หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา ปรัชญา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา ปรัชญา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ตีความรูปหยินและหยาง

หากเราสังเกตให้ดีจะเห็นว่าภายในรูปหยินและหยางที่เป็นวงกลมและมีรูปปลาสองตัวอยู่ภายในนั้น มีมาช้านานตั้งแต่ลัทธิเต๋ากำเนิดขึ้นมา ตามที่เหลาจื้อได้ชี้ให้เห็นว่าภายในประกอบด้วยปลาหยิน และปลาหยาง ซึ่งปลาทั้งสองตัวนั้นมีดวงตาที่มองเห็นก้ันและกัน

เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่การตีความมาสอดคล้องกับทฤษฎีไร้ระบบในปัจจุบัน ซึ่งตามทฤษฎีไร้ระบบนั้นบ่งบอกให้เราทราบว่าในความสับสนวุ่นวายก็จะมีระเบียบแบบแผนปรากฏให้เราเห็น หรือหลังจากเกิดความไร้ระบบที่ไม่อาจคาดเดาได้นั้นก็จะมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ตามมา นั่นก็คือโดยธรรมชาติมีสิ่งที่ตรงกันข้ามเป็นของคู่กันเสมอ มีขาวมีดำ มีดีมีเสีย มีเก่งมีโง่ เราอาจได้ยินคำคมจากพระอาจารย์ เช่นว่าในเสียมีดี ในดีมีเสีย เหมือนกับจะบอกว่าในจักรวาลอันกว้างใหญ่เหลือคนานับนั้น ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์เพียบพร้อม

ดังนั้นในรูปปลาหยินและหยางเปรียบเหมือนกับว่าอยู่ตรงกันข้ามกัน อาจเป็นปลาสีดำกับปลาสีขาว และปลาทั้งสองก็มีดวงตาที่มองเห็นกันและกัน ปลาหยินก็มองเห็นปลาหยาง ปลาหยางก็เห็นปลาหยิน หรืออาจกล่าวได้ว่าในการสร้างสรรค์มีส่วนของการทำลายล้าง ในส่วนของการทำลายล้างก็มีส่วนของการสร้างสรรค์ ในวิกฤติย่อมมีโอกาส และทำนองเดียวกับที่พูดว่าในดีมีเสียและในเสียก็มีดี

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

ปรัชญาการศึกษาไทยเป็นอะไรกันแน่

ปรัชญาที่จะใช้เป็นหลักยึดในทางการศึกษา เมื่อถามใครๆ ก็ไม่มีใครบอกได้ให้ชัดเจนลงไปว่าปรัชญาการศึกษาไทย คืออะไรกันแน่ ก็มีอยู่หลากหลายมักจะอิงกับหลักพุทธธรรมเช่น เช่นขันธ์ห้าบ้าง อริยสัจสี่บ้าง ซึ่งบางครั้งก็รู้สึกว่าจะปนกันยุ่งระหว่างทางโลกและทางธรรม ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์มีเป้าหมายเหมือนกับปรัชญาที่ว่าเพื่อบรรลุธรรมขั้นนิพพาน ซึ่งก็่น้อยคนที่จะเข้าถึงได้ ก็คือเป็นหลักปรัชญาอันเป็นอุดมคติที่ใช้ยึดถือได้ดีทีเดียว แต่เพราะความห่างไกลจากทางโลกปุถุชนทั่วไปมากเกินไปที่ไม่สามารถที่จะทัดทานกระแสโลกาภิวัฒน์จากทางตะวันตก จึงทำให้ดูเหมือนว่าการศึกษาบ้านเราจะดำเนินเอียงไปในทางซีกตะวันตกเสียมาก ที่การศึกษาเพื่อความมั่งคั่ง เป็นหลัก ดังจะเห็นว่าเราเปลี่ยนความมั่งคั่งมาแล้วสองครั้ง จากการเกษตร อุตสาหกรรม และปัจจุบันเป็นความมั่งคั่งจากความรู้
การพัฒนาการศึกษาของเรามักจะพุดกันว่าเพื่อเป็นไปเพื่อความเป็นสากลได้มาตรฐาน แต่ไม่ได้คิดถึงรากฐานอันเป็นสิ่งแวดล้อมของเรา บริบทที่แตกต่าง ทำให้ระบบการศึกษาเราที่ดูเหมือนว่าทันสมัยแต่ไม่พัฒนา เป็นไปได้ว่าเพราะเราไม่ได้มีเป้าหมายการศึกษาที่ชัดเจน เราอาจจะบอกว่าเพื่อพัฒนาให้เป็นคนที่สมบูรณ์ถึงพร้อมท้้งด้านความรู้ การกระทำ และอารมณ์ แต่่ผลออกมาตามที่เราเห็นที่ในสังคมเราแทบจะหาแบบอย่างได้ยาก เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น ไม่มีความซื่อสัตย์ ปัญหาสังคม ความแตกแยกสารพัด ไม่ต้องพูดถึงในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ต่างๆ เหล่านี้เป็นไปได้ที่เพราะเราดำเนินการศึกษาที่ผิดพลาด มุ่งที่จะสร้างความรู้ให้เยาวชนเพื่อออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพ และมักจะตอกย้ำความสำเร็จในชีวิตกันที่งานมีงานทำดีๆ ได้รับผลตอบแทนสูง นั่นก็คืออาชีพที่ทำเงินได้มากๆ และเป็นไปในลักษณะมือใครยาวสาวได้สาวเอา และทำให้คนกล้าเสี่ยงที่จะทำผิดเพื่อจะให้ได้เงินมากๆ ซึ่งเราเห็นได้อยู่เสมอ
ดังนั้นเราควรจะกลับมามองว่าปรัชญาการศึกษาที่เราใช้อยู่ไม่น่าจะถูกต้อง จะต้องหันกลับมาดูว่าเราได้สอนจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายของการมีชีวิตอย่างไรถึงจะทำให้ชีวิตมีความสุข มากกว่าที่จะไปเน้นที่รายได้ ดูๆแล้วยามนี้ไม่มีอะไรเหมาะสมเท่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะยกมาให้เป็นปรัชญาทางการศึกษาเสียเลยก็น่าจะดี เพราะไม่ได้อิงกับศาสนาใด และเป็นหลักการพื้นฐานที่คนทุกระดับเข้าถึงได้ง่าย คือการศึกษาที่ทำให้มีความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยมีความรู้และคุณธรรมเป็นตัวกำกับ นี่เป็นข้อเสนอแนะที่จะทำให้สังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีสุขสงบ น่าจะเป็นแนวทางในการจัดการศึกษาเพื่อความสงบสุขได้

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

ไสยศาสตร์กับพุทธศาสนา

เป็นวิทยาการสาขาหนึ่งที่ว่าด้วยการใช้เวทมนต์คาถาเสกเป่าทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์ขึ้น สามารถบันดาลให้เป็นไปตามที่ปรารถนา เช่นรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆให้หายไป โดยการเสกเป่าการรดน้ำมนต์หรือการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เพื่อให้ประสบผลสำเร็จ ความมีโชค และความเจริญรุ่งเรือง. เป็นหลักวิชาสร้างความอัศจรรย์ให้เกิดขึ้น. ในกรณีการรักษาโรคโดยเฉกพาะเมื่อการรักษาโรคด้วยแผนปัจุปันไม่ได้ผล เช่นการรักษากระดูกแตกกระดูกหัก

