หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญา แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Constructivism และ Cognitivism

Constructivism เป็นทัศนะการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และในบริบททางสังคม สอดคล้องกับพรบ.การศึกษาแห่งชาติที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ประโยชน์สูงสุด  สร้างความรู้จากการเป็นผู้เรียน ที่มีชีวิตชีวิตชีวา ตื่นตัว ควบคุมการเรียนรู้ด้วยตนเอง แก้ปัญหาจากประสบการณ์ที่มี การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริง บนฐานที่มาจากการมีปฏิสัมพันธ์ นำมาสร้างเป็นภาพความคิด ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่แต่ละคนมี รูปแบบการเรียนรู้ประกอบด้วยการแก้ปัญหา การค้นพบด้วยตนเอง  ซึ่งหลักการสร้างความรู้ที่เป็นการเรียนรู้มีแนวคิดมาตั้งแต่ปี 1710 โดย Giambatista Vico ที่กล่าวว่า "One only khows something if one can explain it" การรู้เรื่องอะไร ก็ต่อเมืองสามารถอธิบายเรื่องนั้นได้"  พื้นฐานใน constructivism มาจากทฤษฎีของ เปียอาเจต์ (Piaget) และ Vigotsky

ตามแนวทางของ Piaget จะเรียกว่า Cognitive constructivism ซึ่งอิงทัศนะ cognitivism  ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการความคิดความจำ เน้นภาพรวมและกระบวนการที่เกิดขึ้นภายใน เช่นการแก้ปัญหา และความเข้าใจในการรับ แลตอบสนองต่อสิ่งเร้า
    สนใจกระบวนการคิดที่อยู่เบื้องหลัง การแสดงพฤติกรรม และสังเกตการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นสิ่งบ่งชี้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในความคิดของผู้เรียน เช่นการเก็บความรู้สึกในระยะสั้น  ความจำระยะสั้นระยะยาว
    -แยกความแตกต่าง (discrimination)
    -การสรุปอ้างอิงหรือสามัญการ (generalization)
    -การเกี่ยวพันธ์ (association)
    -การต่อกันเป็นลูกโซ่

เป็นกฏเกณฑ์ใหม่ในการประมวลสารสนเทศ ได้ ความรู้จากการประมวลสารสนเทศ เก็บความรู้ และใช้ความรู้อย่างไร ให้ความสนใจกับการจัดการความคิดและความจำ

ตามแนวทางของ Vigotsky หรือ Social Constructivism ที่เชื่อว่า
     - เด็กสร้างความรู้เอง
     - พัฒนาการของเด็กแยกออกจากบริบททางสังคมไม่ได้
     - การเรียนรู้ทำให้พัฒนาการเกิดขึ้นได้
     -ภาษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทางปัญญา
การสร้างเครื่องมือทางปัญญา..การใช้สื่อกลาง (mediator) ที่เหมาะสม , การใช้ภาษาเป็นเครื่องมือทางปัญญา
      - เป็นพื้นฐานในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้
      - จัดการศึกษาเน้นบริบททางสังคม  เช่นการเรียนแบบร่วมมือ การเรียนรู้ร่วมกันเป็นต้น

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

ความแตกต่างกับความเปลี่ยนแปลง

มีการกล่าวถึงการพัฒนาองค์กรเหมือนกับบอกให้แนวทาง ที่ว่าถ้าเป็นหนึ่งไม่ได้ ก็ขอให้ทำอะไรที่แตกต่างออกไป ซึ่งเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าไม่มีใครจะทำอะไรได้ัดีทุกเรื่อง บางเรื่องบางส่วนเราอาจจะทำได้ดีกว่า จึงเลือกทำในส่ิงที่แตกต่าง และในสิ่งที่แตกต่างนั้น หากมันไม่แปลกพิศดารก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาในวงการธุรกิจแล้วก็จะไม่สามารถสร้างกระแสได้ พูดง่ายๆ ว่าขายไม่ได้มีราคาขึ้นมา ในการนี้จึงต้องมีความคิดสร้างสรรค์ อะไรๆ ก็ลงมาที่สร้างสรรค์ ผลงานก็ต้องสร้างสรรค์ เศรษฐกิจก็ต้องสร้างสรรค์ บางที่คำว่าสร้างสรรค์ไม่ได้หมายถึงอะไรใหม่ วัตถุโบราณ ศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่เมื่อนำมาเกี่ยวข้องจากที่ไม่ค่อยนำมาเกี่ยวข้องก็จะกลายเป็นการสร้างสรรค์ไปก็มี


เมื่อเราทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม แน่นอนว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราเคยใช้คำว่าคิดใหม่ทำใหม่กัน แต่ก็บอกไม่ได้ว่าที่ว่าคิดใหม่ทำใหม่นั้น ทำใหม่ไปกี่มากน้อย และดีขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่า บางครั้งเมื่อทำใหม่แล้วไม่ได้ผลก็กลับไปทำเก่าอีกก็มีถ้าหากว่ายังได้ผลดี สำหรับคนที่ทำงานเดิมแบบใหม่หากว่าดีจริงมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจริง ประวัติศาสตร์ได้ซ้ำรอยให้เราเห็นอยู่ตลอดว่าอะไรที่ดีกว่า คนก็จะเลือกทำสิ่งนั้น มีอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ที่เปลี่ยนรูปแบบที่ไม่มีวันหวลคืนมากมาย ถ้าจะมีใครกลับไปนั่งเกวียน นั่งรถม้ากันอีก กลับไปเล่นเทปคาสเซ็ต และแผ่นเสียง ก็มีเพียงน้อยคนที่ต้องการย้อนรอยอดีต และซึ่งไม่มีวันที่จะพัฒนาให้ดีกว่าเดิมได้อีกแล้ว เพราะได้เลิกการพัฒนาไม่ได้สร้างสรรคอะไรใหม่

โดยธรรมชาติโลกเรามีการเปลี่ยนไปตลอดเวลาทั้งทางกายภาพและชีวภาพ ระบบนิเวศของเราก็เปลี่ยนแปลง สัตว์มีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีกว่าคน จนถึงกับทำให้นักวิชาการบางกลุุ่มได้ให้ข้อคิดเป็นวาทกรรมว่า ความอยู่รอดของมนุษยชาตินั้นไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่ต้องเป็นคนที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่สุดนั่นก็คือต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองจึงจะอยู่รอด แต่ในความคิดของผมแล้ว ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกันในตัวเอง เพราะถ้าฉลาดแล้วก็ต้องฉลาดในการที่จะปรับตัวด้วย ฉลาดที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ความหมายคำว่าฉลาดแล้วยังปรับตัวได้ไม่ดีนั่นก็คือ คนเราแต่ละคนไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง บางคนฉลาดจำ ฉลาดรู้ และไม่เก่งไม่ฉลาดในการปฏิบัติ หรือมักจะไม่เก่งทักษะชีวิต อย่างไรก็ตามก็ยังมีคนที่เก่งจริงรู้ความพอดีความเหมาะสมของตัวเอง ก็สามารถทำอะไรที่แตกต่างๆอย่างยั่งยืน

โชคดีปีใหม่ด้วยการเห็นคุณค่าของตัวเอง

คำอวยพรที่ได้รับตอนช่วงปีใหม่ ก็คือขอให้โชคดี มีความสุข สองคำนี้นั้นมีความสัมพันธ์ ถ้าคนเราโชคดีก็นับว่ามีความสุขได้ คนที่มีความสุขได้ก็นับว่าโชคดี การอวยพรให้โชคดีเชื่อว่าผู้อวยพรนั้นมีวงเล็บไว้ในใจว่าให้โชคดีกับกระทำสิ่งที่ถูกที่ควร คงไม่อวยพรให้โชคดีในการทำความเลวความชั่ว เพราะการทำเลวทำชั่วนั้นไม่ได้ให้ผู้กระทำนั้นมีความสุขได้


ได้อ่านเรื่องสุดท้ายในหนังสือ 30 วิธีเอาชนะโชคชตา ของบัณฑิต อึ้งรังสี ผู้ประสบผลสำเร็จในการเป็นวาทยกรระดับโลกได้อธิบายกฏแห่งการเห็นคุณค่าไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเขามีความเชื่อเช่นนั้นว่า "ยิ่งเห็นคุณค่าสิ่งที่มีแล้วก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น" ให้เห็นคุณค่าทุกสิ่งที่ตัวเองมี ความคิดความรู้สึกดีๆ ก็จะดึงดูด สิ่งต่างๆ สถานะการณ์ต่างๆที่นับว่าเป็นความโชคดีได้ ที่ให้เห็นคุณค่าทุกอย่างที่มี ตั้งแต่ครอบครัว ญาติ พี่น้อง เพื่อนที่รัก ความคิดดีๆ ความสามารถที่ตัวเองทำได้เป็นต้น ความสามารถที่ตัวเองมีแม้จะน้อยกว่าคนอื่นก็ไม่เป็นไร ยังมีทางเพิ่มขึ้นอีกมาก แค่เห็นคุณค่าที่ตัวเองมีก็นับว่าโชคดีแล้ว คนที่มีทรัพสมบัติมากมายแต่ไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่ตัวเองมีก็ฆ่าตัวตายมามากมายเหมือนกัน

สุดท้ายปีใหม่นี้ก็ขอให้ทุกท่านโชคดี อย่างเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีก็แล้วกัน จะได้เพิ่มคุณค่าขึ้นอีกและเป็นความโชคดีที่แท้จริง

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

วิทยาศาสตร์ปรัชญา

ปกติแล้วปรัชญาเน้นในเรื่องของความเชื่อของที่ไปที่มาของความรู้ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิพากษ์วิจารณ์วิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์มโนทัศน์ และการศึกษาธรรมชาติของวิทยาศาสตร์

การวิพากษ์แสดงความเห็นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ โดยวิเคราะห์ถึงการปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ อาจจะอยู่ในรูปของการดำเนินการด้วยตัวเองโดยตรง  เช่นการวิพากวิจารณ์จิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการ และในเทอมของนโยบายทางสังคมเป็นต้นว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการวิจัยทางด้านพันธุศาสตร์ของมนุษย์

ส่วนการวิเคราะห์มโนทัศน์ ได้แก่การอภิปรายและสำรวจถึงมโนทัศน์หลักที่ใช้โดยนักวิทยาศาสตร์ เช่นอะไรที่เป็นธรรมชาติของการคัดเลือกตามธรรมชาติ อะไรที่นักเคมีหมายความถึง   อะไรที่นักฟิสิกส์หาการเคลื่อนเกี่ยวข้อง

ในกรณีธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ได้มีการกำหนดให้วิทยาศาสตร์ควรจะดำเนินไปเหมือนกับวิธีการสืบเสาะหาความรู้ (inquiry) และอธิบายว่าวิทยาศาสตร์ดำเนินไปอย่างไรเช่นเดียวกับวิธีการสืบเสาะหาความรู้ เช่นในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shifts) การวิวัฒนาการ และวิวัฒนาการของชาติพันธ์เกี่ยวกับความคิด(evolution and phylogny of idea)

ผัสสะช่องทางรับรู้ที่ก่อให้เกิดสิ่งอื่นตามมา

ผัสสะที่บอกว่าเป็นช่องทางรับรู้รับทราบ ผ่านทางอายตนะทั้งห้าของมนุษย์คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายหรือผิวหนัง และใจ ผัสสะจึงแปลว่ากระทบกับสิ่งที่จะมาทำให้รับรู้ได้ด้วยอายตนะดังกล่าว ในพุทธศาสตร์นั้นใส่คำว่าใจเพิ่มเติม ซึ่งวิทยาศาสตร์จะไม่นำมาใส่ไว้ตอนนี้ จึงไม่อาจเรียกว่าอวัยวะทั้ง 5 เพราะใจอาจไม่ใช่เป็นอวัยวะที่เป็นรูปธรรม แต่เป็นนามธรรม

เมื่อมีสิ่งมากระทบดังกล่าวทำให้เกิดความรู้สึกที่ทำให้เรารับรู้ได้ การเกิดอาการทางจิตที่ทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ใจจะเป็นผู้รับรู้ รับรู้ในเรื่องนามธรรมที่ไม่สามารถแตะต้องสัมผัสได้เกี่ยวเนื่องกับการคิด ควมมรู้สึกทั้งหมดรวมเรียกว่าวิญญาณ จึงใช้คำว่า จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และมโนวิญญาณ เมื่อมีการรับรู้ มีความรู้สึกทำให้เกิดมีการกระทำ ทั้งที่ดีและไม่ดี จึงสรุปได้ว่า การกระทำทุกอย่างเนื่องด้วยผัสสะ การกระทำก่อให้เกิดกรรม เพราะเมื่อถูกใจ และไม่ถูกใจของแต่ละคนก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อการกระทำนอกเหนือจากการตอบสนองตามธรรมชาติเหมือนกัน จึงมีกรรมดี กรรมชั่ว กรรมไม่ดีไม่ชั่ว กล่าวอีกอย่างได้ว่า กรรมทั้งปวงมีผัสสะเป็นปัจจัย ในทางโลกนั้นถ้าถูกใจมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความอยากที่จะทำตามความรู้สึกอยากได้อยากเอาก่อให้เกิดความโลภ ไม่ถูกใจก็ก่อให้เกิดความโกรธไม่พอใจ และก่อกรรมในทางทำลายล้างได้ จึงมีคำใช้อีกคำที่เรียกว่า กรรมไม่ดีไม่ชั่ว แต่ก็เป็นกรรมอยู่ดี สำหรับคนที่จะดำเนินชีวิตสู่เป้าหมายสูงสุดก็คงต้องควบคุมไม่ให้เกิดผัสสะและอยู่เหนือกรรมทั้งปวง

ในทางจิตวิทยาได้มีผู้ตั้งเป็นทฤษฎีไว้อย่างสั้น อาจจะไม่ละเอียดเหมือนทฤษฎีทางพุทธศาสตร์ ทฤษฎีที่ว่านี้บางทีก็เรียกว่าพีรมิด บางที่เรียกว่าทฤษฎี abc บางที่ก็เรียกว่าสามขา โดยหลักสำคัญจะใช้คำว่าสิ่งมากระทบว่าสิ่งที่มากระตุ้นหรือสิ่งเร้าที่จะก่อให้เกิดความรู้สึก เช่นได้เช่นเสียงดังแบบต่างๆ เป็นตัวกระตุ้น ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกตามที่เคยเรียนรู้มาแล้ว อาจตกใจกลัว รักชอบ ซึ่งทุกคนจะต้องคิดก่อนที่จะมีการกระทำจะหนี หรืออยู่เฉยๆ หรือจะเข้าไปหาไปดู ซึ่งส่งผลต่อการกระทำ โดยสรุป มีหลักว่าต้องมีความรู้สึก คิด และกระทำ จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ แต่น่าจะยกเว้นกลไกในการป้องกันตัวที่ไม่ทันได้คิด ก็มีการกระทำบางอย่างเกิดขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างว่ามีอยู่แล้วในจิตใต้สำนึกของแต่ละคน และทฤษฎีสามประสานนี้ เรานำมาใช้ในการเรียนการสอน ที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ ตามทฤษฎีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการกระทำ ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก

สำหรับเป้าหมายสุดท้ายที่พูดถึง การจะให้เกิดผัสสะหรือไม่เกิดผันสะนั้น เป็นเรื่องของความตั้งใจที่จะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด ซึ่งไปสอดคล้องกันพอดีกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ใช้คำว่าเข้าไปสังเกตหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาก โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ อย่างไอน์สไตย์และชเรอดิงเงอร์ ต่างก็เกิดความรู้สึกคนละแบบ โดยกลุ่มของไอน์สไตย์มีความเชื่อว่าสรรพสิงยังคงอยู่ตามที่มันเป็นแม้ว่าจะไม่สังเกตมัน หมายถึงว่ายังคงมีโลก ดวงอาทิตย์ โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ แต่ฝ่ายชเรอดิงเงอร์นั้นบอกว่าตามทฤษฎีควอนตัมนั้นเราไม่สามารถบอกได้ว่ามีหรือไม่ คงอยู่หรือไม่คงอยู่จนกว่าเราไปสังเกตมัน ในกรณีโลกเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์เราไปสังเกตมันแล้วและบอกว่ามันคงอยู่ ต่างฝ่ายก็ยืนยันความคิดของตนเอง ตามหลักพุทธศาสตร์จึงเป็นไปในทางเดียวกับของชเรอดิงเงอร์มากกว่า ในเรื่องนี้ชเรอดิงเงอร์ได้พยายามอธิบายโดยยกตัวอย่างการทดลองในความคิดที่เรียกว่า แมวของชเรอดิงเงอร์ (schrodinger's cat)

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

วิถีปรัชญา

เป็นความคิดที่ได้ประมวลเป็นระบบ และมีความกระจ่างต่อการพิเคราะห์ และอธิบายปัญหาทั้งหมดของโลก ทำให้มีการรับรู้ทั้งหมดที่มีต่อโลกทั้งมวล มีบทบาททางด้านวิธีการและบทบาทด้านการชี้แนะความคิด


ความคิด ความรู้ที่เป็นปรัชญาคือความคิด ความรู้ที่สามารถให้ความกระจ่างในการอธิบายต้นสาย ปลายเหตุของปัญหาความคิดทั้งหมดของโลก

ความคิดที่ถูกต้องคือความคิดที่สะท้อนกฏพัฒนาของสรรพสิ่ง และต้องสอดคล้องกับกฏการพัฒนาของสรรพสิ่งโดยสิ้นเชิง การค้นคว้ากฏการพัฒนาของสรรพสิ่ง เป็นภาระหน้าที่ของวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ

ปรัชญามีความสัมพันธ์กับชีวิต และมีบทบาทอันใหญ่หลวงต่อการชี้แนะวิถีดำเนินชีวิตในการพิจารณาสรรพสิ่ง และการรับรู้ปัญหาต่างๆ เราต้องมีโลกทัศน์ และวิธีการอันแจ่มจรัส ในการมองสรรพสิ่ง และรับรู้ในสิ่งที่สอดคล้องกับสัจธรรม และเราสามารถเข้าถึงสัจธรรมของโลก และชีวิต พร้อมทั้งนำตัวเองไปสู่อนาคตอันรุ่งโรจน์

ความมุ่งหมายในการศึกษาปรัชญา

1. การค้นหา หาจุดยืน ทรรศนะ และวิธีการเพื่อจะได้นำมาเป็นหลักวิเคราะห์สภาพชีวิต


2. เรียนรู้กฏของการวิวัฒนาการของเหตุการณ์เพื่อให้เข้าใจวิธีการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ผลักดันให้สังคมก้าวหน้า

3. มีความสามารถในการชี้แนะ หรือกำหนดทิศทางในการดำเนินงาน และดำเนินชีวิต

โดยสรุป หน้าที่ของปรัชญา เป็นการค้นคว้ากฏเกณฑ์พัฒนา และการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของโลกทั้งมวล ปรัชญาจึงเป็นความรู้ ข้อสรุป เกี่ยวกับกฏเกณฑ์ทั่วไปของธรรมชาติ สังคม และความนึกคิดของมนุษย์

ความคิดของคนในชีวิตประจำวัน เป็นพื้นฐานอันแท้จริงของปรัชญา เป็นการมองการรับรู้ของคนที่มีต่อโลก อันได้แก่ธรรมชาติและสังคมมนุษย์

การรับรู้อันแท้จริง และการมองอันแท้จริงต่อโลกทั้งมวล...คือความหมายของปรัชญา โดยมีหลักฐาน 2 ประการของความคิดทางปรัชญา

1. หลักมูลฐานว่าด้วยการรับรู้โลก เรียกว่าโลกทัศน์...ทฤษฏีการรับรู้ต่างๆ

2. หลักฐานว่าด้วยวิธีการใช้ความคิด เรียว่ามรรควิทยา เป็นทฤษฎีมรรคทางความคิด ซึ่งต้องเป็นทฤษฎีการรับรู้และมรรควิธีที่ถูกต้อง

ปรัชญาปริทัศน์

ในภาษากรีก คำว่า philosophy หมายถึง รักในปัญญา (love of wisdom) ความหมายนี้ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันทั้งหมด เพราะตลอดการไม่เห็นด้วยกันอย่างมากกับความหมายที่ควรจะเป็นของคำว่า ปัญญา หรือ wisdom ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา


Marx และบางคนถึงกับประกาศว่าปรัชญาตายแล้ว ก็สร้างความยุ่งยากให้นักปรัชญาทั้งหลาย ดังในภาษาอิตาลีเรียกว่า Gramsci ที่กล่าวว่า " ทุกคนเป็นนักปรัชญาแบบใดแบบหนึ่ง

Bertie Russell ได้ให้นิยามไว้กล่าวคือ

"Philosophy is the no-man's land between science and theology,ที่เข้ามาขัดแย้งจากทั้งสองด้านนั้น"

มีผู้เคยให้ความหมายว่าเป็นเพียงการคิดเกี่ยวกับการคิด (just thinking about thinking) นันก็คือเมื่อเราคิดเกี่ยวกับว่าเรารู้อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างไร แม้เพียงราคาน้ำชาเขียวขวดหนึ่ง แล้วเราตระหนักว่าเรากับลังคิดเกี่ยวกับว่าเราคิดอย่างไร

ชีวิตให้ได้เท่าที่ขอ

จะตีความว่ายังไงดี เอาเป็นว่าความหมายของชีวิตต้องประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ดังนั้นอะไรที่เกี่ยวของกับสองอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นชีวิต ที่ให้ได้เท่าที่ขอนั้นหมายความว่า เมื่อเกิดมาแล้วอย่านิ่งเฉยให้ปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ เพราะเราเกิดมาทั้งทีก็ต้องทำอะไรให้ดีขึ้นกับทั้งตัวเองและผู้อื่น อะไรก็ตามหากทำอยู่เหมือนเดิมก็จะได้เหมือนเดิม แต่ถ้าหากทำอะไรที่ใหม่ๆ จากที่เคยทำก็จะได้สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม อย่างไรก็ตามชีวิตของเราไม่ใช่คือการเรียกร้อง แต่เป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความถูกต้อง และความสงบสุขให้เกิดขึ้น

คนหรือความรู้เฉื่อย

สมัยที่เรียนเคมีในชั้นมัธยม ทราบว่าแกสเฉื่อย (inert gas) นั้นทำปฏิกิริยากับธาตุอื่นแทบไม่ได้เลย ในกรณีของความรู้ ถ้าความรู้เฉื่อยนั้นคงจะอาการใกล้เคียงกันคือนำไปใช้ไม่ค่อยได้ แต่ตามงานการศึกษาคำว่าความรู้เฉื่อย (inert knowledge) นั้นไม่ใช่นำไปใช้ไม่ได้ยังนำไปใช้ได้ในสถานะการณ์ต่างๆ ได้กว้างขวาง แต่การนำมาประยุกต์ใช้ได้ในวงจำกัด เช่นความรู้จากสารสนเทศหรือทักษะที่เรียนรู้แล้ว แต่เราไม่สามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ เป็นต้น


แต่ในอีกกรณีหนึ่งที่เกิดจากการที่เราไม่มีความสามารถที่จะใช้ความรู้ที่เรามีอยู่แล้วนั้นน่าจะเรียกว่าคนเฉื่อย ที่ซึ่งเราจำเป็นต้องทราบ เมื่อไรและอย่างไรที่จะใช้สารสนเทศหรือความรู้ที่เรามี ดังที่เราพบเห็นอยู่บ่อยว่าปัญหาหลายอย่างในชีวิตไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้ แต่เกิดจากไม่มีความสามารถที่จะใช้ความรู้ สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า ต้องมีความรู้และความสามารถหรือมีปัญญานั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

การคิดเกี่ยวกับการคิดบางประการ

นักปรัชญาได้นำเสนอทักษะการคิดแบบมีวิจารณยาน (critical thinking) และทักษะการคิดเชิงตรรกะ ส่วนนักจิตวิทยาพัฒนาการ (developmental psychologists) ได้ชี้ไปที่การคิดเกี่ยวกับการคิด (meta cognition) และนักวิทยาศาสตร์การคิด (cognitive scientist) ศึกษากลวิธีทางการคิด (cognitive strategies) และ ศึกษา heuristics ที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วง ส่วนนักการศึกษาได้ประกาศให้ใช้การฝึกทักษะในการเรียน และการแก้ปัญหา

การคิดเชิงระบบและกระบวนระบบ

การคิดเชิงระบบ (system thinking) ยังมีความเข้าใจที่แตกต่างกัน เหมือนกับทำให้คิดว่าการคิดเชิงระบบที่แท้กับไม่แท้ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าการคิดแบบใดต่างก็อ้างว่ามองอย่างเป็นระบบทั้งนั้น แม้แต่ตามแนวคิดของนิวตันเองก็มองทุกอย่างเป็นระบบ เพราะการที่จะคิดให้อะไรเป็นระบบนั้น มองที่มีองค์ประกอบตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาสัมพันธ์กัน แต่จะพิจารณาให้ครอบคลุมมากน้อยแค่ไหนนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ แนวคิดกระแสหลักแบบนิวตันนั้นพิจารณาว่าเป็นการมองแบบแยกส่วน แล้วมาพิจารณาแต่ละส่วนที่แยกไปศึกษาว่าเป็นระบบ ซึ่งดูเหมือนว่าทำให้ง่ายต่อการศึกษา ตัดขาดความสัมพันธ์ส่วนอื่นๆ ไป ต่อมาพบว่าการศึกษาในลักษณะนี้นั้นจะพบว่ามีข้อผิดพลาดตามมาเสมอแม้ว่าจะตรวจสอบอย่างดีแล้วก็ตาม ประกอบกับการศึกษาวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 เริ่มจะมีแนวคิดที่ต่างออกไปในการศึกษาตามวิธีของนิวตัน ซึ่งพบว่าทำให้ได้ความรู้ที่มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น และเทอมที่ได้ตามมาก็คือการมองที่เป็นระบบที่ครอบคลุมมากขึ้น ทำให้การคิดเชิงระบบที่แตกต่างไปจากเดิม จนมีนักวิชาการใช้คำว่าวิธีคิดกระบวนระบบ หรือเชิงนิเวศวิทยา

ในวิธีคิดกระบวนระบบหรือนิเวศวิทยานั้น เป็นวิธีการที่คิดให้มองในสิ่งที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาตามปกติ แต่อาจต้องใช้ตาปัญญาที่มองด้วยใจที่ใช้ปัญญา เมื่อลงลึกไปในด้านจิตแล้วการจะมองได้เช่นนั้นก็จะต้องฝึกจิตให้นิ่งในสภาวะที่ผ่อนคลายและสงบ ในมุมมองใหม่จะเป็นการยกระดับความคิดให้สูงขึ้น โดยการมองความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสรรพสิ่งทำให้เกิดความเข้าใจ และมีการพัฒนาด้านในอยู่ตลอดเวลา ที่อาจข้ามเลยพ้น ความต้องการด้านวัตถุเพียงอย่างเดียว ทำให้เราได้ฝึกคิดถึงสิ่งต่างๆแบบเชื่อมโยง แบบองค์รวม มองแบบภาพรวม โดยมองเห็นภาพรวมทั้งหมดเพื่อช่วยให้เราคาดการณ์ และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ทั้งระบบไม่ใช่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องการแนววิธีการของกลศาสตร์ควอนตัม

วิถีปรัชญา

1. การค้นหา หาจุดยืน ทรรศนะ และวิธีการเพื่อจะได้นำมาเป็นหลักวิเคราะห์สภาพชีวิต


2. เรียนรู้กฏของการวิวัฒนาการของเหตุการณ์เพื่อให้เข้าใจวิธีการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ผลักดันให้สังคมก้าวหน้า

3. มีความสามารถในการชี้แนะ หรือกำหนดทิศทางในการดำเนินงาน และดำเนินชีวิต

โดยสรุป หน้าที่ของปรัชญา เป็นการค้นคว้ากฏเกณฑ์พัฒนา และการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของโลกทั้งมวล ปรัชญาจึงเป็นความรู้ ข้อสรุป เกี่ยวกับกฏเกณฑ์ทั่วไปของธรรมชาติ สังคม และความนึกคิดของมนุษย์ความคิดของคนในชีวิตประจำวัน เป็นพื้นฐานอันแท้จริงของปรัชญา เป็นการมองการรับรู้ของคนที่มีต่อโลก อันได้แก่ธรรมชาติและสังคมมนุษย์การรับรู้อันแท้จริง และการมองอันแท้จริงต่อโลกทั้งมวล...คือความหมายของปรัชญา โดยมีหลักฐาน 2 ประการของความคิดทางปรัชญา

1. หลักมูลฐานว่าด้วยการรับรู้โลก เรียกว่าโลกทัศน์...ทฤษฏีการรับรู้ต่างๆ

2. หลักฐานว่าด้วยวิธีการใช้ความคิด เรียว่ามรรควิทยา เป็นทฤษฎีมรรคทางความคิด ซึ่งต้องเป็นทฤษฎีการรับรู้และมรรควิธีที่ถูกต้อง

ปรัชญา 2 ลัทธิ

ลัทธิที่ว่านี้ก็คือลัทธิจิตนิยม กับลัทธิวัตถุนิยม ในลัทธิแรกคือส่วนที่อยู่นอกเหนือความคิด (อันได้แก่จิต)ของคน เรียกว่าวัตถุหรือสสาร อีกประการหนึ่งได้แก่ความคิดหรือจิต หรือเป็นมโนภาพของคนเราทั้งลัทธิจิตนิยม และลัทธิวัตถุนิยมต่างก็อ้างว่าจะต้องมีอยู่ก่อน ลัทธิจิตนิยมก็ว่าโลกนี้มีจิตอยู่ก่อนแล้ว จึงค่อยมีสิ่งที่เรียกว่าวัตถุทีหลัง วัตถุเป็นเพียงสิ่งสมมุติ และเชื่อว่ามีอยู่จริง ทุกข์ สุข ใดๆ ก็เกิดจากจิตทั้งสิ้น โดยมีจิตนิยมโดยอัตวิสัย เห็นว่าโลกเป็นผลิตผลแห่งจิตสำนึกอัตวิสัยของคนและจิตนิยมภาววิสัยถือว่า สรรพสิ่งทั้งปวงในโลก เป็นเพียงผลผลิตของวิญญาณโลก ซึ่งจิตวิญญาณโลกดำรงอยู่อย่างอิสระ

ส่วนลัทธิวัตถุนิยมถือว่า โลกนี้มีวัตถุก่อนมีจิต หรือมโนภาพนั้นเกิดขึ้นทีหลัง และเกิดขึ้นจากวัตถุด้วยวัตถุ เป็นความจริง เป็นภาวะวิสัย ที่ไม่พึ่งอาศัยจิตสำนึกอัตวิสัย่เป็นธาตุแท้ของโลก ข้อยืนยันจากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าโลกเป็นวัตถุมีอยู่ก่อนแล้วจึงค่อยมีมนุษย์ทีหลัง และการที่พบว่าที่เปลือกโลกมีแร่ธาตุต่างๆที่สามารถขุดขึ้นมาใช้ในปัจจุบันแสดงว่าต้องมีมากก่อน และการที่จะคิดสร้างภาพในใจได้ เพราะมีสมอง และสมองก็เป็นวัตถุ และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ต่างก็ประกอบด้วยวัตถุ ที่สามารถจับต้องได้ สัมผัสได้โดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยธาตุแท้ก็เป็นวัตถุ วัตถุดำรงอยู่ตลอดไปนานเท่านาน และมีขอบเขตกว้างหาที่สุดไม่ได้ ไม่สูญสลายไป แต่แปลงรูปไปเป็นอีกรูปแบบได้ มีการสร้างสรรค์ขึ้น ถ้าไม่มีวัตถุก็ไม่มีทุกสิ่งทุกอย่างวัตถุคือความจริงทางภววิสัย ซึ่งส่งผ่านมายังคนเราทางความรู้สึกนึกคิด แต่ดำรงอยู่โดยไม่พึ่งพาความรู้สึกนึกคิดของคนเรา โดยความรู้สึกนึกคิดจะจำลองคัดลอก และนำออกมาแสดงซ้ำๆ ความจริงทางภววิสัยที่ดำรงอยู่อย่างอิสระ โดยแยกออกจากจิตคนเราล้วนเป็นวัตถุ ความรู้สึกของคนสามารถสะท้อนออกมาได้ วัตถุจึงเป็นสิ่งที่รับรู้ได้ ไม่รวมอยู่ในจิตสำนึกอย่างไรก็ตามการเข้ามาของวิทยาศาสตร์ใหม่โดยกลศาสตร์ควอนตัม ที่ใช้หลักการความไม่แน่นอนในการอธิบาย เป็นโอกาสที่จะเกิดขึ้นซึ่ง ในการศึกษาสิ่งที่มีขนาดเล็กมากในระดับอะตอม ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่การสังเกตจะไม่มีผลกระทบต่อสิ่งที่ถูกสังเกต จนได้เป็นข้อสังเกตว่าการคงอยู่ของอะไรนั้น จะมีอยู่จริงหรือไม่ก็จนกว่าเราได้เข้าไปสังเกตมัน จึงเป็นข้อถกเถียงกันว่าวัตถุจะมีได้ก็ต่อเมื่อเราไปสังเกตมันหรือว่ามันมีอยู่แล้วแม้ว่าไม่ไปสังเกต แล้วถ้าไม่สังเกตแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันทีอยู่ก่อนแล้ว

ปรัชญาและจิตวิทยาทางการศึกษา

ตามแนวปรัชญามาตรฐาน คิดให้ความรู้นั้นยังต้องการที่จะอ้างเหตุผลสนับสนุน ทำนองเดียวกับความเชื่อและด้วยความจริง การได้มาซึ่งความรู้ในทางปรัชญาจำกัดโดยองค์ประกอบทั้งภายในและภายนอกตัวผู้ รู้ คงจะต้องเป็นมากกว่าความเชื่อจริงในใจของใครบางคน ผู้ซึ่งไม่ได้อ้างเหตุผลสนับสนุนตามข้อเสนอ นอกจากว่าจะได้ทราบว่าทำไมจึงเป็นความจริง


ดังนั้นในขณะที่นักจิตวิทยามีแนวโน้มที่จะไม่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างความ เชื่อกับความรู้ ความแตกต่างจะเด่นชัดในเชิงปรัชญาของความรู้ ที่อาจมองว่าค่อนข้างเข้มงวดกว่า

การเรียนรู้ความจริงโดยการท่องจำดูเหมือนว่าจะสนิทแนบกับการได้มาซึ่ง ความเชื่อจริงโดยปราศจากการรู้ถึงการอ้างเหตุผลมาสนับสนุนสำหรับความเชื่อ จริงนั้น ในทางการศึกษาต้องการความเข้าใจ และความเข้าใจต้องการเหตุผลสำหรับความจริงหรือความเชื่อ นี่ก็คือหลักของความรู้ในทางปรัชญาที่ใกล้เคียงกับหลักความเข้าใจที่มักอยู่ ภายใต้เป้าหมายการศึกษา

ประโยชน์ของปรัชญา

ปกติแล้ว ปรัชญาเน้นในเรื่องของความเชื่อของที่ไปที่มาของความรู้ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิพากษ์วิจารณ์วิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์มโนทัศน์ และในการศึกษาธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ การวิพากษ์แสดงความเห็นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ โดยวิเคราะห์ถึงการปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ อาจจะอยู่ในรูปของการดำเนินการด้วยตัวเองโดยตรงเช่นการวิพากวิจารณ์จิตวิทยา เชิงวิวัฒนาการ และในเทอมของนโยบายทางสังคมเป็นต้นว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการวิจัยทาง ด้านพันธุศาสตร์ของมนุษย์


ส่วน การวิเคราะห์มโนทัศน์ได้แก่การอภิปรายและสำรวจถึงมโนทัศน์หลักที่ใช้โดยนัก วิทยาศาสตร์ เช่นอะไรที่เป็นธรรมชาติของการคัดเลือกตามธรรมชาติ อะไรที่นักเคมีหมายความถึงโดยสาเหตุ การเคลื่อนพัดล่องลอยไปนั้นคือแรงหรือเปล่า ในกรณีธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ได้มีการกำหนดให้วิทยาศาสตร์ควรจะดำเนินไป เหมือนกับวิธีการสืบเสาะหาความรู้ (inquiry) และอธิบายว่าวิทยาศาสตร์ดำเนินไปอย่างไรเช่นเดียวกับวิธีการสืบเสาะหาความ รู้ เช่นในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shifts) การวิวัฒนาการ และวิวัฒนาการของชาติพันธ์เกี่ยวกับความคิด(evolution and phylogny of idea)

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

นักวิจัยกับเด็กในสนามเด็กเล่น

นักวิจัยมีความสุขกับได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ อยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น  และมีความสุขกับผลการวิจัยที่ได้รับเมื่อมีประโยชน์ต่อผู้อื่น  ในสนามเด็กเล่นทุกแห่งที่เราเก็นปกติแล้วมีเด็กๆ เคลื่อนไหวเล่นอยู่ตลอดเวลา มีพลังที่แสวงหา การผจญภัยอยู่ตลอดเวลา มีพลังแห่งการอย่างรู้อยากเห็น และอย่างเอาใจจดจ่อเช่นเดียวกัน

ประสบการณ์ที่นักวิจัยและเด็กที่แสวงหานั้น อาจเป็นสิ่งที่หลายคนหลีกเลี่ยง ซึ่งมีความไม่สมดุล ความแปลกใหม่ ไม่มีการควบคุม สร้างความประหลาดใจ และแรงบันดารใจ อันล้วนทำให้นักวิจัยและสนามเด็กเล่นมีชีวิตชีวา แต่ก็ได้หลีกเลี่ยงป้องกันสิ่งที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต ซึ่งบางครั้งเราก็มองการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่น่ากลัวจนเกินเหตุ จนทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

องค์รวม (holistic)

คำว่าองค์รวมมาจาก holos หรือ whole  ในภาษากรีก  เป็นทัศนะที่ถือว่าความเป็นจริงทั้งหมดของสิ่งใดย่อมมีคุณสมบัติเฉพาะตน จะไม่สามารถเข้าใจได้ถ้าแยกสิ่งนั้นออกเป็นส่วนย่อยๆ  เมื่อรวมส่วนย่อยๆ ที่แยกออกไปก็ยังไม่สามารถเทียบความหมาย ความสำคัญกับคุณสมบัติองค์รวมเดิม นั่นคือเมื่อแยกออกไปแล้วเมื่อนำมารวมไม่อาจจะรวมกันแล้วให้ได้เหมือนกับองค์รวมเดิมนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ธรรมชาติวิทยาศาสตร์และรูปแบบการคิด

แนวทางการเรียนรู้ที่ได้ผลดีของนักเรียนไปเปรียบเทียบกับแนวทางที่นักวิทยาศาสตร์พัฒนาความเข้าใจในเรื่องต่างๆของพวกเขา และสร้างทฤษฎีขึ้นมา เทียบเคียงแนวคิดใหม่กับความรู้ที่มีอยู่ของนักเรียน เมื่อความรู้ที่มีอยู่เดิมขัดแย้งกับทั้งนักวิทยาศาสตร์และผู้เรียนเดิม ซึ่งจะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการสำรวจดังกล่าว จุดประสงค์ก็เพื่อสร้างคำอธิบายที่มีความว่องไว มีประโยชน์ ทำนายปรากฏการณ์ได้และสอดคลอ้งกับโครงสร้างความรู้อื่นๆ การเป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์นั้นมีจุดยืนที่ใช้วิธีการสืบเสาะหาความรู้และกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ ผู้เรียนจะพบเป็นแนวทางที่ดีมีพลังในการรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทสำคัญโดยถามคำถามที่เป็นสาเหตุ และออกแบบการควบคุมการทดลองที่นำทางโดยการกำหนดตัวแปรที่อยู่ในประเด็นที่สนใจ


ขณะที่การคิดของนักเรียนพัฒนานันจะเปลี่ยนจากการหาเหตุผลแบบรูปธรรม(concrete) ที่ผูกโยงอยู่กับวัตถุและเหตุการณ์จริงไปเป็นการหาเหตุผลเชิงนามธรรมหรือรูปแบบการคิดแบบผู้ใหญ่ (formal reasoning) และยึดถือการแทนเชิงสัญลักษณ์ ที่ทำให้เป็นสามัญการ (generalize) ไปกับเหตุการณ์เฉพาะ นักเรียนสามารถที่จะพิจารณาว่าอะไรที่เป็นไปได้และอะไรที่เป็นจริง อันหมายถึงว่านักเรียนตอนนี้สามารถที่จะสร้างสมมุติฐานและให้เหตุผลเชิงนิรนัยเกี่ยวกับสมมุติฐาน ซึ่งก็คือการหาเหตุผลนิรนัยเชิงสมมุติฐาน เช่น if..then รูปแบบการคิดเกี่ยวข้องกับการหาเหตุผลเหล่านั้นได้แก่ การหาเส้นทางที่มากที่สุด สัดส่วน โอกาสความน่าจะเป็น และการคิดแบบสหสัมพันธ์ โดยการสังเกตปรากฏการณ์ การยกคำถามบอกสาเหตุของผล สร้างเป็นสมมุติฐานอื่นๆ สร้างคำทำนาย ทดสอบสมมุติฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผล

กรอบพื้นฐานทางจิตวิทยาและปรัชญในการสอนวิทย์

ปรัชญาวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในประเด็นการสอนวิทยาศาสตร์ เป็นความสำคัญที่ชัดเจนที่จะมีมโนทัศน์ที่มากพอว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเชิงวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร ปรัชญาทางวิทยาศาสตร์โดยหลักๆ เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์อันเป็นบ่อเกิดของความรู้นั่นเอง เกี่ยวข้องกับความสำคัญที่จะทำให้แน่ใจว่านักเรียนวิทยาศาสตร์มีเหตุผลที่ดี หลักฐานสนับสนุนอื่นๆให้กับความเชื่อของตัวเอง


ในทำนองเดียวกันนักเรียนไม่ควรที่จะเรียนรู้เพียงผลรวมความจริงทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนควรจะได้เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ นักเรียนต้องไม่เพียงแต่พัฒนาตรรกะและทักษะการหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นแต่ยังให้พัฒนาทักษะในการสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การสอนองค์คาพยบทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยให้นักเรียนได้เข้าใจว่าทำไมวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น และวิทยาศาสตร์ก้าวเข้ามาคิดเช่นนั้นได้อย่างไร

ในการตั้งเกณฑ์สำหรับบอกว่าอะไรที่เป็นความรู้เชิงกระบวนการที่สำคัญที่จะสอนนักเรียนนั้น ทัศนะบ่อเกิดของความรู้ว่าการเรียนรู้เนื้อหามีอิทธิพลต่อการสร้างความรู้โดยนักเรียนอย่างไร จากพื้นฐานต่างๆกันเป็นสิ่งสำคัญ โดยการเข้าใจขั้นตอนกระบวนการของปรับโครงสร้างของวิทยาศาสตร์ ครูจะต้องมีพันธะสัญญากับหลักฐาน วิธีการสังเกต เป้าหมายและ การพัฒนาการแนะนำทางว่าความรู้เชิงอธิบายและเชิงกระบวนการควรจะรวมอยู่ในแผนจัดการเรียนรู้อะไรอย่างไร ในการวางแผน การนำไปใช้ การประเมินผลหลักสูตรวิทยาศาสตร์

คำอธิบายทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับความคิด ของความรู้ของแต่ละบุคคลมีอยู่ที่คล้ายคลึงกับนักปรัชญาหลายคนได้เสนอทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ทั้งแนวทางปรัชญาและจิตวิทยาต่างก็เสนอแหล่งทรัพยากรสำหรับการสอนให้เปลี่ยนมโนทัศน์ ปรัชญาวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับการที่คนจะสร้างคำอธิบายที่มีประโยชน์เกี่ยวกับวัตถุธรรมชาติ และเหตุการณ์ใช้แนวทางวิทยาศาสตร์ในการรู้ต่างๆ นักจิตวิทยาเกี่ยวกับการคิดในอีกทางหนึ่งเกี่ยวข้องกับว่าแต่ละบุคคลสร้างความเข้าใจกับโลกรอบตัวของพวกเขา ทั้งสองทัศนะมีประโยชน์ในการคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่ควรสอนและเรียนรู้ ขณะที่จิตวิทยาชอบที่จะใช้คำความรู้สำหรับความเข้าใจของมนุษย์ ส่วนปรัชญาชอบที่จะใช้คำว่าความเชื่อมากกว่า ตามทัศนะทางปรัชญามีประโยชน์เพราะช่วยให้เราเข้าใจว่าอะไรเป็นความรู้ของแต่ละบุคคล (เหมือนกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์) ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปโดยตลอดและวิวัฒนาการไปตามประสบการส่วนบุคคล และดังน้นจึงไม่สามารถพิจารณาให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเป็นคำตอบสุดท้าย

การเรียนรู้ของนักเรียนเกี่ยวข้องกับการสร้างมโนทัศน์และระบบมโนทัศน์ใหม่ในครั้งแรก การเปลี่ยนโครงสร้างทางความคิดที่มีข้อบกพร่องผิดพลาด และการพัฒนาสภาพนามธรรมให้มากยิ่งขึ้น จากพื้นฐานประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาหลักการทางนามธรรมโดยการสังเกตอย่างละเอียดระมัดระวังของเหตุการและวัตถุทางธรรมชาติ ผู้เรียนควรจะได้เริ่มจากปรากฏการทางธรรมชาติที่ในที่สุดนำไปสู่ความเข้าใจความคิดทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง