หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดาราศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดาราศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2554

ซุปเปอร์มูน

ปรากฏการณ์ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคมกล่าวกันว่าเป็นวันที่ดวงจันทร์และโลกเคลื่อนเข้ามาใกล้กันมากที่สุด ในรอบ 19 ปี ตามหลักวิทยาศาสตร์เมื่อเคลื่อนที่มาใกล้กัน คนบนโลกจะมองเห็นดวงจันทร์โตกว่าปกติ และสว่างมากกว่าปกติ และแน่นอนว่าแรงดึงดูดระกว่างโลกและดวงจันทร์ก์เพิ่มมากขึ้น ความเข้มแสงที่เพิ่มขึ้น และแรงดึงดูดที่เพิ่มขึ้นนั้น สามารถจะคำนวนได้ตามสมการของนิวตันที่คิดขึ้นมาเกือบสามร้อยปีแล้ว แดงดึงดูดและความเข้มแสงที่เราวัดได้จะขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างโลกและดวง จันทร์ ยิ่งระยะห่างน้อยลงความเข้มแสงและแรงดึงดูดก็จะยิ่งมากขึ้น

ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นมีผู้เรียกว่าเป็นปรากฏการ Super Moon และมีผู้ทำนายว่าจะเกิดเหตุร้ายเป็นภัยพิบัติ ซึ่งก็เป็นการคาดการณ์ที่มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะการการเกิดแรงดึงดูดระหว่างกันมาก โอกาสที่จะเกิดการเคลื่อนไหวที่เปลือกโลกเป็นแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด การพายุคลื่นลมแรงก็เป็นได้  อย่างไรก็ตามใช่ว่าเหตุร้ายแรงที่สุดจะมาเกิดเอาในวันซุปเปอร์มูน โอกาสที่จะเกิดก่อนหรือหลังวันนั้นก็เป็นไปได้ดังที่เกิดแผ่นดินไหวและคลื่น ยักษ์ซึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคม จังหวัดเซ็นไดประเทศญี่ปุ่น แต่จะสรุปว่าเป็นผลมาจากซุปเปอร์มูนอย่างเดียวก็คงไม่ได้ คงจะมีหลายๆอย่างผนวกกันพอทีจึงเกิดขึ้น
ในวันพระจันทร์เต็มดวงแม้ว่าไม่เกิดภัยพิบัติใดๆ ก็ยังมีบันทึกหลักฐานว่าเป็นวันที่เกิดอุบัติเหตุต่างๆ มากกว่าวันอื่นๆ แสดงว่ามีผลต่อจิตใจความคิดของคน มีในบางประเทศและบางเมืองที่ทางโรงพยาบาลต้องเตรียมรับมือที่เตรียมการฉุก เฉินไว้ล่วงหน้าในวันพระจันทร์เต็มดวง ก็เป็นเรื่องที่ยังพิสูจน์กันไม่ได้ว่าเพราะอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตามก็มีทฤษฎีที่พยายามอธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เช่นทฤษฎีไร้ระเบียบดังในปรากฏการณ์ที่เรียกว่าผีเสื้อขยับปีก (Butterfly effect) ที่มองว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันและกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผลการเปลี่ยนแปลงที่หนึ่งแม้ว่าไม่มากก็อาจส่งผลใหญ่หลวงในอีกที่หนึ่งก็ เป็นได้

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

ดาวฤกษ์

ดวงดาวบนท้องฟ้าก็เหมือนกับหลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่มีชีวิตอยู่ แล้วดับไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เพื่อรับรู้รับทราบว่าดาวก็ดับสูญล้มหายตายจากไปได้ จากการที่เคยคิดว่าเป็นอมตะจนกระทั้งในศตวรรษที่ 19  คนเริ่มตระหนักเห็นว่าดวงดาวต่างๆ ไม่ได้อยู่อย่างค้ำฟ้า หรือเกิดขึ้นแล้วคงอยู่ตลอดไป ดวงดาวเมื่อเกิดขึ้นก็เริ่มปล่อยพลังงานออกสู่อวกาศอย่างต่อเนื่อง และพลังงานนั้นต้องมาจากบางที่  ปัจจุบันเรารู้ว่าดวงอาทิตย์เหมือนกับดวงดาวอื่นๆ ที่เผาแกสไฮโดรเจนอันก่อให้เกิดพลังงาน  แม้เพียงว่าสำหรับขนาดที่ใหญ่มากเช่นดวงอาทิตย์ที่ปลดปล่อยพลังงานออกมาไม่ได้ตลอดไป ดวงอาทิตย์เหมือนกับแค้มไฟสุดท้ายแล้ววันหนึ่งก็จะมอดดับไป

มีบางอย่างที่น่าสนใจก็คือความพยายามที่จะอธิบายพลังงานที่ปล่อยออกมาของดวงอาทิตย์ ในศตวรรษที่19 แสดงให้เห็นว่าถ้าดวงอาทิตย์เป็นเชื้อเพลิงถ่านหินแอนตราไซ์ต์ เป็นพลังงานที่ดีที่สุดขณะนั้นแล้ว จะอยู่ได้เพียง หมื่นปี ตามอัตราการปล่อยพลังงานในสภาพปัจจุบัน