หลายคนที่อายุดเลย 50 ปีไปแล้ว อาจเคยเห็นการรักษาเช่นฝีโดยใช้เวทมนต์คาถา ที่เรียกว่าการสูญด้วยปูนและน้ำลายใต้ลิ้นการตอกและการพ่น และแม้แต่ในปัจจุบันในเกือบทุกประเทศยังมีผู้ที่เชื่อในเรื่องเหล่านี้ มีการรดน้ำมนต์และพิธีกรรมต่างๆ เพื่อความปลอดภัยเมื่อมีทุกข์ภัยมาถึง เพื่อความสุขความเจริญ และหากพบว่าทำให้มีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ ไม่ตกทุกได้ยากหรือมีภัยร้ายแรง และที่สำคัญก็คือความสบายใจ ความเชื่อในเรื่องเหล่านี้ สำหรับผู้ที่การศึกษามาน้อยหรือแทบไม่มีการศึกษาจะเป็นพวกที่เชื่อง่ายที่สุด ส่วนที่ผ่านการศึกษามาอย่างดีก็จะวิจารณ์ไตร่ตรองค้นคว้า เมื่อประจักษ์ในเหตุผลจึงเชื่อ
สำหรับพระพุทธองค์นั้นให้เชื่อในเรื่องบุญและกรรม การกระทำดีและชั่ว ทำดีก็ส่งผลในทางที่ดี และสอนให้เลิกเชื่อผีสางเทวดา อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้ละทิ้งความเชื่อเรื่องเวทมนต์คาถาเสียทั้งหมด ดังที่ทรงให้พระภิกษุสงฆืเจริญภาวนาคาถาพุทธคุณ เมื่อพระสงฆ์เกิดความกลัวด้วยเหตุต่างๆ ดังบทสวด

   อิติปิโสภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโะ วิชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตโร ปรุสธัมมสารถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธ ภควติ .. และสำหรับมนต์ที่เกี่ยวกับการบำบัดโรคภัยเจ็บ คือโพชญงคปริตร ที่พระพุทธองค์ทรงใช้เมื่อพระสาวกเกิดโรคาพาธมาก พระพุทธองค์ทรงไปเยื่ยมและทรงสวดโพชญงคปริตรให้ฟัง ถึงขั้นทำให้พระสาวกที่อาพาธหนักสามารถลุกเดินและหายจากโรคได้

สสารกับพลังงาน VS รูปกับนาม

ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ได้แบ่งออกเป็น 2 พวกหลักคือ สสาร และพลังงาน สสารคือสิ่งที่มีตัวตน ที่มองเห็นได้และมองไม่เห็นมีคุณสมบัติร่วมที่มีมวลอาจจะอยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว แกส และพลาสม่า สำหรับพลังงานไม่มีตัวตนสามารถเปลี่ยนจากรูปหนึ่งไปอีกรูปหนึ่งมีความสามารถทำให้สิ่งที่มีมวลพยายามเคลื่อนที่ หรือทำให้เคลื่อนที่หรือทำให้เปลี่ยนความเร็ว และท้ายที่สุดจากการค้นพบของไอน์สไตย์ พบว่าสสารสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้โดยตรง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าสสารและพลังงานสามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมากันได้

ในศาสนาพุทธก็แบ่งสิ่งทั้งหลายสิ่งทั้งปวงเป็นสองพวกคือรูปกับนาม เทียบรูปได้กับสสารอยู่ในรูปสถานะต่างๆ เช่นเดียวกันรูปเป็นสิ่งที่มีตัวตนสามารถมองเห็น แตะสัมผัสจับต้องได้เหมือนกัน ในทางพุทธศาสนาจะแบ่งรูปออกไปใน 4 รูปแบบคือ ดิน น้ำ ลม และไฟ  ซึงดูเหมือนว่าหยาบๆ แต่ถ้าเทียบเคียงดูในทางวิทยาศาสตร์แบ่งสสารออกได้หลายรูปแบบ  ในทางฟิสิกส์สามารถกำหนดได้ว่าองค์ประกอบที่เล็กย่อยที่สุดที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกได้อีกต่อไปคืออยู่ในรูปอะตอม แต่บอกได้ว่ามีองค์ประกอบของธาตุทั้งสี คือสภาพที่เป็นดินก็คือมีมวล สภาพที่เป็นน้ำคือสสารสามารถทำให้เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวได้ก็ถือว่ามีธาตุน้ำ และในอะตอมมีที่ว่างและมีอนุภาคต่างๆที่เคล่ื่อนไหวเทียบได้กับธาตุลม และแน่นอนว่าในอะตอมมีการเคลื่อนไหวมีพลังงานมีความร้อนที่คิดให้เป็นธาตุไฟได้
จากที่ได้เทียบเคียงให้เห็นนั้นสสารที่เราสังเกตได้สามารถจัดให้อยู่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในดิน น้ำ ลม และไฟ และเมื่อพิจารณาอะตอมอันเป็นองค์ประกอบมูลฐานของสสารกลับพบว่ามีสภาพดินน้ำลมไฟอยู้่ในตัว ดังนั้นกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีดิน น้ำ ลมไฟ อยู่ในตัว และที่จะเห็นต่างกันก็คือว่าในพุทธศาสนานั้นได้กำหนดไฟอันเป็นรูปของพลังงานเป็นรูปที่มีตัวตน สอดคล้องกับหลักการสมัยใหม่คือสสารกับพลังงานเป็นสิ่งเดียวกันสามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้

ในส่วนที่สองคือนาม คือสิ่งที่ไม่มีตัวตนแต่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการรับรู้ต่างๆ ซึ่งคือสิ่งเดียวกับที่เรียกกันว่าจิต ในทางฟิสิกส์ไม่มีส่วนใดที่จะกล่าวได้ว่าเป็นจิต เมื่อกล่าวถึงเรื่องจิตก็จะกล่าวถึงสิ่งที่ยังไม่แน่ใจยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ที่เรียกว่าอภิปรัชญาหรือ Meta physics ในทางพุทธศาสนาได้พูดเรื่องนี้ไว้ละเอียดมากว่าเรื่องของรูป เพราะทางศาสนานั้นมุ่งเน้นในการแก้ปัญหาทางจิต เพราะถือว่าจิตก่อให้เกิดการกระทำต่างๆ ไม่ใช่สมองก่อให้เกิดการกระทำ แต่เป็นตัวที่ควบคุมการกระทำตามศักยภาพของแต่ละคนเสียมากกว่า และที่เห็นเด่นชัดอีกอย่างที่พุทธศาสนาแบ่งแยกแยะในรายละเอียดลงไป  ในขันธ์ 5 อันประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ซึ่ง 4 ประการหลังเป็นองค์ประกอบฝ่ายจิตหรือนามนั่นเอง กล่าวได้ว่า เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตที่มีมามากกว่า 2500 ปีแล้ว และยังยืนยงคงทนต่อการพิสูจน์

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งเที่ยงแท้

เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า ไม่มีอะไรที่จะยังคงสภาพเดิมได้อยู่ตลอดไป ชีวิตของคนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตั้งแต่คลอดออกมาจากครรภ์มารดา จนไปถึงเชิงตะกอนละสังขารจากไป   สิ่งที่อยู่รอบตัวเราก็มีการเปลี่ยนแปลง ก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของคน แต่การเปลี่ยนไปของผู้คนในการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นไปในแนวทางที่ทำให้สะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม กล่าวได้อีกอย่างว่าผู้คนเปลี่ยนไปก็เพราะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตต่างๆ  วัฏจักรตามธรรมชาติของชีวิตไม่ได้มีแต่หนทางที่ราบเรียบตะตลอดไป ยังต้องมีการผ่านไปของช่วงที่ขรุขระ และที่มืดมน ที่จะต้องฝันฝ่าไปให้ได้ ก็ต้องมีทั้งความผิดพลาด ความล้มเหลวบ้างก็ถือว่าเป็นธรรมดา ที่จะได้เป็นบทเรียนให้การดำเนินการครั้งต่อไปให้ผิดพลาดน้อยลง

