หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิเวศสิ่งแวดล้อม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิเวศสิ่งแวดล้อม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

พลังงานในระดับโทรฟิกส์

จากห่วงโซ่อาหารทำให้เราทราบว่าสิ่งมีชีวิตมีการถ่ายทอดพลังงานกันเป็นระดับจากระดับแรกสุดหรือโทรสิกส์แรกที่พืชสร้างอาหารพลังงานขึ้นเอง ระดับต่อมเป็นระดับสัตว์ที่กินพืช สัตว์ที่กินสัตว์ สัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์ สัตว์ที่กินสัตว์และสัตว์ที่ถูกกินนี้ก็กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร และสุดท้ายก็เป็นสัตว์ที่กินซากพืชซากสัตว์อีกที

ทันทีที่เราเข้าใจการเคลื่อนตัวจากระดับโทรฟิกส์หนึ่งไปยังอีกระดับหนึ่ง จะพบว่ามีความสัมพันธ์กับการสูญเสียของพลังงานไปราว 90%ของพลังงานที่มีได้ ในเรื่องนี้ทำให้เราเข้าใจความจริงเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับราคาอาหาร ถ้าหากมีการสูญเสียในสัดส่วนในการเคลื่อนตัวจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง ถ้าเราสูญเนียในสัดส่วน 10 เท่าของแต่ละครั้ง ดังนั้นเราจะเห็นว่าการเคลื่อนตัวสู่ระดับโทรฟิกส์ที่สูงขึ้นเราจำต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 10 เท่าสำหรับพลังงานในระดับโทรฟิกส์ที่สูงขึ้นมากกว่าระดับโทรฟิกส์ที่ต่ำกว่า ตัวอย่างเช่นที่เห็นได้ชัดคือราคาเนื้อวัวจะสูงกว่าอาหารที่เป็นเมล็ดพืชราว 10 เท่าเมื่อเทียบโดยน้ำหนัก ทั้งนี้เพราะพลังงานในเนื้อวัวนั้นต้องได้รับมาจากพวกเมล็ดหรือพืชซึ่งจะมีการสูญเสียด้วยสัดสัดส่วน 10 เท่าในเชิงของพลังงาน

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รายงานข่าวเกี่ยวกับน้ำท่วม

ช่วงที่มีน้ำท่วม โคลนถล่มมาทำเอาบ้านพังไปหลายหลัง ในช่วงนี้แหละที่มีรายงานข่าวแบบเกาะติดสถานะการณ์ บ้างก็รายงานเกินจริง เป็นต้นว่าช่วงที่ทะเลโคลนไหลท่วมบ้านที่กระบึ่ที่ภูเขาพนมเบญจา ก็มีรายงานว่ามีชาวบ้านสูญหายไปหลายร้อยคน แต่ความจริงมีบ้านคนอยู่แค่ 20 หลังคา จะมีคนสูญหายเป็นร้อยๆ คงไม่ได้สงสัยว่าจะเข้าใจว่ามีหมู่บ้าน 20 หมู่บ้านหรือเปล่า

รายงานข่าวอีกที่หนึ่งขณะที่น้ำกำลังไหลแรง ข้ามถนนผู้รายงานก็บอกเลยว่า ที่น้ำได้ไหลแรงและเร็วก็เพราะมีถนนมากั้น ตามหลักแล้วถ้ามีอะไรมากั้นขวางทางน้ำไว้ก็น่าจะทำให้ไหลช้าลงลดความเร็วลงได้บ้าง
และก่อนหน้าที่จะมีน้ำท่วม ก็มีแผ่นดินไหวในพม่าก็มีพิธีกรทีวีช่องหนึ่งให้ความสนใจเรื่องแผ่นดินไหวมากติดตามผลกระทบในประเทศไทยที่มีเสียหายเล็กน้อยหลายที่ขณะนั้นก็ไม่มีภาพให้เห็นว่าในประเทศพม่าเสียหายอย่างไร ต่อมาภายหลังก็เห็นว่าบางเมืองเสียหายบ้านพังเกือบหมด พิธีก่อนก็ติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ก็ยิ่งคำถามว่าจะเกิดสึนามิหรือไม่ เหมือนกับว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากสึนามิยั้งงั้นแหละ แต่ไม่มีจังหวัดใดที่ติดชายแดนพม่าที่อยู่ติดทะเลที่จะทำให้เกิดสึนามิได้ และสึนามีที่จะเกิดขึ้นก็จะส่วนใหญ่ศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวจะต้องอยู่ในทะเล

ลักษณะการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าว อยู่ในรูปของการรายงานที่อยู่ในพื้นที่จริง ขณะที่น้ำยังท่วมอยู่ ผู้รายงานข่าวบางคนก็ดูจะรายงานด้วยความตื่นเต้น เหมือนกับพยายามให้ดูเสียหายมากแล้วคนจะสนใจดูรับฟังยังไงยังงั้น เป็นเหตุทำให้รายงานเกินจริงก็มี มีการรายงานข่าวคนที่ออกมาพูดในเชิงตำหนิที่ช่วยชาวบ้านได้ไม่ทันท่วงที ถึงขั้นกล่าวหานายกว่าไม่ใส่ใจเพราะลงไปดูแลน้ำท่วมช้าก็มี เปรียบเทียบกับนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเขากว่าจะมาเมืองที่เสียหายมากที่สุดก็อีกตั้งหลายวัน เพราะวิธีคิดของคนญี่ปุ่นอาจจะต่างกัน ไทยเพราะคนญี่ปุ่นรักชาติจริงจัง จึงขึ้นชื่อในเรื่องของชาตินิยม หากลงไปช่วยมาก(แบบไม่เกินไป)ก็อาจจะเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีกันว่าไม่สามารถช่วยตัวเอง ไม่มีความสามารถที่จะช่วยเหลือดูแลกันเลยกัน และการให้ผู้นำสูงสุดไปในดินแดนอันตรายก็อาจเป็นอันตรายต่อผู้นำจึงต้องเคลียร์ให้แน่ใจก่อนที่ผู้นำจะลงพื้นที่ เพราะน่าจะเอาสติปัญญาสมองไปแก้ปัญหาประเทศที่สำคัญกว่า
ข่าวที่ได้รับความสนใจกันมากคือข่าวคนเสียชีวิตเนื่องจากหนีไม่ทัน ข่าวการสูญเสียของชาวบ้าน ก็จะได้รับความสนใจ ก็จะเป็นการดีถ้าหากเมื่อทราบข่าวกันแล้วก็ส่งความช่วยเหลือไปให้ น้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้วผู้ที่ไปช่วยเหลือคนน้ำท่วมก็โดนน้ำท่วมตายเสียเอง ปีนี้ก็เช่นเดียวกันก็มีคนออกไปช่วยผู้อื่นท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวก็มีเสียชีวิตไปอีก ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการติการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ได้ไม่ดียังมีข้อบกพร่อง ก็ให้คิดเป็นเรื่องธรรมดา เพราะในสภาวะเช่นนี้ยากที่จะช่วยได้ทันท่วงที ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองกันไปก่อนที่ความช่วยเหลือจะมาถึง

