กรรมการมรดกโลกของประเทศไทยได้เลือกวัดพระมหาธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จะส่งให้คณะรัฐมนตรีตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว และเมื่อมีรัฐบาลใหม่หากรัฐบาลใหม่เห็นชอบโดยผ่านมติคณะรัฐมนตรี ก็สามารถส่งไปพิจารณายังคณะกรรมการมรดกโลกระหว่างประเทศในเดือน กพ. 2555
หลายคนกังวลว่าในเมื่อรัฐบาลที่แล้วประกาศถอนตัวจากมรดกโลกนั้น ทำให้ไม่มีสิทธิ์ที่จะเสนอของเป็นมรดกโลกได้อีกต่อไป แต่ในความเป็นจริงนั้นแม้รัฐมนตรีต่างประเทศจะประกาศไป แต่ยังต้องได้รับการยินยอมจากรัฐสภา ฉะนั้นปัจจุบันยังอยู่ในสถานะลาออกจากมรดกโลกไม่สมบูรณ์หรือยังลาออกไม่ได้
หลักเกณฑ์ที่จะเข้าสู่มรดกโลกนั้น มีอยู่ 6 ข้อหลัก สำหรับวัดพระมหาธาตุที่นครเข้าหลักเช่น โบราณสถานที่มีความเก่าแก่ 800 ปีขึ้นไป มีความเป็นเลิศด้านอัฉริยะภาพของมนุษย์ เช่นปล้องไฉนของพระธาตุ มี 52 ปล้องตามสวรรค์ตามความเชื่อของชาวพุทธ เป็นบูชนียสถานที่มีชีวิต ที่อื่นไม่ว่าสุโขทัย อยุธยาตายไปแล้ว การแห่ผ้าขึ้นธาตุที่นครไม่มีวัดอื่นของชาวพุทธที่มีคนมาร่วมบำเพ็ญกุศลเท่ากับพระธาตุเมืองนครฯ ซึ่งเป็นมาทุกปี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
กรรมอดีตปัจจุบัน
กรรมตามความหมายนี้ก็คือผลการกระทำซึ่งมีทั้งการกระทำดีและไม่ดี ผลการกระทำไม่ใช่จากอดีตชาติเท่านั้น แต่เป็นผลกรรมในชาตินี้ด้วยที่หนุนเนื่องกันมา ผสมผสานกัน ถ้าเชื่อว่าผลกรรมทุกอย่างมาจากอดีตชาติอย่างเดียวที่ทำให้เป็นปัจจุบัน ก็จะทำให้เรายอมจำนนไม่ต้องทำอะไร เพราะชตามันต้องเป็นอย่างนั้น
ศาสนาพุทธเชื่อในเรื่องกรรม ผลการกระทำที่ผ่านมาทำกรรมไม่ดีมาก็มีส่วนให้ได้รับผลไม่ดีได้ แต่ถ้ามาทำกรรมดีชดเชย จะรู้ไม่รู้ว่าทำกรรมอะไรมาก่อนก็ทำกรรมดีไว้ก่อนแล้วเผื่อชาติที่แล้วไว้ด้วยก็จะทำให้อะไรดีขึ้นได้ ทำให้กรรมหนักลดความรุนแรงลงได้
ศาสนาพุทธเชื่อในเรื่องกรรม ผลการกระทำที่ผ่านมาทำกรรมไม่ดีมาก็มีส่วนให้ได้รับผลไม่ดีได้ แต่ถ้ามาทำกรรมดีชดเชย จะรู้ไม่รู้ว่าทำกรรมอะไรมาก่อนก็ทำกรรมดีไว้ก่อนแล้วเผื่อชาติที่แล้วไว้ด้วยก็จะทำให้อะไรดีขึ้นได้ ทำให้กรรมหนักลดความรุนแรงลงได้
วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554
ทุกข์ และสาเหตุการเกิดทุกข์ การดับทุกข์และวิธีดับทุกข์
ในอริยสัจสี่ จะมีคู่ของเหตุและผลสองคู่ ในการจัดเรียงแต่ละคู่จะเอาผลมาก่อนเหตุคือ ทุกข์ และตามด้วยเหตุของทุกข์หรือสมุทัย
ทุกข์มาจากอุปาทาง หรือความยึดมั่นถือมั่นในกาม ในทิฎธิ ในศิลพระพรด ในวาทะว่ามีตัวตน
ทุกข์จากการเกิดภพ ได้แก่การเกิดกามภพ อรูปภพ นึกๆ เป็นการเกิดภพโดยตรง
ทุกช์มาจากการเกิดชาติ ชรา มรณะ การเกิดแห่งอารมณ์ ที่พอใจ ไม่พอใจ โดยนึกคิดปรุงแต่ง เป็นเรื่องเป็นราว สาเหตุการเกิดทุกข์ที่มาจากตันหา ความทะยานอยากในกาม ทะยานอยากในภพ ทะยานอยากในวิภพ ที่คนเราจะต้อง...พยายามให้หยุด ปล่อยวางเสีย
อีกคู่หนึ่งคือ การดับทุกข์และวิธีการดับทุกข์ การดับทุกข์หรือนิโรธ ส่วนวิธีการดับทุกข์คือมรรค การดับทุกข์ ทุกข์จะดับไปได้ก็ต้องไม่มีเวทนา และผัสสะ เพราะผัสสะก่อให้เกิดเวทนา ผัสสะจากอายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผัสสะจากอายตนะภายนอก คือรูป เสียง กลิ่นสัมผัส ธรรมารมณ์ ผัสสะทางวิญญาณที่ก่อให้เกิดความคิด จากตู หู จมูก ลิ้น กาย และใจสำหรับเวทนา
ทุกข์มาจากอุปาทาง หรือความยึดมั่นถือมั่นในกาม ในทิฎธิ ในศิลพระพรด ในวาทะว่ามีตัวตน
ทุกข์จากการเกิดภพ ได้แก่การเกิดกามภพ อรูปภพ นึกๆ เป็นการเกิดภพโดยตรง
ทุกช์มาจากการเกิดชาติ ชรา มรณะ การเกิดแห่งอารมณ์ ที่พอใจ ไม่พอใจ โดยนึกคิดปรุงแต่ง เป็นเรื่องเป็นราว สาเหตุการเกิดทุกข์ที่มาจากตันหา ความทะยานอยากในกาม ทะยานอยากในภพ ทะยานอยากในวิภพ ที่คนเราจะต้อง...พยายามให้หยุด ปล่อยวางเสีย
อีกคู่หนึ่งคือ การดับทุกข์และวิธีการดับทุกข์ การดับทุกข์หรือนิโรธ ส่วนวิธีการดับทุกข์คือมรรค การดับทุกข์ ทุกข์จะดับไปได้ก็ต้องไม่มีเวทนา และผัสสะ เพราะผัสสะก่อให้เกิดเวทนา ผัสสะจากอายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผัสสะจากอายตนะภายนอก คือรูป เสียง กลิ่นสัมผัส ธรรมารมณ์ ผัสสะทางวิญญาณที่ก่อให้เกิดความคิด จากตู หู จมูก ลิ้น กาย และใจสำหรับเวทนา
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554
คาถาพุทธภาษิตประจำผ้าพระบฏ
จากผ้าพระบฏ 4 แบบ แบบธงขาว แบบผ้าผืน แบบตุงเล็ก และแบบตุงใหญ่ มีคาถาพุทธภาษิตประจำผ้าพระบทคือ
สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสสูสัมปทา สจิตตะปริโยทปนัง เอตังพุทธานสาสนัง
เป็นคาถาแรกในโอวาทปาฏิโมกข์ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในวันเพ็ญเดือนมาฆะ ถือว่าเป็นการประกาศหลักการพื้นฐานในฐานะอุดมการณ์ของชาวพุทธ แปลว่า
การไม่ทำบาปทั้งปวงทำกุศลให้เพียบพร้อม การชำระจิตของตนให้ผ่องใส เป็นคำสอนที่มีจารึกที่สุ่มประตูทางเข้าพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช
อ้างอิง จากแผ่นประชาสัมพันธ์ ปริศนาธรรมในผืนผ้าพระบฏ บูชาพระบรมธาตุ ประกาศธรรมที่เมืองนคร
จัดทำโดย กองทุนขุนบวรรัตนารักษ์และนางช้อย ฯ
สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสสูสัมปทา สจิตตะปริโยทปนัง เอตังพุทธานสาสนัง
เป็นคาถาแรกในโอวาทปาฏิโมกข์ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในวันเพ็ญเดือนมาฆะ ถือว่าเป็นการประกาศหลักการพื้นฐานในฐานะอุดมการณ์ของชาวพุทธ แปลว่า
การไม่ทำบาปทั้งปวงทำกุศลให้เพียบพร้อม การชำระจิตของตนให้ผ่องใส เป็นคำสอนที่มีจารึกที่สุ่มประตูทางเข้าพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช
อ้างอิง จากแผ่นประชาสัมพันธ์ ปริศนาธรรมในผืนผ้าพระบฏ บูชาพระบรมธาตุ ประกาศธรรมที่เมืองนคร
จัดทำโดย กองทุนขุนบวรรัตนารักษ์และนางช้อย ฯ
การให้ความหมายกับองค์พระธาตุนครศรีธรรมราช
เจดีย์มุม 4 องค์ บัลลังก์เหนือองค์พระ 4 ด้าน หมายถึงอริยสัจ 4 ประการ
พระเวียนบริเวณหน้ากระดาน 8 องค์หมายถึงอริยมรรค มีองค์ 8
ปล้องไฉน 52 ปล้องหมายถึง 52 ศตวรรษ ประกอบด้วย 100 ปีแรกเริ่ม, 5000ปีแห่งสมโคดม และ 100 ปีการเข้าสู่สมัยพระศรีอาริย์
ปลียอดทองสูงเสียดฟ้า 1 เดียว หมายถึงเป้าหมายสูงสุดที่ชาวพุทธพึงมุ่งหมาย คือ นิพพานธรรม
พระจันทร์ทรงกลด 5 ชั้น เกิดประทีปกลางฟ้า 5 ดวง หมายถึงอินทรีย์ 5 และพละ 5 ที่พึงสังวร และเจริญ
ปี 12 นักษัตร 12 นักษัตร แสดงปีเกิดแห่งมหาชนคนศรัทธาผู้ร่วมประดิษฐานบำรุงบูชาพระศานาสืบมาและสืบไป