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ดาวหางโฮมส์ พฤติกรรมที่ไม่ธรรมดา

ความเชื่อสมัยโบราณการปรากฏตัวให้เห็นของดาวหางถือเป็นลางร้ายที่จะนำภัยพิบัติมาให้ แต่ปัจจุบันไม่มีใครเชื่อเช่นนั้นแล้ว เพราะเราทราบว่ามันเกิดมาจากอะไร มีพฤติกรรมอย่างไร แต่สำหรับดาวหางโฮมส์ที่เพิ่งมาปรากฏให้เห็นเมื่อเร็วๆ นี้มีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไป


เป็นดาวหางที่ค้นพบโดยนักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวอังกฤษ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ดาวหางนี้แสดงพฤติกรรมที่ประหลาดก็คือ ยิ่งเคลื่อนห่างออกไป แต่กลับให้ความสว่างเพิ่มมากขึ้น ที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า และส่วนหัวที่ขยายออกหลายล้านเท่า ยังไม่สามรถทราบถึงกลไกการเกิดขึ้นที่แท้จริง คาดว่าน่าจะเกิดการระเหิดของแข็งเป็นแกส ดังภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นข้างล่างนี้

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เดือน 8 สองครั้งกับ 29 วันในเดือนกุมภาพันธ์

ปกติแล้วในทุกรอบ 4 ปีจะมีวันในเดินกุมภาพันธ์มี 29 วันครั้งหนึ่ง ถ้าใครมีวันเกิดในวันนี้ก็จะได้ฉลองวันเกิด 4 ปีต่อครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากว่าการคิดจำนวนวันในหนึ่งปีจากการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ครบรอบพอดีใช้เวลา 365 กับ 1/4 วัน แต่วันตามปฏิทินปีหนึ่งจะมี 365 วัน ดังนั้นจะเห็นว่าในเวลา 4 ปีเวลาจะเกินไป 1 วันพอดีซึ่งไปเพิ่มให้กับเดือนกุมภาพันธ์จาก 28 วันเป็น 29วัน ดังนั้นในปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันจะเป็นปีที่มีวันเพิ่มเป็น 366 วัน


สำหรับปีที่มีเดือนแปด 2 ครั้งเราเรียกว่าปีอธิกมาศ นั้นเป็นผลจากที่ในสมัยโบราณเรายังคงใช้ปฏิทินทางจันทรคติที่คิดให้เดือนหนึ่งมี 30 วัน จะเห็นว่าปีหนึ่งก็จะมีเพียง 360 วัน ขาดไป 5 วัน (หรือในหนึ่งปีทางสุริยะคติมี565 1/4 วันแต่ 1ปีทางจันทรคิตใช้ 360วัน) ดังนั้นก็จะต้องใช้เวลานานประมาณ 6 ปีจึงจะครบ 30วันซึ่งเท่ากับ 1 เดือนพอดี จึงจำเป็นต้องเพิ่มเดือนเข้าไปอีกเดือนทำให้มีเดือนแปด 2 ครั้งและยังคงเรียกว่าเดือนแปดเหมือนกัน

นั่นก็คือมีความสัมพันธ์กันในแง่ที่ว่าจำนวนวันในแต่ละปี สำหรับเพิ่มวันในเดือนกุมภาพันธ์ และจำนวนวันที่เกินไปในแต่ละเดือนสะสมรวมกันจนครบ 1 เดือน เป็นวิธีคิดที่ใช้หลักการเดียวกัน

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คืนวันดวงจันทร์เต็มดวงเคลื่อนมาใกล้โลก

คืนวันที่ 11 ธันวาคม 2552 องค์กรทางวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยได้ประกาศให้ทราบว่าเป็นคืนที่มีพระจันทร์ เต็มดวงที่เคลื่อนมาใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 15 ปี ก็เป็นปรากกฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นถึงหลักการที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์ไม่มีอะไรแน่นอนเสมอไป เพราะดวงจันทร์ที่เราว่าเป็นบริวารของโลกนั้น การโคจรรอบโลกขณะที่โลกและดวงจันทร์นั้นโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ด้วยนั้น ไม่มีความสมมาตรที่ดวงจันทร์ต้องเคลื่อนที่ห่างโลกประมาณเท่าเดิมตลอดเวลา แต่กลับเคลื่อนที่ออกจะเป็นรูปวงรี เพราะยังมีการเคลื่อนที่ใกล้โลกมากที่สุดเหมือนในวันที่ 11 นี้ และก็คงจะมีวันที่เคลื่อนที่ห่างจากโลกมากที่สุดแต่อาจจะไม่ประกาศหรือแจ้ง ให้ทราบกัน ทั้งนี้เป็นเพราะในคืนวันที่ 11 นั้นเรามองเห็นดวงจันทร์ดวงโตกว่าด้วยหลักการว่า ถ้าเข้ามาใกล้กว่าก็ย่อมมองเห็นโตกว่า และเช่นกันจะทำให้มีความสว่างมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดกว่าทุกๆ คืน บางคนรู้สึกมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้มานั่งชมพระจันทร์ ที่กล่าวอ้างกันว่าโตและสว่างที่สุดในรอบ 15 ปี