แต่ข่าวที่ชมผู้มาช่วยเหลือก็มีน้อยแต่ความจริง มีการร่วมแรงร่วมใจกันเกือบทุกภาคส่วนในการให้ความช่วยเหลือ ส่วนใดที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือหลงเหลืออยู่ก็มีเบอร์โทรศัพท์ให้ติดต่อเข้าไปแล้วจะมีผู้ไปให้ความช่วยเหลือ และก็ต้องชมการช่วยเหลือที่ระดมกันมา ผู้ที่เสียชีวิตจากภัยพิบัติในครั้งนี้คงไม่ได้คาดคิดว่าจะมีความรุนแรงขนาดนี้ และโดยภาพรวมของการช่วยเหลือสำหรับผู้ประสบภัย ก็ไม่พบว่ามีใครถึงกับอดตาย และไร้ที่อยู่อาศัยโดยไม่มีใครมาเหลียวแล ก็แสดงให้เห็นว่าสังคมเรายังมีเมตตาธรรมที่จะช่วยเหลือผู้ตกยากลำบาก

น้ำท่วมกับความชื้น

ที่ไหนที่ชื้นเราก็เข้าใจกันว่ามีความเปียกจากน้ำอยู่ด้วยบางครั้งก็เรียกว่าเปียกชื้น บริเวณที่มีความเปียกก็จะชื้นด้วยนั้นก็คือในอากาศบริเวณนั้นมีไอน้ำอยู่มากนั่นเอง ในช่วงที่น้ำท่วมไม่ได้เห็นแสงเห็นตะวันอยู่หลายวัน หากใครตากผ้าค้างอยู่ก็จะเห็นว่ามันไม่ยอมแห้งเสียที ไปจับที่ผ้าดูยังรู้สึกเปียกชื้นอยู่ดี เหตุที่ผ้าไม่ยอมแห้งนั้นก็เพราะน้ำในผ้านั้นไม่ยอมระเหยออกไป เหตุที่ไม่ระเหยก็เพราะเหตุว่าในอากาศมีไอน้ำอยู่มากแล้วไม่สามารถรับน้ำในรูปของไอน้ำจากเสื้อผ้าได้อีก่ก็ทำให้แห้งช้า 

ซึ่งถ้าอธิบายกันตามหลักของฟิสิกส์แล้ว เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิหรือระดับความร้อนที่มีอยู่ ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่าปกติเช่นในช่วงปกติอุณหภูมิจะมากกว่า 30องศาเซลเซียส แต่ในช่วงน้ำท่วมจะมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 20-25 องศา เพราะที่อุณหภูมิต่ำลงไอน้ำที่มีได้สูงสุดในอากาศก็จะลดต่ำลงด้วยก็ทำให้น้ำในเสื้อผ้าที่ตากไว้ระเหยกลายเป็นไอได้น้อยด้วย แต่ถ้าเมื่อไรอุณภูมิสูงขึ้นเมื่อเมฆไม่มาบังแสงแดดก็จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ถ้ายิ่งเอาผ้าไปตากแดดด้วยแล้วก็ผ้าก็จะมีความร้อนไอน้ำก็ระเหยได้ง่าย ผ้าก็จะแห้งความเปียกชื้นก็จะหายไป
การวัดความชื้นในอากาศก็สามารถวัดสองแบบคือวัดหาไอน้ำที่มีอยู่จริงในหนึ่งลูกบาศก์เมตร และการวัดอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่าการวัดความชื้นสัมพัทธ์ โดยเอาจำนวนไอน้ำที่มีอยู่จริงหารด้วยไอน้ำที่มีได้สูงสุดที่อุณหภูมิขนาดนั้น ได้เท่าไรก็จะคูณด้วย 100 ความชื้นส้ัมพันธ์ก็ออกมาเป็นเปอร์เซนต์ ถ้าไอน้ำที่มีอยู่จริงกับจำนวนไอน้ำที่มีได้สูงสุดเท่ากันเมื่อไรความชื้นสัมพัทธ์ก็จะเท่ากับ 100 เปอร์เซนต์นั่นก็แสดงว่าอากาศขณะนั้นไม่สามารถที่จะรับไอน้ำได้อีกต่อไป การวัดความชื้นสัมพัทธ์ทำได้ไม่ยากเพียงใช้เทอร์โมมีเตอร์2ชุดที่เรียกว่าตุ่มเปียกต่มแห้ง วัดค่าแตกต่างของอุณหภูมิแล้วนำมาเทียบในตารางก็จะทราบความชื้นสัมพัทธ์ นักเรียนชั้นประถม มัธยมก็สามารถวัดหาค่าความชื้นสัมพัทธ์นี้ได้

น้ำท่วมภาคใต้กับทฤษฎีไร้ระบบ

ทฤษฎีไร้ระบบหรือทฤษฎีเคออส(chaos) โดยทั่วไปเข้าใจกันว่าเป็นภาวะที่ปั่นป่วนโกลาหล ซึ่งดำรงอยู่แฝงตัวอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตัว ดังที่เรากล่าวกันว่า วิกฤติเป็นโอกาส เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้คราวนี้ เป็นช่วงเวลาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลายคนไม่ได้คาดคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้