อ้างอิง จากแผ่นประชาสัมพันธ์ ปริศนาธรรมในผืนผ้าพระบฏ บูชาพระบรมธาตุ ประกาศธรรมที่เมืองนคร
จัดทำโดย กองทุนขุนบวรรัตนารักษ์และนางช้อย ฯ
พระเวียนบริเวณหน้ากระดาน 8 องค์หมายถึงอริยมรรค มีองค์ 8
ปล้องไฉน 52 ปล้องหมายถึง 52 ศตวรรษ ประกอบด้วย 100 ปีแรกเริ่ม, 5000ปีแห่งสมโคดม และ 100 ปีการเข้าสู่สมัยพระศรีอาริย์
ปลียอดทองสูงเสียดฟ้า 1 เดียว หมายถึงเป้าหมายสูงสุดที่ชาวพุทธพึงมุ่งหมาย คือ นิพพานธรรม
พระจันทร์ทรงกลด 5 ชั้น เกิดประทีปกลางฟ้า 5 ดวง หมายถึงอินทรีย์ 5 และพละ 5 ที่พึงสังวร และเจริญ
ปี 12 นักษัตร 12 นักษัตร แสดงปีเกิดแห่งมหาชนคนศรัทธาผู้ร่วมประดิษฐานบำรุงบูชาพระศานาสืบมาและสืบไป
อ้างอิง จากแผ่นประชาสัมพันธ์ ปริศนาธรรมในผืนผ้าพระบฏ บูชาพระบรมธาตุ ประกาศธรรมที่เมืองนคร
จัดทำโดย กองทุนขุนบวรรัตนารักษ์และนางช้อย ฯ
พระศรีศากยมุนีศรีะรรมราช
พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราชเป็นพระประธานในวิหารหลวงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเก่าแก่มากสร้างมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่เป็นที่รู้จักกันไม่มากนัก มีที่ไปที่มาดังแผ่นภาพที่ท่านเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุฯได้ทำแจกในวันละลึกถึงเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุฯที่มรณภาพไปแล้ว
วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การเกิดสมาธิ
จิตที่ดำรงอยู่รู้เท่าทันกับปัจจุบัน เมื่อเกิดแล้วไม่ยึดถือจะไม่เป็นทุกข์ ดังนั้นการปฏิบัติด้วยความพยายามรักษาใจให้อยู่กับปัจจุบันให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว ทำบ่อยๆ นานๆ เข้าจิตก็จะสงบรับงับ นำไปสู่จิตที่ตั้งมั่น กลายเป็นสมาธิได้โดยไม่รู้ตัว อันเป็นธรรมชาติของจิตที่นิ่ง
ดังนั้นการเจริญสติรู้อยู่กับปัจจุบันให้ตลอดต่อเนื่อง ผลที่เกิดเป็นสมาธิขึ้นมาเอง นั่นคือสมาธิก็คือผลจากการเจริญสติรู้ตัวรู้การกระทำ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นในที่สุด
ดังนั้นการเจริญสติรู้อยู่กับปัจจุบันให้ตลอดต่อเนื่อง ผลที่เกิดเป็นสมาธิขึ้นมาเอง นั่นคือสมาธิก็คือผลจากการเจริญสติรู้ตัวรู้การกระทำ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นในที่สุด
จิตที่เป็นทุกข์และไม่เป็นทุกข์
ทุกข์ใจเกิดจากการยึดมั่นถือมั่น ขณะใดที่จิตไม่ยึดถือ คนเราก็จะปกติสุข นั่นคือการไม่ยินดียินร้าย ต่อการมี การได้มาและการจากไปของทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นทุกข์เพราะจิตยังยึดอดีต จิตที่ยึดอนาคตก็เป็นทุกข์ การทำให้จิตรู้เท่าทันอยู่กับปัจจุบัน ที่จะเกิดอะไรขึ้นก็ตามไม่ยึดถือก็จะไม่เป็นทุกข์
เป็นทุกข์เพราะจิตยังยึดอดีต จิตที่ยึดอนาคตก็เป็นทุกข์ การทำให้จิตรู้เท่าทันอยู่กับปัจจุบัน ที่จะเกิดอะไรขึ้นก็ตามไม่ยึดถือก็จะไม่เป็นทุกข์
ศิล สมาธิ ปัญญา
การมีศิล คือการที่กายวาจาใจมีความสงบ จากบาปทังปวง ศิลที่แท้จริงเป็นความปกติของ กาย วาจา ใจ มีความหนักแน่นมั่นคงไม่หวั่นไหว ต่อกิเลสต่างๆ ยังเป็นปกติอยู่ตลอดเวลา จึงเปรียบเทียบศิลกับศิลาที่แข็งแกร่ง
การทำสมาธิจนมีสมาธิทำให้ได้พักกายใจ ยังไม่ใช่การดับทุกข์ การดับทุกข์ได้ก็ต้องอาศัยสติปัญญาที่เข้าไปรู้เห็นระหว่างความดีความเลว ความสงบกับไม่สงบว่าต่างกันอย่างไร ก็ต้องรู้สาเหตุแห่งทุกข์ได้ก่อนที่จะดับทุกข์ได้
การทำสมาธิจนมีสมาธิทำให้ได้พักกายใจ ยังไม่ใช่การดับทุกข์ การดับทุกข์ได้ก็ต้องอาศัยสติปัญญาที่เข้าไปรู้เห็นระหว่างความดีความเลว ความสงบกับไม่สงบว่าต่างกันอย่างไร ก็ต้องรู้สาเหตุแห่งทุกข์ได้ก่อนที่จะดับทุกข์ได้
รู้ในรู้
ทุกอิริยะบท ทุกขณะว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไร และต้องรู้ด้วยว่ากำลังทำอะไรอยู่ เช่นว่าขณะนี้เรากำลังอ่านหนังสือ และกำลังรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน หากเราต้องการเน้นย้ำลงไปอีกว่า ขณะนี้เรากำลังอ่านหนังสือเป็นการรู้กิริยาอาการของตัวเองไปด้วย เป็นการรู้ซ้อนทับลงไปอีกครั้ง เป็นการกระทำนั้นอีกครั้ง เป็นอาการของที่เรียกว่า รู้ในรู้ นั่นก็คือเราต้องมีสติรู้ตัวซ้อนทับลงไปในการกระทำนั้น สรุปได้ว่ารูัครั้งแรกเป็นสติตัวแรก และรู้ในรู้เป็นสติตัวที่สอง เป็นการรู้ตัวที่จะให้เกิดปัญญา วิปัสนา รู้ในมรรคผล นิพพาน
รู้ในรู้จึงเป็นปัจจัตตัง หรือการเห็นแจ้ง มาจากจากรู้ปริยัติ รู้ปฏิบัติ และรู้ในรู้เป็นปฏิเวธ หรือที่เรียกอีกว่าว่า ปริโยสานกัลยานัง อันเป็นที่สุดแห่งธรรม
รู้ในรู้จึงเป็นปัจจัตตัง หรือการเห็นแจ้ง มาจากจากรู้ปริยัติ รู้ปฏิบัติ และรู้ในรู้เป็นปฏิเวธ หรือที่เรียกอีกว่าว่า ปริโยสานกัลยานัง อันเป็นที่สุดแห่งธรรม
วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
อาณาปนสติ วิถีแห่งความสุข
จากพุทธวจนะของพระพุทธองค์ที่ว่า ความสุขอื่นใดเหนือความสงบไม่มี การปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบที่นิยมทำกันมากที่สุดอย่างหนึ่งได้แก่การทำอาณาปานสติที่ใช้การพิจารณาลมหายใจเข้าออกเป็นฐาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ฐานอันได้แก่ สมถะกรรมฐาน สมถะวิปัสนา และวิปัสนาล้วนๆ ซึ่งสอดคล้องตามสติปัฏฐาน4 (กายานุปัสนา เวทนานุปัสนา จิตตานุปัสนา และธัมมานุปัสนา) และ ไตรสิกขา (ศิล สมาธิ และปัญญา)
โดยพื้นฐานที่สุดของอาณาปานสติขั้นต้นเราปฏิบัติสมถะกรรมฐาน โดยการใช้ร่างกายของเราเป็นวัตถุพิจารณาในสติปัฏฐาน4 ก็คือ กายานุปัสสนา ตรงกับไตรสิกขาที่จะต้องรักษาศิลและทำสมาธิ ในการปฏิบัติอาณาปาณสติขั้นต่อไปเป็นขั้นกลางในฐานสมถะวิปัสนา ที่มาพิจาณาทั้งกายและจิตคือ เวทนานุปัสนา และ จิตตานุปัสนา เข้าสู่ไตรสิกขาในเรื่องของปัญญา ที่ต้องพิจารณาให้เกิดปัญญา นอกเหนือจากส่วนที่เป็นสมถกรรมฐานสมบูรณ์อันมีศิลและสมาธิ
ในการทำอาณาปาณสติในขั้นปลายมีกรรมฐานที่เป็นวิปัสนาล้วนๆ ซึ่งนอกจากพิจารณาเวทนานุปัสนาและจิตานุปัสนาแล้วจะต้องพิจารณาถึงธรรมานุปัสนาที่อิงอาศัยปัญญาในการบรรลุธรรม โดยสรุป กายานุปัสนาสติปัฏฐานคือการศึกษาในเรื่องของกาย ส่วนการพิจารณาเวทนา จิต ธรรม ก็คือการศึกษาใจ ทุกคนสามารถที่จะได้ดวงตาเห็นธรรม เพียงแต่ต้องตั้งมั่นตรงอยู่ในศิล 5 ในทุกกรณี โดยมีสมถะกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ในส่วนกายานุปัสนา
ประมวลจากข้อเขียนของพระอาจารย์ มิตซูโอะ คเวสโก
โดยพื้นฐานที่สุดของอาณาปานสติขั้นต้นเราปฏิบัติสมถะกรรมฐาน โดยการใช้ร่างกายของเราเป็นวัตถุพิจารณาในสติปัฏฐาน4 ก็คือ กายานุปัสสนา ตรงกับไตรสิกขาที่จะต้องรักษาศิลและทำสมาธิ ในการปฏิบัติอาณาปาณสติขั้นต่อไปเป็นขั้นกลางในฐานสมถะวิปัสนา ที่มาพิจาณาทั้งกายและจิตคือ เวทนานุปัสนา และ จิตตานุปัสนา เข้าสู่ไตรสิกขาในเรื่องของปัญญา ที่ต้องพิจารณาให้เกิดปัญญา นอกเหนือจากส่วนที่เป็นสมถกรรมฐานสมบูรณ์อันมีศิลและสมาธิ
ในการทำอาณาปาณสติในขั้นปลายมีกรรมฐานที่เป็นวิปัสนาล้วนๆ ซึ่งนอกจากพิจารณาเวทนานุปัสนาและจิตานุปัสนาแล้วจะต้องพิจารณาถึงธรรมานุปัสนาที่อิงอาศัยปัญญาในการบรรลุธรรม โดยสรุป กายานุปัสนาสติปัฏฐานคือการศึกษาในเรื่องของกาย ส่วนการพิจารณาเวทนา จิต ธรรม ก็คือการศึกษาใจ ทุกคนสามารถที่จะได้ดวงตาเห็นธรรม เพียงแต่ต้องตั้งมั่นตรงอยู่ในศิล 5 ในทุกกรณี โดยมีสมถะกรรมฐาน สติปัฏฐาน4 ในส่วนกายานุปัสนา
ประมวลจากข้อเขียนของพระอาจารย์ มิตซูโอะ คเวสโก
วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
กฏแห่งกรรมเกิดขึ้นเมื่อใด
กฏแห่งกรรมก็คงเกิดขึ้นมาตั้งแต่เริ่มมี มนุษย์ขึ้นเพียงแต่ไม่มีใครที่จะประกาศให้ทราบ แต่เครื่องหมายบางอย่างอันชี้ให้เห็นถึงกฏแห่งกรรมก็ได้ เช่นสัญลักษณ์ยินและหยาง แทนคูของสิ่งต่างๆ ความดี ความเลว ดำ ขาว มืด สว่าง ถ้ามีการกระทำก็ต้องมีผลของการกระทำ แต่เท่าที่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานชัดเจนในพระไตรปิฏก ที่เป็นรากฐานความเชื่อของชาวพุทธ ที่มีภาวะที่เป็นคู่ ที่เชื่อถือตามกฏแห่งกรรมก็คือ ใครทำความดีย่อมได้ดี ใครทำความชั่วย่อมได้ชั่ว ตามนัยนี้นั้น ความดี ความชั่วเป็นสองสภาวะที่คงอยู่ ซึ่งเรามักจะพูดกันแบบลัดสั้นว่าทำอะไรก็ได้อย่างนั้น ซึ่งเมื่อพิจารณานักคิดค้นต่อมา เมื่อสามร้อยกว่าปีมาแล้ว เซอร์ ไอแซค นิวตัน เป็นผู้ที่เน้นย้ำความคิดกฏแห่งกรรม ในกฏการเคลื่อนที่ข้อที่สามที่ว่่า แรงกิริยาที่กำทำจะเท่ากับแรงปฏิกิริยาตอบโต้ในขนาดที่เท่ากัน เพียงแต่ว่าในกฏของนิวตันนั้น เป็นรูปธรรมเชิงวัตถุกายภาพ แต่เมื่อพิจารณากฏแห่งกรรมนั้น เป็นผลจากการกระทำที่มีผลต่อเนื่องไปทางจิตวิญญาณ ที่กล่าวว่าทำิอะไรก็ได้อย่างนั้นจึงไม่ต่างไปจากกฏข้อที่สามของนิวตั้นดัง กล่าวมากนัก
ในพระไตรปิฏกได้กล่าวถึงกฏแห่งกรรมไว้ละเอียดโดยจัดหมวดหมู่กรรมที่จะส่งผลต่อไปไว้สามหมวด แต่ละหมวดมี 4 ข้อคือล
หมวดที่1 เป็นกรรมที่ให้ผลตามกาล
1.1 กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน
1.2 กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า
1.3 กรรมที่ให้ผลในชาติต่อๆ ไป
1.4 กรรมที่ให้ผลเสร็จแล้ว ไม่มีผลให้อโหสิกรรมกันไป
หมวดที่ 2 กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่
2.1 กรรมแต่งให้เกิด เช่นเกิดดี เกิดร้าย
2.2 กรรมสนับสนุน สนับสนุนในข้อแรกมากขึ้น
2.3 กรรมบีบคั้นก็หนุ่้นส่งมากขึ้น
2.4 กรรมตัดรอน อาจได้รับผลอย่างไม่คาดคิด ถึงตาย
หมวดที่ 3 กรรมที่ให้ผลตามลำดับ ก่อนหลัง
3.1 กรรมหนัก ให้ผลรุนแรง ให้ผลก่อน
3.2 กรรมใกล้ตาย ให้ผลละลึกได้ก่อนตาย
3.3 กรรมที่ทำบ่อยๆ จนชิน ให้ผลก่อน
3.4 กรรมสักว่าทำ ทำโดยไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อน เจตนาเบาบาง
อ้างอิงหมวดกรรมจาก ตามหาความจริง วิทยาศาสตร์กับพุทธธรรม ศาสตร์ที่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน โดยโอฬาร เพียรธรรม
ในพระไตรปิฏกได้กล่าวถึงกฏแห่งกรรมไว้ละเอียดโดยจัดหมวดหมู่กรรมที่จะส่งผลต่อไปไว้สามหมวด แต่ละหมวดมี 4 ข้อคือล
หมวดที่1 เป็นกรรมที่ให้ผลตามกาล
1.1 กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน
1.2 กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า
1.3 กรรมที่ให้ผลในชาติต่อๆ ไป
1.4 กรรมที่ให้ผลเสร็จแล้ว ไม่มีผลให้อโหสิกรรมกันไป
หมวดที่ 2 กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่
2.1 กรรมแต่งให้เกิด เช่นเกิดดี เกิดร้าย
2.2 กรรมสนับสนุน สนับสนุนในข้อแรกมากขึ้น
2.3 กรรมบีบคั้นก็หนุ่้นส่งมากขึ้น
2.4 กรรมตัดรอน อาจได้รับผลอย่างไม่คาดคิด ถึงตาย
หมวดที่ 3 กรรมที่ให้ผลตามลำดับ ก่อนหลัง
3.1 กรรมหนัก ให้ผลรุนแรง ให้ผลก่อน
3.2 กรรมใกล้ตาย ให้ผลละลึกได้ก่อนตาย
3.3 กรรมที่ทำบ่อยๆ จนชิน ให้ผลก่อน
3.4 กรรมสักว่าทำ ทำโดยไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อน เจตนาเบาบาง
อ้างอิงหมวดกรรมจาก ตามหาความจริง วิทยาศาสตร์กับพุทธธรรม ศาสตร์ที่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน โดยโอฬาร เพียรธรรม
โลกธรรม8
ในพระไตรปิฎกมีส่วนเกี่ยวกับโลกธรรมตามที่พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ว่ามีโลกธรรม 8 ประก่อนที่หมุนไปตามโลกธรรมและโลกก็หมุนไปตามโลกธรรม 8 ประการ ซึ่งโลกธรรมในที่นี้นั้นก็คือธรรมของโลก โลกในที่นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นคือสัตว์ของโลก และคงเน้นที่มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่ครอบครองโลกอยู่ในขณะนี้ อันได้แก่ (1) ลาภ (2) เสื่อมลาภ (3) ยศ (4) ความเสื่อมยศ (5) สรรเสริญ (6) นินทา (7) สุข (8) ทุกข์ จะเห็นว่ามนุษย์ที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ทุกผู้ทุกนาม ไม่อาจหลีกเลี่ยง ธรรมทั้งแปดดังกล่าว ไม่ว่ายากดีมีจน สติจะสมประกอบหรือไม่ก็ตาม ถ้าลืมตาขึ้นดูโลกและดำเนินชีวิตอยู่ในโลก
โดยสรุปที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ กับอริยะสาวก และปุถุชน โดยธรรมไม่ได้แตกต่างกันแต่อยู่ความแตกต่างของผู้รับฟัง คำว่าอริยะสาวกก็ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ถ้าเป็นปุถุชนธรรมดา ก็ยังมีความยินดียินร้าย ยินดีเมื่อประสบกับโลกธรรมฝ่ายดี คือลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และยินร้ายเมื่อประสบกับโลกธรรมฝ่ายร้าย คือเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์ ไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้น ยังไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า โลกธรรมฝ่ายดีและฝ่ายร้ายนั้น เมื่อเกิดแก่เราแล้ว ทั่นไม่เที่ยง มีทุกข์ และแปรปรวนไม่มีตัวตนที่แท้จริงตามหลักของไตรลักษณ์ หากโลกธรรมไม่ว่าฝ่ายใดเกิดขึ้นหากไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้ว ก็ยังไม่พ้นจากความทุกข์ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