แต่เมื่อพิจารณาถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์หรือฟิสิกส์นั้น ก็อาจกล่าวได้ว่าดวงจันทร์นั้นมีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุดตามกฏแรงความโน้ม ถ่วงแล้วยิ่งระยะใกล้โลกมากขึ้นก็จะเกิดแรงดึงดูดระหว่างโลกกับดวงจันทร์มาก ขึ้นแน่นอน ถ้าใครอยู่ในบริเวณน้ำขึ้นน้ำลงแล้วจะเห็นน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่าที่เคยเป็นถ้า อยู่ในรอบน้ำขึ้นตามปกติ แต่ถ้าอยู้่ในช่วงหักล้างกับอิทธิพลของดวงอาทิตย์ก็อาจไม่เห็นผลของการเกิด น้ำขึ้นน้ำลง ตามหลักการนี้ไม่เฉพาะน้ำเท่านั้นที่มีการถูกดึงดูดยกตัวสูงขึ้นแผ่นดินเอง ก็ถูกดึงดูดขึ้นไปเช่นกัน แต่ไม่เห็นเด่นชัดเช่นเดียวกับน้ำที่เป็นของไหล ซึ่งการดึงดูดของดวงจันทร์นั้นถ้าว่าน้อยไม่เกิดผลอะไรเสียเลยก็คงไม่ใช่ อาจมีผลทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกที่เลื่อนไหลได้ง่ายอยู่แล้ว เกิดแผ่นดินไหวได้ ซึ่งมีรายงานในบางพื้นที่ หรือทำให้เกิดการปั่นป่วนในทะเลที่เราไม่รู้แล้วก่้อให้เกิดพายุต่อมาภาย หลังก็ได้

แต่่่ถ้ามองในแง่ดีว่าส่งผลในแง่ดีก็ได้ว่าให้ที่ทำท่าจะทำให้เกิดการ เคลื่อนตัวทำให้เปลือกโลกปรับตัวทำให้มีความคงตัวมากขึ้นแต่ก็เป็นเพียงการ คาดคะเน แต่ก็เชื่อว่าต้องมีอิทธิพลอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะตามทฤษฎีไร้ระเบียบนั้น เช่นในรูปของทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกก็ตาม นั้นแม้การเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิดที่หนึ่งก็อาจจะทำให้เกิดผลใหญ่ในอีกที่ หนึ่งได้ นั่นก็คือทุกสิ่งทุกอย่างมีความสัมพันธ์ส่งผลอิทธิพลกันและกันไม่มากก็น้อย เสมอ เมื่อมองดวงจันทร์ที่มีอิทธิพลต่อโลกในแง่ของแรงโน้มถ่วงนั้นมีอิทธิพลมาก ที่สุดมากกว่าดวงดาวใดๆ แม้แต่ดวงอาทิตย์ดังจะเห็นจากอิทธิพลที่ก่อให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่าดวง อาทิตย์อย่างเด่นชัด

จากการค้นพบของไอน์สไตย์นั้นชี้ให้เห็นว่าความโน้มถ่วงนั้นไม่เฉพาะที่มี อิทธิพลต่อสภาพที่เป็นมวลสารเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อพลังงานด้วยก็คือการตรวจพบว่าความโน้มถ่วงทำให้แสงเบี่ยง เบนไปหรือเคลื่อนเป็นทางโค้งจากอิทธิพลของมวลของดวงดาว ซึ่งได้รับการทดลองยืนยันว่าถูกต้อง ซึ่งถ้าคิดตามสมการความสัมพันธ์ของไอน์สไตย์ที่เปลี่ยนสสารเป็นพลังงานได้ หรือเปลี่ยนแปลงกลับไปมากันได้ ในแง่นี้ถ้าเรามองว่ามีพลังจิต มีจิตวิญญาณล่องลอยอยู่ทั่วไป ก็ย่อมได้รับอิทธิพลจากดวงจันทร์มากเป็นพิเศษ ได้รับการกระตุ้น หรืออาจรู้ได้ถึงแรงที่กระทำ ทำให้มีความเชื่อว่าในวันคืนพระจันทร์เต็มดวงวิญญาณซึ่งถือว่าเป็นพลังงาน รูปหนึ่ง อาจจะได้รับอิทธิพลทำให้สงบนิ่งอยู่ไม่ได้ ต้องปรับความสมดุลย์กันใหม่ การเคลื่อนไหวเหล่านี้สัตว์บางอย่างรับรู้ได้เช่นหมาหอนโหยหวลมากในบางที่

สำหรับที่บ้านผู้เขียนระยะนี้ก็มีหนูยกโขยงกันมาใต้เพดานจนต้องตื่นขึ้น มากลางดึก คงจะมีกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษหรือได้รับแรงกระตุ้นจากดวงจันทร์ก็ไม่ทราบได้ แน่ชัด หรือจะเป็นเพราะฝนตกมาหลายวันจึงออกมาสังสรรค์กัน