เพื่อพิจารณาตามทฤษฎีไร้ระบบดังกล่าวแล้ว เราจะพบว่าระบบโลกของเราน่าจะอยู่ในภาวะวิกฤติต่างๆ ที่ไม่ธรรมดาเป็นภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติ และทุุกวิกฤติมีการเสริมพลังกัน ทำให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เป็นวิกฤติทับซ้อนที่มีความซับซ้อนถ้าฟังดูรายงานอากาศถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ชัดเจนว่าฝนตกในคราวนี้ที่ผิดฤดูมากนั้นมีเหตุมาจากอะไรกันแน่ ซึ่งยากที่จะคาดเดา วิกฤติในคราวนี้เป็นวิกฤติทางสิ่งแวดล้อม ที่เป็นผลจากวิกฤติด้านอื่นๆ ส่วนหนึ่ง หากมนุษย์ไม่ทำลายธรรมชาติ ไม่ทำลายระบบนิเวศหรือสิ่งแวดล้อมแล้ว ความรุนแรงของภัยพิบัติคงจะน้อยลงกว่านี้
จากปรากฏการณ์ที่เกิดน้ำท่วมภาคใต้คราวนี้ถือว่าเป็นภาวะที่ผลิกผันที่ไม่ธรรมดา บ้างก็สรุปว่าเป็นผลจากภาวะโลกร้อน แล้วภาวะโลกร้อนนั้นเกิดขึ้นมาจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้ก็เริ่มจะยอมรับกันแล้วว่ามนุษย์ก็มีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ตามทฤษฎีไร้ระบบแล้ว หรือในทฤษฏีผีเสื้อขยับปีก ที่การเปลี่ยนแปลงที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของโลกแม้ไม่มากก็อาจส่งผลกระทบส่งผลร้ายแรงต่อส่วนอื่นๆของโลกได้ทั้งสิ้น โลกจะถึงกาลล่มสลายหากมนุษน์ยังไม่ตระหนัก ดังที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ว่า โลกาจะวินาศหากศิลธรรมไม่กลับมา

การศึกษาของเราก็คงต้องเปลี่ยนไปให้มองที่องค์รวมมากขึ้น และมีศิลธรรม รักและเข้าใจธรรมชาติมากขึ้นโดยเฉพาะนิเวศวิทยาแห่งการอยู่ร่วมกันของพลโลก ไม่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึง แต่ทั่วโลกจะต้องทำความเข้าใจร่วมกันในอันที่จะรักษาโลกใบนี้ไว้ให้อยู่ยืนนาน และคงจะมีหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำได้ ก็โดยการปฏิวัติโลก โดยการมีกองกำลังพิทักษ์โลก ขนาดประชาชนในลิเบียถูกทำร้ายยังมีกองกำลังนานาชาติไปพิทักษ์ปกป้องได้ แล้วโลกเราเกิดภัยพิบัติคนตายมากมายกว่านัก ก็น่าจะมีการตกลงกันให้มีกองกำลังนานาชาติไปคุ้มกัน ปกป้องกันคุ้มครองหากที่ใดมีการกระทำที่จะส่งผลต่อการเกิดภัยพิบัติ ที่ส่งผลให้เกิดผลเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินมากมายมหาศาล

ที่คิดข้อเสนอมานั้นมันก็เป็นเพียงแค่ความฝันที่ส่งผลต่อการกระทำได้ยาก หากจะหาหนทางแก้ความโกลาหล ความปั่นป่วนดังที่เกิดขึ้น ความเชื่อโบราณที่ยังใช้การได้ดีและน่าคิดก็คือ การใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว แล้วน้ำท่วมจะไปใช้ความนิ่งอยู่ได้อย่างไร ก็ตอบแบบกำปั้นทุบดินถ้าน้ำมันไหลแรงก็ทำให้ไหลช้า เพราะการเคลื่อนที่เป็นสัมพันธ์ภาพขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบ หรือคิดง่ายๆ แต่เพียงว่าก็อย่าเอาตัวเราให้ไปเพิ่มความเคลื่อนไหวก็แล้วกัน

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

วิวัฒนาการยังคงดำเนินไปในปัจจุบัน

วิวัฒนาการยังคงเดิมเนินไปแม้ในปัจจุบัน การพัฒนาการของชีวิตไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งได้แล้วหยุด  สิ่งมีชีวิตยังคงปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน  ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคือการปรับตัวของตัวมอสชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ตอนกลางของประเทศอังกฤษ ในตอนเริ่มแรกตัวมอสเหล่านั้นมีสีกระดำกระด่างของสีขาวและน้ำตาล ดังนั้นจึงได้ผสมกลมกลืนไปกับต้นไม้ที่เป็นสิ่งแวดล้อมภายนอก  ในระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อมของอังกฤษได้รับการปนเปลื่อนทำให้สิ่งแวดล้อมมีความคำดำมากขึ้น อันเนื่องมาจากกลิ่นไอ ผงฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ตัวมอสก็วิวัฒนาการไปในช่วงสองสามปีช่วงสั้นๆไปเป็นสีออกเท่าผสมผสานเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่  เมื่ออากาศที่สะอาดสดใสเคลื่อนผ่านอังกฤษในปี 1960s และโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำความสะอาดตัวเอง ตัวมอสก็เริ่มที่จะวิวัฒนาการหลับไปเหมือนสีตอนเริ่มแรกอีก

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

น้ำท่วมวิกฤติการณ์สิ่งแวดล้อม

กรณีฝนตกหนักที่นครในช่วงนี้ิ แม้ว่าตกไม่ได้ยาวนานอะไร แต่ก็ทำให้น้ำท่วมในหลายบริเวณซึ่งส่งผลต่อการคมนาคม และก่อให้เกิดผลเสียหายในด้านต่างๆ กล่าวได้ว่าเป็นภัยพิบัติจากน้ำท่วม แม้ว่าไม่ได้เกิดความเสียหายมากนัก แต่หากไม่ได้เตรียมการป้องกันไว้ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ในอนาคต

มาตรการทำทางระบายน้ำให้สะดวกรวดเร็ว พร้อมกับการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น เพื่อลดการพังทะลาย และลดความเร็วของน้ำได้ที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย
ในกรณีที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันอาจก่อให้เกิดแผ่นดินถล่ม เกิดทะเลโคลนดังที่เคยเกิดมาแล้วที่กระกระทูนเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ผู้ที่อาศัยอยู่เชิงเขาก็ต้องเตรียมการป้องกันระมัดระวังไว้ก่อนเพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น ขณะที่ฝนยังตกหนักบ้าง เบาบางบ้างในขณะนี้ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าบริเวณใดจะเกิดภัยพิบัติที่ก่อความเสียหายแก่บ้านเรือนที่พักอาศัย สิ่งที่ต้องเตรียมการการเกิดน้ำท่วมขัง น้ำประปา น้ำบ่อที่เคยใช้ได้อาจใช้ไม่ได้ เตรียมน้ำดื่มที่สะอาดไว้ น้ำใช้ อาหาร ต้องดูแลเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำอาหาร
ข้อพิจารณาว่าจะอบพยบหรือย้ายออกจากบ้านไปหาที่อยู่ใหม่เพื่อความปลอดภัยนั้น ก็ขึ้นกับว่าน้ำได้ท่วมในขนาดที่จะออกไปจัดหาสิ่งจำเป็นไม่ได้ หรือดูว่าตัวบ้านอยู่ในอาการที่ไม่แข็งแรงแล้วก็น่าจะเตรียมขบับขยายไปอาศัยอยู่ในที่ปลอดภัยกว่าอาจเป็นบ้านญาติ เพื่อนฝูงหรือที่สาธารณะอื่นๆ สำหรับหน่วยงานสำหรับช่วยเหลือในแต่ละท้องที่ก็เริ่มกำหนดสถานที่พักพิงให้กับคนที่อาจจะเดือดร้อน หากอบต.หมู่บ้านก็น่าจะมีการเตรียมการ ที่เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วจะช่วยเหลือกันอย่างไร เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วหากไม่ได้เตรียมการไว้ก็ยิ่งทำให้เกิดความเลวร้ายที่ถึงกับชีวิตได้

จากที่เกิดน้ำท่วมขึ้นบ่่อยๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าส่วนหนึ่งมาจากการกระทำของพวกเราเองที่ไปทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะป่าไม้ ไปปิดทางน้ำไหล สิ่งที่จะต้องกระทำอย่างเร่งด่วนระบบการศึกษาจะต้องให้ความรู้ที่จะต้องทราบถึงผลกระทบต่อทุกตนหากมีการทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง และในเรื่องนี้คุณธรรม จริยธรรมและการมีวินัยเป็นสิ่งสำคัญที่ จะต้องก่อให้เกิดขึ้น เพราะหากไม่ช่วยกันแล้วก็อาจถึงกาลวิบัติเป็นกลียุคในอนาคตได้

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชุมชนที่ยั่งยืนของระบบนิเวศ

ในความพยายามที่จะสร้างและหล่อเลี้ยงชุมชนที่ยั่งยืนนั้น เราสามารถที่จะเรียนรู้จากบทเรียนอันทรงคุณค่าจากระบบนิเวศ ซึ่งถือว่าเป็นชุมชนที่ยั่งยืนของพืช สัตว์ และ โลกของจุลชีพ เพื่อที่จะเข้าใจระบบนิเวศ เราจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงหลักการของนิเวศวิทยา การที่จะเข้าใจหลักการทางนิเวศวิทยา เราจำต้องมีวิธีการใหม่ในการมองโลก นั่นคือเราต้องคิดในเทอมของความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยง และบริบท สำหรับวิธีคิดใหม่ในทางวิทยาศาสตร์นั้น ที่รู้จักกันดีก็คือการคิดเชิงระบบนั่นเอง
สอดคล้องกับแนวคิดของ ปริจ๊อบ คาปลาที่เขียนบทความชื่อ the language of nature ที่บ่งชี้ว่า เราทุกคนจำต้องเข้าสู่การเป็นผู้รู้เข้าใจทางนิเวศวิทยา ที่เรียกว่า eco-literate แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากการที่มองภาพรวมจากหลายสาขาวิชาที่ได้ศึกษากันในศตวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการสำรวจสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ และระบบสังคม และทราบกันดีว่าระบบต่างๆ ดังกล่าวเหล่านี้ต่างบูรณาการเข้าด้วยกันทั้งหมด ที่คุณสมบัติของมันไม่สามารถที่จะลดรูปหรือแยกส่วนในการศึกษาออกจากกัน เป็นความรู้จึงจะทำให้อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทำให้โอกาสของของคนรุ่นต่อไปลดน้อยลงหรือด้อยค่าลงไป นั่นก็คือสิ่งแวดทางสังคม ทางกายภาพ วัฒนธรรม ก็จะเป็นไปตามความคาดหวัง ความพอใจ และความต้องการของเรา ที่ไม่ทำให้ความหลากหลายของโลกธรรมชาติลดน้อยถอยลงไป

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ระบบนิเวศ

การอยู่ร่วมกันของพืชและสัตว์ ในบริเวณที่กำหนด รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางกายภาพโดยรอบ ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ วิทยาศาสตร์ที่ศึกษาระบบนิเวศก็คือนิเวศวิทยา (ecology)

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

สาเหตุสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลทำให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ลดต่ำลง การดำเนินชีวิตตามปกติลำบากมากขึ้น ผลที่เกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมคือการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ความอุดมสมบูรณ์จะลดลงไป ป่าไม้และสัตว์ลดลง เกิดภาวะผกผันผิดปกติในสิ่งแวดล้อม เช่นเกิดมลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ เกิดขยะและสารเคมีตกค้างที่เป็นสารอันตราย


จะเห็นว่ายิ่งเรามีความเจริญทางเทคโนโลยีมากขึ้น ระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขยายตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันมนุษย์ขวนขวายหาความสุขสบายมากขึ้น ซึ่งนำมาซึ่งการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้มากขึ้น และส่งผลก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมดังกล่าวแล้ว ซึ่งพอสรุปสาเหตุได้สองประการคือ
1) การเพิ่มของประชากรมากขึ้นเรื่อยๆแบบทวีคูณ ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เพิ่มขึ้น หากปราศจากการควบคุมอย่างเหมาะสมแล้วทรัพยากรธรรมชาติก็จะถูทำลายเพิ่มมากขึ้น
2) การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี กล่าวได้ว่าส่งผลต่อการทำลายล้างสิ่งแวดล้อม เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับการบริโภคมากขึ้นเพื่อความสุขสบายมากขึ้น ความจำเป็นใหม่และความต้องการใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น
จากปัญหาหลักดังกล่าวที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ปัญหาแรกหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการควบคุมประชากรไม่ให้มีมากเกินไป แต่หลายประเทศไม่ได้ควบคุมมีอัตราการเกิดสูงแต่มีทรัพยากรไม่พอก็ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตแน่นอน ความพยายามที่จะให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้นก็มีข้อเสียที่ทำให้ประชากรบริโภคเกินความจำเป็นได้ และผลของเศรษฐกิจที่ขยายตัวก็ไม่ได้ช่วยให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงมีแนวคิดที่รณรงค์กันให้ลดความต้องการลง

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

เหตุที่คนญี่ปุ่นไม่บุกรุกทำลายป่า

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศญี่ปุ่นมีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยแต่มีผลเมืองมากกว่าประเทศไทยเกือบเท่าตัว แต่ปรากฏว่าประเทศญี่ปุ่นมีพื้นที่ป่ามากกว่าคือมีป่าไม้ 60 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ (สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะมีป่าไม้อยู่ในอัตรานี้) ประเทศที่มีป่าไม้ขนาดนี้จะไม่ค่อยมีปัญหาน้ำท่วมน้ำหลากมากนัก ถีงมีก็ไม่ได้รุนแรงที่จะก่อให้เกิดอันตรายมากนัก เมื่อคิดเทียบกับประเทศไทยขณะนี้เรามีพื้นที่ป่าเหลืออยู่ 14 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่น่าแปลกที่จะมีน้ำท่วมทุกปีและเกิดน้ำท่วมฉับพลัน และเกิดความเสียหายต่อชีวิตทรัพย์สิน ผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก


สำหรับประเทศญี่ปุ่นถ้าย้อนไปสมัยที่โชกุลปกครองญ่ี่ปุ่นประมาณร้อยปีมาแล้ว ที่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกิดน้ำท่วมญี่ปุ่นทำความเสียหายแก่ชีวิตทรัพย์สินจำนวนมากเช่นกัน ก็คงจะมีน้ำป่าไหลหลากเช่นเดียวกัน แต่เมื่อน้ำลดโชกุลก็ถามถึงสาเหตุที่ทำให้น้ำท่วมรุนแรงก็ได้รับคำตอบว่ามีการตัดไม้ทำลายป่ามาก โชกุลก็เลยออกคำสั่งห้ามตัดไม้ทำลายป่า ใครที่ตัดต้นไม้จะได้รับโทษรุนแรง และให้ทหารเข้าไปดูแลป้องกันไม่ให้ใครไปตัดต้นไม้ ซึ่งก็เป็นที่แน่ชัดว่าเมื่อฝนตกก็ไม่ก่อให้เกิดผลเสียหายเหมือนเมื่อก่อน ประกอบกับประเทศญี่ปุ่นมีศาสนาชินโตเป็นศาสนาที่คนญี่ปุ่นนับถืออยู่ดั้งเดิม ที่ให้ความเคารพต่อธรรมชาติ ไม่ว่า หิน ดิน ทราย ต้นไม้ คิดให้เหมือนกับผู้มีพระคุณมีชีวิตสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงห์สถิตย์ แม้ว่าความเชื่อเหล่านี้จะลดน้อยลงไป แต่ก็ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ต้นไม้และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ประเทศญี่ปุ่นจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการบุกรุกทำลายป่า เพราะประชาชนช่วยกันดูแล

หากประเทศไทยจะเลียนแบบที่จะช่วยการเสริมสร้างป่าไม้ให้มากขึ้นประเทศญ่ี่ปุ่น เช่นใช้ทหารมาช่วยในการดูแลรักษาป่าไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่า เอาจริงเอาจังเอาผิดกับผู้บุกรุกทำลายป่า และ ถือว่าต้นไม้เป็นผู้มีพระคุณไม่ควรทำลาย แต่ต้องเสริมสร้างให้เพิ่มมากขึ้น ทำอย่างไรให้แข่งกับปลูกป่ามากกว่าแข่งกันทำลาย แล้วยังจะได้ช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

มวลของสิ่งมีชีวิตกับห่วงโซ่อาหาร

เราอาจจะไม่ได้สังเกตว่ามวลส่วนใหญ่ของสิ่งมีชีวิตนั้นอยู่ในพืช เช่นจากหญ้าในสนามหญ้า พืชพวกมอสที่ขึ้นตามหินโขดหินต่างๆ สารหร่ายที่อยู่ในสระ พืชจึงเป็นที่รวมของมวลเกือบทั้งหมดที่สิ่งมีชีวิตมีอยู่บนดาวเคราะห์นี้ ไม่น้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์จากการประมาณการมาเกือบทั้งหมด


เมื่อย้อนรอยกลับไปของห่วงโซ่อาหารใดๆพอสมควรแล้วจะพบพืชหนึ่งเสมอ โดยที่พืชเป็นตัวการจัดหาพลังงานให้กับสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่สูงกว่าบนโลก พลังงานเข้ามาสู่ดาวเคราะห์โลกในรูปของพลังงานแสงอาทิตย์ พืชซึมซับหรือดูดกลืนเอาส่วนของพลังงานดังกล่าวนี้ ส่งผ่านโดยการเกิดปฏิกิริยาเคมีของการสังเคราะห์แสง และเก็บไว้ในรูปของน้ำตาล ไขมันต่างๆ และแป้ง สัตว์กินพืชกินพืชเพื่อให้อยู่รอด เพื่อให้สัตว์กินเนื้อกินอีกทอดหนึ่ง จะเห็นว่าในกระบวนการพลังงานเป็นตัวผลักดันให้เกิดห่วงโซ่อาหาร และก่อให้เกิดมวลในพืชนั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

เหตุการณ์ประหลาดที่ท้องฟ้าและท้องทะเล

ด้วยภูมิอากาศที่เปลี่ยน ช่วงเวลาหนึ่งต้นปีนี้ มีนกฝูงใหญ่บินไปตามแนวเทือกเขาหลวงและเทือกเขานครศรีธรรมราช จนกระทั้งสาย 8 โมงเช้าก็ยังมีบินมาไม่ขาดระยะ บางคนบอกว่าเป็นนกพยาแร้ง บางคนก็ว่าเป็นนำอินทรีย์ทะเล เท่าที่ทราบมาเหตุผลหลักของการอพยบของนกก็มีภูมิอากาศทีเปลี่ยนแปลง และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ซึ่งก็ทราบกันดีว่าสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างมีทั้งพายุใหญ่ แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ซึนามิ



ที่ท้องทะเลนครศรีธรรมราชวานนี้เช่นกันมีผู้พบกั้งตั๊กแตนขึ้นมาติดอวนชาวประมงค์จำนวนมาก ติดขึ้นมาแล้วแกะออกจากอวนยากมาก ผู้ที่ไม่รู้วิธีถึงกับยอมตัดยอมเสียอวนไป สำหรับผู้ที่มีเทคนิควิธีการสามารถนำกั้งไปจำหน่ายได้ราคาดีขณะที่ยังเป็นๆ มีชีวิตอยู่

จากเหตุการนกอพยบกั้งขึ้นมาติดอวนที่นครศรีธรรมราช น่าจะมีผลมาจากการเปลี่ยนแปรปรวนของสภาวะแวดล้อมและภูมิอากาศ มีธรรมชาติที่แปรปรวนมากกว่าเดิม สาเหตุก็สามารถคาดเดาได้ว่าเกิดจากอะไร ก็คงไม่หนีคำว่าภาวะโลกร้อน และใครทำให้เกิดภาวะโลกร้อนก็คือคน เมื่อคนเป็นตัวปัญหาก็ต้องแก้ที่คนให้คนไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอีกต่อไป

ช่วยลดภาวะโลกร้อน

ก็โดยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เราสามารถมีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและช่วยลดระดับภาวะโลกร้อน ด้วยตัวอย่างต่อไปนี้ หากมีอะไรอีกช่วยกันเสนอแนะด้วยครับ


-ช่วยกันประหยัดน้ำ เช่นติดฝักบัวแบบประหยัดน้ำ ชักโครกแบบประหยัดน้ำ

-เลิกใช้กระดาษชำระวันเว้นวัน

-ขี่รถจักรยานไปทำงานอย่างน้อย 5 วันต่อเดือน-ขณะแปรงฟันให้ปิดก็อกน้ำ

-ปลูกต้นไม้อย่างน้อยเดือนละ 1 ต้น

-เลิกใช้ยาฆ่าแมลงสารเคมีเป็นเวลา 1 เดือน ให้ใช้สารอินทรีย์แทน

-รับทานอาหารมังสวิรัติสัปดาห์ละครั้ง

-ใช้สบู่ซักผ้าแทนผงซักฟอก

-ใช้กระดาษทำสำเนาสองหน้า

-ใช้ถ้วยกาแฟของตนเองไม่ใช้แบบใช้แล้วทิ้ง

-ใช้แบตเตอร์รีแบบชาร์ตได้

-ให้ของขวัญสีเขียว (ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม)

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ระบบนิเวศเป็นอย่างไร

ระบบนิเวศ(Ecosystem) หนึ่งๆ โดยรวมแล้วประกอบด้วยพืชและสัตว์ในบริเวณหนึ่งรวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางกายภาพซึ่งสิ่งมีชีวิตสัตว์และพืชอาศัยอยู่ วิทยาศาสตร์พัฒนามามีส่วนในการศึกษาระบบนิเวศเรียกว่า นิเวศวิทยา(ecology)


ในระบบนิเวศ วงจรอะตอม และการเคลื่อนไหลไปของพลังงาน อะตอมประกอบเป็นโลกของระบบนิเวศ ปัจจุบันก็ยังคงเป็นอะตอมกลุ่มเดียวกันที่ประกอบกันเป็นระบบนิเวศดังกล่าวนับพันล้านปีผ่านมาแล้ว และจะเป็นส่วนที่จะประกอบขึ้นเป็นระบบนิเวศในอนาคต การเคลื่อนของอะตอมผ่านส่วนหนึ่งแล้วไปอีกส่วนหนึ่ง แต่ไม่เคยหายจากไป ในระบบนิเวศขนาดเล็กลงเช่นทะเลสาป อะตอมอาจจะยังคงเป็นวงจรที่จำกัดไม่เข้มงวด และยังคงมีการเคลื่อนตัวของสารผ่านเข้าออกเขตแดนกั้นระบบนิเเวศดังกล่าว ระบบนิเวศที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนสารกับสิ่งแวดล้อมเรียกว่าเป็นระบบนิเวศแบบปิด และที่มีการแลกเปลี่ยนสารเรียกว่าระบบนิเวศแบบเปิด

ที่จริงแล้วพลังงานทั้งหมดในโลกของระบบนิเวศนั้นมาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งคงอยู่บนดาวเคราะห์ชั่วระยะหนึ่งและมีส่วนพลังงานที่แผ่รังสีกลับไปในอวกาศในรูปของรังสีอินฟาเรด พลังงานจึงไม่ค้างอยู่บนโลกแต่มีการเคลื่อนผ่านไปจากดวงอาทิตย์ไปยังอวกาศภายนอกอื่น พฤติกรรมนี้เป็นแนวทางที่พลังงานเข้ามามีปฏิกิริยากับระบบนิเวศ

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แนวคิดองค์รวมเชิงนิเวศ

ความท้าทายในปัจจุบันคือการสร้างสรรค์ชุมชนที่ยั่งยืน นั่นคือสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ซึ่งเรามีความพึงพอใจตามความต้องการและความหวังโดยไม่ได้ทำให้ความหลากหลายที่ผสมผสานกันเป็นโลกธรรมชาติถูกทำลายให้ลดน้อยถอยลง ที่ซึ่งจะเป็นโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคต


ในความพยายามที่จะสร้างสรรค์บำรุงชุมชนให้ยั่งยืนได้นั้น เราสามารถเรียนรู้บทเรียนอันมีค่าจากระบบนิเวศ ซึ่งได้แก่ชุมชนที่ยั่งยืนของพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ เพื่อที่จะให้เข้าใจระบบนิเวศเราจำเป็นต้องเรียนรู้หลักการพื้นฐานของนิเวศวิทยา นั่นคือภาษาแห่งธรรมชาติ เราทั้งหลายจำเป็นต้องเป็นผู้รู้นิเวศวิทยา (eco-literate) เราจะต้องคิดในเทอมของความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยง และปริบทแวดล้อม ในทางวิทยาศาสตร์ แนวทางใหม่ของการคิดที่รู้จักกันในนามการคิดอย่างเป็นระบบ (systematic thinking) โดยคิดให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย กับระบบนิเวศ และระบบสังคม และเป็นที่รู้กันว่าระบบทั้งหมดเหล่านี้จะต้องบูรณาการเป็นองค์รวม ซึ่งคุณสมบัติของระบบทั้งหมดไม่สามารถจะลดรูปลงเป็นส่วนเล็กย่อย

การคิดอย่างเป็นระบบได้ยกระดับขึ้นไปสู่ระดับใหม่ในช่วง 30 ปีมานี้ โดยการพัฒนาวิทยาศาสตร์ที่มีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับภาษาคณิตศาสตร์ใหม่เกือบทั้งหมด และชุดของมโนทัศน์ เพื่ออธิบายความซับซ้อนของระบบสิ่งมีชีวิต

การก้าวเข้ามาของทฤษฏีใหม่ของระบบสิ่งมีชีวิตคือรากฐานการรู้นิเวศวิทยา (ecological literacy) แทนที่จะมองจักรวาลเป็นเหมือนเครื่องจักรที่ประกอบด้วยองค์ประกอบของโครงสร้างพื้นฐาน นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าในโลกวัตถุ สุดท้ายแล้วก็คือเครือข่ายในรูปแบบของความสัมพันธ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้ นั่นคือดาวเคราะห์ โลกเป็นเหมือนสิ่งที่มีชีวิต เป็นระบบที่ปรับความสมดุลย์ของตัวเองได้ การมองร่างกายมนุษย์เป็นเหมือนเครื่องจักร และมองจิตใจเป็นส่วนที่แยกออกไป จะต้องแทนเป็นอีกแบบที่ไม่เพียงเฉพาะสมองเท่านั้นแต่ยังรวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน เนื้อเยื่อ และแม้แต่แต่ละเซลก็เป็นระบบของสิ่งมีชีวิตและระบบความคิด การวิวัฒนาการไม่ได้มองเป็นการแข่งขันเพื่อการอยู่รอดที่จะคงอยู่อีกต่อไป แต่ค่อนข้างที่จะพึ่งพาอาศัยร่วมมือกัน (co-operative dance) ที่ซึ่งการสร้างสรรค์และการปรากฏของสิ่งใหม่ๆ เป็นแรงผลักดัน

ด้วยทัศนะใหม่ของความจริงแท้ที่ได้จากการรู้นิเวศวิทยา จะกลายเป็นรากฐานทางเทคโนโลยี ระบบเศรษฐกิจและสถาบันทางสังคมในอนาคต เป็นที่ชัดแจ้งว่าสิ่งนี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับทางการศึกษาอย่างลึกซื้งในศตวรรษที่ 21 คงจะเป็นประสบการณ์ของการเรียนรู้ที่จะเอาชนะสิ่งแปลกแยกไปจากโลกธรรมชาติ จำเป็นต้องมีหลักสูตรที่สอนเด็กๆ ถึงความจริงอันเป็นรากฐานของชีวิตที่ของเสียจากสปีชีหนึ่งเป็นอาหารให้อีกสปีชีหนึ่ง ในเรื่องนี้เป็นวงจรอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยเครือข่ายของสิ่งมีชีวิต (Web of life)

 ซึ่งพลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นตัวขับเคลื่อนทางนิเวศทั้งหมด นั้นความหลากหลายที่ยืนยันถึงลักษณะที่ดี ที่ชีวิตจากเริ่มต้อนมากกว่า 3 พันล้านปีมาแล้วไม่ได้เข้ายึดดาวเคราะห์โลกโดยการต่อสู้รบราฆ่าฟันกัน แต่โดยการเชื่อมต่อเป็นเครือข่าย การสอนความรู้ใหม่เช่นนี้ที่ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณ จะเป็นบทบาทที่สำคัญที่สุดทางการศึกษาในศตวรรษต่อไป

ผลกระทบภาวะโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนที่ว่านี้ เป็นภาวะที่เข้าใจกันว่าเกิดจากแกสเรือนกระจก (greenhouse gas) ที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ผลของภาวะโลกร้อนที่เห็นเป็นนามธรรมและรูปธรรม ได้แก่การที่ไฟป่าเกิดขึ้นได้ง่ายดังที่เกิดในอเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และแม้แต่ในอินโดนีเซียเพื่อนบ้านของเรา นอกจากนี้ยังมีภัยพิบัติจากสภาพอากาศวิปริต แปรปรวน น้ำถ่วมมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทยจะเห็นว่ามีความรุนแรง และบ่อยมากขึ้น ซึ่งอาจตามด้วยแผ่นดินถล่ม การกัดเสาะของชายฝั่งทะเลในบริเวณกว้างมากขึ้น อันเนื่องมากจากมีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้น และปรากฏการณ์แอนนิโญ ลานิญา ที่ผกผัน ทำให้ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลงสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะฟันธงให้แน่ชัดลงไปไม่ได้ในบางเรื่อง เช่นกระแสน้ำอุ่นกัล์ฟ (Gulf stream) ที่ไหลจากย่านแคริบเบียนขึ้นไปทางแอตแลนติกเหนือตามปกติ แต่กลับไหลลงไปทางอัฟริกา ถ้าหากโลกร้อนขึ้นอีก ก็มีทางเป็นไปได้ว่ายุโรปเหนือจะกลายเป็นดินแดนน้ำแข็ง

เราจะหยุดยั้งไม่ให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์สะสมในชั้นบรรยากาศได้อย่างไร ในขณะที่มนุษย์มีความต้องการใช้พลงงานเพิ่มขึ้นทุกที ในกรณีการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ ประเทศยักษ์ใหญ่ ทั้งยุโรป อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เป็นตัวการในการปล่อยแกสนี้ และมีบางประเทศไม่ยอมเซ็นต์สัญญาโตเกียวที่จะจำกัดแกสคาร์บอนไดออกไซด์ นับว่าเป็นการเอาเปรียบประเทศอื่น หรือสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยบนความยากลำบากของผู้อื่น ประชาคมโลกน่าจะมีความเห็นพ้องที่จะต้องให้ประเทศที่ปล่อยแกสนี้มากเท่าใดต้องจ่ายในรูปต่างๆ ให้กับประเทศที่ได้รับผลกระทบ หรือต้องมีมาตรการจ่ายค่าชดเชยในรูปแบบต่างๆ ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศอุตสหกรรมหนัก มีส่วนในการปล่อยแกสนี้ไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์ แต่ก็ได้รับผลกระทบมากมาย เช่นกันทางออกทางหนึ่งที่ประเทศน่าจะทำได้ก็คือ ลดการบุกรุกทำลายป่า เพิ่มพื้นที่ป่า ปลูกต้นไม้มากขึ้นในชุมชนเมือง เพื่อให้ต้นไม้ได้ช่วยดูดซับเอาคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ได้บ้างก่อนที่จะไปสะสมในชั้นบรรยากาศ ประเทศที่ประสบผลสำเร็จสูงมากในการรักษาพื้นที่ป่าไม้ไว้ได้มากคือประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีพื้นที่ป่ามากกว่า 70 เปอร์เซนต์ ทั้งๆ ที่พื้นที่น้อยกว่าประเทศไทย ขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะช่วยลดความสูญเสียจากน้ำท่วม และแผ่นดินถล่ม

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สำนึกรู้นิเวศวิทยา

บทความนี้ถอดความจากบทความเมื่อ 5 ปีที่แล้ว Fritjof capra ได้เคยเสนอไว้ในบทความเรื่อง The language of nature ที่ชี้ให้เห็นความท้าทายที่จะสร้างสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ยั่งยืนนั้น ซึ่งทำให้เราพอใจกับกับความต้องการ และความหวังโดยไม่ได้ทำลายหลายหลากหลายของโลกธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคต

เขาได้เสนอแนะว่าการจะดูแลให้ชุมชนอยู่กันอย่างยังยืนได้ สามารถเรียนรู้จากระบบนิเวศ ที่พืชสัตว์ และจุลินทรีย์อยู่ร่วมด้วยช่วยกันอย่างผสมกลมกลืน การเข้าใจระบบนิเวศจำเป็นต้องเรียนรู้หลักการพื้นฐานของนิเวศวิทยา นั่นคือภาษาแห่งธรรมชาติ เราทั้งหลายจำเป็นต้องเป็นผู้รู้นิเวศวิทยา (eco-literate) เป็นผู้สำนึกรู้เชิงนิเวศ เราจะต้องคิดในเทอมของความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยงและปริบทแวดล้อม ในทางวิทยาศาสตร์ก็คือการคิดอย่างเป็นระบบ โดยคิดให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ระบบนิเวศ และระบบสังคม และเป็นที่รู้กันว่าระบบดังกล่าวจะต้องบูรณาการเป็นองค์รวม ซึ่งคุณสมบัติของระบบทั้งหมดไม่สามารถจะลดรูปลงเป็นส่วนเล็กย่อย