โลกธรรมแปด เมื่อเกิดกับอริยสาวกย่อมตระหนักชัดถึงความเป็นจริงว่า ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนั้นไม่เที่ยงแท่ แปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นไม่สามารถครอบงำจิตได้ ไม่มีความยินดียินร้าย ถือว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง อยู่เหนือโลกธรรมทั้งแปด เหนือพ้นไปจาก ความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นก็คือธรรไม่ว่าที่เป็นที่พึงปรารถนาหรือที่ไม่พึงปรารถนาก็ไม่สามารถเข้ามากระทำครอบงำหรือยำยีจิต หรือสามารถที่จะขจัดความยินดียินร้ายออกไปได้จนหมดสิ้นแล้ว ก็จะทราบหนทางแห่งความสงบเย็นคือนิพาน
อย่างไรก็ตามมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ก็มีทั้งความทุกข์บ้างสุขบ้าง ก็ยังมีโลกธรรมทั้งแปดมาครอบงำ อยู่ในสังคมของเรา ตามเวลาที่ผ่านไป เราเห็นตัวอย่างของโลกธรรมแปดอยู่ตลอดเวลา เห็นคนได้ลาภ และเสื่อมลาภ เห็นคนเคยรวย และกลับยากจน เห็นคนถูกนินทาว่าร้าย บางครั้งเราเองก็เข้าไปผสมโรงอยู่ด้วยอย่างไม่รู้ตัว หรือยากที่จะหลีกเลี่ยง คนเราจะมีความสุขมากหรือทุกข์น้อยลง ก็ตรงที่เราพยายามทำจิตใจให้มั่นคง มีสติละลึกได้ถึง ความทุกข์ จากความเกิด แก่ เจ็บตาย ว่าจะก้าวพ้นไปได้อย่างไรซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้ตรัสไว้เป็นหลักสัจธรรมในอริยสัจสี่ โดยมีมรรควิธี 8 ประการในการดับทุ
โดยสรุปที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ กับอริยะสาวก และปุถุชน โดยธรรมไม่ได้แตกต่างกันแต่อยู่ความแตกต่างของผู้รับฟัง คำว่าอริยะสาวกก็ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ถ้าเป็นปุถุชนธรรมดา ก็ยังมีความยินดียินร้าย ยินดีเมื่อประสบกับโลกธรรมฝ่ายดี คือลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และยินร้ายเมื่อประสบกับโลกธรรมฝ่ายร้าย คือเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์ ไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้น ยังไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า โลกธรรมฝ่ายดีและฝ่ายร้ายนั้น เมื่อเกิดแก่เราแล้ว ทั่นไม่เที่ยง มีทุกข์ และแปรปรวนไม่มีตัวตนที่แท้จริงตามหลักของไตรลักษณ์ หากโลกธรรมไม่ว่าฝ่ายใดเกิดขึ้นหากไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้ว ก็ยังไม่พ้นจากความทุกข์ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
โลกธรรมแปด เมื่อเกิดกับอริยสาวกย่อมตระหนักชัดถึงความเป็นจริงว่า ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนั้นไม่เที่ยงแท่ แปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นไม่สามารถครอบงำจิตได้ ไม่มีความยินดียินร้าย ถือว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง อยู่เหนือโลกธรรมทั้งแปด เหนือพ้นไปจาก ความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นก็คือธรรไม่ว่าที่เป็นที่พึงปรารถนาหรือที่ไม่พึงปรารถนาก็ไม่สามารถเข้ามากระทำครอบงำหรือยำยีจิต หรือสามารถที่จะขจัดความยินดียินร้ายออกไปได้จนหมดสิ้นแล้ว ก็จะทราบหนทางแห่งความสงบเย็นคือนิพาน
อย่างไรก็ตามมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ก็มีทั้งความทุกข์บ้างสุขบ้าง ก็ยังมีโลกธรรมทั้งแปดมาครอบงำ อยู่ในสังคมของเรา ตามเวลาที่ผ่านไป เราเห็นตัวอย่างของโลกธรรมแปดอยู่ตลอดเวลา เห็นคนได้ลาภ และเสื่อมลาภ เห็นคนเคยรวย และกลับยากจน เห็นคนถูกนินทาว่าร้าย บางครั้งเราเองก็เข้าไปผสมโรงอยู่ด้วยอย่างไม่รู้ตัว หรือยากที่จะหลีกเลี่ยง คนเราจะมีความสุขมากหรือทุกข์น้อยลง ก็ตรงที่เราพยายามทำจิตใจให้มั่นคง มีสติละลึกได้ถึง ความทุกข์ จากความเกิด แก่ เจ็บตาย ว่าจะก้าวพ้นไปได้อย่างไรซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้ตรัสไว้เป็นหลักสัจธรรมในอริยสัจสี่ โดยมีมรรควิธี 8 ประการในการดับทุ
วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ทุกช์และการดับทุกข์ในพุทธศาสนา
เพราะศาสนาพุทธกล่าวถึงเรื่องทุกข์ เป็นหลักการสำคัญและเน้นเป็นพิเศษ ดังจะเห็นว่าได้กล่าว่ถึงทุกข์ไว้หลายระดับ ในระดับที่กว้างและลึก ตั้งแต่ทุกข์ในไตรลักษณ์ที่ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งสิ่งที่ไม่มีความรู้สึก และที่มีความรู้สึกแบบคนและสัตว์ หรือกล่าวได้ว่า สิ่งทั้งสิ้นทั้งปวงนั้นไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรมจะอยู่ในลักษณะสามัญ 3 ประการคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งไม่เพียงแต่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีตัวตนหรือไม่ใช่สิ่งที่จะต้องยึดถือ แต่ยังเป็นสิ่งที่ทนอยู่ไม่ได้ ทุกข์จึงอยู่ในสภาวะที่ทนอยู่ไม่ได้ไม่สามารถที่จะทนอยู่ในสภาพเดิม
ทุกข์ที่ปรากฏในอริยสัจ ซึ่งเป็นธรรมนำไปสู่การตรัสรู้ ความสุขทางโลกในอริยสัจ หรือพื้นฐานจริงคือทุกข์ อาจกล่าวได้ว่าความสุขทางโลกนั้นอะไรก็ตามจะนำไปสู่ความทุกข์ อริยสัจจึงจัดเป็นความทุกข์เสียเลย ตัณหาอันเป็นมูลเหตุในความสุขดังกล่าวก็จัดรวมอยู่ในทุกข์ เป็นรากฐานของความทุกข์เป็นสมุทัยคือเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ดังจะเห็นได้ว่าอะไรที่ สวยงาม หล่อ เทห์ ก็จบลงด้วย ความเก่า แก่ และเปลี่ยนสภาพไปในที่สุด ความเพลิดเพลินในอารมณ์ต่างๆ ความสนุกสนานต่างๆ ที่มนุษย์แสวงหา โดยนั่นคิดว่านั่นคือหนทางแห่งการดับทุกข์ แต่แท้ที่จริงเป็นเหตุของความทุกข์ เป็นทุกข์ที่คลุมอยู่ในขนธ์ 5 ซึ่งในทางโลกอาจจะกล่าวได้ว่ามีทั้งสุขทุกข์ คละเคล้ากันไป เพียงแต่ทำอย่างไรให้ทุกข์น้อยลงไปได้ก็คือว่ามีความสุขแล้ว
พุทธศาสนาเป็นศิลป์แห่งการลดความทุกข์ทุกระดับตั้งแต่ระดับในทางโลกไปสู่ ระดับแห่งความหลุดพ้น ถ้าศึกษา เข้าถึง ปฏิบัติอย่างถูกวิธี ที่จะให้ความทุึกข์ลดน้อยลงเรื่อยๆ ต้องถอนตัวออกจากทุข์ ดำรงชีวิตอยู่อย่างชีวิตเข้าไม่ถึง นั่นก็คือไม่เป็นทุกจากความแก่ ความเจ็บ และความตาย จากความพยายามของเองและจากความช่วยเหลือของตัวเอง และสุดท้ายต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ตามพุทธสุภาษิตที่ว่า ตนนั้นแหละเป็นที่พึ่งของตนเอง และหลักการที่ไม่ทำความดีละชั่วทำจิตใจให้สงบ พระพุทธเจ้าเคยกล่าวไว้ว่า “คนทำความชั่วหาความสุขได้ยาก และไม่มีกำลังใดเสมอด้วยกำลังกรรม” นั่นก็แสดงว่าถ้าอยากมีความสุขก็ต้องทำความดี ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสิ่งที่ดี
