใช้ในมอเตอร์ ทำให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องปรับอากาศดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด การใช้ระบบอินเวิร์ทเตอร์แม้ราคาแพงขึ้นเล็กน้อยแต่ให้ผลคุ้มค่ากว่าในการะประหยัดไฟฟ้าแน่นอน
จะยกตัวอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นเครื่องปรับอากาศที่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมาสู่ระบบนี้ เพื่อให้เห็นการทำงานที่แตกต่าง ก็จะอธิบายระบบเครื่องปรับอากาศเก่าพอสังเขปกล่าวคือ เมื่อตั้งอุณภูมิที่ต้องการไว้ เช่นที่ 25 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิห้อง 30 องศานั้น เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานให้ความเย็นแก่ห้องจนอุณหภูมิเท่าหรือต่่ำกว่า 25 เล็กน้อย ตัวตรวจเช็คที่เครื่องปรับอากาศจะตัดการทำงานตัดไฟฟ้าเข้าคอมเพรสเซอร์ อุณหภูมิห้องก็ค่อยๆ สูงขึ้นไปอีกจนมากกว่า 25 องศาเซลเซียสเล็กน้อย คอมเพรสเซอร์ก็จะเริ่มทำงานให้ความเย็นอีก โดยส่วนควบคุมการทำงานคือสวิตช์อัตโนมัติต่อไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์คอมเพรสเซอร์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนวาถ้าคอมเพรสเซอร์ทำงานอยู่ตลอดเวลาจะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากกว่า หลักการทำงานคล้ายๆ กับตู้เย็นที่เมื่อเย็นจัดคอมเพรสเซอร์ตู้เย็นก็หยุดทำงานเช่นกัน
ส่วนในเครื่องปรับอากาศที่ให้อินเวิรทเตอร์นั้น เมื่อเครื่องทำงานให้ความเย็นเท่ากับหรือน้อยกว่าอุณหภูมิที่ตั้งไว้แล้ว การทำงานในระบบนี้จะไม่ตัดไฟแต่จะยังให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ทำงานต่อไป แต่ลดระดับการทำงานลง เหมือนกับการเปลี่ยนเกียร์รถยนต์ให้เกียร์สูงขึ้นแต่ใช้พลังงานน้อยลง ซึ่งทำให้รักษาความเย็นได้สม่ำเสมอกว่า และสิ้นเปลืองพลังงานน้อยกว่า เพราะในระบบเก่าการตัดกระแสไฟฟ้าที่ให้มอเตอร์ทันที จากนั้นให้เริ่มทำงานใหม่นั้นต้องใช้พลังงานมากในตอนเริ่มต้นใหม่ ทำให้ความเย็นอาจไม่สม่ำเสมอและมีเสียงดังมากกว่า และสิ้นเปลืองมากกว่า ในเครื่องที่ใช้ระบบอินเวิร์ทเตอร์ตามชื่อก็บอกว่ากลับการทำงานมาใช้มอเตอร์แบบกระแสตรงที่ทำให้ปรับควบคุมความเร็วมอเตอร์หรือที่ความถี่ต่ำได้ดีกว่า ยิ่งการนำแม่เหล็กแบบนีโอไดเมี่ยมมาใช้ในมอเตอร์ ทำให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องปรับอากาศดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด การใช้ระบบอินเวิร์ทเตอร์แม้ราคาแพงขึ้นเล็กน้อยแต่ให้ผลคุ้มค่ากว่าในการะประหยัดไฟฟ้าแน่นอน
รู้เรื่องพลังงาน
คนเดินขึ้นบันได รถยนต์เคลื่อนที่ไปตามถนน รถเครนยกสิ่งของ ทั้งหมดต่างก็เป็นตัวอย่างการกระทำที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน(energy) งาน(work) และกำลังงาน(power) แต่ละเทอมเกี่ยวข้องกับความหมายทางวิทยาศาสตร์ (scientific meaning) จะเกิดการทำงานขึ้นเมื่อไรก็ตามที่แรงก่อให้เกิดการเคลื่อนที่ นั่นคือ งาน เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่บางอย่าง อาจเป็นการเคลื่อนของสิ่งที่เล็กมากเช่นอะตอม หรือใหญ่มากเช่นช้างหรือปลาวาฬ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ส่วนพลังงานหมายถึงความสามารถที่จะทำงาน และกำลังงานเป็นอัตราในการทำงาน หรือการทำงานเทียบกับเวลา พลังงานอาจแบ่งออกได้ 6 ประเภทดังนี้
1. พลังงานกล (mechanical energy) คือพลังงานจลน์ หรือพลังงานศักย์ (kinetic or potential energy) เช่นพลังงานจากไดนาโม เทอร์ไบน์
2. พลังงานไฟฟ้า (electrical energy) พลังานที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนจากอะตอมหนึ่งไปยังอีกอะตอมหนึ่ง เช่นพลังงานจากมอเตอร์ เครื่องทำความร้อนไฟฟ้า หลอดไฟฟ้า
3. พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear energy) พลังงานที่เก็บสะสมอยู่ในนิวเคลียสของอะตอมหนึ่งๆ เช่นพลังงานจากเตาปฏิกรณ์ จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากระเบิดนิวเคลียร์
4. พลังงานความร้อน คือพลังงานที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่แบบสุ่ม (random) ของอะตอมของศาล ยิ่งเคลื่อนที่เร็วเท่าใดสารนั้นก็ยิ่งร้อนมากเท่านั้น เช่นอากาศร้อนในบอลล์ลูนแบบอากาศร้อน วัตถุสารใดก็ตามทีร้อนมากน้อย
5.พลังงานแผ่รังสี ประกอบด้วยรังสี คลื่นหรืออนุภาค โดยเฉพาะที่อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แสง รังสีอุลตราไวโอเล็ต รังสีเอ็กซ์ รังสีแกมม่า และรังสีคอสมิกซ์ (cosmic rays)เช่นจากแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาเซลล์ การสังเคราะห์แสง
6. พลังงานเคมี เป็นพลังงานที่เก็บอยู่ในอะตอมหรือโมเลกุลที่ปลดปล่อยออกมาโดยปฏิกิริยาเคมี เช่นพลังงานในแบตเตอร์รี เตาเผาแกสและน้ำมัน
พลังงานแต่ละชนิดดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันในแง่ที่ว่าพลังงานรูปหนึ่ง สามารถเปลี่ยนจากรูปหนึ่งไปเป็นอีกรูปหนึ่งได้ โดยพลังงานรูปต่างๆ มักจะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้าที่นำไปใช้ได้สะดวก และการใช้พลังงานที่ใช้รูปต่างๆ ก็ก่อให้เกิดพลังงานความร้อนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ความร้อนที่เกิดขึ้นอาจนำไปใช้ประโยชน์ต่อหรือสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
1. พลังงานกล (mechanical energy) คือพลังงานจลน์ หรือพลังงานศักย์ (kinetic or potential energy) เช่นพลังงานจากไดนาโม เทอร์ไบน์
2. พลังงานไฟฟ้า (electrical energy) พลังานที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนจากอะตอมหนึ่งไปยังอีกอะตอมหนึ่ง เช่นพลังงานจากมอเตอร์ เครื่องทำความร้อนไฟฟ้า หลอดไฟฟ้า
3. พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear energy) พลังงานที่เก็บสะสมอยู่ในนิวเคลียสของอะตอมหนึ่งๆ เช่นพลังงานจากเตาปฏิกรณ์ จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากระเบิดนิวเคลียร์
4. พลังงานความร้อน คือพลังงานที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่แบบสุ่ม (random) ของอะตอมของศาล ยิ่งเคลื่อนที่เร็วเท่าใดสารนั้นก็ยิ่งร้อนมากเท่านั้น เช่นอากาศร้อนในบอลล์ลูนแบบอากาศร้อน วัตถุสารใดก็ตามทีร้อนมากน้อย
5.พลังงานแผ่รังสี ประกอบด้วยรังสี คลื่นหรืออนุภาค โดยเฉพาะที่อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แสง รังสีอุลตราไวโอเล็ต รังสีเอ็กซ์ รังสีแกมม่า และรังสีคอสมิกซ์ (cosmic rays)เช่นจากแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาเซลล์ การสังเคราะห์แสง
6. พลังงานเคมี เป็นพลังงานที่เก็บอยู่ในอะตอมหรือโมเลกุลที่ปลดปล่อยออกมาโดยปฏิกิริยาเคมี เช่นพลังงานในแบตเตอร์รี เตาเผาแกสและน้ำมัน
พลังงานแต่ละชนิดดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันในแง่ที่ว่าพลังงานรูปหนึ่ง สามารถเปลี่ยนจากรูปหนึ่งไปเป็นอีกรูปหนึ่งได้ โดยพลังงานรูปต่างๆ มักจะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้าที่นำไปใช้ได้สะดวก และการใช้พลังงานที่ใช้รูปต่างๆ ก็ก่อให้เกิดพลังงานความร้อนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ความร้อนที่เกิดขึ้นอาจนำไปใช้ประโยชน์ต่อหรือสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วิกฤตพลังงานกับความอยู่รอด
ผลจากภาวะน้ำมันเชื้อเพลิงราคาแพง โดยเฉพาะประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตน้ำมันโดยตรง ต้องสั่งซื้อพลังงานนำเข้ามามากว่า 90 เปอร์เซนต์ ส่งผลกระทบต่อการขาดดุลการค้า และยังไม่มีวิธีการใดที่ยังลดการใช้จ่ายพลังงานที่มีราคาแพงลงได้ ถ้าหากยังไม่เปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงานในปัจจุบัน หนทางเดียวที่สามารถกระทำได้ในขณะนี้คือการใช้จ่ายพลังงานให้น้อยที่สุด ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดลดการสูญเสียพลังงานให้ได้มากที่สุด และที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่เราโชคดีที่มีพระเจ้าอยู่หัวที่มีอัจฉริยภาพอันสูงส่งที่ได้พระราชทาน แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และตามทฤษฎีใหม่ ซึ่งช่วยให้การใช้พลังงานลดน้อยลงโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าถ้าได้นำแนวคิดนี้ไปใช้อย่างเต็มรูปแบบ ก็สามารถจะแก้ปัญหาด้านพลังงานของประเทศลงได้
เราใช้พลังงานจากการสะสมของฟอสซิลหรือซากพืชซากสัตว์ดึกดำบรรพที่ซ้อนทับถมกันนับล้านๆ ปีและกลายเป็นน้ำมันในที่สุด ในปัจจุบันการศึกษาวิจัยที่จะนำซากพืชซากสัตว์มาใช้ในการผลิตน้ำมัน ซึ่งก็ยังอยู่ในระยะเริ่มแรก และเริ่มเห็นเค้าลางที่จะนำมาทำเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซิน หรือน้ำมันดีเซลก็สามารถที่จะผลิตจากพืชได้ ซึ่งขณะนี้ได้มีโรงงานต้นแบบมากมายในการผลิตน้ำมันแกสโซฮอล เอทานอล แทนน้ำมันเบนซิน และไบโอดีเซลแทนน้ำมันดีเซลล์
ประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งผลิตอาหารเป็นครัวโลกในระดับหนึ่ง และเมื่อน้ำมันขาดแคลน เราก็สามารถใช้ผลผลิตทางการเกษตรมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวได้ด้วย และจากการศึกษาวิจัยในปัจจุบันสามารถสร้างน้ำมันเชื้อเพลิงจากต้นไม้อะไรก็ได้ ซึ่งก็มีโรงงานต้นแบบจากประเทศญี่ปุ่นออกมาจำหน่าย ซึ่งต้นไม้ทุกต้นสามารถนำมาผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ซึ่งเราควรจะเร่งศึกษาว่าพันธ์ไม้ใดที่โตเร็ว ที่นำไปใช้กันมากเช่นต้นยูคาลิปตัส และมีพันธ์ไม้อื่นใดอีกที่สามารถนำมาใช้ได้ดีและโตเร็วซึ่งในเรื่องนี้เราต้องศึกษากันอย่างเร่งด่วน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าจะมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้นเพื่อนำไปทำเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งประเทศไทยนั้นถ้ายังอยู่แบบเดิมๆ ไม่มีมาตรการใดใหม่ๆ มาควบคุมดูแลแล้วอาจจะยิ่งสร้างปัญหามากกว่าเดิม เพราะเท่าที่เป็นอยู่นั้นก็มีการบุรุกทำลายป่าสงวนอยู่ในทั่วทุกภาคของประเทศ ท่านดร.สุเมศ องคมนตรีเคยกล่าวไว้ในการพูดที่ต่างๆ ว่าภาคส่วนต่างๆ ของโลกใช้จ่ายเกินตัวเกินกว่าที่ธรรมชาติจะคืนสภาพได้ถึง 3:1 ถ้าเราไม่สามารถจะคืนกลับสภาวะสมดุลย์ตามธรรมชาติ โลกของเราก็น่าเป็นห่วงที่จะเกิดวิกฤติเกิดภัยพิบัติอย่างร้ายแรงจนไม่อาจมีใครอยู่ได้ในที่สุด
เราใช้พลังงานจากการสะสมของฟอสซิลหรือซากพืชซากสัตว์ดึกดำบรรพที่ซ้อนทับถมกันนับล้านๆ ปีและกลายเป็นน้ำมันในที่สุด ในปัจจุบันการศึกษาวิจัยที่จะนำซากพืชซากสัตว์มาใช้ในการผลิตน้ำมัน ซึ่งก็ยังอยู่ในระยะเริ่มแรก และเริ่มเห็นเค้าลางที่จะนำมาทำเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซิน หรือน้ำมันดีเซลก็สามารถที่จะผลิตจากพืชได้ ซึ่งขณะนี้ได้มีโรงงานต้นแบบมากมายในการผลิตน้ำมันแกสโซฮอล เอทานอล แทนน้ำมันเบนซิน และไบโอดีเซลแทนน้ำมันดีเซลล์
ประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งผลิตอาหารเป็นครัวโลกในระดับหนึ่ง และเมื่อน้ำมันขาดแคลน เราก็สามารถใช้ผลผลิตทางการเกษตรมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวได้ด้วย และจากการศึกษาวิจัยในปัจจุบันสามารถสร้างน้ำมันเชื้อเพลิงจากต้นไม้อะไรก็ได้ ซึ่งก็มีโรงงานต้นแบบจากประเทศญี่ปุ่นออกมาจำหน่าย ซึ่งต้นไม้ทุกต้นสามารถนำมาผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ซึ่งเราควรจะเร่งศึกษาว่าพันธ์ไม้ใดที่โตเร็ว ที่นำไปใช้กันมากเช่นต้นยูคาลิปตัส และมีพันธ์ไม้อื่นใดอีกที่สามารถนำมาใช้ได้ดีและโตเร็วซึ่งในเรื่องนี้เราต้องศึกษากันอย่างเร่งด่วน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าจะมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้นเพื่อนำไปทำเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งประเทศไทยนั้นถ้ายังอยู่แบบเดิมๆ ไม่มีมาตรการใดใหม่ๆ มาควบคุมดูแลแล้วอาจจะยิ่งสร้างปัญหามากกว่าเดิม เพราะเท่าที่เป็นอยู่นั้นก็มีการบุรุกทำลายป่าสงวนอยู่ในทั่วทุกภาคของประเทศ ท่านดร.สุเมศ องคมนตรีเคยกล่าวไว้ในการพูดที่ต่างๆ ว่าภาคส่วนต่างๆ ของโลกใช้จ่ายเกินตัวเกินกว่าที่ธรรมชาติจะคืนสภาพได้ถึง 3:1 ถ้าเราไม่สามารถจะคืนกลับสภาวะสมดุลย์ตามธรรมชาติ โลกของเราก็น่าเป็นห่วงที่จะเกิดวิกฤติเกิดภัยพิบัติอย่างร้ายแรงจนไม่อาจมีใครอยู่ได้ในที่สุด
วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ตระหนักเรื่องประหยัดพลังงานกันเถอะ
อย่างง่ายที่สุดแล้วพลังงานหมายถึงความสามารถที่จะทำงาน คงจะเป็นการดีถ้าจะได้ทำความเข้าใจว่าทำไมเราควรจะประหยัดพลังงาน แน่นอนว่าพลังงานที่เรากำลังพูดถึงนั้นก็คือพลังงานไฟฟ้าและพลังงานเชื้อเพลิง อันเป็นเหมือนคนงานในอารยธรรมสมัยใหม่
เมื่อเราเปิดไฟฟ้าให้แสงสว่าง เปิดให้เครื่องซักผ้าทำงาน เปิดเตาไฟฟ้า หรือเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ กล่าวได้ว่าเรากำลังเผาพลังงาน โดยมีกระบวนการที่นำเอาเชื้อเพลิงบางอย่าง เช่นถ่าน ถ่านหินหรือแกสธรรมชาติ โดยการใช้พลังงานจากน้ำตก หรือเขื่อน หรือจากพลังงานนิวเคลียร์ แล้วใช้พลังงานที่ได้ให้มาทำงานให้เรา เมื่อเชื้อเพลิงถูกเผาไปแล้วก็จะไม่มีความสามารถที่จะกลับมาทำงานได้อีก ไม่สามารถเป็นพลังงานได้อีก เมื่อจะให้ได้พลังงานเพิ่มขึ้นอีกเราจำเป็นต้องเผาเชื้อเพลิงมากขึ้น
กล่าวได้ว่าไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานแบบทุติยภูมิ ซึ่งจะต้องผลิตขึ้นมาจากแหล่งพลังงานปฐมภูมิหลัง ไฟฟ้าที่ได้ในปัจจุบันทั่วโลกมักมาจาก พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานจากความร้อน (จากเผาถ่าน ถ่านหิน หรือเชื้อเพลิงจากซากพืช ซากสัตว์อื่น (fossil fuels)) และจากพลังงานน้ำจากเขื่อน จากแหล่งพลังงานหลักแต่ละอย่างต่างก็มีปัญหากับสิ่งแวดล้อมเฉพาะตัว ที่ส่งผลกลับมาทำลายล้าง ชีวิตและถิ่นที่อยู่ของเราภายหลัง ไม่มากก็น้อย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลหลักว่า ยิ่งเราใช้พลังงานไปมากเท่าใดก็ยิ่งกลับมาทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมของเราภายหลังมากเท่านั้น ทำให้กล่าวได้ว่าเราในยุคนี้ไม่ได้ทำในสิ่งที่จะให้ลูกหลานของเราปลอดภัยในอนาคต หรือทำในสิ่งที่ไม่ได้ไปลดคุณค่า ลดความหลากหลายของธรรมชาติลงไป หรือความอุดมสมบูรณ์สำหรับคนรุ่นต่อไป
เมื่อเราเปิดไฟฟ้าให้แสงสว่าง เปิดให้เครื่องซักผ้าทำงาน เปิดเตาไฟฟ้า หรือเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ กล่าวได้ว่าเรากำลังเผาพลังงาน โดยมีกระบวนการที่นำเอาเชื้อเพลิงบางอย่าง เช่นถ่าน ถ่านหินหรือแกสธรรมชาติ โดยการใช้พลังงานจากน้ำตก หรือเขื่อน หรือจากพลังงานนิวเคลียร์ แล้วใช้พลังงานที่ได้ให้มาทำงานให้เรา เมื่อเชื้อเพลิงถูกเผาไปแล้วก็จะไม่มีความสามารถที่จะกลับมาทำงานได้อีก ไม่สามารถเป็นพลังงานได้อีก เมื่อจะให้ได้พลังงานเพิ่มขึ้นอีกเราจำเป็นต้องเผาเชื้อเพลิงมากขึ้น
กล่าวได้ว่าไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานแบบทุติยภูมิ ซึ่งจะต้องผลิตขึ้นมาจากแหล่งพลังงานปฐมภูมิหลัง ไฟฟ้าที่ได้ในปัจจุบันทั่วโลกมักมาจาก พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานจากความร้อน (จากเผาถ่าน ถ่านหิน หรือเชื้อเพลิงจากซากพืช ซากสัตว์อื่น (fossil fuels)) และจากพลังงานน้ำจากเขื่อน จากแหล่งพลังงานหลักแต่ละอย่างต่างก็มีปัญหากับสิ่งแวดล้อมเฉพาะตัว ที่ส่งผลกลับมาทำลายล้าง ชีวิตและถิ่นที่อยู่ของเราภายหลัง ไม่มากก็น้อย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลหลักว่า ยิ่งเราใช้พลังงานไปมากเท่าใดก็ยิ่งกลับมาทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมของเราภายหลังมากเท่านั้น ทำให้กล่าวได้ว่าเราในยุคนี้ไม่ได้ทำในสิ่งที่จะให้ลูกหลานของเราปลอดภัยในอนาคต หรือทำในสิ่งที่ไม่ได้ไปลดคุณค่า ลดความหลากหลายของธรรมชาติลงไป หรือความอุดมสมบูรณ์สำหรับคนรุ่นต่อไป
ประหยัดไฟฟ้าจากกระติกต้มน้ำไฟฟ้า
การใช้กระติกต้มน้ำไฟฟ้า สำหรับชงชากาแฟ หรือที่ต้องการน้ำร้อนสำหรับใช้ด้วยวัตถุประสงค์ใดก็แล้วแต่ ปกติกแล้วกระติกต้มน้ำไฟฟ้าลักษณะนี้นั้นใช้พลังงานไฟฟ้าสูงพอควร โดยทั่วไปสิ้นเปลืองกำลังไฟฟ้ามากกว่า 500 วัตต์ เทียบเท่ากับหลอดฟลูออเรสเซ็นต์หลอดยาวราว 13 หลอดเปิดพร้อมกัน
ในการใช้งานก็เพียงใส่น้ำในกระติกเสียบปลั๊กไฟบ้าน ไม่นานน้ำก็เดือดแล้วกระติกก็จะตัดไฟโดยอัตโนมัติเมื่อความร้อนลดลงจากการถ่ายเทความร้อนให้อากาศโดยรอบขนาดหนึ่งแล้วหรืออุณหภูมิลดลงประมาณ 5 องศา ก็เริ่มทำงานต้มน้ำจนเดือดอีก วิธีที่จะให้ประหยัดไฟฟ้าจากการใช้กระติกไฟฟ้านี้ทางหนึ่งที่ชงัดที่สุดก็คือ ถอดปลั๋กออกจากเต้าเสียบ เมื่อไม่ใช้งานไม่ควรเสียบค้างไว้ตลอดคืน แม้แต่ตอนกลางวันหากไม่ใช้งานก็ไม่จำเป็นต้องเสียบปลั๋กไว้ อาจจะตั้งกฏไว้ว่าถ้าไม่มีการใช้เกิน 30 นาทีก็ควรปิดสวิตช์หรือถอดปลั๋กออก วิธีนี้ก็ต้องยอมลดความสะดวกลงไปบ้างเพราะเมื่อจะใช้ก็ต้องรอให้น้ำเดือดเสียก่อนจึงจะใช้ได้ หรือถ้าผ่านการต้มเดือดมาแล้ว บางครั้งการต้มก็ไม่จำเป็นให้เดือดก็สามารถใช้น้ำได้แล้ว ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้มาก
ในการใช้งานก็เพียงใส่น้ำในกระติกเสียบปลั๊กไฟบ้าน ไม่นานน้ำก็เดือดแล้วกระติกก็จะตัดไฟโดยอัตโนมัติเมื่อความร้อนลดลงจากการถ่ายเทความร้อนให้อากาศโดยรอบขนาดหนึ่งแล้วหรืออุณหภูมิลดลงประมาณ 5 องศา ก็เริ่มทำงานต้มน้ำจนเดือดอีก วิธีที่จะให้ประหยัดไฟฟ้าจากการใช้กระติกไฟฟ้านี้ทางหนึ่งที่ชงัดที่สุดก็คือ ถอดปลั๋กออกจากเต้าเสียบ เมื่อไม่ใช้งานไม่ควรเสียบค้างไว้ตลอดคืน แม้แต่ตอนกลางวันหากไม่ใช้งานก็ไม่จำเป็นต้องเสียบปลั๋กไว้ อาจจะตั้งกฏไว้ว่าถ้าไม่มีการใช้เกิน 30 นาทีก็ควรปิดสวิตช์หรือถอดปลั๋กออก วิธีนี้ก็ต้องยอมลดความสะดวกลงไปบ้างเพราะเมื่อจะใช้ก็ต้องรอให้น้ำเดือดเสียก่อนจึงจะใช้ได้ หรือถ้าผ่านการต้มเดือดมาแล้ว บางครั้งการต้มก็ไม่จำเป็นให้เดือดก็สามารถใช้น้ำได้แล้ว ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้มาก
ประหยัดไฟฟ้าจากการใช้ตู้เย็น
ในยุคที่พลังงานราคาถูกเรามักจะใช้วิธีการที่สะดวก โดยเอาอาหารแช่แข็งจากช่องฟรีซส์ไปละลายละลายน้ำแข็งด้วยเตาไมโครเวฟซึ่งต้องสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าในการใช้เตาไม่โครเวฟ แต่ถ้าไม่เร่งรีบเกินไป นำออกมาจากช่องฟรีซส์ก่อนมาไว้ในช่องแช่เย็นธรรมดาเสียก่อน ตั้งแต่ตอนกลางคืนแล้วนำมาใช้ปรุงอาหารตอนเช้า วิธีนี้ไม่ทำให้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่กลับประหยัดไฟฟ้าลงอีก โดยความเย็นจากอาหารแช่แข็งช่วยให้อาหารอื่นส่วนที่อยู่ในตู้เย็นให้เย็นอยู่ต่อโดยไม่สิ้นเปลืองพลังงานก่อนที่จะนำออกไปปรุง ทำให้ลดการใช้พลังงานลง และเราจะประหยัดพลังงานที่จะต้องใช้ในการละลายน้ำแข็งในเตาไมโครเวฟ
วิธีที่ประหยัดไฟฟ้าอีกวิธีก็คืออย่าเปิดตู้เย็นบ่อยๆ เพราะทุกครั้งที่เปิดตู้เย็นอากาศเย็นจากตู้เย็นจะเล็ดลอดออกไปสู่อากาศในห้องที่อุ่นกว่า และตู้เย็นก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อที่จะรักษาให้อุณหภูมิคงที่อยู่ตามที่กำหนด วิธีที่จะทำให้เปิดตู้เย็นไม่บ่อยและไม่นานก็คือ ตัดสินสิ่งที่ต้องการจะเอาในตู้เย็นก่อนที่จะเปิดตู้เย็น ไม่ใช่เปิดตู้เย็นแล้วก็ยังตัดสินใจไม่ถูกยังกวาดตาดูว่าจะเอาอะไรดี ถ้าให้ดีถ้าจำตำแหน่งอาหารหรือเครื่องดื่มอยู่ตำแหน่งไหนก็จะทำให้หยิบจับได้ง่ายและเร็ว เปิดตู้เย็นน้อยครั้งและเวลาสั้นที่สุดก็จะประหยัดไฟฟ้าลงได้
วิธีที่ประหยัดไฟฟ้าอีกวิธีก็คืออย่าเปิดตู้เย็นบ่อยๆ เพราะทุกครั้งที่เปิดตู้เย็นอากาศเย็นจากตู้เย็นจะเล็ดลอดออกไปสู่อากาศในห้องที่อุ่นกว่า และตู้เย็นก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อที่จะรักษาให้อุณหภูมิคงที่อยู่ตามที่กำหนด วิธีที่จะทำให้เปิดตู้เย็นไม่บ่อยและไม่นานก็คือ ตัดสินสิ่งที่ต้องการจะเอาในตู้เย็นก่อนที่จะเปิดตู้เย็น ไม่ใช่เปิดตู้เย็นแล้วก็ยังตัดสินใจไม่ถูกยังกวาดตาดูว่าจะเอาอะไรดี ถ้าให้ดีถ้าจำตำแหน่งอาหารหรือเครื่องดื่มอยู่ตำแหน่งไหนก็จะทำให้หยิบจับได้ง่ายและเร็ว เปิดตู้เย็นน้อยครั้งและเวลาสั้นที่สุดก็จะประหยัดไฟฟ้าลงได้
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ประหยัดไฟฟ้าแบบเก็บเล็กผสมน้อย
การประหยัดพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ต่างก็พยายามหาทางลดการใช้พลังงานลง ที่เห็นได้ชัดคือการออกแบบซีพียูในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลง ทำให้ใครที่ซื้อโน้ตบุครุ่นหลังๆ สามารถใช้แบตเตอร์รีได้นานขึ้น บางรุ่นใช้แบตเตอร์รีได้นานถึง 8 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเสียบปลั๋กเลยทีเดียว
ในมือถือรุ่นใหม่ๆ เมื่อชาร์ตแบตเตอร์รีจนเต็มแล้วจะมีตัวบอกว่าไฟเต็มแล้วให้ถอดเครื่องชาร์ตออกจากเต้าเสียบด้วย บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมากไม่จำเป็นต้องเอาออกเสียบคาไว้ก็ได้ เพราะไม่ได้ชาร์ตก็ไม่เปลืองไฟฟ้า แต่ความเป็นจริงนั้น มีไฟฟ้าผ่านเครื่องชาร์ตลอดเวลาถ้ายังไม่ดึงออกจากเต้าเสียบ แต่ในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ถ้าทิ้งไว้นานๆ ไปจับดูจะรู้สึกอุ่นๆ แสดงว่าเครื่องชาร์ตยังทำงานอยู่ตลอดเวลาสิ้นเปลืองไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา และผลเสียอีกประการหนึ่งก็คือ ทำให้เครื่องชาร์ตนั้นเสื่อมเร็วขึ้น
ยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่างที่เรามักจะเสียบปลั๊กทิ้งไว้ เพราะเห็นว่าเมื่อจะใช้ก็เปิดสวิตช์ที่ตัวเครื่องอีกที ซึ่งมีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดที่มีการต่อใช้ไฟฟ้าไว้โดยไม่ผ่านสวิตช์เมื่อเราเปิดเมื่อใช้ เช่นทีวีแบบเปิดปุ๋บติดปั๋บ เครื่องไมโครเวฟ เครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีเครื่องคอมพิวเตอร์เราสามารถทดสอบง่ายๆ ให้ใช้เม้าแสงเสียบที่พอร์ทยูเอสบี จะเห็นว่าแสงทีเม้าซ์จะติดอยู่ตลอดเวลา เพราะมีไฟมาเลี้ยงที่ช่องยูเอสบีอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดสวิตช์ใช้คอมพิวเตอร์อยู่ก็ตาม ดังนั้นถ้าหากต้องการประหยัดไฟฟ้าส่วนนี้ได้อีกก็ควรถอดปลั๋ก หรือมีสวิตช์อีกชั้นก่อนต่อเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ มีข้อดีจากการถอดปลั๋กออกไม่ให้เสียบค่าเต้าเสียบไว้ก็คือ ในหน้าฝนที่มีฝนฟ้าคะนองมักจะมีไฟฟ้าจากภายนอกรั่วไหลเข้ามาทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายได้ถ้าไม่ถอดปลั๋ก และขณะนี้ก็เข้าหน้าฝนแล้ว ก็พึงระวังความสูญเสียจากฟ้าผ่าดังกล่าว
ในมือถือรุ่นใหม่ๆ เมื่อชาร์ตแบตเตอร์รีจนเต็มแล้วจะมีตัวบอกว่าไฟเต็มแล้วให้ถอดเครื่องชาร์ตออกจากเต้าเสียบด้วย บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมากไม่จำเป็นต้องเอาออกเสียบคาไว้ก็ได้ เพราะไม่ได้ชาร์ตก็ไม่เปลืองไฟฟ้า แต่ความเป็นจริงนั้น มีไฟฟ้าผ่านเครื่องชาร์ตลอดเวลาถ้ายังไม่ดึงออกจากเต้าเสียบ แต่ในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ถ้าทิ้งไว้นานๆ ไปจับดูจะรู้สึกอุ่นๆ แสดงว่าเครื่องชาร์ตยังทำงานอยู่ตลอดเวลาสิ้นเปลืองไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา และผลเสียอีกประการหนึ่งก็คือ ทำให้เครื่องชาร์ตนั้นเสื่อมเร็วขึ้น
ยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่างที่เรามักจะเสียบปลั๊กทิ้งไว้ เพราะเห็นว่าเมื่อจะใช้ก็เปิดสวิตช์ที่ตัวเครื่องอีกที ซึ่งมีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดที่มีการต่อใช้ไฟฟ้าไว้โดยไม่ผ่านสวิตช์เมื่อเราเปิดเมื่อใช้ เช่นทีวีแบบเปิดปุ๋บติดปั๋บ เครื่องไมโครเวฟ เครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีเครื่องคอมพิวเตอร์เราสามารถทดสอบง่ายๆ ให้ใช้เม้าแสงเสียบที่พอร์ทยูเอสบี จะเห็นว่าแสงทีเม้าซ์จะติดอยู่ตลอดเวลา เพราะมีไฟมาเลี้ยงที่ช่องยูเอสบีอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดสวิตช์ใช้คอมพิวเตอร์อยู่ก็ตาม ดังนั้นถ้าหากต้องการประหยัดไฟฟ้าส่วนนี้ได้อีกก็ควรถอดปลั๋ก หรือมีสวิตช์อีกชั้นก่อนต่อเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ มีข้อดีจากการถอดปลั๋กออกไม่ให้เสียบค่าเต้าเสียบไว้ก็คือ ในหน้าฝนที่มีฝนฟ้าคะนองมักจะมีไฟฟ้าจากภายนอกรั่วไหลเข้ามาทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายได้ถ้าไม่ถอดปลั๋ก และขณะนี้ก็เข้าหน้าฝนแล้ว ก็พึงระวังความสูญเสียจากฟ้าผ่าดังกล่าว
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ตามหลักของฟิสิกส์เกี่ยวกับพลังงานคือการถาวรของพลังงาน (energy conservation) ที่ว่าพลังงานของระบบจะคงที่เสมอ กล่าวได้ว่าพลังงานในเอกภพมีความคงตัว พลังงานไม่มีการสูญหายไปไหนแต่มีการเปลี่ยนรูปหนึ่งไปเป็นอีกรูปหนึ่งเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานไฟฟ้าเราสามารถเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานรูปอื่นที่ต้องการ เช่น แสง ความร้อน และพลังงานกล (ที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนที่) เป็นต้น
ในยุคที่พลังงานแพงจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดนั้น น่าจะพิจารณาถึงการประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน เช่นเรารณรงค์ให้มีการใช้หลอดแบบตะเกียบแทนหลอดแบบมีไส้ ทั้งนี้เพราะหลอดไฟฟ้าแบบตะเกียบมีประสิทธิภาพที่ให้แสงสว่างมากกว่า เมื่อหลอดทั้งสองแบบใช้กำลังไฟฟ้าเท่าๆ กัน นั่นคือจุดประสงค์หลักที่ต้องการให้ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลง สำหรับหลอดแบบมีไส้นั้นที่ให้แสงน้อยกว่าอาจเป็นเพราะ พลังงานส่วนหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อน บางครั้งจึงใช้หลอดแบบมีไส้เพื่อให้ความร้อนเมื่ออากาศหนาวเย็นได้ แต่ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเครื่องยนต์ทั้งหลายที่เราใช้กันอยู่ ไม่ว่าในรถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ สำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายในที่เราใช้กันอยู่สองแบบคือเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซลล์ เราใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในนี้มา 100 กว่าปีแล้วยังไม่ได้เปลี่ยนวิธีการเลย ตามทฤษฎีประสิทธิภาพสูงสุดที่เครื่องยนต์เบนซินทำได้เพียงประมาณ 30 เปอร์เซนต์ และ เครื่องยนต์ดีเซลล์ได้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่าพลังงานจากน้ำมันเมื่อจุดสันดาปแล้วกลายเป็นพลังงานขับเคลื่อนได้ไม่เกิน 30 หรือ 40 เปอร์เซ็นเท่านั้น นอกนั้นสูญเสียไปเป็นพลังงานความร้อน และอื่นๆ ความเสียดทาน บ้าง สิ่งที่ผู้พัฒนาปรับปรุงได้ก็คือระบบการจุดระเบิด การลดความฝืดของส่วนต่างๆ
ในกรณีของโรงไฟฟ้าโดยเฉลี่ยแล้วโรงไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนพลังงานรูปแบบอื่นๆ ไปเป็นไฟฟ้าได้ไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเพราะสูญเสียในกระบวนการผลิต ความร้อน ความเสียดทาน พลังงานกลก่อนที่จะเป็นไฟฟ้า และยังสูญเสียจากความเสียดทานของสายส่งพลังงานไฟฟ้าอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นทั้งแหล่งผลิต และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายนั้นทำอย่างไรที่จะลดการสูญเสียพลังงานให้ได้มากที่สุด นั่นก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน
ในยุคที่พลังงานแพงจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดนั้น น่าจะพิจารณาถึงการประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน เช่นเรารณรงค์ให้มีการใช้หลอดแบบตะเกียบแทนหลอดแบบมีไส้ ทั้งนี้เพราะหลอดไฟฟ้าแบบตะเกียบมีประสิทธิภาพที่ให้แสงสว่างมากกว่า เมื่อหลอดทั้งสองแบบใช้กำลังไฟฟ้าเท่าๆ กัน นั่นคือจุดประสงค์หลักที่ต้องการให้ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลง สำหรับหลอดแบบมีไส้นั้นที่ให้แสงน้อยกว่าอาจเป็นเพราะ พลังงานส่วนหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อน บางครั้งจึงใช้หลอดแบบมีไส้เพื่อให้ความร้อนเมื่ออากาศหนาวเย็นได้ แต่ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเครื่องยนต์ทั้งหลายที่เราใช้กันอยู่ ไม่ว่าในรถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ สำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายในที่เราใช้กันอยู่สองแบบคือเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซลล์ เราใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในนี้มา 100 กว่าปีแล้วยังไม่ได้เปลี่ยนวิธีการเลย ตามทฤษฎีประสิทธิภาพสูงสุดที่เครื่องยนต์เบนซินทำได้เพียงประมาณ 30 เปอร์เซนต์ และ เครื่องยนต์ดีเซลล์ได้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่าพลังงานจากน้ำมันเมื่อจุดสันดาปแล้วกลายเป็นพลังงานขับเคลื่อนได้ไม่เกิน 30 หรือ 40 เปอร์เซ็นเท่านั้น นอกนั้นสูญเสียไปเป็นพลังงานความร้อน และอื่นๆ ความเสียดทาน บ้าง สิ่งที่ผู้พัฒนาปรับปรุงได้ก็คือระบบการจุดระเบิด การลดความฝืดของส่วนต่างๆ
ในกรณีของโรงไฟฟ้าโดยเฉลี่ยแล้วโรงไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนพลังงานรูปแบบอื่นๆ ไปเป็นไฟฟ้าได้ไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเพราะสูญเสียในกระบวนการผลิต ความร้อน ความเสียดทาน พลังงานกลก่อนที่จะเป็นไฟฟ้า และยังสูญเสียจากความเสียดทานของสายส่งพลังงานไฟฟ้าอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นทั้งแหล่งผลิต และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายนั้นทำอย่างไรที่จะลดการสูญเสียพลังงานให้ได้มากที่สุด นั่นก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน
แฟลตเมมโมรีกับแบตเตอร์รีชาร์ตได้
แฟลตเมมโมรีหรือทัมไดร์ฟหรือเมมโมรีไดร์เป็นสื่อข้อมูลที่ใช้เก็บข้อมูลที่นำมาแทนดิสค์เกตขนาดสามนิ้ว นอกจากนี้แล้วยังนำไปใช้มากในกล้องถ่ายรูป ในพ็อกเก็ตพีซี ในมือถือ ปริ้นเตอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ต้องทำงานร่วมด้วยกับข้อมูลในเมมโมรีไดร์ฟ แต่ที่มาเกี่ยวข้องกับแบตเตอร์รีชาร์ตได้ก็ตรงที่ว่ามีอุปกรณ์หลายอย่างใช้ทั้งเมมโมรีไดร์ฟ และแบตเตอร์ชาร์ตได้ ไม่ว่ามือถือ กล้องถ่ายรูปดิจิทัล และพ็อกเก็ตพีซี ต่างก็มีทั้งแบตเตอร์รีชาร์ตได้และเมมโมรีไดร์ฟ
ข้อที่ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้เมมโมรีไดร์ฟ ควรเลือกใช้ที่ได้มาตรฐาน มีมาตรฐานรับรองยิ่งดี เพราะถ้าเมมโมรีไดร์ฟที่คุณภาพไม่ดีแล้วจะทำให้ใช้พลังงานจากแบตเตอร์รีชาร์ดได้สูงจะทำให้แบตเตอร์รีหมดเร็ว เช่นใช้มือถือก็ต้องชาร์ตบ่อยๆ พ็อกเก็ตพีซีก็หมดแบตเตอร์รีเร็วปกติ หรือกล้องถ่ายรูปถ่ายได้จำนวนภาพไม่มากดังที่คิดก็หมดแบตเตอร์รีแล้ว ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้เขียนเคยใช้กับพ็อกเกตพีซี เคยใช้เมมโมรีไดร์ฟราคาถูกจากใต้หวันต้องชาร์ตแบตเตอร์รีกันแทบทุกวัน แต่เมื่อถอดออกใช้เฉพาะหน่วยความจำที่มีอยู่ในเครื่องสามารถยืดเวลาการชาร์ตแบตเตอร์รีออกไปได้เป็นสิบวันทั้งๆ อัตราการใช้เท่ากัน
นอกจากนี้แล้วการใช้เมมโมรีไดร์ฟที่ใช้พลังงานจากแบตเตอร์รีมากอาจทำให้แบตเตอร์รีเสื่อมเร็ว อย่างไรก็ตามก็ต้องแน่ใจว่าแบตเตอร์รีไม่เสื่อม ซึ่งแบตเตอร์รีที่ชาร์ตได้นั้นปกติมีตัวบอกให้ทราบว่าสามารถจะเก็บพลังงานไว้ได้มากแค่ไหนส่วนมากบอกอยู่ในรูปของมิลลิแอมชั่วโมง 2200 mAhr และเป็นชนิด NiMH และก็มีอยู่มากเหมือนกันที่เขียนตัวเลขเกินจริง และต้องเป็นชนิด NiMH ไม่ใช่ NiCa สรุปแล้วต้องระวังทั้งเมมโมรีไดร์ฟและแบตเตอร์รีชาร์ตได้ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานก็จะไม่พบปัญหาแบตเตอร์รีหมดเร็ว
ข้อที่ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้เมมโมรีไดร์ฟ ควรเลือกใช้ที่ได้มาตรฐาน มีมาตรฐานรับรองยิ่งดี เพราะถ้าเมมโมรีไดร์ฟที่คุณภาพไม่ดีแล้วจะทำให้ใช้พลังงานจากแบตเตอร์รีชาร์ดได้สูงจะทำให้แบตเตอร์รีหมดเร็ว เช่นใช้มือถือก็ต้องชาร์ตบ่อยๆ พ็อกเก็ตพีซีก็หมดแบตเตอร์รีเร็วปกติ หรือกล้องถ่ายรูปถ่ายได้จำนวนภาพไม่มากดังที่คิดก็หมดแบตเตอร์รีแล้ว ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้เขียนเคยใช้กับพ็อกเกตพีซี เคยใช้เมมโมรีไดร์ฟราคาถูกจากใต้หวันต้องชาร์ตแบตเตอร์รีกันแทบทุกวัน แต่เมื่อถอดออกใช้เฉพาะหน่วยความจำที่มีอยู่ในเครื่องสามารถยืดเวลาการชาร์ตแบตเตอร์รีออกไปได้เป็นสิบวันทั้งๆ อัตราการใช้เท่ากัน
นอกจากนี้แล้วการใช้เมมโมรีไดร์ฟที่ใช้พลังงานจากแบตเตอร์รีมากอาจทำให้แบตเตอร์รีเสื่อมเร็ว อย่างไรก็ตามก็ต้องแน่ใจว่าแบตเตอร์รีไม่เสื่อม ซึ่งแบตเตอร์รีที่ชาร์ตได้นั้นปกติมีตัวบอกให้ทราบว่าสามารถจะเก็บพลังงานไว้ได้มากแค่ไหนส่วนมากบอกอยู่ในรูปของมิลลิแอมชั่วโมง 2200 mAhr และเป็นชนิด NiMH และก็มีอยู่มากเหมือนกันที่เขียนตัวเลขเกินจริง และต้องเป็นชนิด NiMH ไม่ใช่ NiCa สรุปแล้วต้องระวังทั้งเมมโมรีไดร์ฟและแบตเตอร์รีชาร์ตได้ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานก็จะไม่พบปัญหาแบตเตอร์รีหมดเร็ว
วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ประหยัดไฟและลดภาวะโลกร้อนด้วยหลอดตะเกียบ
ตอนนี้รัฐบาลกำลังรณรงค์ให้หันมาใช้หลอดแบบตะเกียบมากขึ้น โดยให้ส่งบิลค่าไฟฟ้าไปหยิบฉลากโดยจะแจกจังหวัดละ 1 หมื่นหลอด ลองส่งไปนะครับมีโอกาสได้หลอดใช้ฟรี ถ้ามีการนำหลอดตะเกียบมาใช้มากเท่าใดก็จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าลง ที่ประหยัดลงได้นั้นเนื่องมาจากว่าประสิทธิภาพการเปล่งแสงของหลอดดีกว่าหลอดมีไส้ การใช้ไฟฟ้าน้อยลงในภาพรวม ทำให้ช่วยลดการเผาผลาญน้ำมันที่นำมาผลิตพลังงานไฟฟ้า ก็คือการลดแกสภาวะเรือนกระจกหรือคาร์บอนไดออกไซด์ ที่จะไปสะสมในชั้นบรรยากาศของโลก
ตอนที่ไปชื้อหลอดตะเกียบทั้งที่กล่องใส่หลอดและตัวหลอดจะเขียนบอกไว้ว่าสิ้นเปลืองกำลังไฟฟ้าเท่าใดในเวลาเดียวกัน มีหน่วยวัดเป็นวัตต์ (w: watt) และมักจะบอกว่ามีความสว่างเทียบเท่ากับหลอดมีไส้เดิมเท่าไร เช่นหลอด 9-10 วัตต์. ความสว่างเทียบเท่าหลอดมีไส้ 40 วัตต์ หลอดตะเกียบ 15-20 วัตต์จะเทียบเท่าหลอดมีไส้ 60-100 วัตต์เป็นต้น แต่ถ้านำหลอดตะเกียบมาเทียบกับหลอดนีออนหรือฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้กันทั่วไป ถ้าหลอดตะเกียบ 10 วัตต์สว่างเทียบเท่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ 20 วัตต์ หลอดตะเกียบ 15-20 วัตต์ก็สว่างเทียบเท่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ แบบยาว 40 วัตต์ โดยประมาณ
จากประสบการณ์การใช้งานหลอดตะเกียบมีข้อดีกว่าแบบหลอดมีไส้ที่ประหยัดไฟกว่า และเกิดความร้อนน้อยกว่า นำมาแทนที่ได้เลยในโคมไฟตั้งโต๊ะ หรือติดผนัง และข้อดีอีกประการหนึ่งแม้ไฟฟ้าจะตกมากหลอดก็ยังติด พอให้แสงสว่างได้ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการหรี่ไฟได้แบบต่อเนื่องนั้นมักจะใช้กับหลอดแบบมีไส้ ซึ่งตอนหรี่ไฟลงก็ประหยัดได้บ้าง แต่ประสิทธิภาพยังคงเดิม คำว่าประสิทธิภาพในที่นี้หมายถึงใชเงินน้อยลงแต่ให้แสงสว่างอย่างน้อยเท่ากันหรือมากกว่า ที่ให้แสงมากกว่าเพราะว่าไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นแสงได้มากกว่า แต่สำหรับหลอดแบบมีไส้ไฟฟ้าถูกแปลงเป็นความร้อนมากกว่าทำให้ได้แสงน้อยกว่า
ตอนที่ไปชื้อหลอดตะเกียบทั้งที่กล่องใส่หลอดและตัวหลอดจะเขียนบอกไว้ว่าสิ้นเปลืองกำลังไฟฟ้าเท่าใดในเวลาเดียวกัน มีหน่วยวัดเป็นวัตต์ (w: watt) และมักจะบอกว่ามีความสว่างเทียบเท่ากับหลอดมีไส้เดิมเท่าไร เช่นหลอด 9-10 วัตต์. ความสว่างเทียบเท่าหลอดมีไส้ 40 วัตต์ หลอดตะเกียบ 15-20 วัตต์จะเทียบเท่าหลอดมีไส้ 60-100 วัตต์เป็นต้น แต่ถ้านำหลอดตะเกียบมาเทียบกับหลอดนีออนหรือฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้กันทั่วไป ถ้าหลอดตะเกียบ 10 วัตต์สว่างเทียบเท่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ 20 วัตต์ หลอดตะเกียบ 15-20 วัตต์ก็สว่างเทียบเท่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ แบบยาว 40 วัตต์ โดยประมาณ
จากประสบการณ์การใช้งานหลอดตะเกียบมีข้อดีกว่าแบบหลอดมีไส้ที่ประหยัดไฟกว่า และเกิดความร้อนน้อยกว่า นำมาแทนที่ได้เลยในโคมไฟตั้งโต๊ะ หรือติดผนัง และข้อดีอีกประการหนึ่งแม้ไฟฟ้าจะตกมากหลอดก็ยังติด พอให้แสงสว่างได้ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการหรี่ไฟได้แบบต่อเนื่องนั้นมักจะใช้กับหลอดแบบมีไส้ ซึ่งตอนหรี่ไฟลงก็ประหยัดได้บ้าง แต่ประสิทธิภาพยังคงเดิม คำว่าประสิทธิภาพในที่นี้หมายถึงใชเงินน้อยลงแต่ให้แสงสว่างอย่างน้อยเท่ากันหรือมากกว่า ที่ให้แสงมากกว่าเพราะว่าไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นแสงได้มากกว่า แต่สำหรับหลอดแบบมีไส้ไฟฟ้าถูกแปลงเป็นความร้อนมากกว่าทำให้ได้แสงน้อยกว่า
การประหยัดพลังงาน 1
ตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อนอันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ คือการใช้พลังงานฟอสซิล อันเกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์นับเป็นเวลาล้านๆ ปี ซึ่งอยู่ในรูปของน้ำมันเชื้อเพลิงและแกสธรรมชาติ ส่วนใหญ่ที่ใช้ในยานพาหนะ ใช้ในการผลิตไฟฟ้า และให้ความอบอุ่นสำหรับประเทศในเขตหนาว
มาตรการต่างๆ ออกมามากมายในระยะที่น้ำมันขึ้นราคา ไม่ว่าการเคอฟิวขายน้ำมันในบางช่วงเวลา แม้จะเติมไว้ก่อนแล้วก็ตามแต่ก็มีจำนวนหนึ่งละที่ เห็นว่าน้ำมันมีน้อยก็ไม่อยากออกไปไหน ก็ประหยัดน้ำมันได้ในภาพรวม ยังมีมาตรการอื่นๆ อีกมากมาย เช่นบางมหาวิทยาลัยในบางประเทศเช่นประเทศญี่ปุ่นออกมาตรการว่าใครที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยไม่เกิน 2 กม.ห้ามใช้รถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ ใช้ได้แต่จักรยานถีบเท่านั้น จะใช้รถยนต์ได้ก็ต้องอยู่ในรัศมี 4 กม.ขึ้นไป สงสัยอยู่ว่าจะตรวจสอบกันอย่างไร ใช้ความซื่อสัตย์กัน ใช้ระบบความเชื่อถือกันหรือเปล่า มาเมืองไทยฟันธงได้เลยไม่ประสบผลสำเร็จ
การใช้รถยนต์สำหรับประเทศผู้ผลิตรถยนต์ส่งออก หรือมีโรงงานต่างประเทศนั้นประชาชนเขาใช้รถเล็กๆ เป็นส่วนใหญ่ไม่เกิน 1000 ซีซ๊ แต่ประเทศไทยมีการบันทึกว่าใช้รถเบนซ์มากกว่าคนอเมริกันเสียอีก การใช้รถยนต์ขนาดเล็กก็ถือว่าได้ช่วยประหยัดน้ำมันแล้ว และยิ่งขับขี่ไม่ให้เร็วเกินไป ให้อยู่ในระดับตามกฏจราจรก็ช่วยประหยัดน้ำมัน และยังช่วยลดอุบัติเหตุอีกด้วย
การวางแผนการเดินทางเป็นสิ่งจำเป็น เช่นควรจะออกไปห้างสรรพสินค้าซื้อของเดือนละกี่ครั้ง ถ้าซื้อครั้งละมากๆ ซื้อเป็นโหลไว้นอกจากจะช่วยให้ราคาสินค้าถูกลง แล้วทำให้ลดจำนวนครั้งที่มาซื้อของ คือพยายามวางแผนเมื่อใช้รถในการเดินทางแล้วก็ให้ทำงานได้หลายอย่างในแต่ละครั้ง ในบางครังเพื่อนบ้านกันอาจฝากซื้อของที่จำเป็น หรือไม่ก็ผลัดกันอาศัยรถไปด้วยกัน ถ้าไม่คิดในเรื่องส่วนตัวมากเกินไป ก็ช่วยประหยัดได้มาก และทำให้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันก็ดีไปอีกอย่างนะครับ
มาตรการต่างๆ ออกมามากมายในระยะที่น้ำมันขึ้นราคา ไม่ว่าการเคอฟิวขายน้ำมันในบางช่วงเวลา แม้จะเติมไว้ก่อนแล้วก็ตามแต่ก็มีจำนวนหนึ่งละที่ เห็นว่าน้ำมันมีน้อยก็ไม่อยากออกไปไหน ก็ประหยัดน้ำมันได้ในภาพรวม ยังมีมาตรการอื่นๆ อีกมากมาย เช่นบางมหาวิทยาลัยในบางประเทศเช่นประเทศญี่ปุ่นออกมาตรการว่าใครที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยไม่เกิน 2 กม.ห้ามใช้รถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ ใช้ได้แต่จักรยานถีบเท่านั้น จะใช้รถยนต์ได้ก็ต้องอยู่ในรัศมี 4 กม.ขึ้นไป สงสัยอยู่ว่าจะตรวจสอบกันอย่างไร ใช้ความซื่อสัตย์กัน ใช้ระบบความเชื่อถือกันหรือเปล่า มาเมืองไทยฟันธงได้เลยไม่ประสบผลสำเร็จ
การใช้รถยนต์สำหรับประเทศผู้ผลิตรถยนต์ส่งออก หรือมีโรงงานต่างประเทศนั้นประชาชนเขาใช้รถเล็กๆ เป็นส่วนใหญ่ไม่เกิน 1000 ซีซ๊ แต่ประเทศไทยมีการบันทึกว่าใช้รถเบนซ์มากกว่าคนอเมริกันเสียอีก การใช้รถยนต์ขนาดเล็กก็ถือว่าได้ช่วยประหยัดน้ำมันแล้ว และยิ่งขับขี่ไม่ให้เร็วเกินไป ให้อยู่ในระดับตามกฏจราจรก็ช่วยประหยัดน้ำมัน และยังช่วยลดอุบัติเหตุอีกด้วย
การวางแผนการเดินทางเป็นสิ่งจำเป็น เช่นควรจะออกไปห้างสรรพสินค้าซื้อของเดือนละกี่ครั้ง ถ้าซื้อครั้งละมากๆ ซื้อเป็นโหลไว้นอกจากจะช่วยให้ราคาสินค้าถูกลง แล้วทำให้ลดจำนวนครั้งที่มาซื้อของ คือพยายามวางแผนเมื่อใช้รถในการเดินทางแล้วก็ให้ทำงานได้หลายอย่างในแต่ละครั้ง ในบางครังเพื่อนบ้านกันอาจฝากซื้อของที่จำเป็น หรือไม่ก็ผลัดกันอาศัยรถไปด้วยกัน ถ้าไม่คิดในเรื่องส่วนตัวมากเกินไป ก็ช่วยประหยัดได้มาก และทำให้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันก็ดีไปอีกอย่างนะครับ
การใช้ยานยนต์ให้ประหยัดพลังงาน 2
การประหยัดพลังงานในการขับรถยนต์นั้นมีหลายองค์ประกอบ ที่เป็นประเด็นหลักก็คือ ความเร็วในการขับขี่ การใช้เครื่องปรับอากาศ การใช้เกียร์ เบรค และยางรถยนต์ที่ใช้
ความเร็วรถแน่นอนว่ายิ่งขับเร็วยิ่งเปลือง แต่ก็มีเหมือนกันที่ช้าเกินไปก็เปลืองเช่นกัน ในกรณีใช้เกียร์ต่ำตลอดเวลา แต่ความเร็วที่เหมาะสมที่สุดในการประหยัดน้ำมันคือตั้งแต่ 50 กม/ชม - 80 กม/ชม ควรเร็วสูงสุดตามกฏจราจรให้แค่ไม่เกิน 90 กม/ชม.