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ธรรมชาติของความจริง

ธรรมชาติของความจริงสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้ ทั้งรูปร่างและความหมาย ทั้งนี้เพราะไม่มีใครทราบว่าความจริงที่แท้อะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลงได้  ดังที่เชื่อกันว่าสิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือความไม่แน่นอน เมื่อเราอยู่กับความจริง ความใหม่จะเกิดขึ้นเสมอเพราะธรรมชาติของความจริงเปลี่ยนแปลงได้ทั้งรูปร่างความหมายนั่นเอง  ดังนั้นเราจึง
     อยู่กับความไม่แน่นอน
     ทำสิ่งที่กล้าหาญและแตกต่าง
     ตื่นเต้นกับความก้าวหน้า
     ต้องการความอดทน ความกรุณา การให้อภัยมีสิ่งดังกล่าวให้กันและกัน
     ความคิดต้องแปลกออกไปจากเดิมจึงจะพี่งได้
     บทบาทของความไร้ระเบียบจะถูกชักนำไปให้มีความหวัง

แลกเปลี่ยนเรียนรู้

การเรียนรู้กันและกัน โดยการแบ่งปัน โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต่างก็จะพบสิ่งใหม่จากการสร้างความรู้ขึ้นโดยปริยาย แต่คำตอบก็ส่งผ่านกันไม่ได้ ความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันในแต่ละที่ ในแต่ละเวลา แน่นอนว่ามีความแตกต่างกัน จนกล่าวได้ว่าคำตอบจากบริบทหนึ่งใช้ไม่ได้กับอีกบริบทหนึ่ง แต่จะต้องปรับให้เข้ากับบริบทของตัวเอง แบ่งปันสิ่งที่ตัวเองได้มา ความสำเร็จของผู้อื่น ที่อื่นก็ช่วยให้เราสร้างความหวังที่จะค้นหาสิ่งที่มีคุณค่า มีราคาค่างวดต่อไป ซึ่งในยุคใหม่นี้เราคงต้องคิดเองทำเองระหว่างที่ดำเนินชีวิตไป

หันหน้าเข้าหากัน

โดยที่หันหน้าเข้าหากันเป็นความหวังที่เราจะสร้าง และค้นพบโลกที่กำลังแสวงหา  ไม่มีอะไรฟรี ไม่มีอะไรที่เป็นอุปสรรค ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ เป็นบทเรียนก่อนจะมีอะไรเกิดใหม่ เดินทางสู่ความใหม่ ไม่แก้ปัญญหาที่ประสบอยู่อย่างเร่งด่วน

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

วัตถุธรรมนามธรรม

ในโลกปัจจุบันหลายคนบอกว่าเราอยุ่ในโลกของวัตถุนิยม ที่คิดว่าการมีวัตถุสิ่งของจะนำมาซึ่งความสุขได้ ทำให้โลกเราเต็มไปด้วยการแสวงหาสิ่งของเพื่อที่จะทำให้เกิดความสุข แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้คนมีความ่ทุกข์จากการมีสิ่งของ ต้องมีความกังวลใจว่าจะมีคนมาขโมย หรือกลัวว่าจะสูญหายไป บางครั้งก็ให้เกิดความอิจฉาริษยาที่ก่อให้เกิดการทำลายล้างกันก็มี มีคนเคยกล่าวว่าอาชีพจากกิเลสของคนจะไม่มีวันอับจน เพราะคนมีความอยากไม่มีที่สิ้นสุด มีแล้วอยากมีอีก เมื่อเบื่อก็อยากได้ที่ใหม่กว่า เป็นธรรมชาติของคนที่เป็นปุถุชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ยังขาดการศึกษา การศึกษาไม่ได้ช่วยยกระดับ จิตใจให้ควบคุมตนเองให้ได้สิ่งของมาในทางที่ถูกต้อง ก็จะเป็นสังคมที่ยังหา ความสงบสุขไม่ได้ แม้ว่าตามความเชื่อทางศาสนาว่าการสร้างกรรมชั่วเป็นวิบากกรรมที่จะต้องติด ตัว สำหรับคนทำชั่วไม่เข้าใจ ไม่รู้ถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำไป


ทำอย่างไรจะไม่ให้คนหลงไหลในวัตถุจนก่อให้เกิดทุกข์ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม การศึกษาจะช่วยให้มีการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ เบียดเบียนกันและกัน ไม่ทำให้ผู้อื่นเสียประโยชน์หรือเดือดร้อน ถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นด้วย เพราะการเดือดร้อนของคนหนึ่งอาจจะทำให้อีกคนหนึ่งเดือดร้อนด้วย ซึ่งต้องตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก และเพื่อที่จะยกระดับไปให้ถึงความสงบสุขที่แท้จริงนั้นไม่ได้เนื่องมาจาก วัตถุเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความสุขทางจิตที่สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้แม้แต่กิเลสของตัว เอง ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นนามธรรมเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้

ถ้านึกย้อนไปก่อนที่จะมีวัตถุสิ่งของมากมายในปัจจุบัน เราก็มีวัตถุป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ ไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่มีมลภาวะดังในปัจจุบัน ในน้ำมีปลา ในป่ามีอาหาร น้ำดื่มที่สะอาดจากน้ำฝน ได้ให้ความสุขกับมนุษย์ชาติมาเป็นเวลาช้านาน แต่เมื่อมนุษย์มีความเจริญทางด้านวัตถุเพิ่มขึ้น ความถดถอยทางด้ายจริยธรรมก็มีมากขึ้นเช่นกัน และทุกวันนี้ที่มนุษย์ทะเลาะกัน ทำสงคราม และก่อการร้ายกันนั้นว่าระหว่างวัตถุธรรม กับนามธรรมนั้นลึกๆ แล้วต้องการอะไรกันแน่ นามธรรมความสงบแห่งจิต หรือทุกสิ่งต้องแลกด้วยการต่อสู้ตัดสินปัญหาด้วยกำลังแม้แต่ในเรื่อง นามธรรม

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อริยสัจสี่กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์

แนวการสอนตามแนวศาสนาพุทธ จะสอนจุดหมายปลายทาง และบอกวิธีการ แต่ละคนไปทำให้เกิดผลเอาเอง ไมเหมือนกับองค์กรอาจเป็นวิธีการสาธารณะที่ ผลของมันไม่บังคับเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล กระบวนการทั้งหลาย (process) ทุกคนทุกหน่วยงานได้ผ่านการกลั่นกรองว่าได้ผลจริง


อาจกล่าวได้ว่าวิธีการทางพุทธศาสนาเป็นไปตามหลักในอริยสัจสี่ คนทั่วไปไม่ได้ใช้หลักในกระบวนการนี้จึงไม่ค่อยเห็นคุณค่า ตีความได้ว่า ทุกสิ่งย่อมเกิดจากเหตุปัจจัยให้เกิด นั่นก็คือหลักของเหตุและผล ในอริยสัจสี่ แยกออกเป็น 2 คู่คือ

1. ทุกข์กับสมุทัย โดยทุกข์เป็นผล สมุทัยเป็นเหตุ

2. นิโรชกับมรรค โดยนิโรชหรือความมุ่งหมายเป็นผล ส่วนมรรคเป็นเหตุหรือวิธีการที่จะทำให้เกิดผล

จะเห็นว่าวิธีการทางพุทธศาสนาเริ่มจากสิ่งที่ง่ายอันเป็นผลของการกระทำและไม่ได้กระทำ เห็ตผลที่ดำรงอยู่ขณะนี้ว่าดีหรือไม่ดี แล้วจึงบอกวิธีการว่าจะแก้ที่ไม่ดีอย่างไร และทำอย่างไรให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