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมีทั้งความทุกข์ที่เกิดกับกายและใจร่วมกัน เป็นปฏิภาคกันความทุกข์กายก็ก่อให้เกิดทุกข์ทางใจ ทุกข์ทางใจก็ส่งผลให้เกิดทุกข์ทางกาย เมื่อพิจารณาถึงทุกข์ที่เกิดขึ้นในสังคมเราในปัจจุบัน นั้นอาจมองได้ว่ามีปัญหาของสังคมมากมาย ซึ่งกล่าวได้ว่าที่ไหนมีทุกข์ที่นั่นมีปัญหา และมีปัญหาที่ไหนที่นั่นก็มีทุกข์ ถ้าเราพูดว่ามีแต่ปัญหาก็แสดงว่าสังคมนั้นมีแต่ความทุกข์ได้เช่นกัน ถ้ามองในทางสุดโต่งตามหนทางแห่งการหลุดพ้นแล้ว ดังที่ภิษุณี วชิรากล่าวไว้ว่า “ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกช์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด”
ทุกข์ที่ปรากฏในอริยสัจ ซึ่งเป็นธรรมนำไปสู่การตรัสรู้ ความสุขทางโลกในอริยสัจ หรือพื้นฐานจริงคือทุกข์ อาจกล่าวได้ว่าความสุขทางโลกนั้นอะไรก็ตามจะนำไปสู่ความทุกข์ อริยสัจจึงจัดเป็นความทุกข์เสียเลย ตัณหาอันเป็นมูลเหตุในความสุขดังกล่าวก็จัดรวมอยู่ในทุกข์ เป็นรากฐานของความทุกข์เป็นสมุทัยคือเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ดังจะเห็นได้ว่าอะไรที่ สวยงาม หล่อ เทห์ ก็จบลงด้วย ความเก่า แก่ และเปลี่ยนสภาพไปในที่สุด ความเพลิดเพลินในอารมณ์ต่างๆ ความสนุกสนานต่างๆ ที่มนุษย์แสวงหา โดยนั่นคิดว่านั่นคือหนทางแห่งการดับทุกข์ แต่แท้ที่จริงเป็นเหตุของความทุกข์ เป็นทุกข์ที่คลุมอยู่ในขนธ์ 5 ซึ่งในทางโลกอาจจะกล่าวได้ว่ามีทั้งสุขทุกข์ คละเคล้ากันไป เพียงแต่ทำอย่างไรให้ทุกข์น้อยลงไปได้ก็คือว่ามีความสุขแล้ว
พุทธศาสนาเป็นศิลป์แห่งการลดความทุกข์ทุกระดับตั้งแต่ระดับในทางโลกไปสู่ ระดับแห่งความหลุดพ้น ถ้าศึกษา เข้าถึง ปฏิบัติอย่างถูกวิธี ที่จะให้ความทุึกข์ลดน้อยลงเรื่อยๆ ต้องถอนตัวออกจากทุข์ ดำรงชีวิตอยู่อย่างชีวิตเข้าไม่ถึง นั่นก็คือไม่เป็นทุกจากความแก่ ความเจ็บ และความตาย จากความพยายามของเองและจากความช่วยเหลือของตัวเอง และสุดท้ายต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ตามพุทธสุภาษิตที่ว่า ตนนั้นแหละเป็นที่พึ่งของตนเอง และหลักการที่ไม่ทำความดีละชั่วทำจิตใจให้สงบ พระพุทธเจ้าเคยกล่าวไว้ว่า “คนทำความชั่วหาความสุขได้ยาก และไม่มีกำลังใดเสมอด้วยกำลังกรรม” นั่นก็แสดงว่าถ้าอยากมีความสุขก็ต้องทำความดี ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสิ่งที่ดี
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมีทั้งความทุกข์ที่เกิดกับกายและใจร่วมกัน เป็นปฏิภาคกันความทุกข์กายก็ก่อให้เกิดทุกข์ทางใจ ทุกข์ทางใจก็ส่งผลให้เกิดทุกข์ทางกาย เมื่อพิจารณาถึงทุกข์ที่เกิดขึ้นในสังคมเราในปัจจุบัน นั้นอาจมองได้ว่ามีปัญหาของสังคมมากมาย ซึ่งกล่าวได้ว่าที่ไหนมีทุกข์ที่นั่นมีปัญหา และมีปัญหาที่ไหนที่นั่นก็มีทุกข์ ถ้าเราพูดว่ามีแต่ปัญหาก็แสดงว่าสังคมนั้นมีแต่ความทุกข์ได้เช่นกัน ถ้ามองในทางสุดโต่งตามหนทางแห่งการหลุดพ้นแล้ว ดังที่ภิษุณี วชิรากล่าวไว้ว่า “ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกช์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด”
วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
การบรรลุเป็นพระอรหันต์
จิตที่สงบระงับ สุขเย็นเป็นปกติ จิตที่ปล่อยวางทุกข์ วางตัวตนแบบไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นการแยกกายออกจากจิตได้จริง จิตไม่เศร้าหมองผูกพันธ์สิ่งใด จิตไม่เดือดร้อนกระวนกระวายเรื่องใดๆ เมื่อสิ่งใดมากระทบสัมผัสก็รู้ แล้ววางได้ทันที เป็นจิตรที่อยุ่ในทิษฐิธรรมสุขวิหาร เป็นการถึงซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธ ที่ประกอบด้วย ปัญญาวิมุติ กับ เจโตวิมุติอันหลุดพ้นจากสิ่งนั้นๆได้เด็ดขาด ที่ทำงานร่วมกันเป็น สมุจเฉทวิมุติที่แท้จริง เรียกว่า อุปโตภาควิมุติที่พร้อมอยู่ด้วยสมาธิทั้ง 7 คือเป็นอธิจิตที่ประกอบด้วยความฉลาดรอบรู้ ดังนี้
1. สมาธิกุสโล เป็นผู้ฉลาดรู้รอบ รู้ทัน ละเอียดรอบถ้วนถึงจิตในจิตนั้น
2. สมาธิสสมาบัติ รู้รอบในการทำจิตให้เข้าสู่สภาพนั้นๆให้เป็น ให้อยู่ในสภาพนั้นได้เสมอ
3. สมาธิสสฐิติ รู้รอบในการทำจิตให้รับสภาพนั้นให้ตั้งอยู่ ทรงอยู่ แน่วแน่มั่นคงอยู่ได้จริง
4. สมาธิสสวุฏฐาน รู้รอบในการทำจิตให้พ้นจากสภาพนั้นๆ หลุดพ้นเลิกจากสภาพนั้นๆ ได้จริง
5. สมาธิกัลลิต รู้รอบ รู้สึก รู้ละเอียดพร้อม รู้มูล รู้เค้า รู้เรื่อง ของสภาพอย่างนั้นๆ และทำได้ด้วยอย่างเป็นชิ้นเป็นอันแน่ๆ
6. สมาธิสโคจร รู้รอบรู้ละเอียดในอารมณ์ ในความเป็นไปที่ต่อเนื่องมีบทบาทอยู่ตลอดของจิตในอารมณ์ต่างๆ
7. สมาธิอภินิหาร รู้รอบในการทำจิตได้เก่งเชี่ยวชาญ หรือมีกำลังจิตแข็งกล้า สามารถมีฤทธิ์ มีแรง รู้เห็นได้เด่นชัด มากๆ จนเรียกว่าเป็นอภินิหาร ผู้ประกอบด้วยสมาธิอันเป็นอธิจิตทั้ง 7 ย่อมยังจิตให้เป็นไปตามอำนาจได้ หรือการเกิด และไม่เป็นไปตามอำนาจของกิเลส คือกิเลสดับ คือเป็นผู้รู้เกิด รู้ดำ และทำเกิด ทำดับได้แท้จริง ผู้นั้นก็เป็นผู้บรรลุ เป็นพระอรหันต์อย่างแท้จริง
1. สมาธิกุสโล เป็นผู้ฉลาดรู้รอบ รู้ทัน ละเอียดรอบถ้วนถึงจิตในจิตนั้น
2. สมาธิสสมาบัติ รู้รอบในการทำจิตให้เข้าสู่สภาพนั้นๆให้เป็น ให้อยู่ในสภาพนั้นได้เสมอ
3. สมาธิสสฐิติ รู้รอบในการทำจิตให้รับสภาพนั้นให้ตั้งอยู่ ทรงอยู่ แน่วแน่มั่นคงอยู่ได้จริง
4. สมาธิสสวุฏฐาน รู้รอบในการทำจิตให้พ้นจากสภาพนั้นๆ หลุดพ้นเลิกจากสภาพนั้นๆ ได้จริง
5. สมาธิกัลลิต รู้รอบ รู้สึก รู้ละเอียดพร้อม รู้มูล รู้เค้า รู้เรื่อง ของสภาพอย่างนั้นๆ และทำได้ด้วยอย่างเป็นชิ้นเป็นอันแน่ๆ
6. สมาธิสโคจร รู้รอบรู้ละเอียดในอารมณ์ ในความเป็นไปที่ต่อเนื่องมีบทบาทอยู่ตลอดของจิตในอารมณ์ต่างๆ
7. สมาธิอภินิหาร รู้รอบในการทำจิตได้เก่งเชี่ยวชาญ หรือมีกำลังจิตแข็งกล้า สามารถมีฤทธิ์ มีแรง รู้เห็นได้เด่นชัด มากๆ จนเรียกว่าเป็นอภินิหาร ผู้ประกอบด้วยสมาธิอันเป็นอธิจิตทั้ง 7 ย่อมยังจิตให้เป็นไปตามอำนาจได้ หรือการเกิด และไม่เป็นไปตามอำนาจของกิเลส คือกิเลสดับ คือเป็นผู้รู้เกิด รู้ดำ และทำเกิด ทำดับได้แท้จริง ผู้นั้นก็เป็นผู้บรรลุ เป็นพระอรหันต์อย่างแท้จริง
จรณะ 15
รักษาศิล ในการปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์ถึงจิตแท้ ให้หลุดพ้น เป็นการกระทำที่ไม่มีโลภ โกรธ หลง เข้ามาผูกพันธ์อยู่ในจิต การปฏิบัติตนให้อยู่ในศิล ให้ได้ละเอียดขึ้นไปตามระดับ โดยสังวรณ์อยู่ในจรณะ 15 ดังนี้
1 สังวรศิล ประพฤติให้เข้าใจสิ่งดีชั่ว ในบาปบุญ คุณ โทษ ให้บริสุทธิ์ด้วยศิล ให้รู้ว่ามีศิลปกติอยู่ในตน รู้ทัน หลุดพ้นจาก ความโกรธ โลภ หลง ทังหลายทั้งปวง
2. สำรวมอินทรีย์ ระวังตนให้รู้ทั่วพร้อมทั้ง 6 ทวารนอก 6 ทวารใน ที่จะเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากการกระทำนั้นๆ
3. โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักประมาณตน รู้ตนให้พร้อม พอเหมาะ พอควรที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะมีจะเกิดขึ้น ในอาหาร การกิน การใช้จ่าย
4. ชาคิยานุโยคะ พิจารณาควบคุมรู้อยู่ในการกระทำที่พึงประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในการสังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตาทั้ง 3 ข้อให้ถูกต้องตรงจริง
5 ศรัทธา เชื่อมันในหลักธรรมคำสอน ปฏิบัติตน รู้ตน เชื่อมั่นในตนว่าปฏิบัติอยู่ในทางที่ถูกต้องดีงามเป็นมัมมาแล้วจริง มีผลเกิดแล้ว เห็นผลแล้ว พากเพียรตั้งใจประพฤติปฏิบัติให้เกิดผลยิ่งขึ้น
6 หิริ มีความละอายแก่ใจตนเองเมื่อรู้ว่าตนได้กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ ในทางใดทางหนึ่งก็ดี ที่ไม่ถูกไม่ควรแล้ว รู้สึกผิดละอาจตนเอง และจะไม่ทำสิ่งที่ผิดนี้ให้เกิดขึ้นอีกเลย
7 โอตตัปปะ เกรงกลัวต่อบาปกรรมที่ตนได้กระทำสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร ไม่ดีไม่งาม ที่เกิดขึ้นนั้นๆ ระวังควบคุมตนไม่ให้เกิดอีก
8 พหุสัจจะ เห็นอยู่รู้อยู่ เข้าใจอยู่ ในผลของการปฏิบัติ ที่ถูกตรงบริสุทธิ์แท้ พูดจริงทำจริง มีความซื่อสัตย์ ตั้งใจทำจริง ให้ยิ่งๆ ขึ้นอีก
9 วิริยะ พากเพียร ประพฤติปฏิบัติ กระทำตนให้ดีให้ได้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
10. สติ ควบคุมให้รู้ตัวทั่วพร้อม พิจารณารู้อยู่ เป็นอยู่ในการกระทำทวารทั้ง 6 ทวารนอก 6 ทวารใน
11. ปัญญา รู้แจ้งชัดในทุกสิ่งที่เกิด ที่มี ที่ถูก ที่ควร ได้ยิ่งๆ ขึ้น ปล่อยจิต วางจิต ทำจิตให้สงบ เกิดญานทั้ง 4 ในตนแล้ว
12. ปฐมฌาน เข้าสู่ความสงบระงับ จิตสงบ พ้นนิวรณ์ 5 ใจปลอดโปร่งติดอยู่ในอารมณ์เดียว (วิตก) มีวิจาร อ่านอยู่ในอารมณ์นั้น จิตเบิกบานเป็นหนึ่งเป็นอิสระ
13 ทุติยฌาน ระงับวิตกวิจาร มีปิติสุข จิตคิดอ่านอะไร วางวิตก วิจาร จิตเบิกบาน เสวยปิติสุขอยุ่
14. ตติยฌาน ระงับบปิติ หมดความรู้สึกปิติ มีสติสัมปชัญญะ ควบคุมตนเอง รู้ตนเองชัด ขณะจิตสงบเสวยสุขอยู่
15. จตุตฌาน ระดับสุขเป็นอุเบกขา เฉยวางสุข จิตผ่องใส สงบบริสุทธิ์ เป็นเอกถตาจิต จิตเป็นหนึ่ง ที่ประกอบด้วยมรรคมีองค์ 8 ถูกต้อง
เอกสารอ้างอิง หลักการปฏิบัติตนที่จะให้บริสุทธิ์ ส.ศิลป 2525
1 สังวรศิล ประพฤติให้เข้าใจสิ่งดีชั่ว ในบาปบุญ คุณ โทษ ให้บริสุทธิ์ด้วยศิล ให้รู้ว่ามีศิลปกติอยู่ในตน รู้ทัน หลุดพ้นจาก ความโกรธ โลภ หลง ทังหลายทั้งปวง
2. สำรวมอินทรีย์ ระวังตนให้รู้ทั่วพร้อมทั้ง 6 ทวารนอก 6 ทวารใน ที่จะเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากการกระทำนั้นๆ
3. โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักประมาณตน รู้ตนให้พร้อม พอเหมาะ พอควรที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะมีจะเกิดขึ้น ในอาหาร การกิน การใช้จ่าย
4. ชาคิยานุโยคะ พิจารณาควบคุมรู้อยู่ในการกระทำที่พึงประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในการสังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตาทั้ง 3 ข้อให้ถูกต้องตรงจริง
5 ศรัทธา เชื่อมันในหลักธรรมคำสอน ปฏิบัติตน รู้ตน เชื่อมั่นในตนว่าปฏิบัติอยู่ในทางที่ถูกต้องดีงามเป็นมัมมาแล้วจริง มีผลเกิดแล้ว เห็นผลแล้ว พากเพียรตั้งใจประพฤติปฏิบัติให้เกิดผลยิ่งขึ้น
6 หิริ มีความละอายแก่ใจตนเองเมื่อรู้ว่าตนได้กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ ในทางใดทางหนึ่งก็ดี ที่ไม่ถูกไม่ควรแล้ว รู้สึกผิดละอาจตนเอง และจะไม่ทำสิ่งที่ผิดนี้ให้เกิดขึ้นอีกเลย
7 โอตตัปปะ เกรงกลัวต่อบาปกรรมที่ตนได้กระทำสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร ไม่ดีไม่งาม ที่เกิดขึ้นนั้นๆ ระวังควบคุมตนไม่ให้เกิดอีก
8 พหุสัจจะ เห็นอยู่รู้อยู่ เข้าใจอยู่ ในผลของการปฏิบัติ ที่ถูกตรงบริสุทธิ์แท้ พูดจริงทำจริง มีความซื่อสัตย์ ตั้งใจทำจริง ให้ยิ่งๆ ขึ้นอีก
9 วิริยะ พากเพียร ประพฤติปฏิบัติ กระทำตนให้ดีให้ได้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
10. สติ ควบคุมให้รู้ตัวทั่วพร้อม พิจารณารู้อยู่ เป็นอยู่ในการกระทำทวารทั้ง 6 ทวารนอก 6 ทวารใน
11. ปัญญา รู้แจ้งชัดในทุกสิ่งที่เกิด ที่มี ที่ถูก ที่ควร ได้ยิ่งๆ ขึ้น ปล่อยจิต วางจิต ทำจิตให้สงบ เกิดญานทั้ง 4 ในตนแล้ว
12. ปฐมฌาน เข้าสู่ความสงบระงับ จิตสงบ พ้นนิวรณ์ 5 ใจปลอดโปร่งติดอยู่ในอารมณ์เดียว (วิตก) มีวิจาร อ่านอยู่ในอารมณ์นั้น จิตเบิกบานเป็นหนึ่งเป็นอิสระ
13 ทุติยฌาน ระงับวิตกวิจาร มีปิติสุข จิตคิดอ่านอะไร วางวิตก วิจาร จิตเบิกบาน เสวยปิติสุขอยุ่
14. ตติยฌาน ระงับบปิติ หมดความรู้สึกปิติ มีสติสัมปชัญญะ ควบคุมตนเอง รู้ตนเองชัด ขณะจิตสงบเสวยสุขอยู่
15. จตุตฌาน ระดับสุขเป็นอุเบกขา เฉยวางสุข จิตผ่องใส สงบบริสุทธิ์ เป็นเอกถตาจิต จิตเป็นหนึ่ง ที่ประกอบด้วยมรรคมีองค์ 8 ถูกต้อง
เอกสารอ้างอิง หลักการปฏิบัติตนที่จะให้บริสุทธิ์ ส.ศิลป 2525
วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
การใช้เวทนาเป็นวัตถุศึกษาตามแนวพุทธทาส
การศึกษาศาสนาพุทธตามวิถีทางวิทยาศาสตร์ นำเอาเวทนามาเป็นวัตถุศึกษา ถือเป็นเรื่องระดับเดียวกับวัตถุธรรม คิดให้เป็นระบบจิตใจ(metality) ที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับร่างกาย ถือเป็นเรื่องเดียวกันกับร่างกาย (พุทธทาส,เหนือวิทยาศาสตร์) และที่สูงขึ้นไปของระบบทางจิต เป็นเรื่องของสติปัญญาล้วนๆ เป็นจิตวิญญาณ (spiritual) พูดง่ายๆคือท่านพุทธทาสให้ศึกษาจิตกับกายไปพร้อมๆกันดังในขันธ์ 5 รูปก็คือกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หลังสุดก็คือจิต วัตถุศึกษาก็คือขันธ์ 5 นั่นเอง
ญาณทัศนะที่เป็นปัญญาใช้ศึกษารูปร่างกายที่เป็นวัตถุ ศึกษาจิตในเรื่องเกี่ยวกับจิตใจหรือความรู้สึกของจิตในลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุ แต่คำที่พูดมักจะพูดกันว่า กาย จิต และวิญญาณ คำว่าวิญญาณหลังสุดไม่ใช่เรื่องของจิต ไม่ใช่วิญญาณในขันธ์ 5 (พุทธทาษ) ซึ่งใช้คำว่าจิตวิญญาณ โดยท่านพุทธทาษยกเปรียบเทียบให้เห็นคือ เมื่อป่วยทางจิตก็ไปหาหมอโรคจิต เป็นโรคทางวิญญาณต้องไปหาพระพุทธเจ้า โดยศึกษาให้รู้ว่ากิเลสคืออะไร ความทุกข์คืออะไร อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ในทางพุทธศาสนาถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ยังเป็นโรคทางวิญญาณอยู่ทั้งสิ้น คือถ้าระบบจิตวิญญาณเราเสียไปก็จะเกิดอาการโง่ในเรื่องของการดับทุกข์ ในภาษาบาลีใช้คำว่าจิตแทนวิญญาณ