ส่วนการใช้เครื่องปรับอากาศรถยนต์แน่นอนว่าจะต้องเปลืองน้ำมันขึ้นถ้าใช้แอร์ เพราะระบบแอร์รถยนต์นั้นส่วนที่เป็นคอมเพรสเซอร์แอร์ นั้นใช้สายพานจากเครื่องยนต์มาหมุน หากเราปลดไม่ให้คอมเพรสเซอร์หมุนคือไม่ใช้เครื่องปรับอากาศก็ย่อมประหยัดขึ้น ดังนั้นถ้าอากาศไม่ร้อนมากนักไม่ควรเปิดแอร์ แต่ขณะที่ปิดแอร์ควรเปิดช่องให้มีการระบายอากาศถ้าไม่เปิดกระจก และเมื่อก่อนจะถึงเป้าหมายที่จะขับรถไปก็ควรปิดแอร์ก่อนสักระยะหนึ่ง
การใช้เกียร์ซึ่งประกอบด้วยเฟืองทดเมื่อต้องการแรงของกำลังรถยนต์ต่างกัน ตอนเริ่มออกรถต้องใช้พลังงานสูงก็จะต้องเป็นเกียร์ต่ำที่ให้กำลังงานสูง แต่เมื่อรถยนต์วิ่งด้ายความเร็วเพิ่มขึ้นต้องเปลี่ยนเกรียร์ไปที่ระดับสูงขึ้น การควบคุมเกียร์ไม่ถูกต้องจะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูง เช่นการขับรถขึ้นเนินใช้เกียร์สูงรถยนต์จะกำลังตกทันที ต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นเกียร์ต่ำจึงจะขึ้นเนินได้ดีหรือในกรณีรถยนต์ติดหล่มก็เช่นกันก็ต้องใช้เกียร์ต่ำช่วย เพราะเกียร์ต่ำได้ใช้เฟืองทดรอบส่งแรงได้สูงแต่ความเร็วจะตำ ทำนองเดียวกันเมื่อวิ่งรถทางเรียบด้วยความเร็งสูงด้วยเกียร์ต่ำก็ย่อมสิ้นเปลืองน้ำมันกว่า เพราะวิ่งได้ช้ากว่า จะสังเกตุเห็นว่าเครื่องยนต์จะทำงานหนักเสียงดังขึ้น ถ้าใช้เกี่ยร์ต่ำเกินไปในการวิ่งความเร็งสูง
การใช้เบรคก็มีส่วนในแง่ที่ว่าการเบรครถกระทันหันบ่อยๆ จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น เพราะการเบรคแต่ละครั้งเท่ากับการหักล้างแรงที่ไปข้างหน้า ให้ลดลงทันที แทนที่รถจะวิ่งได้ระยะทางกลับไม่ได้ระยะทาง แต่กลับต้องใช้น้ำมันเพิ่มในส่วนที่เบรคให้ความเร็วลดต่ำลง ดังนั้นก่อนถึง 4 แยกควรชลรถลงให้เบรคน้อยที่สุดก็จะประหยัดน้ำมันได้มากที่สุด
จากการศึกษาเรื่องดอกยางและลมของยาง นั้นมีความสัมพันธ์กับการใช้น้ำมันถ้าดอกยางสึกมากจะทำให้การเสียดทานระหว่างล้อกับถนนไม่ดี ทำให้ส่งแรงให้ล้อหมุนไปข้างหน้าไม่เต็มที่ ความดันลมยางที่น้อยเกินไปหรือมากเกินไปส่งผลให้ใช้พลังงานมากขึ้น ดังนั้นควรตรวจสอบทั้งดอกยาง และความดันลมในยางที่เหมาะสมอยู่เสมอ และที่สำคัญแม้มีดอกยางดียางต้องไม่เก่าเก็บ ทิ้งไว้ไม่ใช้ก็เสื่อมคุณภาพต้องเปลี่ยนเช่นกัน ยากอาจจะตายไม่ยืดหยุ่นอย่างเหมาะสม
ความเร็วรถแน่นอนว่ายิ่งขับเร็วยิ่งเปลือง แต่ก็มีเหมือนกันที่ช้าเกินไปก็เปลืองเช่นกัน ในกรณีใช้เกียร์ต่ำตลอดเวลา แต่ความเร็วที่เหมาะสมที่สุดในการประหยัดน้ำมันคือตั้งแต่ 50 กม/ชม - 80 กม/ชม ควรเร็วสูงสุดตามกฏจราจรให้แค่ไม่เกิน 90 กม/ชม.
ส่วนการใช้เครื่องปรับอากาศรถยนต์แน่นอนว่าจะต้องเปลืองน้ำมันขึ้นถ้าใช้แอร์ เพราะระบบแอร์รถยนต์นั้นส่วนที่เป็นคอมเพรสเซอร์แอร์ นั้นใช้สายพานจากเครื่องยนต์มาหมุน หากเราปลดไม่ให้คอมเพรสเซอร์หมุนคือไม่ใช้เครื่องปรับอากาศก็ย่อมประหยัดขึ้น ดังนั้นถ้าอากาศไม่ร้อนมากนักไม่ควรเปิดแอร์ แต่ขณะที่ปิดแอร์ควรเปิดช่องให้มีการระบายอากาศถ้าไม่เปิดกระจก และเมื่อก่อนจะถึงเป้าหมายที่จะขับรถไปก็ควรปิดแอร์ก่อนสักระยะหนึ่ง
การใช้เกียร์ซึ่งประกอบด้วยเฟืองทดเมื่อต้องการแรงของกำลังรถยนต์ต่างกัน ตอนเริ่มออกรถต้องใช้พลังงานสูงก็จะต้องเป็นเกียร์ต่ำที่ให้กำลังงานสูง แต่เมื่อรถยนต์วิ่งด้ายความเร็วเพิ่มขึ้นต้องเปลี่ยนเกรียร์ไปที่ระดับสูงขึ้น การควบคุมเกียร์ไม่ถูกต้องจะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูง เช่นการขับรถขึ้นเนินใช้เกียร์สูงรถยนต์จะกำลังตกทันที ต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นเกียร์ต่ำจึงจะขึ้นเนินได้ดีหรือในกรณีรถยนต์ติดหล่มก็เช่นกันก็ต้องใช้เกียร์ต่ำช่วย เพราะเกียร์ต่ำได้ใช้เฟืองทดรอบส่งแรงได้สูงแต่ความเร็วจะตำ ทำนองเดียวกันเมื่อวิ่งรถทางเรียบด้วยความเร็งสูงด้วยเกียร์ต่ำก็ย่อมสิ้นเปลืองน้ำมันกว่า เพราะวิ่งได้ช้ากว่า จะสังเกตุเห็นว่าเครื่องยนต์จะทำงานหนักเสียงดังขึ้น ถ้าใช้เกี่ยร์ต่ำเกินไปในการวิ่งความเร็งสูง
การใช้เบรคก็มีส่วนในแง่ที่ว่าการเบรครถกระทันหันบ่อยๆ จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น เพราะการเบรคแต่ละครั้งเท่ากับการหักล้างแรงที่ไปข้างหน้า ให้ลดลงทันที แทนที่รถจะวิ่งได้ระยะทางกลับไม่ได้ระยะทาง แต่กลับต้องใช้น้ำมันเพิ่มในส่วนที่เบรคให้ความเร็วลดต่ำลง ดังนั้นก่อนถึง 4 แยกควรชลรถลงให้เบรคน้อยที่สุดก็จะประหยัดน้ำมันได้มากที่สุด
จากการศึกษาเรื่องดอกยางและลมของยาง นั้นมีความสัมพันธ์กับการใช้น้ำมันถ้าดอกยางสึกมากจะทำให้การเสียดทานระหว่างล้อกับถนนไม่ดี ทำให้ส่งแรงให้ล้อหมุนไปข้างหน้าไม่เต็มที่ ความดันลมยางที่น้อยเกินไปหรือมากเกินไปส่งผลให้ใช้พลังงานมากขึ้น ดังนั้นควรตรวจสอบทั้งดอกยาง และความดันลมในยางที่เหมาะสมอยู่เสมอ และที่สำคัญแม้มีดอกยางดียางต้องไม่เก่าเก็บ ทิ้งไว้ไม่ใช้ก็เสื่อมคุณภาพต้องเปลี่ยนเช่นกัน ยากอาจจะตายไม่ยืดหยุ่นอย่างเหมาะสม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