พระพุทธเจ้าได้ออกบวชเพื่อหาวิธีการแก้ทุกข์ ในที่สุดก็ค้นพบสัจธรรม อริยสัจสี่ เป็นสัจธรรมที่จะต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับระดับต่างๆ ไม่ว่าใครที่ยังศึกษาอยู่ก็ยังมีทุกข์ และใครๆก็เรียนรู้เพื่อที่จะแก้ทุกข์ วิธีการที่พระพุทธองค์ใช้จะไม่แสดงวิธีการวิเคราะห์ แต่จะเอาหลักธรรมหรือหมวดธรรม โดยปฏิบัติหลักธรรมเล็กให้สอดคล้องกับหลักธรรมใหญ่ เป็นการใช้เหตุผลที่ใช้หลักธรรมใหญ่หรือความจริงใหญ่ เป็นตัวตั้งแล้วสรุปเป็นความจริงย่อย เช่นว่า มนุษย์ทุกคนต้องตาย ซึ่งตรวจสอบยืนยันมาแล้วอย่างไม่มีข้อสงสัยว่าเป็นจริง ถ้าคุณแดงเป็นคนหรือมนุษย์ คุณแดงก็ต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง เป็นการใช้เหตุผลเชิงนิรนัย นอกจากนี้ในการคิดนั้นมีทั้งคิดจากปัจจัยภายนอก (ปรโตโฆษะ) และจากปัจจัยภายใน (โยนิสมนสิการ) ในการคิดหาเหตุผลต่างๆในการแก้ทุกข์

เมื่อเทียบกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เริ่มต้นด้วยปัญหาจากสิ่งที่สงสัยใคร่รู้ กำหนดขอบข่ายในการศึกษาเทียบได้กับทุกข์และสาเหตุของทุกข์ เป็นทฤษฎีที่บอกให้ทราบว่าสาเหตุต่างกันก็ให้เกิดทุกข์ที่ต่างกัน ในทางวิทยาศาสตร์นั้นคิดได้ว่าการเกิดปรากฏการณ์ใดๆก็ต้องมีเหตุหรือที่มาของปรากฏการณ์นั้น หรือมีเหตุที่มาของการเปลี่ยนแปลง ขั้นตอนต่อไปทางวิทยาศาสตร์คือวิธีการหาคำตอบ จากการคาดคะเนโดยกำหนดสมมุติฐานที่คิดว่าจะแก้ปัญหาได้ และขั้นต่อไปต้องกาวิธีการพิสูจน์ยืนยันโดยการทดลอง เก็บรวบรวมข้อมูล แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่สนใจศึกษา แล้วสุดทท้ายสรุปผลว่าเป็นไปตามการคาดคะเนหาคำตอบหรือไม่ และให้ได้ข้อสรุปที่เป็นสามัญการ (generalization) ต่างกับวิธีการของพุทธองค์ที่รู้คำตอบแล้วจากการตรัสรู้ของพระองค์เป็นสามัญการแล้วดังในอริยะสัจสี่ ดังนั้นมรรคจึงเทียบได้กับบทที่ 3 ของงานวิจัย ดังนั้นสามารถคิดหรือเทียบเคียงให้อริยสัจสี่ได้กับระเบียบวิจัยที่ไม่ล้าสมัยยังทันกาลอยู่เสมอ

กรรมและผลกรรมตามความเชื่อแนวพุทธ

ชีวิตมนุษย์ในจักรวาลนั้นเป็นสิ่งพื้นฐาน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใด ภาษาใด ต่างก็มีชีวิตเป็นไปตามกฏแห่งกรรม สัตว์ในภูมิอื่นๆล้วนมาจากมนุษย์ทั้งสิ้นเป็นตามผลแห่งกรรมดี กรรมชั่วที่แต่ละคนทำไว้ เหมือนกับเงาที่ติดตามตัวไป เมื่อสัตว์รวมมนุษย์ถูกบีบคั้นใจ สัตว์จะลงมือกระทำกรรมชนิดต่างๆ ตามแรงบีบคั้นนั้นโดยที่กรรม ก็คือการกระทำทางกาย วาจา ใจ การทำกรรมดี กรรมชั่ว กรรมไม่ดีไม่ชั่ว ผลของกรรมจะติดตามมา วิบากกรรมมีอำนาจนำมนุษย์เมื่อตายไปแล้วให้ไปเกิดตามภพต่างๆ ภพเป็นที่รองรับสรรพชีวิตตามภูมิ อันหมายถึงสภาวะทางวิญญาณ ตามผลแห่งกรรมเหล่านั้น ทำกรรมชั่วย่อมีอบายภูมิ หรือทุคติภูมิเป็นที่รองรับให้ไปเกิดที่นั่น อบายภูมิเป็นสถานที่เต็มไปด้วยความทุกข็ 4 อย่างคือสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเดรัจฉาน การแบ่งภูมิต่างๆ ในทุคติอาจเทียบได้กับการแบ่งเขตแดนกักขังนักโทษที่มีความแตกต่างกัน ตามความหนักเบาของแต่ละคน

ส่วนการทำกรรมดีมีเทวภูมิ พรหมภูมิ หรือแดนสวรรค์ เป็นที่รองรับ เรียกโดยรวมว่าสุคติภูมิ แบ่งออกเป็นสวรรค์ชั้นต่างๆ ตามปริมาณ และ ความปรานีต ของกรรมดี แบ่งเป็นชั้นได้ 6 ชั้นคือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ บามา กุดุสิต นิมมานนรตี ปรนิมมิตวสวัตตี นอกจากนี้แล้วยังมีชั้นที่เรียกว่ารูปพรหม 16 ชั้น อรูปพรหม 4 ชั้น ซึ้งเป็นสมถะที่ได้ญาน และเมื่อปฏิบัติสมถะกรรมฐาน วิปัสนานำไปสู่การหลุดพ้น พ้นโลกของพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหัตต์ โดยจะสรุปจะมีภูมิทั้งหมด 31 ภูมิคือ อบายภูมิ 4 มนุษสภูมิ 1 เทวภูมิ 6 รูปพรหม 16 อรูปพรหม 4 สำหรับมนุษย์ที่ปฏิบัติทำ ทาน ศิล ภาวนา และการที่มนุษย์รู้ความจริงในสิ่งต่างๆ ทำให้สามารถปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง ทำให้เกิดประโยชน์ต่อทุกสิ่งทุกอย่างให้ปรากฏสามารถเข้าสู่สวรรค์ 6 ชั้น ก่อนที่จะไปสวรรค์ได้จะมีมนุษสภูมิเป็นสถานที่กลางๆ ของผู้มีจิตใจสูง เพราะมนุษย์มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้ ถ้าทำดีก็ทำได้ให้ถึงที่สุด และถ้าหากมีคนจิตใจต่ำช้าทำชั่วก็จะทำได้ถึงที่สุดเช่นกัน เป็นภูมิที่สามารถที่สามารถเลือกทำกรรมใดได้ตลอดเวลา

ในอบายภูมิแลสุคติภูมิเป็นเพียงสถานที่ที่รับผลแห่งการกระทำเท่านั้น มนุษย์ภูมิจึงเป็นเหมือนสถานที่แสวงหา ใครแสวงหาและกระทำแต่ความดีจะได้กำไรเป็นบุญตายแล้วไปสู่สุคติ และถ้าทำความดีให้ถึงที่สุดจะพ้นภูมิทั้ง 31 ภูมิ เลิกเวียนว่ายตายเกิด เข้าสู่นิพพานได้ ใครที่ปล่อยให้ตนเองอยู่ใต้อำนาจของกิเลส สร้างสมแต่กรรมชั่วจะได้บาปเป็นอกุศลติดตัวไป ผลของบาปช่วยสร้างรูปกาย และความเป็นอยู่ดังนั้นสัตว์ประเภทนี้ร่างกายจึงเลวทราม ไม่น่าดูชม มีความเป็นอยู่ทุกข์ยาก ตรงกันข้ามกับสัตว์ที่สร้างแต่ความดี

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คริสต์อิสลามกว่าจะมาเป็นอยุ่ในปัจจุบัน

เคยมีคำถามอยู่ในใจเสมอว่าทำไมจึงมีความขัดแย้งกันระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออกกลางในโลกอาหรับ และเห็นความเป็นไม้เบื่อไม้เมากันระหย่างยิวและอาหรับ ทั้งๆที่ว่าไปแล้วทั้งศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามมีที่มาจากรากฐานทางศาสนาเหมือนกับจากอับราอัมหรืออีบราฮีม การจะเข้าใจปัญหาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันนั้นทำให้เราต้องเรียนรู้ประวัติสาสตร์ที่ผ่านมาจึงจะเข้าใจถึงสถานะการที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน




ศาสนาคริสต์เจริญงอกงามขึ้นในโลกตะวันตกคือในสมัยกรีกและโรมัน ขณะที่ศาสนาอิสลามเติบโตขึ้นมาในทะเลทรายอาหรับ จะเห็นพื้นฐานบริบทสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ขณะที่ศาสนาคริสต์พัฒนามาจากสมัยกรีกโรมันนั้นพระเจ้ามีสามภาคคือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต ที่แปลกแยกไปจากแนวคิดดั้งเดิมแบบยิวไปมากตั้งแต่การปรากฏของพระเยซู และครอบคลุมยุโรปส่วนใหญ่ ขณะที่ศาสนาอิสลามยังคงรักษาสภาพตามความเชื่อดั้งเดิม โดยพระเจ้ามีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น โดยมีพระนบีมุฮัมมัดประกาศอิสลาม ปฏิวัติ ปฏิรูปสังคมในคริสต์ศตวรรษที่ 7



ในสมัยกลางเริ่มในช่วงศตวรรษที่ 6-7 ไปจนถึงศตวรรษที่ 15-16 ในช่วงเวลา 1000 ปีหรือเรียกอีกอย่างว่ายุคมืดของศาสนาคริสต์ ที่ศาสนจักรมีอำนาจมาก จะต้องเชื่อความคิด หลักเกณฑ์ของศาสนจักรเท่านั้น ผู้คนไม่สามารถที่จะคิด สงสัยได้อย่างเสรี ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคมหยุดชงักสงบนิ่ง และเมื่อเกิดสงครามศาสนาที่เรียกว่าสงครามครูเสด (Crusades) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11-13 กองทัพยุโรปที่เข้าไปรุกราณโจมตีตะวันออกกลาง ได้พบว่าในโลกอาหรับนั้น วิถีชีวิต สังคมเจริญก้าวหน้า วิทยาศาสตร์ ศิลปวิทยา ในขณะนั้นชาวมุสลิมได้แยกความรู้ตามคัมภีร์อับกูรอ่าน และความรู้ทางโลกออกจากกัน มีความคิดอิสระ หรือการศึกษาเสรี วัฒนธรรมอิสลามก้าวหน้าสูงส่งกว่า ที่ให้ความคุ้มครองศาสนาอื่นที่อยู่ในดินแดนมิสลิม ขณะที่สังคมคริสต์ยุคเดียวกันถ่ายทอดการปกครองแบบเผด็จการจากกรีกและโรมันมา สงครามนี้ได้ก่อให้เกิดการถ่ายทอดทางศิลปวิทยาจากอาหรับไปสู่ตะวันตก

แต่แล้วอย่างไม่คาดคิดในคริสต์ศตวรรษที่15 ที่ฝ่ายมุสลิมอันมีผู้นำศาสนาได้เริ่มที่มีแนวคิดที่ปิดกั้นความคิดเสรีโดยให้เชื่อทุกอย่างตามคำสอนที่คัมภีร์ระบุไว้เป็นสิ่งที่สมบูรณ์แล้ว ขณะที่ฝ่ายคริสตจักรเริ่มมีผู้ไม่เห็นด้วยในการปิดกั้นความคิดเสรี นำโดยกาลิเลโอในโลกตะวันตก จากแนวคิดที่ว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แล้วหลังจากนั้นมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญรุดหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง อย่างไม่อาจสกัดกั้นได้ ขณะที่ผู้นำในโลกมุสลิมได้ถอยกลับไปสู่อดีตมากขึ้นจนไม่อาจสร้างสรรค์ความคิดใหม่ทางศิลปวิทยาการจนเป็นสาเหตุให้ล้าหลังโลกตะวันตก และถูกเอารัดเอาเปรียบกลายเป็นประเทศโลกที่สาม ชาวมุสลิมต้องสูญเสียความเป็นผู้นำในการคิดค้นคว้าในทุกสาขา ส่วนข้อดีทำให้สังคมมุสลิมมีแบบแผนวิถีชีวิตที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวมีความชัดเจน เห็นความงดงาม ความดีงามตามคัมภีร์ และอาจตีความไปใช้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ง่าย

ในโลกตะวันตกนั้นยังมีความเชื่อต่อมาว่าความคิดเสรีจะนำมาสู่ความสงบสุข โลกที่ดีกว่า ขณะเดียวกันผลความก้าวหน้าทั้งหลายก็ยังคงนำไปสู่การทำลายล้างเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลก และสงครามต่างๆ หรือก่อให้เกิดพิษภัย มลภาวะที่ยังเกิดขึ้นในส่วนต่างๆของโลก ปล่อยให้มีการละเมิดศิลธรรมอันดีเกิดขึ้นได้ง่าย การหลงมัวเมาในอบายมุขต่างๆ ทำให้เข้าใจไปว่าโลกตะวันตกก็เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ที่โลกมุสลิมปฏิเสธมาตลอด โดยโลกอิสลามก็มองว่าเป็นโลกแห่งสันติภาพ และมองโลกนอกอิสลามว่าเป็นโลกแห่งความขัดแย้ง ที่อาจทำให้เข้าใจไม่ลงรอยกันได้

ถ้าว่าไปแล้วโลกตะวันตกก็รับเอาแนวคิดเสรีจากโลกอาหรับในสมัยกลางที่แยกรัฐจักรออกจากศาสนจักร ที่ทำให้ศิลธรรมและศรัธาเป็นเรื่องส่วนตัวที่รัฐไม่ได้บังคม ส่วนโลกมุสลิมนั้น รัฐจักรและศาสนจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รัฐจึงต้องมีกฏข้อบังคับในเรื่องศิลธรรมและศรัธาที่จะต้องควบคุม

ในโลกตะวันตก ปัญหา ความผิดพลาดความล้มเหลวอาจตั้งข้อสงสัยได้ว่ามาจากความบกพร่องของคัมภีร์ไบเบิล และทำให้ความเชื่อถือในคัมภีร์ลดน้อยลง ในโลกอิสลาม ชาวมุสลิมนั้นส่วนใหญ่ยังถือว่าความผิดพลาดในสังคมนั้นเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งบัญญัติขึ้นในคริสตศษวรรษที่ 7ที่มองว่ามีความสมบูรณ์ดีงาม เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียดไม่ว่าสังคมคริสต์ มุสลิมต่างก็มีปัญหาของตนเองทังภายในประเทศระหว่างประเทศ ยังมีการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ขูดรีด จะเห็นว่าต่างก็มีข้อดีข้อเสีย แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งโลกของชา

ศาสนาสากลตามแนวคิดของไอน์สไตย์

เคยมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับการแตกแยกกันทางความคิด ว่าความขัดแย้งที่ส่งผลให้เกิดการทะเลาะวิวาท การก่อการร้าย และส่งครามแท้ที่จริงมีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่ เท่าที่ถกเถียงกันมากที่สุดก็คือประเด็นของศาสนา และประเด็นของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นการผสมผสานกันและอาจจะมีประเด็นอื่นเข้ามาผสมโรงด้วย

จะว่าด้วยหลักคำสอนของศาสนาแล้วก็ทุกศาสนาต่างก็อ้างว่าเพื่อให้เกิดความสงบสุขเกิดขึ้นในสังคมและต้องการสันติภาพทั้งนั้น แต่เราก็ยังเห็นว่าไม่มีสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้น ยังมีการบราฆ่าฟันทำลายล้างกันอยู่ในส่วนต่างๆของโลก และเราจะพบว่าจะเป็นสงครามฆ่าฟันกันจากผู้ที่นับถือศาสนาแตกต่างกันเป็นหลัก ส่วนอีกกระแสหนึ่งนั้นการทะเลาะก่อตัวมาจากการแย่งชิงทรัพยากร ผลประโยชน์กันทั้งสิน ถ้าคิดในประเด็นนี้ก็โยงไปถึงได้เช่นกัน ทั้งสองประเด็นหลักที่กล่าวมานั้นช่างประจวบเหมาะเหมือนจะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

ไอนสไตย์อาจจะเล็งเห็นความขัดแย้งอันนำมาสู่ความรุนแรงทำลายล้างกันจึงได้เสนอแนวคิดศาสนาแห่งจักรวาลที่เขาเรียกว่า cosmic religiousness โดยเขาได้บรรยายลักษณะว่าเป็นความรู้สึกทางศาสนาที่เป็นสากลจักรวาล (cosmic religious feeling) อย่างแรงกล้าเข้มข้น เป็นแรงจูงใจอันประเสริญที่สุดสำหรับการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ และอีกประโยคหนึ่งอันเป็นสุดยอดของวาทะกรรมของไอน์สไตยที่กล่าวว่า “วิทยาศาสตร์ที่ไร้ศาสนาก็เหมือนคนเป็นขาง่อย ศาสนาที่ไร้วิทยาศาสตร์ก็เหมือนคนตาบอด” ถ้าคำว่าศาสนาในประโยคนี้หมายถึงศาสนาสากลจักรวาลแล้ว คงจะเป็นศาสนาที่มุ่งที่จะก่อให้เกิดความสมดุลย์ระหว่างวัตถุและจิตวิญญาณ ที่น่าเชื่อได้ว่าจะช่วยลดความขัดแย้งความรุนแรงทั้งปวงที่อาจเกิดขึ้น

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จุดธูปงานศพกันทำไม

ในงานศพมีพิธีการมากมาย จนปัจจุบันมีผู้ให้บริการในการจัดงานศพตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์พิธีการต่างๆ รวมทั้งการตกแต่งสถานที่ การให้บริหารอาหารกับแขกผู้ที่มางานศพ รวมทั้งการเป็นพิธีกร ในพิธีที่เกี่ยวข้องต่างๆ เมื่อไปงานศพมีธรรมเนียมที่่จะต้องไปจุดรูปหน้าศพก่อนเป็นการคารวะหรือเคารพต่อศพผู้ตาย ซึ่งก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมจึงจุดธูป โดยทั่วไปเราจุดธูปเพื่อบูชาพระรัตนไตร และบางครั้งก็จุดธูปเพื่อ ละลึกถึงคุณความดีของผู้ที่เราเคารพบูชา เป็นการบอกแจ้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทางในทำนองขออนุญาติที่จะมาอยู่ในที่อยู่ใหม่ ขอให้ปกปักษ์รักษา ให้อยู่เย็นเป็นสุข


สำหรับงานศพการจุดธูปหน้าศพ นอกจากจะเป็นการคารวะต่อศพผู้ตายแล้ว ยังรวมไปถึงการขอขมาโทษผู้ตาย ผู้ที่จุดธูปเองหรือผู้อื่นจุดให้ก็ตาม นิยมจุดธูปเพียง 1 ดอก การกราบก็มักกราบกันเพียง 1 ครั้งโดยไม่แบมือ ซึ่งต่างจากการกราบศพพระที่มักจะกราบกัน 3 ครั้ง ระหว่างที่เคารพศพขอขมาลาโทษนั้น ก็มักจะอธิฐาน ในทางที่เป็นกุศล มีความปรารถนาดีให้ผู้ล่วงลับได้รับส่วนบุญกุศลไม่ให้ตกไปอยู่ในที่ทุกข์หรือขอให้พ้นทุกข์ในโลกหน้า ละลึกถึงคุณความดีของผู้ตาย ที่จะเป็นแบบอย่าง เป็นต้น

การจุดธูปในงานศพที่เป็นพิธีการ ได้แก่ประธานในงานศพจะจุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา และบางครั้งก็มีการเชิญญาติหรือลูกหลานจุดธูปเทียนหน้าหีบศพ ก่อนจะรับศิลอาราธนาธรรม

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ศาสนากับการอนุรักษ์

จุดประสงค์หลักของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงสิ่งแวดล้อมนั้น ก็เพื่อรักษาความสมดุลย์ทางธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งโดยธรรมชาติมีการปรับตัวเองเพื่อรักษาความสมดุลย์ เพราะทุกขณะมีการเคลื่อนไหวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไปได้ แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปอย่างสมดุลย์ของการสร้างสรรค์และการถูกทำลายอย่างเหมาะสม แต่เมื่อไรที่มนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อม มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างไม่สมดุลย์ การปรับตัวเองจะเป็นไปในแนวทางที่ย้อนกลับมาทำลายล้างมนุษย์เอง ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมเป็นพิษหรือภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุ น้ำถ่วม ไฟไหม้ป่า และในภาวะปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่เหมาะสมได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อมนุษย์ชาติเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยไม่จำกัดว่าประเทศไหนเป็นผู้กระทำให้เกิดภาวะเช่นนี้ มนุษย์กำลังเข้าไปสู่จุดที่จะต้องมากำหนดระเบียบโลกกันใหม่ มิฉะนั้นแล้วมนุษย์จะไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้วเองก่อขึ้นมา


ในภาวะเช่นนี้การชลอการบริโภคของผลเมืองให้ประหยัด ให้ใช้ทรัพยากรอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถที่จะรณรงค์ให้ทุกประเทศบนโลกนี้ใช้มาตรการเดียวกัน เพราะบางประเทศยังห่วงในเรื่องของความมั่งคั่งยังห่วงว่ามาตรการจะสวนทางกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักแล้ว ยากยิ่งที่จะรักษาโลกใบนี้ไว้ได้ให้ยั่งยืน เป็นที่อยู่ที่อาศัยอย่างสงบสุข ก็ให้นึกถึงคำพูดของบุคคลสำคัญหลายคนที่เคยพูด คอยเตือนไว้ ไอน์สไตย์เคยพูดว่าวิทยาศาสตร์ที่ขาดศาสนาเหมือนกับคนเป็นง่อย หรือศาสนาที่ขาดวิทยาศาสตร์ก็เหมือนกับคนตาบอดอะไรทำนองนี้ และที่เด่นชัดท่านพุทธทาษได้เน้นเป็นอย่างมากว่า ไม่เห็นแก่ตัว ให้ขจัดอัตตาตัวตนอย่างไปมองเป็นเจ้าของ ทำอะไรให้มีจิตว่างจากกิเลส และโดยเฉพาะที่กล่าวไวว่า ถ้าศิลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ ถ้ามองภาวะปัจจุบันโลกก็เข้าสู่จุดนั้นเข้าไปทุกที

ในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีศาสนาดั้งเดิมที่เรียกว่าศาสนชินโตหรือศาสนาธรรมชาติ ที่ยึดถือธรรมชาติเป็นสาธารณะที่ทุกคนจะต้องช่วยกันรักษาเอาไว้ ถือว่าต้นไม้ทุกชนิดมีจิตวิญญาณเช่นเดียวกับมนุษย์ ก้อนหิน ดินทราย ก็คิดให้มีชีวิต ทำให้คนญี่ปุ่นอยู่กับธรรมชาติได้อย่างสมดุลย์มากกว่า ชนชาติอื่น แม้ว่าประเทศจะเป็นเกาะแก่งป่าเขาเสียเป็นส่วนมากมีพื้นดินน้อย อาศัยกันอย่างหนาแน่น แต่น่ายกย่องที่สามารถรักษาป่าเอาไว้ได้มากกว่า 60 เปอร์เซนต์ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม่ถึง 20 เปอร์เซนต์ซึ่งแน่นอนว่าความอุดมสมบูรณ์ลดน้อยลง ความชุ่มชื่นลดน้อยลง ไม่สามารถที่จะป้องกันการพังทะลายของดิน ปัญหาน้ำท่วมจะเกิดขึ้นจนยากที่จะเยียวยา

ในพระธรรมวินัยทางพุทธศาสนาได้มีข้อกำหนดให้สมณเพศได้ปฏิบัติข้อหนึ่งก็คือห้ามไม่ให้พระภิกษุพรากสิ่งเขียวออกจากต้น เป็นบัญญัติที่เราก็ไม่ได้ตระหนัก ที่่พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้ในเรื่องนี้ว่ามนุษย์จะมีการทำลายล้างป่าไม้แล้วจะเกิดผลกระทบจึงได้บัญญัติไว้ และผู้เขียนเชื่อว่าในศาสนาอื่นๆ เช่นกันก็คงจะมีบัญญัติในทางที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทางออกของโลก มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องหันหน้าเข้าหากันร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ และแน่นอนว่าคงจะเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ที่ตระหนักและรวมตัวกัน เป็นพลังสร้างสรรค์ในการรักษาโลกใบนี้ไว้ไม่ทางหนึ่งก็ทางใด

วิทยาศาสตร์กับศาสนา

วิทยาศาสตร์จะยืนยันเฉพาะเพียงความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นอยู่โดยรอบที่เกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติ ส่วนศาสนาเกี่ยวข้องเฉพาะการประเมินความคิด และการกระทำของมนุษย์ ศาสนาไม่เอ่ยพาดพิงถึงข้อเท็จจริง การที่กล่าวว่า ทุกเรื่องในคัมภีร์เป็นจริงโดยไม่มีข้อโต้แย้งแสดงว่าศาสนาส่วนหนึ่งได้แทรกแซงเข้าไปในโลกวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดการต่อสู้ในบางกรณี ระหว่างศาสนาหรือโบสถ์กับทฤษฎีของกาลิเลโอ และชาร์ล ดาวิน แต่ในที่สุดในฝ่ายศาสนาก็จำยอมตามเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจฝืนความเป็นจริงที่พิสูจน์ได้

อย่างไรก็ตามศาสนาก็เป็นตัวการกำหนดจุดหมายสูงสุดแห่งการดำรงค์อยู่ของมนุษย์ ที่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีจุดหมายที่แน่ชัดถึงการดำรงอยู่ และวิธีการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์เมื่อแก้ปัญหาหนึ่งได้ แล้วมักจะเกิดปัญหาใหม่ขึ้นเสมอยังไม่สามารถหาจุดที่สมบูรณ์ที่สุด และเช่นเดียวกันศาสนาก็ต้องเรียนรู้จากวิทยาศาสตร์ในบางอย่าง ถึงวิธีการที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ ดังเช่นไอน์สไตย์เคยกล่าวไว้ว่าวิทยาศาสตร์ที่ปราศจากศาสนาก็เหมือนคนเป็นง่อย ศาสนาที่ไม่มีวิทยาศาสตร์ก็ไปไม่ได้เช่นกัน

วิทยาศาสตร์จะสร้างขึ้นได้ก็ต้องอาศัยผู้มีความรักและศรัธา ด้วยความเชื่อในความจริง มีความเข้าใจอย่างมั่นคง มีความซาบซึ้งเข้าถึงสัจธรรมอันถือกำเนิดจากที่เดียวกับศาสนา เมื่อพิจารณาสิ่งที่เป็นธรรมชาติรวมทั้งตัวมนุษย์เองในทางวิทยาศาสตร์ได้แตกแขนงออกไปจากปรัชญาธรรมชาติมากมาย จึงไม่ต้องสงสัยว่าในทางศาสนาจะเรียกเพียงว่าธรรม อันรวม่ถึงกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติต่างๆ ก็เรียกว่าธรรม แต่ทางศาสนามักจะเน้นในเรื่องที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติถูกต้องตามธรรมชาติเพื่อให้เกิดความสงบสุขทั้งต่อตัวเองและสังคมโดยรวม ก็เรียกว่า ธรรมเช่นกัน

ความเป็นจริงสุดท้าย

เราใช้คำว่าเป็นจริงในความหมายทางโลกโดยทั่วไป เช่นเราเคยชมรายการทีวี reality show เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ ตามที่เห็นเป็นการแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดในการปฏิบัติในการใช้ชีวิตจริงๆ (real life) ว่าเป็นอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ที่เรามักได้ยินจากผู้มีชื่อเสียง ผู้บริหารต่างๆ โดยนัยด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของความสัจจริง (integrity) ซึ่งจะได้มาด้วยบารมีหรือความดีสะสมที่ปรากฏและไม่ปรากฏก็รวมอยู่ในคำนี้ แต่ก็เป็นเพียงแต่ความเป็นจริงทางโลก ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าความเป็นจริงสุดท้าย (ultimate reality)


ความพยายามของมนุษย์ต้องการจะหาความสมบูรณ์เพียมพร้อมที่สุด จุดคงที่ในจักรวาลอันเป็นจุดสุดท้าย จุดศูนย์รวมของทุกสิ่งทุกอย่าง ดังที่ไอน์สไตย์ได้เพียรพยายามเสาะแสวงหาในช่วง 30 ปีสุดท้ายของชีวิต แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์จะสนใจคำถามว่าทำไม และอย่างไรมากกว่าอะไร เพราะต้องการทราบเหตุผล นักวิทยาศาสตร์จึงศึกษาค้นคว้าและตอบคำถามทำไมอยู่ตลอดเวลา เมื่อตอบคำถามหนึ่งได้แล้ว ก็จะมีคำถามทำไมต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกับถามว่าทำไมโลกถึงเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ นักวิทยาศาสตร์ก็ตอบว่าเพราะมีแรงดึงดูดระหว่างมวลดวงอาทิตย์และโลก บางคนอาจถามต่อไปอีกว่า ทำไมไม่เคลื่อนที่ชนกันและกันถ้าดึงดูดกันเช่นนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็ได้คำตอบว่าเพราะการมีแรงดึงดูดกันทำให้เป็นเหตุให้เคลื่อนที่เป็นวงรอบ และเงื่อนไขเบื้องต้นนั้นอยู่ในลักษณะที่จะทำให้มวลเคลื่อนที่รอบมวลที่หนักกว่า (นำนองเดียวกับเอาเชือกผูกวัตถุแล้วแก่วงเป็นวงกลม) และว่าต่อไปถึงการกำเนิดดาวเคราะห์และดวงอาทิตย์ ถ้าตอบต่อไปเรื่อยๆ ก็จะพบคำถามทำไมจึงมีมวล คำตอบสุดท้ายก็คงตอบว่าเดิมมีมวลสารอยู่แล้วมารวมกันเป็นมวลมูลฐานอัดแน่นแล้วก่อให้เกิดการระเบิดใหญ่ที่เรียกว่าทฤษฎีบิกแบง ถามว่าแล้วมวลตั้งต้นมูลฐานมาจากไหน เกิดได้อย่างไร มาจากไหน ก็ไม่มีใครตอบได้ ก็ยกให้เป็นว่าธรรมชาติสร้าง หรือแล้วแต่เหตุปัจจัยแต่ไม่รู้ว่าอะไร หรือยกให้พระเจ้าเสียเลย

จะเห็นว่าเมื่อถามต่อไปเรื่อยๆ จะมีจุดหนึ่งที่ตอบไม่ได้เสมอเมื่อเห็นว่าทางวัตถุมืดมนที่จะเข้าถึงความเป็นจริงสุดท้าย เลยทำให้คิดได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเราจะปรุงแต่ขึ้นอย่างไรในทางวัตถุ ถ้าเชื่อตามทฤษฎีสมัยใหม่ก็ถ้าเราไม่ไปรับรู้เราก็จะไม่เห็นการคงอยู่ของมัน ทุกอย่างเป็นมายาเป็นอนิจจัง ทุกอย่างจิตใจเป็นผู้ควบคุมดังนั้น การเข้าถึงความจริงสุดท้ายได้ก็อยู่ในภาวะคงที่ นิ่งสงบ ด้วยการฝึกจิตและใจให้สอดคล้องสัมพันธ์กับสภาพความเป็นจริง ฝึกจิตโดยควบคุมความคิด ความจำ และความรู้สึกได้แล้วก็จะก้าวเข้าสู่ความจริงสุดท้ายที่เป็นความว่าง (สุญญตา)จะเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเยียวยาชีวิตจากการคิดเชิงบวก

การคิดในเชิงลบบางครั้งก็ราคาแพง กระชากดึงเราไปสู่จิตที่ตกต่ำ อารมณ์ที่ไม่ดี และทำให้ร่างกายอ่อนแอ การทำอะไรที่เป็นไปตามอำเภอใจเหมือนกับสิ่งที่ไม่จำเป็น เมื่อยามที่ชีวิตถูกคุกคามด้วยความเจ็บป่วย เช่นโรค เอดส์ หัวใจ มะเร็ง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลายคนเคยเห็นสติกเกอร์ติดท้ายรถว่า “ความตายเป็นแนวทางธรรมชาติที่บอกให้ช้าลง” ความเจ็บป่วยที่คุกคามชีวิตก็เป็นแนวทางธรรมชาติที่บอกอะไรบางอย่างให้เราบรรเทาลงได้ ทำชีวิตให้เรียบง่าย ให้คิดในทางที่ดีกับตัวเรา เรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเองและผู้อื่น เพื่อขจัดความวิตกกังวล ดังคำกล่าวอ้าง “การกังวลคือดอกเบื้อที่จ่ายโดยที่ไม่เป็นหนี้”


ถ้าถือว่าการคิดเชิงลบเป็นเชื้อโรค การรักษาไม่ใช่ยาวิเศษใดๆ หรือด้วยเวทย์มนต์ใดๆ การรักษาง่ายๆก็คือ ข้อแรกใช้เวลาให้มากขึ้นในการคิดในเชิงบวกในชีวิตของเรา ข้อต่อมาใช้เวลาคิดในเชิงลบให้น้อยลงขจัดออกไปให้มากที่สุด และสุดท้ายทำตัวให้สบาย ให้สนุก ให้เป็นสุขกับแต่ละและทุกขณะที่เราสามารถทำได้ ดูเหมือนเป็นธรรมดาแต่ไม่ง่ายนัก แต่เมื่อไรก็ตามที่เรามีความเจ็บป่วยกับชีวิต เราก็ควรจะมีสิ่งการกระทำที่สนับสนุนการมีชีวิตที่ดี นอกเหนือจากการช่วยเหลือกทางการแพทย์

ต้องยอมรับว่าความคิดมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของเรา คิดเกี่ยวกับสิ่งที่เรารัก อะไรที่เรารู้สึก และคิดถึงสิ่งที่เราเกลียดและเรารู้สึกอย่างไร เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอารมณ์ เราเพียงเปลี่ยนความคิด และอารมณ์ของเราจะเปลี่ยนตามเอง ลองจินตนาการสถานที่ที่ชอบมากในธรรมชาติ อาจเป็นชายหาด ทุ่งญ้า ยอดเขา เสมือนว่าเอนหลังนอนอยู่ ณ ที่นั้น ปิดตา รู้สึกแสงอาทิตย์ที่สาดส่องบนหน้า ดมกลิ่นอากาศ รับฟังเสียงแห่งการสรรสร้าง ให้เป็นส่วนหนึ่งภายในนั้น ให้รู้สึกผ่อนคลาย เมื่อคิดเราจะรู้ถึงความคิดเชิงบวกคือส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสุข ปลื้มปิติ ความสำเร็จ และเห็นคุณค่า ผลของมันทำให้มีกระตือรือร้นเอาใจจดจ่อ ความสงบ สบายตัว เรียบง่าย มีพลัง และความรัก ตรงกันข้ามกับการคิดเชิงลบส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การตัดสินการกระทำ ไม่มีคุณค่า ไม่มีความไว้ใจ ไม่เชื่อถือ ความไม่พอใจ ความกลัว จะให้ผลเป็นความตึงเคลียด กังวลใจ แปลกแยก ความโกรธ และความเมื่อยล้า

บางเรื่องบางราวในสังคมเราเป็นสิ่งเล็กน้อยเรื่องเล็กๆ ในความคิดที่ส่งผลอย่างกว้างขวาง ต่อจิตใจ ร่างกาย และอารมณ์ ซึ่งช่วยให้เข้าใจการตอบสนองโดยอัตโนมัติของมนุษย์เมื่อไรก็ตามที่ได้รับรู้ถึงอันตรายที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะต่อสู้หรือถอยหนี้ หรือสู้ไปถอยไปเพื่อจะรุกกลับอีกครั้งหนึ่ง น่าจะเป็นหนทางที่ดีทั้งสิ้นถ้าคิดในเชิงบวกไม่ทำร้ายใคร

วิทยาศาสตร์ VS ไสยาศาสตร์

ความเชื่อและศรัธาบางครั้งก็สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกันความเชื่อและศรัธาในวิทยาศาสตร์ก็สร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมากมายในโลกปัจจุบัน ศาสตร์หลายอย่างที่ยังอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ยังไม่เป็นที่ยอมรับเป็นทางการ แต่เมื่ออธิบายได้ก็กลายเป็นวิทยาศาสตร์ไป เมื่อก่อนใครหูทิพย์ตาทิพย์ถือเป็นผู้วิเศษ หรือใครทำอะไรได้มากกว่าคนปกติก็ถูกมองว่าเป็นแม่มด หมอผีบ้าง กาลิเลโอก็เคยต้องโทษถึงขั้นจะถูกเผาทั้งเป็นเพราะรู้มากกว่าคนอื่น มีตาทิพย์เห็นรายละเอียดผิวดวงจันทร์ได้ขณะที่คนอื่นไม่มี ที่ทำได้เช่นนั้นก็เพราะมีเครื่องมือดี ปัจจุบันวิทยาศาสตร์มีเครื่องมือดีกว่านั้นอีก คือสามารถมองเห็นได้แม้แต่ในที่มืด หรือถ้าในสภาพปกติ มองเห็นได้โดยไม่เห็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็หมายถึง มองเห็นคนเปลือยนั่นเอง ขณะนี้จะเอามาใช้งานตรวจหาวัตถุอันตรายในตัวคนในสนามบินกันแล้ว


ปรากฏการหลายอย่างที่ยังอธิบายได้ไม่ชัดเจนกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ถ้าใครสามารถควบคุมให้เกิดได้ตามอำเภอใจได้ และจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมือนเดิมและจำลองการเกิดได้อีกก็ก็จะกลายเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตามคนก็ยังมีความเชื่อในสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ แม้ว่าโรงพยาบาลทั้งหลายจะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการรักษาคนไข้ แต่วิธีการรักษาทางวิทยาศาสตร์เองก็ใช่ว่าจะรักษาให้หายขาดได้ทุกโรค บางโรคได้แค่บรรเทา ฉะนั้นคนที่มีความเชื่อศรัธาว่าวิธีการอื่นที่ไม่ใช้วิทยาศาสตร์ก็อาจรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งก็เหมือนกันที่ว่า หายบางไม่หายบ้างไม่ใช่ทุกรายไป

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เริ่มมีการยอมรับกันทั้งสองฝ่ายทั้งไสยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่การรักษาจะต้องเอามิติของด้านจิตใจเข้ามาด้วยทำให้จิตใจสงบแล้ว ลดความเครียดลงได้ทำให้การรักษาได้ผลดีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเคยมีปรากฏการณ์ที่โรงพยาบาลไม่รับรองในการรักษาให้หายแล้วกลับไปรักษาทางการนั่งสมาธิ ทำให้ยืดอายุการตายไปได้อีกนานกว่าที่หมอปัจจุบันทำนายไว้ ด้วยเหตุนี้ประเด็นการทำจิตให้สงบ ไม่มีความเครียด การอุทิศตนเพื่อคนอื่นแทนซึ่งได้ผลในทางได้รับความสุขทางใจ ที่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ยืดอายุผู้ที่เป็นโรคที่รักษาไม่ได้แล้วกลับดำรงอยู่ได้ต่อไป