เมื่อเอาเวทนาหรือความรู้สึกเป็นวัตถุศึกษา เช่นเดียวกับที่วิทยาศาสตร์นำเอาวัตถุต่างๆ มาศึกษา โดยความรู้สึกของคนแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คนทั่วไปจะรู้จักกันดี 3 ประเภทคือสุขเวทนา ทุกขเวทนาและอสุขอทุกขเวทนา ท่านพุทธทาษได้เปรียบเทียบสุขเวทนาเป็น”กูได้กำไร” ทุกขเวทนาว่า “กูขาดทุน” และอสุขอทุกขเวทนาว่า “กุเสมอตัว”
ส่วนประเภทที่ 4 คือนิพเพธิกะพาติยะสัญญา เป็นความรู้ที่เห็นแจ้งแทงตลอดสามประเภทแรกข้างต้นว่า ทุกขเวทนาทำเกิดโทษะ สุขเวทนาทำให้ดีใจลิงโลดเกิดโลภะ ส่วนอทุกข์อสุขก็ยังลังเลสงสัย ยังมีหวังเกิดโมหะ สำหรับในประเภทที่ 4 นั้นทำให้รู้ว่ายังโลภ โกรธ หลง หรือ โลภะ โทษะ โมหะไปตามเวทนาเหล่านั้น
จากการที่ท่านพุทธทาสเปรียบเทียบทุกขเวทนาว่าเป็นการขาดทุน สุขเวทนาเป็นการได้กำไร และอทุกข์อสุขเวทนาว่าเสมอตัว โดยคนทั่วไปจะยินดีเมื่อได้กำไร เสียใจเมื่อขาดทุน ยังมีความหวังต่อไปเมื่อเสมอทุน ในประเด็นหลังสุดอาจเทียบเคียงได้กับโชคร้าย โชคดี และที่เป็นกลางๆ ไม่ถึงกับโชคดีหรือโชคร้าย และทั้งสามดังกล่าวนั้นถือว่ายังไม่มีอะไรดีพิเศษในทางพุทธศาสนา ยังมีกิเลส ยังโง่ไปตามเวทนาเหล่านั้น
ดังนั้นจึงมีคำสอนให้เราไม่โง่ไปตามกำไร ขาดทุนและเสมอตัว แต่จงนำมาใช้ให้เกิดความฉลาด ให้เกิดปัญญาจากเวทนาทั้ง 3 ดังกล่าว ไม่โง่ไปตามอวิชา ความยึดมั่นถือมั่น หรือมีอวิชชาก็เกิดอุปาทาน ได้อย่างใจก็ดีใจ ไม่ได้อย่างใจก็เสียใจหรือโกรธ
เส้นทางที่ถูกต้องนั้นความรู้สึกจะต้องเกิดขึ้นตามกฏของธรรมชาติ เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทธรรม ให้เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิตรู้แล้วไม่ยินดียินร้าย อย่าให้จิตยึดมั่นในเวทนา แต่ให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่เป็นวิทยาศาสตร์ดังในอริยสัจจ์สี่ และปฏิจจสมุปบาท
ความเกิด ความแก่ ความตายมีอยู่ตามธรรมชาติ ตามธรรมดาทั่วไปไม่เป็นทุกข์ จะเป็นทุกข์ก็ต่อเมือ่ไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นชาติ เป็นตัวกู ของกู เป็นความแก่ของเรา เป็นความตายของเรา เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่าเราเป็น ว่าเป็นของเรานั้น เป็นตัวทุกข์นั่นเอง
ญาณทัศนะที่เป็นปัญญาใช้ศึกษารูปร่างกายที่เป็นวัตถุ ศึกษาจิตในเรื่องเกี่ยวกับจิตใจหรือความรู้สึกของจิตในลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุ แต่คำที่พูดมักจะพูดกันว่า กาย จิต และวิญญาณ คำว่าวิญญาณหลังสุดไม่ใช่เรื่องของจิต ไม่ใช่วิญญาณในขันธ์ 5 (พุทธทาษ) ซึ่งใช้คำว่าจิตวิญญาณ โดยท่านพุทธทาษยกเปรียบเทียบให้เห็นคือ เมื่อป่วยทางจิตก็ไปหาหมอโรคจิต เป็นโรคทางวิญญาณต้องไปหาพระพุทธเจ้า โดยศึกษาให้รู้ว่ากิเลสคืออะไร ความทุกข์คืออะไร อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ในทางพุทธศาสนาถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ยังเป็นโรคทางวิญญาณอยู่ทั้งสิ้น คือถ้าระบบจิตวิญญาณเราเสียไปก็จะเกิดอาการโง่ในเรื่องของการดับทุกข์ ในภาษาบาลีใช้คำว่าจิตแทนวิญญาณ
เมื่อเอาเวทนาหรือความรู้สึกเป็นวัตถุศึกษา เช่นเดียวกับที่วิทยาศาสตร์นำเอาวัตถุต่างๆ มาศึกษา โดยความรู้สึกของคนแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คนทั่วไปจะรู้จักกันดี 3 ประเภทคือสุขเวทนา ทุกขเวทนาและอสุขอทุกขเวทนา ท่านพุทธทาษได้เปรียบเทียบสุขเวทนาเป็น”กูได้กำไร” ทุกขเวทนาว่า “กูขาดทุน” และอสุขอทุกขเวทนาว่า “กุเสมอตัว”
ส่วนประเภทที่ 4 คือนิพเพธิกะพาติยะสัญญา เป็นความรู้ที่เห็นแจ้งแทงตลอดสามประเภทแรกข้างต้นว่า ทุกขเวทนาทำเกิดโทษะ สุขเวทนาทำให้ดีใจลิงโลดเกิดโลภะ ส่วนอทุกข์อสุขก็ยังลังเลสงสัย ยังมีหวังเกิดโมหะ สำหรับในประเภทที่ 4 นั้นทำให้รู้ว่ายังโลภ โกรธ หลง หรือ โลภะ โทษะ โมหะไปตามเวทนาเหล่านั้น
จากการที่ท่านพุทธทาสเปรียบเทียบทุกขเวทนาว่าเป็นการขาดทุน สุขเวทนาเป็นการได้กำไร และอทุกข์อสุขเวทนาว่าเสมอตัว โดยคนทั่วไปจะยินดีเมื่อได้กำไร เสียใจเมื่อขาดทุน ยังมีความหวังต่อไปเมื่อเสมอทุน ในประเด็นหลังสุดอาจเทียบเคียงได้กับโชคร้าย โชคดี และที่เป็นกลางๆ ไม่ถึงกับโชคดีหรือโชคร้าย และทั้งสามดังกล่าวนั้นถือว่ายังไม่มีอะไรดีพิเศษในทางพุทธศาสนา ยังมีกิเลส ยังโง่ไปตามเวทนาเหล่านั้น
ดังนั้นจึงมีคำสอนให้เราไม่โง่ไปตามกำไร ขาดทุนและเสมอตัว แต่จงนำมาใช้ให้เกิดความฉลาด ให้เกิดปัญญาจากเวทนาทั้ง 3 ดังกล่าว ไม่โง่ไปตามอวิชา ความยึดมั่นถือมั่น หรือมีอวิชชาก็เกิดอุปาทาน ได้อย่างใจก็ดีใจ ไม่ได้อย่างใจก็เสียใจหรือโกรธ
เส้นทางที่ถูกต้องนั้นความรู้สึกจะต้องเกิดขึ้นตามกฏของธรรมชาติ เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทธรรม ให้เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิตรู้แล้วไม่ยินดียินร้าย อย่าให้จิตยึดมั่นในเวทนา แต่ให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่เป็นวิทยาศาสตร์ดังในอริยสัจจ์สี่ และปฏิจจสมุปบาท
ความเกิด ความแก่ ความตายมีอยู่ตามธรรมชาติ ตามธรรมดาทั่วไปไม่เป็นทุกข์ จะเป็นทุกข์ก็ต่อเมือ่ไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นชาติ เป็นตัวกู ของกู เป็นความแก่ของเรา เป็นความตายของเรา เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่าเราเป็น ว่าเป็นของเรานั้น เป็นตัวทุกข์นั่นเอง
วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
108 เวทนา
ที่พูดกันทั่วไปว่าน่าเวทนา นั้นคงจะมีความหมายไปในทางที่รู้สึกสะเทือนใจ น่าสงสาร ซึ่งคงจะมีที่มาจากการเกิดผัสสะ โดยทั่วไปเวทนาจัดอยู่ในส่วนที่เรียกว่าขันธ์ 5 ที่แบ่งรูปนาม หรือ กายใจออกเป็น 5 หมวด ตามความหมายของเวทนาคือการเสวยอารมณ์ หรือความรู้สึก จะแบ่งเวทนาออกได้ดังนี้
เวทนา 2 คือ (1)เวทนาทางกายหรือ กายิกเวทนา และ (2)เวทนาทางใจหรือเจตสิกเวทนา
เวทนา 3 คือ (1)สุขเวทนา (2)ทุกขเวทนา (3)อทุกขมสุขเวทนา
เวทนา 5 1. สุข การสบายทางกาย
2. ทุกข์ ไม่สบายทางกาย
3. โสมนัส สบายใจ สุขใจ
4. โทมนัส เสียใจ ทุกข็ใจ
5. อุเบกขา รู้สึกเฉยๆ ไม่ทุกข์ ไม่สุข
เวทนา 6 คือเวทนาที่เกิดขึ้นจากผัสะ 6 ทางที่เรียกว่าทวาร 6คือทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ จากเวทนา 6 เมื่อพิจารณาตามเวทนา 3 จะได้เป็น 6x3 =18 และเมื่อพิจารณาตามเวทนา 2 (ซึ่งชาวบ้านมักจะเน้นทางกายส่วนผู้เป็นอริยะบุคลจะพิจารณาทางใจ)จะได้ 18x 2 = 36 จากนี้ถ้าพิจารณาตามกาล อดีต ปัจจุบัน อนาคต เวทนาก็จะเป็น 36x3 = 108 เวทนาด้วยประการฉะนี้
เวทนา 2 คือ (1)เวทนาทางกายหรือ กายิกเวทนา และ (2)เวทนาทางใจหรือเจตสิกเวทนา
เวทนา 3 คือ (1)สุขเวทนา (2)ทุกขเวทนา (3)อทุกขมสุขเวทนา
เวทนา 5 1. สุข การสบายทางกาย
2. ทุกข์ ไม่สบายทางกาย
3. โสมนัส สบายใจ สุขใจ
4. โทมนัส เสียใจ ทุกข็ใจ
5. อุเบกขา รู้สึกเฉยๆ ไม่ทุกข์ ไม่สุข
เวทนา 6 คือเวทนาที่เกิดขึ้นจากผัสะ 6 ทางที่เรียกว่าทวาร 6คือทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ จากเวทนา 6 เมื่อพิจารณาตามเวทนา 3 จะได้เป็น 6x3 =18 และเมื่อพิจารณาตามเวทนา 2 (ซึ่งชาวบ้านมักจะเน้นทางกายส่วนผู้เป็นอริยะบุคลจะพิจารณาทางใจ)จะได้ 18x 2 = 36 จากนี้ถ้าพิจารณาตามกาล อดีต ปัจจุบัน อนาคต เวทนาก็จะเป็น 36x3 = 108 เวทนาด้วยประการฉะนี้
การปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์
การปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์วิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือการกำหนดพิจารณาลมหายใจได้แก่อาณาปานสติ โดยมีฐานที่ตั้งที่เรียกว่ากรรมฐานระดับต้นหรือการศึกษาเรื่องของกาย กรรมฐานระดับกลางและระดับสูง นั้นพิจารณา เวทนา จิต ธรรม หรือศึกษาในเรื่องของใจ
การกำหนดลมหายใจในกรรมฐานระดับต้นที่เรียกว่าสมถกรรมฐานจะศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับกายที่เรียกว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดศิลและสมาธิ
การกำหนดลมหายใจกรรมฐานระดับกลางคือสมถะกรรมฐานและร่วมด้วยวิปัสนากรรมฐาน จะพิจารณา เวทนา จิต อันได้แก่ เวทนานุปัสนา และจิตตานุปัสนาเพื่อให้เกิดปัญญา
การกำหนดลมหายใจในระดับสูงสุดรือวิปัสนากรรมฐานล้วนๆ ได้แก่ธัมมานุปัสนาเพื่อให้เกิดปัญญาเพื่อบรรลุธรรม จากพระโสดาบัน ไปจนถึงพระอรหันต์
โดยสรุปการปฏิบัติอารณาปานสติเพื่อเข้าถึงกรรมฐานด้วยสติปัฏฐาน 4 คือกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสนา และธัมมาสุปัสนา โดยได้ผลตามไตรสิกขาคือ ศิล สมาธิ และปัญญา
การกำหนดลมหายใจในกรรมฐานระดับต้นที่เรียกว่าสมถกรรมฐานจะศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับกายที่เรียกว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดศิลและสมาธิ
การกำหนดลมหายใจกรรมฐานระดับกลางคือสมถะกรรมฐานและร่วมด้วยวิปัสนากรรมฐาน จะพิจารณา เวทนา จิต อันได้แก่ เวทนานุปัสนา และจิตตานุปัสนาเพื่อให้เกิดปัญญา
การกำหนดลมหายใจในระดับสูงสุดรือวิปัสนากรรมฐานล้วนๆ ได้แก่ธัมมานุปัสนาเพื่อให้เกิดปัญญาเพื่อบรรลุธรรม จากพระโสดาบัน ไปจนถึงพระอรหันต์
โดยสรุปการปฏิบัติอารณาปานสติเพื่อเข้าถึงกรรมฐานด้วยสติปัฏฐาน 4 คือกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสนา และธัมมาสุปัสนา โดยได้ผลตามไตรสิกขาคือ ศิล สมาธิ และปัญญา
วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ธรรมจักรกับกวางหมอบ
เมื่อเราไปที่วัดบ่อยครั้งที่พบรูปธรรมจักร เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดถึงที่ไปที่มานักว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร เคยมีผู้พยายามให้ความหมายที่เป็นวงล้อแห่งธรรม เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศให้ชาวโลกได้นำไปยึดถือปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ ที่จะขับเคลื่อนธรรมให้คงอยู่คู่กับโลก แต่ในบางที่นอกจากจะมีรูปธรรมจักรดังกล่าวแล้วยังมีรูปกวางเหลียวหลังหมอบอยู่ด้านล่าง จึงน่าจะมีความหมายอะไรสักอย่าง
นั้นมีความเป็นมาในทางพุทธศาสนาในยุคต้น ที่ได้รับอิทธิพลจากคติของชนเผ่าทราวิฆซึ่งพูดภาษาทมิฬ เป็นชนเผ่าที่ครอบครองอินเดียอยู่ก่อนที่ชาวอารยันบุกรุกดินแดนอินเดีย พวกทราวิฆเป็นพวกที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมของตัวเองแล้ว พวกอารยันเองก็ได้รับอารยธรรมของพวกทราวิฆ
พวกทราวิฆมีลัทธิศาสนาที่นับถือบูชาพระศิวะ หรือพระวิษณุ ลัทธิบูชาเจ้าแม่กาลี (พระอุึมา) และพระศรี (ลักษมีชายาพระวิษณุ) และใช้รูปกวางเหลียวหลังหมอบอยู่ใต้แท่นรูปเคารพ เช่นเดียวกับพุทธศาสนายุคต้น โดยถือว่ากวางเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ แต่สัญลักษณ์นี้น่าจะมีทีหลังเพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับคนที่เชื่อลัทธิอื่นให้หันมาสนใจพุทธศาสนาก็เป็นได้ เป็นการประสานระหว่างของเก่าและของใหม่ให้ไปด้วยกันได้ เหมือนกับที่เรียกกันในปัจจุบันว่าสมานฉันท์
ในอีกทางหนึ่งเป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีร์ในครั้งแรกด้วย ด่วยหลักธรรมที่เรียกว่าธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร ทีเปรียบธรรมจักรเหมือนวงล้อราชรถที่พระพุทธองค์เป็นสารถี ทำให้วงล้อธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธมาก่อนที่จะเป็นพระพุทธรูป ส่วนกวางหมอบที่อยู่ข้างธรรมจักรนั้น อาจเป็นไปได้ว่าได้ปฐมเทศนาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งมีกวางอาศัยเป็นจำนวนมาก
นั้นมีความเป็นมาในทางพุทธศาสนาในยุคต้น ที่ได้รับอิทธิพลจากคติของชนเผ่าทราวิฆซึ่งพูดภาษาทมิฬ เป็นชนเผ่าที่ครอบครองอินเดียอยู่ก่อนที่ชาวอารยันบุกรุกดินแดนอินเดีย พวกทราวิฆเป็นพวกที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมของตัวเองแล้ว พวกอารยันเองก็ได้รับอารยธรรมของพวกทราวิฆ
พวกทราวิฆมีลัทธิศาสนาที่นับถือบูชาพระศิวะ หรือพระวิษณุ ลัทธิบูชาเจ้าแม่กาลี (พระอุึมา) และพระศรี (ลักษมีชายาพระวิษณุ) และใช้รูปกวางเหลียวหลังหมอบอยู่ใต้แท่นรูปเคารพ เช่นเดียวกับพุทธศาสนายุคต้น โดยถือว่ากวางเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ แต่สัญลักษณ์นี้น่าจะมีทีหลังเพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับคนที่เชื่อลัทธิอื่นให้หันมาสนใจพุทธศาสนาก็เป็นได้ เป็นการประสานระหว่างของเก่าและของใหม่ให้ไปด้วยกันได้ เหมือนกับที่เรียกกันในปัจจุบันว่าสมานฉันท์
ในอีกทางหนึ่งเป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีร์ในครั้งแรกด้วย ด่วยหลักธรรมที่เรียกว่าธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร ทีเปรียบธรรมจักรเหมือนวงล้อราชรถที่พระพุทธองค์เป็นสารถี ทำให้วงล้อธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธมาก่อนที่จะเป็นพระพุทธรูป ส่วนกวางหมอบที่อยู่ข้างธรรมจักรนั้น อาจเป็นไปได้ว่าได้ปฐมเทศนาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งมีกวางอาศัยเป็นจำนวนมาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)