ทฤษฏีใหม่ของระบบสิ่งมีชีวิตคือรากฐานทางทฤษฏีสำนึกรู้นิเวศวิทยา นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่าในโลกวัตถุ สุดท้ายแล้วก็เป็นเครือข่ายรูปแบบของความสัมพันธ์ เมื่อมององค์รวมที่เป็นดาวเคราะห์ ก็เป็นเหมือนสิ่งที่มีชีวิต เป็นระบบที่ปรับความสมดุลย์ของตัวเองได้ การมองร่างกายและจิตใจแยกจากกันจะต้องแทนที่ด้วย ไม่เฉพาะสมอง ระบบภูมิคุ้มกัน และเนื้อเยื่อ และแม้แต่ แต่ละเซลก็เป็นสิ่งมีชีวิต รวมทั้งระบบทางความคิด การวิวัฒนาการไม่ได้มองเป็นการแข่งขันเพื่อการอยู่รอดที่จะคงอยู่ แต่อยู่ร่วมกันร่วมมือกันทำร่วมกัน (co-operative dance) ที่ซึ่งการสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใหม่เป็นแรงผลักดัน

ด้วยทัศนะใหม่ของสำนึกรู้นิเวศวิทยา จะเป็นรากฐานของเทคโนโลยี ระบบเศรษฐกิจและสถาบันทางสังคม เกี่ยวข้องกับทางการศึกษาอย่างลึกซื้ง ต้องการ การสอนที่ให้ความเข้าใจชีวิตที่เป็นศูนย์กลางที่ไม่ให้แปลกแยกไปจากโลกธรรมชาติ จำเป็นต้องมีหลักสูตรที่สอนเด็กๆ ของเราให้เข้าใจความจริงเบื้องต้นของชีวิต

น้ำเก่าน้ำใหม่

กล่าวกันว่าน้ำที่เรามีใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นน้ำที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ กำเนิดโลกขึ้นมา น้ำเมื่อหลายล้านปีที่แล้วหรือตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายก็ยังคงหมุนเวียนมาใช้ในปัจจุบันอยู่ ถือว่าเป็นน้ำเก่า แต่อาจคิดว่าเป็นน้ำใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อนในอตีตก็เป็นไปได้ ซึ่งเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์เราที่ ทำให้เราได้น้ำส่วนนี้มาโดยไม่ตั้งใจ

น้ำที่ปกคลุมอยู่ที่พื้นโลกประมาณสามในสี่ แต่ประมาณ 97 % เป็นน้ำเค็ม ส่วนน้ำจืดมีอยู่เพียง 3 % ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นน้ำแข็งอยู่ที่ขั้วโลก ที่เหลือเป็นน้ำกินน้ำใช้ของมนุษย์ เพียงไม่ถึง 1 % ในจำนวนนี้ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมในบางที่ บางที่ก็ฝนแทบไม่ตก การหมุนเวียนของน้ำระเหยจากที่หนึ่ง แล้วไปตกเป็นฝนในอีกที่หนึ่ง ระยะหลังไม่กี่ปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยฝนตกน้ำท่วมบ่อยก็มีสาเหตุมาจากฝนตกมาก จนอาจคิดได้ว่าอาจจะเกิดมาจากน้ำใหม่ที่ไม่เคยหมุนเวียนมาก่อน อันเกิดจากภาวะโลกร้อน แม้อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียสน้ำแข็งที่ขั้วโลกก็จะละลายมหาศาลแล้วน้ำเหล่านี้ก็ระเหยกลายเป็นไอไปตกเป็นฝนในที่ต่างๆ เป็นน้ำใหม่ที่เกิดจากน้ำเก่าเก็บ เป็นไปได้ว่าความสมดุลย่ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สมดุลใหม่

บริเวณใดที่ฝนไม่เคยตกหรือตกน้อยฝนก็จะตกมากขึ้น บางที่น้ำไม่เคยท่วมก็อาจจะทำให้ท่วมมากขึ้น เช่นเดียวกับซึนามิที่ไม่เคยเกิดก็อาจเกิดขึ้นได้ . . . .

การใช้น้ำของคนกว่าจะออกมาเป็นน้ำก็อกได้ก็ต้องมีการสำรวจหาแหล่งน้ำที่มากพอที่จะรองรับการใช้ของคนที่อยู่อาศัย ต้องมีเครื่องจักรเช่นปั๊มสูบน้ำ วางท่อไปตามที่ใช้น้ำซึ่ง และต้องมีการบำบัดให้น้ำสะอาดเช่นการเติมคลอรีน เพื่อฆ่าเชื้อ ก่อนนำไปใช้ ในการซักล้างทำความสะอาด ทำสวน และเพื่อการดื่ม และการปรุงอาหาร ทำเป็นน้ำให้ความเย็นชุ่มฉ่ำ และสวยงามด้วยน้ำพุ . . . .

ด้วยน้ำใหม่ที่เกิดจากน้ำเก่าเก็บอาจก่อปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากได้ จึงน่าจะต้องเปลียนแปลงผังเมืองเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้นเพื่อลดความรุนแรงของน้ำถ่วม และทำให้ท่วมน้อยลง เพื่อรองรับสมดุลใหม่ของโลก . . . .

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Green Resolutions

เราสามารถมีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและช่วยลดระดับภาวะโลกร้อน ด้วยตัวอย่างต่อไปนี้ หากมีอะไรอีกช่วยกันเสนอแนะด้วยครับ


-ช่วยกันประหยัดน้ำ เช่นติดฝักบัวแบบประหยัดน้ำ ชักโครกแบบประหยัดน้ำ

-เลิกใช้กระดาษชำระวันเว้นวัน

-ขี่รถจักรยานไปทำงานอย่างน้อย 5 วันต่อเดือน

-ขณะแปรงฟันให้ปิดก็อกน้ำ

-ปลูกต้นไม้อย่างน้อยเดือนละ 1 ต้น

-เลิกใช้ยาฆ่าแมลงสารเคมีเป็นเวลา 1 เดือน ให้ใช้สารอินทรีย์แทน

-รับทานอาหารมังสวิรัติสัปดาห์ละครั้ง

-ใช้สบู่ซักผ้าแทนผงซักฟอก

-ใช้กระดาษทำสำเนาสองหน้า

-ใช้ถ้วยกาแฟของตนเองไม่ใช้แบบใช้แล้วทิ้ง

-ใช้แบตเตอร์รีแบบชาร์ตได้

-ให้ของขวัญสีเขียว (ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม)