หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การใช้วิทยาศาสตร์เป็นฐานในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

วิธีการสำหรับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ควรจะเป็นเหมือนกับวิธีเดียวกับที่การปฏฺิบัติการทางวิทยาศาสตร์ โดยความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์จะต้องรู้ว่าอะไรที่นักวิทยาศาสตร์ทำหรือปฏิบัติ นักวิทยาศาสตร์เชื่ออะไร และมีอัตลักษณ์ประจำตัวอะไร

ดังเมื่อนักวิทยาศาสตร์สังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติ ก็มีความเชื่อว่าความรู้ไม่ได้แน่นอนตายตัวเสมอไป ความรู้เป็นเหมือนข้อเสนอในเชิงทดลองดูก่อน โดยธรรมชาตินักวิทยาศาสตร์มีความกระหายใคร่รู้ อยากรู้อยากเห็น

กิจกรรมของนักวิทยาศาสตร์คือขั้นตอนวิธีการในการศึกษาค้นคว้าชื่งได้แก่วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่มีขั้นตอนปฏิบัติที่สรุปได้เป็นทักษะพื้นฐานและทักษะขั้นสูงหรือบูรณาการ เป็นทักษะที่นักวิทยาศาสตร์มีรู้จักกันในนามทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผลจากการศึกษาค้นคว้าจะได้ความรู้ตามปรากฏการณ์ธรรมชาติได้รับการรับรองเชื่อถือ

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เรียนรู้แบบสร้างความรู้

สำหรับกลุ่มผู้สร้างความรู้ (constructivist)  การเรียนรู้คือการแก้ปัญหาอยู่บนฐานของทฤษฎีของปัจเจก ผู้เรียนได้รับสิ่งเร้ากระตุ้นจากด้านใน ผู้เรียนต้องการสิ่งแวดล้อมที่สนองตอบ ที่ซึ่งความสำคัญอยู่ในรูปแบบการเรียนของผู้เรียนแต่ละคน ที่เป็นเหมือนกับผู้เรียนสะท้อนความคิดในการปรับความสมดุลเชิงรุก (active, selfregulating reflective learner)

ในการนี้เหมือนกับการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการออกแบบคำสอนจากพฤติกรรมไปสู่ปัญญา ตามแนว constructivism  ซึ่งพฤติกรรมมาจากเหตุการภายนอก ทีดูพฤติกรรมมนุษย์จากสิ่งแวดล้อม

Sceince education

วิทยาศาสตร์ศึกษา จะศึกษาเกี่ยวข้องกับ นักเรียน ผู้คนเรียนวิทยาศาสตร์กันอย่างไร  ทำอย่างไรให้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้ดีขึ้น และ ทำอย่างไรให้ครูได้สอนวิทยาศาสตร์ได้ดีขึ้น

การสร้่างความสนใจจากการทดลอง

การทดลองเป็นการลองผิดลองถูก ความสนใจที่ติดตัวมาในการหาคำตอบเป็นการกระตุ้นปลุกเร้าผู้เรียน ให้รับรู้ปัญหาเป็นเหมือนกับการท้าทาย ไม่ใช่อุปสรรค

การช่วยเหลือนักเรียนโดยการแยกแยะหัวข้อ เรื่องที่สนใจ ที่จะให้เริ่มต้นคำถามพื้นฐานง่ายๆ ที่ใช้ถามนักเรียนเพื่อให้เป็นงานอดิเรกนอกเวลา ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการตอบคำถาม  บทความวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้นักเรียนอ่าน สร้างความสนใจที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์มีส่วนช่วยในการหาหัวข้อในการศึกษา

แนวทางการช่วยนักเรียนอีกแบบ โดยการพิจารณาการทดลองของนักเรียนที่ผ่านมา จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่สามารถหาได้รวมทั้งคำแนะนำจากโครงการ การแข่งขันทำงานตามโครงงานทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา นักเรียนอื่นอาจได้แรงบันดาลใจจากหนังสือต่างๆ เช่นไขความลับทางวิทยาศาสตร์  การสาธิตการศึกษาตัวแปรที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ ก็อาจมีส่วนปลุกเร้าความสนใจของนักเรียน

นอกจากนีแล้วยังอาจหาได้จากการตรวจสอบตรวจตราดูในหนังสือที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา หรือคู่มือปฏิบัติการ ที่มีการเปลี่ยนแปลงค่าตัวแปรตามกิจกรรมในหนังสือ คู่มือที่นักเรียนอาจได้รับคำถามที่ดี เพื่อการศึกษาเรียนรู้ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เครือข่ายการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเพราะข้อมูลที่มีความหมายสำหรับพวกเขา ไม่สนใจซ่อมแซมส่วนที่ขาดหายเสียหาย เลิกยุ่งเกี่ยวกับมวลส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว แต่มุ่งไปที่ส่วนเคลื่อนไหวอันเป็นพลวัต ซึ่งมองอีแง่หนึ่งมีพลังงานเป็นองค์ประกอบหรือมีพลังในตัว  หันมาสนใจระบบชีวิตแล้วจะเห็นพลวัตใหม่ของการเปลี่ยนแปลง  โดยที่ระบบชีวิตมีคุณสมบัติที่สำคัญก็คือว่า  ในระบบชีวิตหนึ่งๆ จะมีช่วงจังหวะของชีวิตที่มีความไม่มั่นคงเกิดขึ้น และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง  การเรียนรู้ระบบชีวิตอันทำให้เห็นการเปลี่่ยนแปลงนั้น วิทยาศาสตร์มีส่วนในการจุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  โดยเรียนรู้ในสิ่งที่เหนือไปจากวัตถุสิ่งของ เพื่อมองให้เห็นกระบวนการอันเป็นพลวัตในระดับนามธรรมที่ไม่มีตัวตน  แยกกลไกที่ไม่มีพลวัตออกไป นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็จะเห็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น เห็นกระบวนการที่ซ่อนเร้นอยู่ ทำให้เกิดรูปแบบชีวิตที่แตกต่างออกไปอย่างมากมาย  ดังที่ทราบกันดีว่าความรู้และสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ จึงเป็นคำตอบที่อธิบายได้ว่าเหตุใดชีวิตจึงเปลี่ยนแปลงได้ และต้องเผชิญกับการสร้างสรรค์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ความยืดหยุ่นของชีวิต

สิ่งมีชีวิตมีความยืดหยุ่นภายในสูง ที่จะยกตัวอย่างเชิงเปรียบเทียบให้เห็นได้จากกรณีที่เกิดอุบัติทางรถยนต์ อาจมีคนตาย ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้เพราะทั้งคนตายและคนเจ็บ ได้รับแรงกระแทกเกินความยืดหยุ่นที่คนรับได้ หากเพียงหัวร้างข้างแตก แขนหักขาหักหน้ายุบ ขณะเดียวกันรถยนต์ดังกล่าวพังยับเยินดูไม่มีชิ้นดี และไม่สามารถซ่อมให้กลับมาดังเดิมได้ นอกจากเปลี่ยนอะไหล่เท่านั้น  แต่สำหรับมนุษย์ที่ได้รับบาดเจ็บน้้น แม้กระดูกแตกหัก ร่างกายของชีวิตก็ยังซ่อมแซมเกือบกลับมาเหมือนเดิม

ส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์มีความอ่อนนุ่ม สามารถโค้ง งอ ยุบตัวได้ เมื่อได้รับแรงกระแทก ซึ่งมีขีดจำกัดของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนกล้ามเนื้อฉีกขาดได้ ถ้าใช้แรงเกินกำลัง หรือได้รับแรงมากเกิดขีดจำกัดที่รับได้  ส่วนสำคัญของร่างกายมีกระดูกหุ้ม เช่นปอด หัวใจ ส่วนลำไส้เป็นโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่น ตัดออกบางส่วนก็ยังทำงานได้
สิ่งมีชีวิตมีความยืดหยุ่นสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในลักษณะที่ไม่เป็นเส้นตรง หมายถึงว่า แต่ละครั้งแต่ละเวลามีการเปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับสภาพของร่างกาย และสิ่งแวดล้อม การทำงานของชีวิตจะถูกควบคุมโดย ความสัมพันธ์ที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง ความยืดหยุ่นภายในก่อให้เกิดการจัดระเบียบตนเอง อันเป็นผลจากระบบที่จัดระเบียบตัวเองไม่ได้ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อม แต่มีการตอบโต้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา  การจัดระเบียบตนเองเป็นการเสริมสร้างตัวเองขึ้นใหม่ ก้าวพ้นจากตัวเองที่ตัวเองสร้างสรรค์ทางกายภาพและจิตใจ ก็โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้พัฒนาและการวิวัฒนาการ

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

ปรัชญาการสร้างความรู้

แนวปรัชญาการสร้างความรู้ (Constructivism)  เป็นเหมือนทฤษฎีการเรียนรู้ที่อธิบายว่าจิต ของเราสร้างความรู้อย่างไร โครงสร้างความรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไร จึงได้เข้าใจมโนทัศน์ได้ลึกซี้ง (Fosnot,1996, p30; Joyce & Weil,1996) กิจกรรมสร้างความรู้ไม่เพียงแต่การจัดหาสารสนเทศ แล้วคาดหวังให้รับข้อมูลนั้นว่าเป็นจริง  กิจกรรมตามแนวปรัชญานักสร้างความรู้ (constructivist) เรียกร้องให้ผู้เรียนนำเอารูปแบบการคิดของตนเองมาบูรณาการกับสารสนเทศภายใต้กรอบเฉพาะตน (Glynn & Duit,1955; Novak,1955) เพื่อช่วยผู้เรียน บูรณาการแนวคิดใหม่ เข้ากับรูปแบบที่คุ้นเคยของตัวเอง นักสร้างความรู้ได้แนะนำกิจกรรมเบื้องต้นในบริบทประจำวัน กรณีที่มีจริง เป็นจริงกำหนดเป็นหัวข้อเรียนรู้ในหลายทัศนะ และสนับสนุนส่งเสริมนักเรียนเข้ามาร่วมกันเรียนรู้ โดยมีทัศนะกลุ่มแบบเปิด มีความปรองดองยอมรับกัน (Jonassen,1994; Wills,2000)

ตามแนวปรัชญานี้ไม่มากก็น้อยใกล้เคียงกับทัศนะความรู้ของอริสโตเติล (Aristotle) เหมือนกับการปฏิบัติคงอยู่ในบริบท สร้างขึ้นจากประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าที่จะเป็นนามธรรมและทฤษฎีจากภายนอก การเรียนรู้นั้นเชื่อมโยงจากสิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้แล้ว

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ศึกษา

ใน งานนำเสนอผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยวทท. วันที่ 26 ช่วงเวลาสั้นๆ หลังเวลาบ่ายโมง ที่ได้ไปฟังบรรยายคุณหญิงสุมนทาเป็นวิทยากรบรรยาย ในหัวข้อ วิทยาศาสตร์มหัศจรรย์สำหรับผู้เรียนในยุคดิจิทัล ซึ่งความมหัศจรรย์ก็คงจะเป็นผลของการที่ได้นำโครงการ บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ที่มีการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ให้กับเด็กนักเรียนตั้งแต่ปฐมวัยและประถมศึกษา โดยพบว่าทุกโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนักเรียนมีความสุขกับการเรียนรู้ ตามโครงการนี้ได้แนวบทเรียนจากประเทศเยอรมัน ท่านได้เล่าว่ามาจากแนวคิดของนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศษที่ได้รับรางวัลโนเบล ได้ทำโครงการวิทยาศาสตร์ในระดับอนุบาลเผยแพร่ไปทั่วโลกหลายประเทศเอาแนวคิด นี้ไปทำ เช่นในเยอรมัน ในออสเตรเลียจะให้ชื่อว่า primary connection เข้าไปดูในเน็ตก็ได้ สำหรับโครงการบ้านวิ่ทยาศาสตร์น้อยได้ขยายออกไปแล้วในประเทศไทยถึง 200 โรงเรียนในขณะนี้ โดยมีศูนย์วิทยาศาสตร์ศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรเป็นฐาน

จากแนวคิดที่การสอนให้เด็กเล็กได้เข้าใจเรียนรู้วิทยา ศาสตร์ตั้งแต่เยาว์วัยนั้น ยิ่งต้องใช้ผู้มีความสามารถ มีความรู้ในการปลูกฝังด้วยความเชื่อว่า ความรู้ที่ได้จะติดตัวเด็กต่อไปตลอดชีวิตทีเดียว และจากโครงการพิสซา ซึ่งเป็นข้อสอบนานาชาติใช้วัดผลการเรียนรู้ของเด็ก จากโครงการนี้ใช้วัดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และด้านภาษา พบว่า ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษามีความสอดคล้องกันหรือไปด้วยกัน คนเก่งภาษาก็จะเก่งวิทย์คณิต ในทางกลับกันคนเก่งวิทย์คณิตก็จะเก่งภาษาด้วย และจากการทำวิจัยต่อไปตามโครงการพิสซ่าได้ข้อสรุปว่า คุณภาพของการศึกษาไม่สามารถที่จะตัดขาดจากคุณภาพของครู และพบว่าคะแนนพิสซ่าที่ได้มากมาจากการที่ครูได้จัดกิจกรรม ให้มีการพูดคุยกับครูมาก ให้มีการลงมือปฏิบัติจริง (hand on) ให้มีการศึกษาค้นคว้า สืบเสาะหาความรู้ (investigation and inquiry) และเชื่อมโยงกับสิ่งทีนักเรียนรู้จัก และใช้อยู่เป็นประจำ สุดท้ายให้เขาค้นพบและสรุปได้ด้วยตนเอง หน้าที่ของครูไม่ใช่การบอกเล่าอีกต่อไป

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โลกทัศน์วิทยาศาสตร์

ในศตวรรษที่ 13 หรือสมัยกลาง  ทอมัสอไควนัส รวมระบบธรรมชาติของอริสโตเติลเข้ากับหลักเทวะวิทยา และจริยศาสตร์ วิทยาศษสตร์สมัยกลางอยู่บนรากฐานของเหตุและผล และศรัธาไปพร้อมๆ กัน เข้าใจความหมาย สาระสำคัญมากกว่าการควบคุม  และคาดการณ์ ค้นหาเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ธรรม จากสมัยกลางเปลี่ยนไปเป็นทัศนะที่มองโลกเป็นเครืืองจักร มองโลกเป็นเครื่องจักร และยังครอบงำโลกสมัยใหม่ในปัจจุบัน  จากการค้นพบที่สำคัญของโคเปอร์นิคัส กาลิเลโอ และนิวตัน

นำวิธีวิเคราะห์เชิงเหตุผลของเดคาตส์มาใช้ โดยฟรานซิสเบคอน ทำให้แพร่หลายในศตวรรษที่ 16-17 เป็นยุคการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ื บทบาทสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การปฏวัติเริ่มจากโคเปอร์นิคัส ปฏิเสธทัศนะของปโตเลมี และคัมภีร์ไบเบิลที่ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของเอกภพ เคปเลอร์ค้นพบความเป็นบรรณสา

วิทยาศาสตร์แบบนิวตัน ธรรมชาติทั้งหลายคิดให้เป็นเครื่องจักรกล ซึ่งจะต้องเอาชนะและนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้   ในการกำเนิดโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ มองความเป็นจริงเป็นเครื่องจักร แทนที่จะมองเป็นองค์คาพยพที่มีชีวิต อย่างไรก็ตามผู้ที่คุณูประการแก่การวางรากฐานของวิทยาศาสตร์สมัย ได้แก่ ฟรานซิส เบคอน วิลเลี่ยมฮาร์วีย์  เรอเน เดคาตส์  ทอมัส ฮอบส์ และได้แซก นิวตัน

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การพัฒนาสังคม ประเทศ ด้วยการศึกษา

เป็นที่แน่ชัดว่าประเทศต่างๆประสบผลสำเร็จในการพัฒนาประเทศโดยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมของเราขาดผู้ที่มีความรู้ และทักษะทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญลุ่มลึกในวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Basic Science) จึงทำให้การแก้ปัญหาและการพัฒนาขาดความยั่งยืน  เพราะการพัฒนาสังคม พัฒนาเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 

จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเร่งรัดจูงใจให้ประชากรหันมาสนใจวิทยาศาสตร์พื้นฐานมากขึ้น    และทำอย่างไรให้มีทักษะกระบวนการคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์เมื่อเราจะก้าวสู่เศรษฐกิจฐานความรู้  นั่นก็คือการพัฒนาคุณภาพของคนนั่นเอง

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

ธรรมชาติตามที่เข้าใจกัน เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นตามที่มีอยู่เป็นอยู่โดยไม่มีการสร้างสรรค์ โดยมนุษย์ และมนุษย์ รวมทั้งสัตว์ทั้งปวงที่ไม่ได้เกิดจากการดัดแปลง ปรับปรุงโดยมนุษย์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ธรรมชาติมีอยู่ก่อนแล้วก่อนที่จะมนุษย์จะคนพบความจริงต่างๆ ทั้งหลายจากธรรมชาติ และแยกแยะสิ่งต่างๆ แตกต่างกันให้ชื่อกำกับไว้ เป็นมโนทัศน์เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น หาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ การเกิดขึ้น คงอยู่ และการสลายไป ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อนำความรู้ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ มีทักษะการนำไปใช้ จากความรู้ที่ได้ดัสร้างสรรค์ สิ่งประดิษฐ์คิดค้นทั้งหลาย ก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีในที่สุด

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

การเข้าใจผิดมโนทัศน์และทฤษฎีเปียอาเจต์

เมื่อคนเราเข้าใจอะไรมาผิดๆ แล้วยังยึดติด ยึดถือสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้น แล้วคิดว่าถูกต้องด้วยมีความเชื่ออย่างหนักแน่น เปรียบได้เหมือนกับการถูกล้างสมองแล้วใส่ความคิดที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวลงไป จนยากที่จะถอดหรือเปลี่ยนความเชื่อความคิดดังกล่าว ที่กล่าวมาแล้วนั้นหมายถึงมโนทัศน์ที่มีอยู่ก่อนแล้วเป็นอย่างไร สำหรับนักเรียนทุกวัยยึดเหนี่ยวอยู่กับคำอธิบายที่ทำให้เข้าใจสำหรับพวกเขา และต่อต้านเรื่องใหม่หรือแนวคิดที่แตกต่างออกไป ตรามเท่าที่ความคิดเดิมที่มีอยู่ยังใช้งานได้อยู่

เมื่อเราท้าทายเด็กนักเรียนต่อการที่เขายังเข้าใจผิดมโนทัศน์อยู่ เพื่อให้เขากลับมาเข้าใจมโนทัศน์ที่ถูกต้องเราต้องทำมากกว่าการเพียงให้ ประสบการณ์ในการลงมือปฏิบัติ เรายังจำต้องให้ผู้เรียนต้องคิดทำความเข้าใจให้สมองทำงาน (brain on) โดยให้ประสบการณ์ลงมือปฏิบัติซ้ำๆ คล้ายคลึงกัน ให้สำรวจเหตุการณ์ที่แตกต่างกันไม่ลงรอยกัน และการอภิปรายถึงความชอบความประทับใจ และแนวความคิดที่ไม่ถูกต้อง การกระทำในลักษณะนี้เราจะจัดหาเส้นทางตรงๆ ที่สามารถจะเข้าใจได้สำหรับเด็กๆ ที่จะสร้างมโนทัศน์ได้อย่างละเอียดถูกต้องมากขึ้น

ข้อตกลงเบื้องต้นภายใต้ทฤษฎีของเปียอาเจต์ในการพัฒนาการทางสติปัญญา ก็คือสิ่งมีชีวิตไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์จะมีโอกาสที่จะอยู่รอดได้ ถ้าสามารถจัดการสร้างระเบียบแบบแผนขึ้นในท่ามกลางประสบการณ์ เมื่อเราตัดสินใจว่าจะกระทำอย่างไร เราทำภายใต้ฐานของอะไรที่เรารู้มาแล้ว ไม่ได้อยู่บนฐานว่าโลกอาจจะเป็นอะไรโดยตัวเอง ความเข้าใจเป็นบางสิ่งที่เราทุกคนจะต้องสร้างขึ้นสำหรับตัวเราเอง

อาการคิด (operation) ตามทฤษฎีของเปียอาเจต์เป็นผลพวกของการสะท้อนการคิดและการเข้าใจเชิงนามธรรม คำว่าสะท้อนความคิด (reflection) มีความหมายหลักสองอย่างในการใช้ในภาษาอังกฤษตามปกติธรรมดา อย่างแรกหมายถึงกิจกรรมทางจิต (mental activities) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนให้เกิดการคิดที่รู้สำนึก (conscious thought) นั่นคือไม่ได้ต่างไปมากจากการพิจารณาไตร่ตรอง (pondering)

อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของอารมณ์ความรู้สึก หรือการกระทำที่เคลื่อนไหว (motor action) หรือตัวแทนองค์ประกอบเช่นนั้น อันแสดงรูปร่างหรืออุปมาที่เหมือนกับการอาการทางจิตที่ ให้ความสัมพันธ์ ประสานงาน ให้ข้อสรุป ดังที่นักปรัชญาบางคนกำหนดลักษณะสั้นๆ ว่าเป็นอาการทางจิต (operation of mind)

ตามทัศนะการสร้างความรู้ (constructivist) เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำและเข้าไปเกี่ยวข้อง ได้แก่กิจกรรมต่างๆที่จะต้องทำให้บุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานะการณ์แวด ล้อมทั้งหมด อันเป็นประสบการณ์ของบุคคลดังกล่าว ในเทอมของเปียอาเจต์ เป็นกระบวนการโดยวิธีการที่มโนทัศน์และชนิดมโนทัศน์เช่นนั้นจะได้การสรุป เชิงประจักษ์ นั้นเท่ากับกล่าวได้ว่าเป็นข้อสรุปจากประสบการณ์จากประสาทสัมผัส และกระทำเคลื่อนไหว (sensory and motor) ส่วนข้อสรุปจากการสะท้อนความคิดเกี่ยวข้องกับรูปแบบที่หาได้จากการกระทำและ การคิดจากใจ

วิทยาศาสตร์คือแนวทางการคิด

นักวิทยาศาสตร์แสวงหาคำตอบจากคำถามที่ตั้งขึ้น โดยที่งานของนักวิทยาศาสตร์อยู่บนฐานของทักษะที่ฝึกฝนมาอย่างดีในการตอบคำถาม การรู้ว่าจะถามคำถามอย่างไรเป็นสิ่งสำคัญเท่าๆกับการรู้ว่าจะค้นหาคำตอบได้อย่างไร ใจความสำคัญของวิทยาศาสตร์คือกระบวนการที่ระมัดระวังและรอบคอบในการตั้งคำถาม แล้วแสวงหาคำตอบอย่างมีระบบเพื่อให้มีความเข้าใจที่ดีขึ้นในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ซึ่งโดยกระบวนการนี้วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (process of inquiry) อ้นเป็นแนวทางในการคิดเป็นการเฉพาะ จากกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ได้ก่อให้มีการสร้างเครื่องมือและผลผลิตความรู้ที่เป็นประโยชน์ ดังเช่นอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ วิธีการทางสถิติ คอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเดินทางไปในอวกาศ ตัวยารักษาโรคใหม่ สารทำความสะอาดที่มีพลังสูงขึ้น และในทางที่กลับกันแม้แต่อาวุธก็จะมีพลังอำนาจสูงขึ้น เครื่องมือและการประยุกต์ใช้ผลผลิตทางวิทยาศาสตร์บ่อยๆ ที่ได้ทำให้เกิดความผิดเพี้ยนไปจากหลักการสำคัญทางวิทยาศาสตร์ หลักสำคัญทางวิทยาศาสตร์นั้นได้แก่แนวการคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ ที่มีตรรกะเป็นระบบในการตั้งคำถามและการตอบคำถาม นักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะปฏิบัติการอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ในป่า การคิดผ่านทางปัญหา และการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือที่ไม่ได้ใช้เทคนิคมากไปกว่าการใช้กระดาษและดินสอ ความรู้ในสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์เช่นวิชาเคมีไม่ได้มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าสาขาอื่นๆ เช่นจิตวิทยา เพราะว่า วิชาเคมีก็มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ เช่นเดียวกับสาขาวิชาอื่นๆ ที่มีเครื่องมือแตกต่างกันไป การรู้วิธีการใช้เครื่องมือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็ไม่ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์หมดความเป็นช่างของการทดลองปฏิบัติการ


อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นภาพของนักวิทยาศาสตร์ที่สวมชุดขาว เสื้อกาวขนาบห้อมล้อมด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่กำลังแสดงผลการทำงาน ในการคิดคำนวณและประมวลข้อมูล อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมากไปกว่าการใช้คำ เช่นว่าตึกลอยฟ้า (skyscraper) ซึ่งไม่ได้ไต่ขึ้นไปบนฟ้าจริงๆ หลักใหญ่ใจความของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นั้นก็คือวิธีในการคิด กลวิธีในการถามและตอบคำถาม อันเป็นกระบวนการทางปัญญาและตรรกะในการคิด ที่จะต้องหาหลักฐานอ้างอิงซึ่งไม่ใช่เทคโนโลยีที่แสดงลักษณะของวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์คืออะไร

วิทยาศาสตร์คือสิ่งที่เป็นอยู่ตามสภาพปกติ นิยาม ความจริง หลักการและทฤษฎีที่พบในตำรา


เป็นคำกล่าวอีกครั้งของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนด สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ธรรมชาติ

เป็นการศึกษาสืบส่วนภายใต้กฏของธรรมชาติ

สามารถเข้าใจได้เฉพาะผู้ที่มีความสามารถ มีพรสวรรค์ เฉพาะนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ อัจฉริยะ และวิทศวกรเท่านั้น

เป็นทางหนึ่งที่จะเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติ นี่คือการมีวัฒนธรรมเป็นข้อตกลงของตัวเอง กรอบอ้างอิงความคิด ทัศนะและ การแปลกแยกที่มีอิทธิพลต่อการสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์

เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์รูปแบบเพื่อเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติ รวมทั้งการเจรจาสำหรับความหมายทางวิทยาศาสตร์ เป็นองคาพยบทางสังคมสร้างขึ้นโดยคน สร้างการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เป็นการสะท้อนย้อนกลับของผู้รู้ เกี่ยวข้องกับการประมาณการเกี่ยวกับโลก และทำงานอย่างไร รวมทั้งคณิตศาสตร์และเทคโนโลยี

ธรรมชาติวิทยาศาสตร์ บางประการ

วิทยาศาสตร์เริ่มมาจากปัญหาความสงสัยกระหายใคร่รู้ อำอธิบายที่มีอยู่ใช้อธิบายไม่ได้ ต้องใช้ความคิดมากขึ้น สังเกตอย่างละเอียดระมัดระวังมากขึ้นจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ถ้ายังคงมีปัญหาหลงเหลืออยู่จะเป็นตัวกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์มีจินตนาการ บางครั้งได้วิธีการใหม่ในการมองปัญหา มองที่วัตถุที่เป็นสิ่งจำเป็น นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำอธิบายที่ดีที่สุดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่เห็นได้ชัดคือทฤษฎีซึ่งสามารถอธิบายและทำนายปรากฏการณ์ได้สำเร็จ ทฤษฎีที่ดีบอกว่าอะไรเกิดขึ้นในชุดของสถาระการณ์ที่กำหนด โดยวิธีนี้ทฤษฎีใหม่จะเป็นที่ยอมรับในชุมชนวิทยาศาสตร์ได้ ถ้าสามารถที่จะอธิบายการสังเกตการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์ได้จัดไว้แล้ว และยังพยากรณ์ผลใหม่ๆที่ไม่เคยทำมาก่อนได้ การทดลองอย่างเอาจริงเอาจัง อย่างแข็งขันจากความคิดใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ เป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้แยกวิชาออกจากวิชา เช่นประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และจากไสยาศาสตร์

ทัศนความหมายของวิทยาศาสตร์

ได้มีผู้ได้ให้ความหมายของวิทยาศาสตร์ในเชิงที่นิ่งและเคลื่อนไหว (static and dynamic) เป็นต้นว่าเซอร์วิลเลี่ยม แคมเปียร์ (Sir William Dampier) ได้ให้ความหมายวิทยาศาสตร์ไว้ว่าเป็น “ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีระเบียบแบบแผนการศึกษาที่มีเหตุผลซึ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ความคิดรวบยอดที่แสดงถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวแล้ว” อีกท่านหนึ่งคือเบอร์ทรานด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) ได้ให้ความหมายวิทยาศาสตร์ว่า “เป็นความรู้ที่มีหลักเกณฑ์อันนำไปสู่การสร้างกฏทั่วไป ที่ซึ่งเชื่อมโยง ความจริงจำเพาะ ในอีกด้านหนึ่งความรู้จะเป็นพื้นฐานที่ผลักดันให้มนุษย์มีอำนาจที่จะควบคุมจัดการธรรมชาติ


ตามความหมายของแคมเปียร์เกี่ยวข้องโดยตรงกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ได้คำนึงถึงการประยุกต์ใช้ความรู้ดังกล่าวตลอดจนอำนาจที่จะนำไปประยุกต์ในทางที่จะเปลี่ยนแปลง ควบคุมธรรมชาติของมนุษย์ อย่างไรก็ตามความหมายนี้ของวิทยาศาสตร์ถือเสมือนว่าอยู่นิ่ง เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ตัวความรู้ แต่เป็นความสามารถที่จะรับเอาความรู้ นอกจากนี้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นยังจำกัดไม่สมบูรณ์ ยังไม่ถูกต้องทุกแง่ทุกมุม มักจะได้รับการปรับเปลี่ยนและทบทวนกันใหม่ นั่นก็คือวิทยาศาสตร์สามารถที่จะเพิ่มความรู้ขึ้นได้โดยไม่จำกัด

เจ จี โกรเทอร์ (J. G. Growthers) ได้ให้ความหมายของวิทยาศาสตร์ว่าเป็น “ระบบของพฤติกรรมซึ่งมนุษย์ได้มาเพื่อจะควบคุมสิ่งแวดล้อมของตนเอง ตามความหมายนี้ได้ชี้ให้เห็นด้านที่เสมือนว่าเป็นการเคลื่อนไหวของวิทยาศาสตร์ ความหมายที่ครบถ้วนของวิทยาศาสตร์จะต้องรวมเอาส่วนที่จริงแท้ของวิทยาศาสตร์ แม้ว่าในสาขานั้นจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นก็ตาม นอกจากนี้จะต้องรวมเอาเครื่องมืออันจะเป็นมาตรวัดความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถวัดออกมาได้ และจะต้องไม่เพียงแต่นำวิทยาศาสตร์ในเชิงเคลื่อนไหวเท่านั้น ยังจะต้องคำนึงถึงความจริงที่ว่า ธรรมชาติโดยตัวเองแล้วไม่ได้หยุดนิ่ง และกฏหลักเกณฑ์ต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา

ธรรมชาติของความรู้

ความรู้ทั้งหลายในโลกนี้สามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทหลักคือ ความรู้เขิงประกาศอันได้แก่ความจริงทั้งหลายที่เรารู้ว่าเป็นอะไร และความรู้เชิงกระบวนการได้แก่ทักษะต่างๆที่เรารู้ว่าทำอย่างไร ในแง่มุมของความรู้เชิงประกาศของสารวัตถุและตามศาสตร์วิชาต่างๆ ประกอบด้วยชุดของมโนทัศน์ที่มีองศาของความซับซ้อน ความเป็นนามธรรม และความสำคัญต่างๆ กันนั้น โดยทั่วไปมองเป็นหน่วยพื้นฐานของคำสอนรายวิชาต่างๆ


มโนทัศน์ (concept) จะเกิดขึ้นได้เมื่อไรก็ตามที่แบ่งแยกความแตกต่างได้ระหว่างวัตถุหรือเหตุการณ์ตั้งแต่ 2 ชนิดหรือมากกว่า ที่ได้จัดกลุ่มหรือแบ่งประเภทไว้ด้วยกัน และจัดไว้แตกต่างจากวัตถุ เหตุการณ์ สถานะการณ์อื่นๆ บนรากฐานของการมีลักษณะรูปแบบหรือคุณสมบัติบางอย่างร่วมกัน

มโนทัศน์สามารถพิจารณาให้เป็นหน่วยของความคิด (unit of thought) ซึ่งคงอยู่ในใจของมนุษย์สามารถนึกคิดออกมาได้ ปกติเราจะใช้คำว่า เทอม (terms) เมื่ออ้างถึงหน่วยความคิดนี้ การสร้างมโนทัศน์หรือการเกิดมโนทัศน์เกี่ยวข้องกับทั้งการจำได้ถึงรูปแบบร่วม หรือลักษณะจากปรากฏการณ์บางอย่างและรวมทั้งเทอมบางเทอม หรือการจัดหมู่ของเทอม (combination of terms)

มโนทัศน์ไม่สามารถที่จะคงอยู่ตามลำพัง แต่มีความสัมพันธ์กันเป็นระบบที่มีความหมาย มักจะมีโครงสร้างตามลำดับชั้น (hierarchical concept)ของมโนทัศน์รองและมโนทัศน์หลัก (subordinate and superordinate: Ausubel,1963; Bruner,1963; Gagne’, 1970: Lason,1958; Novak Gowin and Johansen, 1983) ระบบดังกล่าวเรียกว่า ระบบมโนทัศน์ (conceptual system)

ระบบมโนทัศน์ดังกล่าวเช่นนั้นก็คือก็คือระบบนิเวศ (eco-system) โครงสร้างมโนทัศน์ตามลำดับชั้นประกอบด้วยหน่วยพื้นฐาน เช่นต้นไม้ กบ แสงอาทิตย์และอื่นๆ อยู่ส่วนล่างที่มีระบบนิเวศอยู่ด้านบนของโครงสร้างมโนทัศน์ตามลำดับชั้น ซึ่งเกิดเป็นระบบมโนทัศน์ อันได้แก่ความรู้ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับระบบนิเวศนั่นเอง

กำเนิดวิทยาศาสตร์

เท่าที่มีการบันทึกเริ่มจากอารยธรรมของกรีกที่ยังคงหลงเหลือถึงปรัชญาที่มีเหตุผลอันคิดได้ว่าเป็นบรรพบุรุสของวิทยาศาสตร์ทั้งปวงรวมทั้งวิทยาศาสตร์สมัย โดยปรัชญาศึกษาถึงระบบที่รวมรวมเอาความรู้จากกิจกรรมการให้เหตุผลของมนุษย์เพียงอย่างเดียว ความพยายามที่จะหาเหตุผลเพื่อความเข้าใจโดยไม่ใช้ลางสังหร การบอกกล่าวให้รู้ การดลบันดาลใจ แหล่งสารสนเทศทั้งหลายที่ไม่มีเหตุผล โดยศึกษาจากภายใน ของพฤติกรรมของมนุษย์ ศิลธรรม จริยศาสตร์ การกระตุ้นเร้าและการตอบสนอง และการศึกษาเรื่องภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับจิตใจที่ไม่มีตัวตน ที่เกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับธรรมชาติ


การศึกษาทางปรัชญาในประการหลังนี้เรียกว่าปรัชญาธรรมชาติ (natural philosophers) และเรียกนักปรัชญาที่ศึกษาเรื่องดังกล่าวว่าปรัชญาธรรมชาติ (natural phylosophy) และเป็นเวลาหลายศตวรรษหลังจากสมัยกรีกยุคแรกๆ การศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติยังคงเรียกว่าปรัชญาธรรมชาติต่อไป ซึ่งคำสมัยใหม่ที่ใช้แทนคำปรัชญาธรรมชาติคือวิทยาศาสตร์ (science)

อย่างไม่ต้องสงสัยที่ว่ายังมีคนที่ฉลาด และเป็นผู้ที่มีเหตุผลก่อนสมัยกรีก แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักกัน มีเพียงวัฒนธรรมกรีกเท่านั้นที่ทิ้งไว้ ได้แก่ปรัชญาที่มีเหตุผลจัดได้ว่าเป็นบรรพบุรุสของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

วิทยาศาสตร์เป็นคำในภาษาลาตินแปลว่าเพื่อรู้ (to know) ซึ่งคำนี้ไม่ได้เป็นที่นิยมจนกระทั่งก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 แม้กระทั่งปัจจุบันการจบการศึกษาปริญญาสูงสุดจากมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปจะเรียกว่า ดุษฏีบัณฑิตปรัชญา (Doctor of Philosophy)

คำว่าธรรมชาติ (natural)มีที่มาจากภาษาลาติน ดังนั้นเทอม ปรัชญาธรรมชาติ (natural philosophy) จึงมีรากศัพท์ครึ่งหนึ่งจากภาษาลาติน และครึ่งหนึ่งจากภาษากรีก ส่วนคำว่า ธรรมชาติ ในภาษากรีกคือ phsikos ดังนั้นอาจเรียกปรัชญาธรรมชาติให้ละเอียดลงไปว่าเป็นงปรัชญากายภาพ (physical phylosophy) และความหมายอันเป็นจุดกำเนิดจะรวมเอาวิทยาศาสตร์ทั้งหมดไว้ด้วยกัน

อย่างไรก็ตามขณะที่ทุกสาขาของวิทยาศาสตร์ขยายขอบเขตออกไปในเชิงลึก ขณะที่มีการรวบรวมสารสนเทศไว้อย่างมากมาย นักปรัชญาธรรมชาติจำเป็นต้องทำให้เป็นเฉพาะทางมากขึ้น โดยนำบางส่วนหรือส่วนอื่นๆของความพยายามทางวิทยาศาสตร์ ขณะเลือกสาขาเฉพาะในการศึกษาหรือทำงาน การเป็นเฉพาะทางได้รับชื่อแตกต่างกันเป็นการเฉพาะ และมักจะตัดออกจากสาขาใหญ่ที่รวมทั้งหมดคือสาขาฟิสิกส์ในสมัยนั้น

ดังนั้นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงนามธรรมของรูปแบบ (form) และตัวเลขจะกลายเป็นวิชาคณิตศาสตร์ (mathematics) การศึกษาเกี่ยวกับตำแหน่งและการเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้าจะเป็นวิชาดาราศาสตร์ (astronomy) การศึกษาเชิงกายภาพของโลกจะกลายเป็นวิธีธรณีวิทยา (geology) การศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบและปฏิกิริยาของสารจะเป็นวิชาเคมี (chemistry) การศึกษา โครงสร้าง ฟังก์ชัน และความสัมพันธ์ภายในสิ่งมีชีวิตกลายเป็นวิชาชีววิทยา (biology) และอื่นๆ ส่วนคำว่าฟิสิกส์นำมาใช้อธิบายการศึกษาส่วนของธรรมชาติที่เหลือนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นว่าครอบคลุมหลายสาขา เช่นปรากฏการณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ความร้อน แสง เสียง ไฟฟ้า และแม่เหล็ก ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นรูปหนึ่งของพลังงาน ดังนั้นกล่าวได้ว่าการศึกษาในสาขาฟิสิกส์โดยหลักใหญ่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กันและกันระหว่างพลังงานและสสาร

การแบ่งแยกย่อยสาขาทางวิทยาศาสตร์เป็นเฉพาะทางมีส่วนที่ประดิษฐ์สร้างสรรขึ้นจากมนุษย์ และการแบ่งเป็นสาขาระดับความรู้ยังไม่มากนัก การแบ่งทำให้ดูว่ามีประโยชน์และง่ายต่อการศึกษา เป็นไปได้ที่ใครจะศึกษา ดาราศาสตร์หรือชีววิทยาอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่อ้างอิงถึงวิชาเคมีหรือฟิสิกส์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปการสะสมของสารสนเทศและความรู้แต่ละสาขา ทำให้ของเขตความเป็นเฉพาะทางแต่ละสาขามาบรรจบและคาบเกี่ยวกัน ทำให้เทคนิคของสาขาหนึ่งได้กลายเป็นการจุดประกายและมีความหมายยิ่งในอีกสาขาวิชาหนึ่ง จนกล่าวได้ว่าการศึกษาเรื่องหนึ่งเรื่องใดในปัจจุบันเป็นการบูรณาการหลายสาขาเข้าด้วยกั

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

นักสร้างความรู้ (constructivist)

constructivist พิจารณาให้เป็นทฤษฎีของการเรียนรู้และการสอน มากกว่าจะเน้นย้ำไปที่ความซับซ้อนของโลกแห่งความเป็นจริง และโครงสร้างทางความรู้ด้านต่างๆ ที่ยังไม่ดีนัก constructivist เกี่ยวข้องกับวิธีการสอน และยืนยันว่าไม่มีการเรียนรู้ที่เป็นการค้นพบในความเข้าใจที่จะเผยให้ทราบหรือเหมือนกับถอดหน้ากากของโครงสร้างภายนอก แบบฉบับของกระบวนการสร้างขึ้นมากกว่าที่จะเป็นบางอย่าง เช่นการอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมชาติหรือการค้นพบ


constructivist โต้แย้งว่านักเรียกสร้างความเข้าใจ สร้างความรู้ให้แก่ตนเอง นอกจากนี้ยังพิจารณาให้ constructivist เป็นปรัชญาการเกิดหรือบ่อเกิดของความรู้ (epistemology) เป็นทฤษฎีของความรู้เพื่อใช้ในการอธิบายว่าเรารู้ในสิ่งที่เรารู้ได้อย่างไร (to explain how we know what we know)

บ่อเกิดของความรู้ตามแนว constructivist ยืนยันให้ทราบว่าเครื่องมืออย่างเดียวที่มีอยู่ให้กับผู้ที่จะรู้คือความรู้คือประสาทรับสัมผัสทั้งหลาย (sense) โดยผ่านทางการเห็น ได้ยินเสียง ได้กลิ่น และรับรส ที่แต่ละคนปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ด้วยข่าวสารจากประสาทรับสัมผัสที่แต่ละคนสร้างขึ้นมาเป็นภาพของโลกที่เข้าไปสัมผัสดังนั้น constructivism ยืนยันให้ทราบถึงว่าความรู้มีอยู่ในตัวคน โดยที่ความรู้นั้นไม่สามารถที่จะส่งผ่านถ่ายทอดจากหัวครูไปยังหัวของนักเรียน นักเรียนพยายามที่จะทำความเข้าใจถึงสิ่งที่ครู่สอนโดยพยายามที่จะให้สอดคล้องเข้ากันได้กับประสบการณ์ที่มีของแต่ละบุคคล

การคิดของตนเอง

เนื่องจากนักจิตวิทยาปัญญานิยมเชื่อว่าผู้เรียนเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ คือ เป็นผู้ที่ควบคุมกิจกรรม การเรียนรู้ของตนเอง (self-regulation) จึงมีผู้ศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมกิจกรรมทางปัญญา (Conitive Activity) ฟลาเวล(flavell,1979) ได้คำว่า "meta Cognition" หมายถึง การรู้คิดหรือปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้อะไรก็ตามด้วยความเข้าใจ ตัวอย่างเช่น การเข้าใจความหมายระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ส่วน "meta Cognition" หมายถึง การที่ตนเองรู้สึกว่ามีความรู้เกี่ยวกับการปกครองแบบประชาธิปไตยมากน้อยเพียงไร ตลอดจนการรู้ตนเองว่ามีความสารถที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการรู้คิดของตนเองว่า รู้ว่าตนเองรู้อะไร ต้องการอะไร และยังไม่รู้อะไร ตลอดจนควบคุมและตรวจสอบความคิดของตนเองได้ (ทิศนา แขมมณี และคณะ , 2540