หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคม วัฒนธรรม การเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคม วัฒนธรรม การเมือง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เรื่องเล่าคนขี้เกียจ

เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ในจังหวัดหนึ่ง ได้ว่าจ้างคนงานราว 50 คนทำงานในไร่ เขาลงความเห็นว่าไม่มีใครเลยที่จะทำงานหนักได้ตามที่คาดหวังให้ทำเลย วันหนึ่งเจ้าของฟาร์มได้ความคิดเป็นอุบายเพื่อที่จะไม่ให้คนงานขี้เกียจ เขาได้เรียกคนงานทุกคนมาประชุมพร้อมกัน และพูดขึ้นว่า "ผมมีงานที่ง่ายมากๆ ให้สำหรับคนขี้เกียจในฟาร์ม ฉะนั้นคนที่ขี้เกียจที่สุดให้ก้าวออกมาข้างหน้า" คนงานทุกคนก้าวออกไปข้างหน้า ยกเว้นคนงานคนหนึ่งที่ไม่ยอมก้าวออกมา เจ้าของฟาร์มก็เลยถามคนงานนั้นว่า "ทำไม่ไม่ก้าวออกมาเหมือนคนอื่นๆ ก็ได้รับคำตอบจากคนงานนั้นว่า "ยังมีปัญหาอุปสรรค์มากเกินไป"

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รัก ชอบ และหลง

มีการนิยามความรักไว้หลายอย่าง แต่ทุกความหมายก็เป็นไปในทางที่ดี และส่วนมากความรักมักจะนิยามไปในทางที่ ความรักคือการเสียสละ ความรักคือการให้อภัย ความรักคือการให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน และความรักคือความปรารถนาที่อยากให้คนที่รักมีความสุข ความรักคือการทำให้คนที่รักมีความสุขโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ
อย่างไรก็ตามการที่เราจะรักใครสักคนไม่ใช่่อยู่ดีๆ เราจะไปรักใครได้ เราต้องรู้จัก เราต้องมีความสัมพันธ์ มีทัศนะที่ตรงกันหรือใกล้เคียงกัน  คนที่รักกันก็มักจะรักชอบในสิ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่จะก่อให้เกิดความรัก   ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบใด ระหว่างเพื่อน ระหว่างคนรักและหนุ่มสาว ระหว่างพ่อแม่ลูก ผู้รับอุปถัมป์กับผู้อุปถัมป์ ระหว่างผู้ให้และผู้รับ ความสัมพันธ์ระหว่างกันดังกล่าวถ้าพัฒนาไปเป็นความรักที่แท้คือเสียสละไม่ต้องการสิ่งตอบแทน และถ้าเป็นความรักเทียมหรือหลงไปที่อาจก่อให้เกิดการ หึงหวง ทวงบุญคุณ หรือก่อให้เกิดความเคียดแค้นก็เป็นได้
ความรักบางครั้งก็ไม่มีเหตุผลอะไร ถ้าใครจะรักชอบใครด้วยเหตุผลใด เพราะเมื่อรักแล้วไม่ว่าเขาจะรักหรือไม่รักรักตอบ เขาจะดีหรือไม่ดี ก็ยังรักอยู่ ให้อภัยอยู่ ซึ่งอาจคิดได้ว่าเหมือนกับหลง คิดว่าเป็นความรักแท้บริสุทธิ์ ถ้ายังรักคนที่กระทำในสิ่งไม่ถูกต้อง นำความเดือดร้อนมาให้ผู้อื่นละก็น่าจะเป็นความหลงเสียมากกว่า ถ้ายังรักอยู่ก็ต้องช่วยให้คนที่รักนั้นหลุดพ้นจากความไม่ดีทั้งปวงให้ได้ คิดไปคิดมาความรักที่แท้อันเป็นอุดมคตินั้นหายากเพราะคงจะต้องรักมวลมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม ถ้าใครทำได้เช่นนี้ก็น่าจะเรียกว่ารักบริสุทธิ์ได้ เพราะในทางโลกๆ นั้นความรักจำกัดเฉพาะคนใกล้ชิด ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน ที่ยังคงมีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง กันอยู่่ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามก็อยากให้มีรักบริสุทธิ์หรือรักที่แท้กันให้มากๆ แล้วสังคมเราจะอยู่่เป็นสุขไม่วุ่นวายอย่างทุกวันนี้

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

ประชาธิปไตย 3 วินาที

เป็นการประชดประชันสำหรับประชาธิปไตยบ้านเรา ที่สนใจตอนกาบัตรเลือกตั้ง 3 วินาทีเท่านั้นจากนั้นก็ไม่ได้สนใจใส่ใจอะไร  ในทางที่ถูกนั้นไม่ใช่เฉพาะตอนที่เลือก ต้องมีความสำนึกประชาธิปไตยด้วย ในประเทศอินเดียใครมาให้เงินชักจูงให้รับเงิน แม้จะยากจนข้นแค้นอย่างไร ก็จะไม่เลือกคนที่มาซื้อเสียงลักษณะนั้น ไม่นานก็ไม่มีคนมาซื้อเสียงอีกต่อไป

ประชาธิปไตยต้องดูแบด้วยว่าเลือกไปแล้วทำได้ตามที่หาเสียงหรือไม่ ไปทำผิดหรือไม่ ต้องมีปฏิกิริยาไม่เห็นด้วย ต้องแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่ง และต่อมาเมื่อมีรัฐบาลแน่นอนว่ารัฐบาลต้องรับใช้ประชาชนไม่ใช่ปราบปรามประชาชนที่เห็นแย้ง อยากให้ยึดหลักของประเทศเยอรมันที่บัญญัติไว้เลยว่ารัฐบาลต้องรับใช้ประชาชน การศึกษาจะต้องเป็นไปในแนวทางที่ชี้ให้เห็นประโยชน์สาธารณะมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

การคลอดลูกของเงาะซาไกที่ไม่ธรรมดา

การคลอดลูกสำหรับคนเมืองดูเหมือนว่าจะเป็นที่กังวลสำหรับพ่อแม่ แต่มนุษย์ซาไกเมื่อเวลาจะคลอดลูก ผู้หญิงจะออกไปคลอดลูกเองโดยไม่ต้องมีใครช่วย ห้ามสามีตามไปดูไปช่วย โดยเตรียมไม้ไผ่ที่เหลาให้คมด้านหนึ่งห่อผ้าไว้สำหรับตัดสายสะดือ การคลอดลุกก็จะเลือกเอาบริเวณลำธารน้ำไหล ก็คือใช้ล้างตัวลูกเมื่อคลอดเสร็จ แล้วอุ้มลูกกลับมาบ้าน แสดงว่าคลอดเสร็จไม่ต้องอยู่ไฟ ไม่ต้องพักฟื้น แต่ยังไม่มีสถิติที่จะบอกได้ว่าสำเหร็จ กี่เปอร์เซ็นต์โดยแม่ลูกปลอดภัยไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

ตัวชี้วัดมวลรวมความสุขประเทศไทย

แกลล็อปโพลได้ออกแบบสำรวจเพื่อวัดหามวลรวมความสุขของประเทศทั่วโลกจำนวน 155 ประเทศ ในช่วงปี 2005-2009 สำหรับประเทศไทยนั้นเรามีมวลรวมความสุขอยู่ในกลุ่มเดียวกับเดนมาร์ค ฟิลแลน ได้ 20 คะแนนดีกว่าประเทศอินเดีย ฟิลิปบิน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซีย เสียอีก


ในภาพรวมประเทศก็ยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ สมาคมการท่องเที่ยวนานาชาติก็เคยโหวตให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดถึงสองปีซ้อน แนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงก็น่าจะเป็นส่วนที่ทำให้มวลรวมความสุขอยู่ในระดับที่ดีได้ จึงน่าจะสนับสนุนส่งเสริมกันจริงจัง และหากเราได้ยึดเอาพระธรรมคำสอนมาใช้ในวิถีชีวิตด้วยแล้วมวลรวมความสุขก็น่าจะดีข้นกว่านี้

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สู้เพื่อเธอออกซานซูจี

สู้เพื่อเธอออกซานซูจี เป็นชื่อภาพยนต์ในชื่อภาษาอังกฤษว่า Beyon Rangoon เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกรุ๊ฟทัวที่ไม่เที่ยวพม่าขณะที่มีการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลเผด็จการพม่าครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่นักศึกษาพระภิกษุได้ออกมาเดินขบวน โดยมีกระบวนการที่เป็นแนวร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ก็ถูกรัฐบาลพม่าปราบปรามโดยใช้อาวุธจริงตายไปหลายพันคนขณะนั้น


ภาพยนต์ดำเนินเรื่องให้หมอหญิงสาวชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เพิ่งสูญเสียบุตรชายและสามีจากการถูกฆาตกรรม และเดินทางมาท่องเที่ยวกับกรุ๊ฟทัวร์นี้ด้วย ได้มีโอกาสเข้าร่วมกับผู้ชุมนุมและได้พบกับอองซานซูจี ทหารที่ถูกส่งมาปราบก็ยังไม่กล้ายิงอองซานซูจี ตัวเอกของเรื่องคือหมอที่ได้มีโอกาสไปเดินทางไปอยู่รอบนอกกรุงย่างกุ้ง ที่ต้องให้ความช่วยเหลือผู้นำทางที่ถูกทหารยิง ได้เห็นทหารยิงผู้คนอย่างโหดเหี้ยม และต้องหนีหัวซุกหัวซุนด้วยเพราะหนังสือเดินทางหาย

ฉากที่มีการเข้าร่วมการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนนั้น มีตอนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่อาจเป็นตำรวจมาไล่ยิง นั้นมีเพียงสองสามคนแต่ประชาชนจำนวนมาก(น่าจะถูกประชาชนรุมประชาทันฑ์) และตอนที่ทหารอาวุธครบมือประจันหน้ากับมอบที่มีคนมากกว่าหลายเท่า แต่ก็ไม่อาจทัดทานทหารได้เพราะใช้กระสุนจริงผู้ชุมนุมก็ต้องกระเจิงหนีเอาชีวิตรอด ทั้งหมอสาวและผู้นำทางที่ได้รับบาดเจ็บปางใต้นั้นกว่าจะช่วยชีวิตไว้ได้ก็ต้องคอยหลบหลีกทหารและด่านตรวจ สุดท้ายก็หนีเข้าประเทศไทยทางชายแดนที่ติดกับพม่า เห็นตอนนี้แล้ว ทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยเป็นดินแดนเสรีเป็นที่พักพิงของผู้หลี้ภัย เป็นดินแดนที่ปลอดภัยนั่นเอง ผู้นสนใจหาดูภาพยนต์นี้ได้ที่ สำนักงานฝ่ายบริการข้อมูลสารสนเทศ ศูนย์วิทยาศาสตร์ห้อง13104 เป็นดีวีดี หมายเลข 2414 ให้บริการโดยกองทุนคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นชาติ

มีอยู่บ่อยครั้งที่เราเอ่ยถึงคำว่าชาติ ประเทศชาติ เพื่อชาติ เราพูดติดปากเหมือนกับว่ารู้ความหมายดีโดยอัตโนมัติ ซึ่งเมือถามกันดูจะได้คำตอบวาชาติก็คือประเทศ ประเทศก็คือพื้นที่ และทุกอย่างที่รวมอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย ซึ่งพอสรุปได้คือ


1. ประชากร ความรู้ความสามารถของประชากร หน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ ที่ประสบผลสำเร็จ รวมถึงบุคลลที่ประสบผลสำเร็จ

2. ทรัพยากรของชาติ ทั้งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และที่สร้างสรรค์ขึ้น ภูมิประเทศ อากาศที่เอื้ออำนวย

3. วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ที่มีความดีงาม เช่น ปู ย่า ตายาย ดูแลหลาน ช่องว่างระหว่างวัยน้อย คนแก่ไม่ว้าเหว่

ที่กล่าวมาแล้วเป็นความหมายที่หมายถึงชาติต่างๆ ทั่วโลกซึ่งแตกต่างกันไป แต่ชาติในทางธรรมตามพุทธศาสนานั้นจะเป็นที่รวมของการเกิดรูป นามหรือจิต ที่ถูกปรุงแต่งแล้วแต่วิบากกรรม ให้หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ระหัส 1:2:4 สภาพวิกฤตของประชากรไทย

ารมีลูกคนเดียวในครอบครัวเป็นลักษณะหนึ่งของประชากรไทยในยุคโพสต์โมเดิร์น เมื่อตีความรหัสนี้ การเป็นลูกคนเดียว(1คน)ในครอบครัวรุ่นใหม่ๆ จะต้องดูแลรับผิดชอบพ่อ-แม่ (2คน) และปู่ ย่า ตา ยาย (4 คน)รวมเป็น 6 คน ถ้ามองแล้วดูเหมือนว่ามีภาระหนักสำหรับลูกคนเดียว และถ้าไปแต่งานกับลูกคนเดียวอีกจากครอบครัวอื่น ก็จะต้องดูแลรวมทั้งตัวเองด้วยรวมเป็น 13 คน อันนี้น่าจะเป็นสาหเหตุหนึ่งที่ทำให้คู่สมรสรุ่นใหม่ ไม่อยากมีบุตร แต่ถ้าเรามองพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นคนที่มีฐานะดี ก็ทำให้ดูเหมือนว่าบุตรนั้นแทบไม่ต้องเลี้ยงดูอะไร เพราะมีทรัพสมบ้ติเป็นทุนที่ไม่ได้สร้างภาระให้บุตร แต่อย่าลืมว่าโครงสร้างพื้นฐานเชิงรายได้แล้วส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้มีอันจะกิน แต่อยู่ในฐานะปานกลางและยากจนเสียมากกว่า จึงสรุปได้ว่ารหัส 1:2:4 เป็นสภาพที่ก่อให้เกิดสภาพวิกฤตต่อไป


การอยู่ในสภาพวิกฤตเชิงโครงสร้างนั้น เนื่องจากการมีลูกคนเดียวทำให้ขาดพี่น้องที่ต่างวัยกัน ไม่ได้ฝึกให้อยู่อาศัยร่วมกัน จึงไม่ได้เรียนรู้ความคิดของผู้อื่นที่มีความหลากหลาย ที่จะให้ข้อคิดเห็นให้คำปรึกษา ไม่ใช่มีเพียงเพื่อนกลุ่มในวัยเดียวกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหา ความสับสัน ความไม่เข้าใจกันได้ง่ายระหว่างวัยต่างๆกัน ขาดความอบอุ่นจากครอบครัว ดังนั้นการจัดการศึกษา การวางแผนด้านแรงงานที่กำลังลดลง และผู้สูงอายุที่สูงมากขึ้นต้องรีบเร่งดำเนินการ ที่จำต้องให้สวัสดิการผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อบุตร และอาจใช้มาตรการที่ให้มีจำนวนบุตรสมดุลย์ที่อย่างน้อยควรมีบุตรครอบครัวละสองคนเป็นต้น

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ท่านจะช่วยสังคมให้ดีขึ้นได้อย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน

ท่ามกลางความขัดแย้งในสังคมไทย ที่อาจแบ่งเป็นฝักฝ่าย ที่อาจนำมาซึ่งความสับสนในสังคมว่า ฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด อะไรที่จะเป็นแบบอย่างที่ดี และใช้หลักอะไรในการตัดสินเป็นเรื่องที่เราจะต้องพิจารณากันว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือประโยชน์ส่วนรวม และนำมาซึ่งความสงบสุข หรือนำมาซึ่งความรุนแรงวุ่นวาย


เมื่อก่อนผู้เขียนเคยมีความเชื่อว่าสังคมจะอยู่ได้คนดีจะต้องมีมากกว่าคนชั่ว แต่ในปัจจุบันเกิดความไม่แน่ใจแล้วว่า แม้จะมีคนดีมากกว่า แต่สงบนิ่งต่อปํญหา ต่อพิษภัยที่จะมาถึงตัว เหมือนกับที่เราเคยได้ยินกันเสมอว่า ชาติจะล่มจมถ้าคนดีท้อถอย ในภาวะปัจจุบันเราทุกคนควรจะได้ศึกษาและเข้าใจสถานะการณ์และตอบสนองให้ทันต่อเหตุการณ์ และไม่เป็นภัยแก่ตัวเอง การจะทำได้เช่นนี้ได้ต้องมีความรู้ที่ก่อให้เกิดปัญญา

เกือบทุกคนคงได้รับการสั่งสอนจากครู พ่อแม่ ให้เห็นคนดี ไม่ให้ทำความชั่ว ไม่ให้เห็นแก่ตัว ให้ช่วยเหลือสังคม ให้รู้จักเสียสละ แต่สิ่งที่ได้รับการสั่งสอนนั้นจะได้นำไปปฏิบัติมากน้อยแค่ไหนนั้น จะต้องมีแบบอย่างที่ดีให้เห็นด้วย ไม่อยากให้เยาวชนพูดโกหกก็ต้องไม่พูดโกหกให้เยาวชนเห็น ไม่ต้องการให้พวกเขาเห็นแก่ตัว ก็ต้องปฏิบัติให้เห็นว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว โดยทั่วไปเราเชื่อในคำพังเพยที่ว่าคบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตพาไปหาผล เป็นธรรมดาที่คนชั่วมักคบหาสมาคมกับคนชั่ว และคนดีก็มักคบหาสมาคมกับคนดี

ท่านจะช่วยทำให้สังคมดีขึ้นได้เพียงแต่ท่านไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นลำบากใจ ไม่มีใครที่คิดร้าย คิดเอาเปรียบผู้อื่นจะอยู่เป็นสุขได้ และจงทำตัวเป็นเหมือนผู้เฝ้าระวัง แจ้งเหตุเตือนภัย ถ้าเห็นสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องหรืออะไรที่จะเกิดพิษภัยต่อสังคม และที่สำคัญที่สุดคืออย่านิ่งดูดาย เพื่อพบกับปัญหาที่อาจเป็นภัย หรือส่อไปในทางที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรืออาจจะเกิดอันตราย หรือเห็นใครทำผิดก็ให้รีบกันแจ้งเบาะแสเป็นต้น โดยต้องระมัดระวังด้วยว่าจะไม่มีภัยมาถึงตัวเอง

คนมีแฟนพึงระวัง

คนเราจะตกร่องปล่องชิ้นแต่งงานกับใคร ก็ต้องให้มีเหตุมีอันต้องมาเจอก้นด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง จะรักกันแบบรักแรกพบหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผู้เขียนได้ชมภาพยนต์เรื่องหนึ่งจากดีวีดี เกี่ยวกับชีวิตรักและการทำงานเรื่องหนึ่งนานมาแล้ว และได้ดูอีกครั้งหนึ่ง ทำให้จำเรื่องราวในภาพยนต์ตอนหนึ่งได้ ตอนที่พ่อเห็นลูกสาวก็อายุมากแล้วก็พยายามหาคู่ครองให้ลูกสาวที่เห็นว่าฝ่ายชายเป็นคนดี และก็พูดสอนลูกสาวที่กำลังว้าวุ่นเรื่องงานเรื่องความรัก โดยยกตัวอย่างในชีวิตรักของพ่อและแม่ของลูก โดยบอกลูกว่าความรักของพ่อนั้นไม่ได้เริ่มจากความรักเลย ขณะนั้นพ่อก็มีคนรักหรือแฟนอยู่แล้ว แต่จากการที่พ่อล้มป่วยทำให้ได้มีความใกล้ชิดกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่มาดูแลเอาใจใส่ ก็เกิดความซาบซึ้งในสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้น (แม่ของลูกปัจจุบัน)การปฏิบัติต่อพ่อดังกล่าวนั้น ทำให้พ่อเกิดความเคารพ และพัฒนาต่อไปสู่ความชอบ และความรักในที่สุด และผลแห่งความรักก็ได้กำเนิดลูกมานั่นเอง


ผู้เขียนยังได้นึกต่อไปยังเพื่อนพ้องว่าวงจรและการเกิดความรักแบบนี้นั้น ก็เคยเกิดกับพรรคพวก พวกพ้อง เพื่อนฝูง คนใกล้ชิดอยู่เสมอ ซึ่งแต่ละคนเดิมต่างก็อาจจะเคยมีคู่รักมาก่อน เมื่อมาพบเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุต้องเข้าโรงพยาบาล ในที่สุดก็มีคนมาเยี่ยมแต่คนที่มาเยี่ยมนั้นไม่ใช่แฟนหรือคนรักของตัวเอง แต่กลับเกิดความซาบซึ้ง เคารพ ชอบและรักในที่สุด บางคนก็เกิดความรักกับพยาบาลที่มาคอยดูแลเอาใจใส่และแต่งงานกันในที่สุด

ถ้ามาวิเคราะห์ดูว่าทำไมจึงเป็นไปได้ถึงเช่นนั้น บางคนก็ให้เหตุผลว่ายามเจ็บป่วยใจไม่มั่นคง อาจจะอ่อนไหว บางคนอาจจะไม่เคยได้รับการเอาใจใส่ ความห่วงใยจากแฟนป้จจุบัน ในประเด็นนี้ใครที่เป็นแฟนกันอยู่ก็จงรักษาความสัมพันธ์อันดี สร้างความทรงจำความซาบซึ้ง อย่าให้คนอื่นมาแทรกสร้างความซาบซึ้งความเคารพไปเสียก่อน แล้วไม่ทันได้พูดว่าขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก(เสียใจ) หรือจะคิดว่าไม่ใช่คู่กันแล้ว ไม่ใช่บุพเพสันนิวาสกันแล้ว ก็ย่อมแคล้วกันไป

จิตปฏิบัติสาธารณะคือความรักชาติ

ระยะนี้จะได้ยินกระแสเกี่ยวกับชาติหลายคำ ดังเช่นรักชาติ คลั่งชาติ ชาตินิยม เมื่อมาวิเคราะห์ดูก็จะเห็นว่ารักชาตินั้นเป็นสิ่งดีงามแน่ แต่คลั่งชาตินั้นคงจะไม่ดีนั่งออกไปในทางที่ไม่มีเหตุผลเหมือนกับว่าจะผิดถูกก็เข้าข้างกันไว้ก่อน ส่วนชาตินิยมก็อาจคิดไปได้สองทางคือในทางที่รักชาติก็เป็นความหมายที่ดี แต่ถ้าค่อนไปในทางคลั่งชาติก็คงจะไม่ดี ก็คงจะต้องยึดทางสายกลาง ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความเสียสละเพื่อส่วนร่วม เพื่อให้สังคมอยู่ได้ มีจิตสาธารณะ เห็นผลประโยชน์ของโลก ประเทศชาติมากกว่าของกลุ่ม และตนเอง


เมื่อพูดถึงจิตสาธารณะแค่คิดอย่างเดียวก็มีประโยชน์แล้ว เพราะยังมีโอกาสความโน้มเอียงที่เราไม่ทำอะไรให้ส่วนรวมเดือดร้อน มีแต่คิดที่จะให้สังคมโดยรวมดีขึ้น แต่ผู้เขียนใช้คำว่าจิตปฏิบัติสาธารณะนั้นก็เพื่อจะบอกว่าถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นต้องปฏิบัติด้วย มักจะได้ยินเสมอว่าเมื่อไปที่ไหนแล้วไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทำในสิ่งที่ไม่ได้คิดว่าส่วนรวมจะเดือดร้อนเสียหายอย่างไร ดังนั้นเราจะเห็นว่าเมื่อมีการชุมนุมกันที่ไหน ก็จะเห็นขยะเกลื่อนเมือง ทั้งที่มีที่ทิ้งขยะไว้ให้ ใช้เสร็จทิ้งที่นั่น บ้างก็บอกว่าจ่ายภาษีไว้แล้ว จ่ายค่าธรรมเนียมแล้ว หลังจากนั้นตัวเองจะทำสกปรกอย่างไรก็ได้ ถ้าคิดแบบนี้บ้านเมืองไม่มีทางเจริญได้ และเราอาจคิดต่อไปได้ว่าตอนอยู่ที่บ้านก็คงจะทำแบบเดียวกัน และที่ร้ายหนักไปกว่านั้นเราเคยคิดว่าคนที่ขาดการศึกษาหรือศึกษาน้อยจะไม่ค่อยมีจิตสาธารณะ แต่ไม่ใช่เสียแล้ว ที่เห็นเมื่อมีการรวมตัวของนักเรียน นักศึกษา ไม่ว่างานใดก็ยังมีขยะเกลื่อนเมือง แสดงว่าเราขาดจิตสาธารณะและปฏิบัติสาธารณะ

เราบอกว่าคนญี่ปุ่นคนเยอรมันเป็นชาตินิยม เขาจะไม่ค่อยทำให้ส่วนรวมเสียหาย ไปเที่ยวสวนสาธารณะเขาก็ช่วยกันเก็บ ช่วยกันทิ้งให้ถูกที่ ก็จะไม่ค่อยเห็นขยะเกลื่อนเมืองแบบบ้านเรา ดังนั้นชาตินิยมของเขาจึงเป็นความรักชาติที่แท้จริง เพราะเขามีปฏิบัติสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการที่คนเราสามารถกล้าทำอะไรเพื่อส่วนรวมในทางที่ดีมีประโยชน์ถือว่าเป็นความรักชาติ ซึ่งก็โยงไปได้ถึงคุณภาพชีวิตที่ดี มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ดีไม่มีการบุกรุกที่สาธารณะ และประเทศเขาบ้านเมืองเขาก็เจริญก้าวหน้า ปัญหาสังคมก็มีน้อย ความสุขก็มีมากกว่า ด้วยเหตุนี้เราจึงน่าจะมารักชาติด้วยจิตปฏิบัติสาธารณะกันเถอะ ใครมีไอเดีย วิธีการดีๆ นำเสนอมาได้ ณ เวทีนี้

คนไม่มีแฟนก็พึงระวัง

จากบทบล็อกคนมีแฟนพึงระวังก็ได้มีเพื่อนมหาวิทยาลัยเดียวกันบางท่านกรุณาให้ข้อคิดเห็นทางวาจาเพิ่มเติมที่ไม่เห็นด้วย ว่าจะไปสนับสนุนส่งเสริมเกิดพฤติกรรมเช่นนั้นได้ ผู้เขียนก็เลยให้เหตุผลว่าเป็นเพียงบางตัวอย่าง เป็นกรณีพิเศษที่อาจเกิดขึ้นได้เหมือนในกรณีที่ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องคนมีหลายภรรยาพึงระวัง และขณะเดียวกันก็มีคนบอกผู้เขียนว่าคนที่ไม่มีแฟ้นก็พึงระวังเหมือนกัน ก็เลยเป็นที่มาของบล็อกนี้


คนไม่มีแฟนก็คงจะคิดได้ในสองสามประเด็นก็คือ คนที่ดำรงตัวเป็นโสต ไม่มีแฟนในเชิงชู้สาวแต่อาจจะมีแฟนคลับ คนที่ยังไม่มีแฟนขณะนี้แต่คิดว่ากำลังจะมี หรือกำลังตัดสินใจจะมี หรือกำลังหาแฟนอยู่แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ จากนิยามคนไม่มีแฟนที่กล่าวมานั้นคงมีเรื่องที่พึงระวังได้หลายอย่างทีเดียว สำหรับคนที่คิดจะไม่มีแฟนเลยก็มีข้อควรพิจารณาจากบทความทางการแพทย์นั้นพบว่าคนโสดนั้นไปพบหมอจิตแพทย์มากกว่าคนแต่งงานถึงสามเท่า ซึ่งในนั้นพบว่าเป็นโรคซึมเศร้า ว้าเหว่ เหงา และส่งผลให้เป็นโรคอื่นตามมา แม้ว่าคนโสดหลายคนรวมทั้งคนที่อยากเป็นโสดไม่อยากมีลูกกวนตัวไม่มีผัว เมีย กวนใจ อันนั้นก็พูดกันเล่นๆ แต่ที่ผมเล่ามาข้างต้นก็พึงระวังว่ามีเพื่อนดีว่าไปหาหมอโรคจิต ซึ่งหายากบ้านเราแต่จะกลายเป็นหมอแอบอ้างคุณไสยเสียมากกว่าก็ถูกหลอกกันไปหลายรายแล้ว แม้แต่หมอเองก็ยังโดนหลอก พึ่งระวังมากๆ มาก....ๆ

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีแฟนที่กำลังจะมี กำลังแสวงหา กำลังติดพันธ์ สิ่งที่พึงระวังอันดับแรก เขามีเจ้าของเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วยัง มีเจ้าของแต่งงานแล้ว บางคนเพิ่งทราบทีหลังว่ามีลูกมีเมียแล้วก็สายเสียแล้วต้องจำยอม แต่ผู้หญิงสมัยนี้ก้าวหน้าคงไม่จำยอมง่ายๆ พร้อมเดินหน้าหาใหม่หรือ เชิดหน้าอย่างทรนง ประการต่อมาเมื่อแน่ใจในข้อแรกแล้ว ก็ต้องระวังนิสัยใจคอเข้ากับเราได้หรือเปล่า มีคำกล่าวว่าไม่ชอบอะไรมักจะได้อย่างนั้น ขออย่าให้เป็นจริงตามนั้น ไม่ชอบคนโกหก ก็จะได้คนหลอกลวง อยากได้คนใจเย็นก็ได้คนใจร้อนกับได้คนใจแคบ ก็สังเกตกันให้ดี แต่ที่สังเกตเห็นได้ง่ายๆ เช่นการสูบบุหรี่ดื่มเหล้า ผ่าฝืนกฏจราจรหรือไม่ คนฝ่าผืนมักเป็นคนใจร้อน คิดในใจว่าแค่อดทนแค่นี้ไม่ได้แล้ว อยู่กันทั้งชีวิตต่อไปจะทนอะไรเราได้บ้างหรือเปล่านี่ แต่สุดยอดก็คงจะเป็นคนใจดี ให้อภัย เสียสละทุกอย่าง ประเภทหลังสุดก็คงต้องระวัง เพราะแต่งงานไปแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่นานเท่าไร จะหนีเราไปเข้าวัดเสียก่อนก็ไม่รู้ ในที่สุดก็คงต้องใช้ทางสายกลาง หาความพอดีของแต่ละคนเอาเองนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ต้อนรับปีใหม่ด้วยความหวัง

การเริ่มต้นปีใหม่ ถ้าเทียบกับการเริ่มต้นวันใหม่ การส่งท้ายปีเก่าก็เท่ากับการเข้านอนกล่าวราตรีสวัสให้กับใครก็ได้ เราทุกคนคงต้องการที่จะเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดชื่นและความหวังว่าอะไรๆ ก็ต้องเป็นไปด้วยดี และจบลงตอนเข้านอนโดยไม่มีอะไรติดข้องหมองใจ ไร้กังวลและความเคลียดที่จะทำให้นอนไม่เหลับ และเช่นกันในปีนี้ เราก็ต้องการจากปีเก่าไปด้วยดีไม่มีอะไรติดค้างที่จะเป็นกังวลใจ ที่จะเครียดต่อไป และเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสดชื่นมีความหวังที่จะทำงาน มีกำลังใจในการทำงาน แก้ปัญหา สร้างสรรค์สิงใหม่ๆ การที่จะทำให้ดังกล่าวนั้นอาจจะง่ายสำหรับบางคน และอาจจะยากสำหรับบางคน แต่ตามประสบการณ์ของมนุษย์ที่ผ่านมา ไม่ว่าอยากจะทำอเไรให้สำเร็จนั้น ถ้ายังมีความมุ่งมั่น ยังมีความพยายาม ความอดทนต่อไป และทำด้วยใจที่อยากจะทำให้เกิดความสำเร็จ ทำให้เกิดความดีงามขึ้นแล้ว ก็ยังจะมีโอกาสที่จะทำได้สำเร็จ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย ไม่พยายามอะไรเลยก็ไม่มีโอกาสที่จะเกิดผลใดขึ้นเลย ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ไม่ใช่เพียรพยายามอยู่รอบๆ ปัญหาแทนที่จะหาทางแก้ไขปัญหา ก็ต้องพยายามอย่างมีสติ ใช้ปัญญาในที่สุด โดยยึดถือว่า ทุกคนมีโอกาสประสบผลสำเร็จได้เหมือนกัน หากไม่นั่งเฉยๆ และหวังให้ความสำเร็จมาถึงตัวเอง โดยไม่ลงมือทำอะไรเลย


ปีใหม่นี้ก็อยากจะฝากข้อคิดคำคมของผู้มีชื่อเสียง เช่น Mark Twain ที่ว่าจงเลือกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างยิ่งใหญ่ และมีคุณค่า เมื่อวันที่คุณจากไป ให้แม้กระทั่งคนแบกศพของคุณยังต้องอาลัย (Endeavor to live so that when you die even the undertaker will be sorry)

ผู้ลือชื่อเช่นเบนจามิน แฟรงคลินอีกผู้หนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตที่ยืนยายอาจยังไม่ดีพอ แต่การมีชีวิตอย่างดีงามก็ยาวนานเกินพอ (A long life may not be good enough but a good life is long enough) ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าการมีชีวิตจะยาวสั้นไม่สำคัญเท่ากับการมีชีวิต อย่างมีคุณค่า มีประโยชน์ให้ผู้อื่นได้จึงจะเป็นแบบอย่าง ชี้วิตไม่ได้ไร้ซึ่งความหมาย แต่เปี่ยมไปด้วยความดีอันเป็นเยี่ยม

และสุดท้ายอยากขอยืมคำที่อดีตประธานาธิปดีลินคอน เคยกล่าวไว้ว่า ความสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างที่เราบอกใจให้คิดว่าเราจะมีความสุขหรือไม่เพียงไร หรือจะพูดอีกอย่างว่าชีวิตจะให้ได้เท่าที่คุณขอ (Most folks are about as happy as they make up their minds to be.)

กรณีเฟี้ยงรองเท้าที่อิรัก

สืบเนื่องจากประธานาธิปดีบุช ไปกล่าวสุทราพจน์ที่ประเทศอิรัก ที่อเมริกาส่งกองทัพเข้ายึด ประเทศอิรักโดยไม่ผ่านมติสหประชาชาติ และเหตุผลทีอ้างในเข้ายึดก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นสงครามที่ส่งผลทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก ก็เป็นธรรมดาที่ทำให้มีผู้โกรธแค้นอเมริกาที่ทำให้ประเทศเขาเข้าขั้นกลียุค จึงเป็นมูลเหตุให้มีการเฟี้ยงรองเท้าใส่ ประธานาธิปดีบุช ที่กำลังกล่าวปราศรัย ดีที่ประธานาธิปดีบุชหลกได้ทันถึงสองครั้งสองครา ผู้ขวางซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวก็ ก็ถูกจับตัวขึ้นศาลตามกระบวนการยุติธรรม


ผลที่ตามมาก็คือชาวอาหรับที่โกรธเหลียดอเมริกา ได้ชื่นชมยินดีผู้สื่อข่าวคนนั้นถือว่าเป็นฮีโร่ไป ถึงกับมีการประมูลรองเท้าที่ใช้ขว้างกันในราคาเป็นร้อยๆ ล้านบาทที่เดียว บางกระแสขณะนี้บ้างก็ว่ารองเท้านั้นถูกทำลายไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีคนสั่งซื้อรองเท้าแบบนั้นหลายล้านคู่ ทำให้ถึงกับผลิตไม่ทัน ถ้าจะตีความถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะน่ามาจากจะชี้ให้เห็นถึงความชิงชังต่อการกระทำที่ไม่ถูกต้องของอเมริกาของชาวอาหรับทั่วโลกที่มีต่ออะเมริกา โดยเฉพาะประธาธิปดีบุชที่เป็นตัวแทนแห่งความชั่วร้ายตามที่เขาคิด แต่ถ้ามองว่ากำลังจะหมดวาระ กำลังจะหมดอำนาจได้ตอบอะไรได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ทำได้ส่งสัญญาณให้โลกรู้ ไม่ใช่เป็นการสะใจเพียงอย่างเดียว

ข้อที่อาจเป็นข้อดีเท่าที่ชาติตะวันตกมองก็คือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย ที่ประธานาธิปดีบุชอาจจะอ้างได้ว่า ถ้าเป็นสมัยประธานาธิปดีสัดดัม โดยขว้างด้วยรองเท้าแบบนี้ อาจจะถูกระทำยำยีจนถึงแก่ชีวิตแล้ว โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่สามารถจะใช้อำนาจเผด็จการที่จะปลิดชิพหรือทำร้ายใครได้ง่ายๆ ทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้กฏหมาย แต่จะผิดเพี้ยนไปอย่างไรภายหลังแบบประเทศไทยนั้น ก็ยังดีกว่าที่ยังมีโอกาสต่อสู้ที่อาจสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ได้ ซึ่งเราต่างก็เห็นๆ กันอยู่ขณะนี้

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หลักฐานการทำผิดกฏจราจรที่ไม่อาจปฏิเสธได้

คนที่เคยอาศัยอยู่ในต่างประเทศ มักจะมีประสบการณ์ที่ได้ใบสั่งให้ไปเสียค่าปรับเมื่อทำผิดกฏจราจร ไม่ว่าจอดรถผิดที่ ทำผิดสัญญาณไฟ ขับรถเร็วเกินที่กำหนด ถ้าจะต่อสู้คดีก็ได้ถ้าเห็นว่าไม่ผิด ซึ่งต้องเสียค่าทนาย ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยไปต่อสู้คดียอมจ่ายค่าปรับเสียโดยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะไปทำผิดที่รัฐใดเมืองใด เมื่อกลับมาถึงที่พักหรือบ้านพักในรัฐหรือจังหวัดที่พักอาศัยก็จะมีใบสั่งตามมาเก็บเงิน ถ้าไม่ไปจ่ายเงินก็ไม่สามารถที่จะต่อทะเบียนรถหรือใบขับขี่ อย่างไม่มีข้อขาดตกบกพร่องเพราะฐานข้อมูลจัดทำไว้อย่างดี .


สำหรับประเทศไทยก็มีการออกใบสั่งเหมือนกัน แต่ไม่ทราบระบบไม่ค่อยดี ฐานข้อมูลไม่สมบูรณ์ก็ว่าได้หรือจะว่าเสียค่าปรับข้ามเขต ข้ามจังหวัดยังทำไม่ได้ แต่คิดว่าต่อไปก็คงพัฒนาไปในทางเดียวกับต่างประเทศที่ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องระมัดระวังมากขึ้น ทำผิดกฏจราจรก็ต้องโดนใบสั่งจ่ายค่าปรับเป็นรายได้ให้ประเทศถ้าให้ดีนำเงินส่วนนี้มาพัฒนาระบบให้คนเคารพกฏจราจรมายิ่งขึ้น หรือสร้างระบบป้องกันอะไรก็แล้วแต่ให้การขับขี่ยวดยานมีความปลอดภัยมากขึ้นก็จะเป็นการดียิ่ง .

และขณะนี้ทราบว่าประเทศไทยก็นำระบบควบคุมการจราจร ที่จะตรวจสอบว่าใครทำผิดกฏจาจรก็จะมีใบสั่งส่งไปถึงบ้านได้โดยไม่ต้องมีการให้ใบสั่ง นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาจัดการ โดยใช้กล้องวิดิโอคุณภาพสูงจับภาพหมายเลขทะเบียนรถที่ทำผิดกฏจราจรแล้วสามารถสืบค้นถึงที่อยู่ของเจ้าของรถที่ต่อทะเบียนไว้ได้ และน่าจะควบคุมให้ปฏิบัติตามกฏจราจรได้ดีขึ้นแน่นอน เพราะโดยกฏแล้วใครขับรถฝ่าไฟเหลืองก็ยังต้องไปจ่ายค่าปรับ มีการโวยวายกันพอสมควร ไม่ใช่ว่าพอไฟเหลืองหรือไฟเขียวกระพริบให้รีบขับด้วยความเร็วสูงดังที่มักกระทำกัน

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ควันหลงวันซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตร

ปีนี้บัณฑิตที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาราชภัฏสงขลา ซึ่งในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคใต้ บัณฑิตทั้งหมดจาก 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏจะไปรับพระราชทานปริญญาบัตรที่หอประชุมม.รภ.สงขลา ส่วนการซ้อมนั้นแต่ละมหาวิทยาลัยก็ซ้อมที่มหาวิทยาลัยที่ตั้งของตัวเอง โดยนับตั้งแต่วันรายงานตัว ไปจนถึงวันซ้อมใหญ่เป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียงตามอัตราเข้ารับพระราชทานของบัณฑิตประมาณ 30 คนต่อนาที


การซ้อมในวันที่ 1 และ 2 เป็นการซ้อมเพื่อให้เกิดทักษะ มีการซ้อมกลุ่มย่อยตามอาคารต่างๆ และซ้อมรวมที่หอประชุม ซึ่งมีที่นั่งได้ประมาณกึ่งหนึ่งของบัณฑิตทั้งหมดต้องขยายออกไปหน้าห้อง ประชุมและเลยไปในโรงอาหารเกือบทั้งหมดจึงเพียงพอ จนทำให้ห้องน้ำห้องส้วมที่มีอยู่ที่โรงอาหารและที่สำนักพัฒนานักศึกษาดู แออัดไปเลยในช่วงพัก

บัณฑิตเกือบครึ่งที่เดินทางมา ม.รภ.นครศรีธรรมราช หลังจากจบการศึกษาไปเกือบปีแล้วก็จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเร็วด้านกายภาพ สิ่งก่อสร้างและถนน อย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่เส้นทางถนนที่เข้ามาแล้วจะไปออกทางประตูสาม ไม่ให้ออกทางที่เข้าที่ประตูหนึ่ง รวมทั้งการบังคับไม่ให้รถเลี้ยวตัดเลนเข้ามหาวิทยาลัยก็เป็นแนวทางที่ช่วยลด ภาระการจราจรลงได้มาก รถยนต์แม้จะมีมากขึ้นก็ไม่เกิดปัญหามากนัก

การซ้อมในวันที่สามถือว่าเป็นไฮไลท์ ที่บัณฑิตแต่งตัวด้วยชุดรับเข้ารับพระราชปริญญาเหมือนกับวันที่ไปรับจริง บัณฑิตหลายคนมาตั้งแต่ 7 นาฬิกา เพื่อมาถ่ายรูปก่อนที่จะเรียกแถวในเวลา 9 นาฬิกา โดยที่คณะทุกคณะได้ตกแต่งประดับสถานที่ให้สวยงาม รวมทั้งป้ายแสดงความยินดีต่อบัณฑิต และมีทั้งซุ้มประตูสำหรับถ่ายรูป หลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ก็ยังมีดอกไม้ที่ปลูกอยู่ตามบริเวณต่างๆ และคณะที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่นดอกประดู่สีเหลืองก็ยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง ดอกชบา ดอกชัยพฤก ดอกเฟืองฟ้า ดอกอินทนิน และที่ปลูกไว้ยังคงสวยงาม คือดอกบานชื่น ดอกดาวกระจาย และดอกดาวเรืองบริเวณหน้าสำนักงานและที่เยื้องๆ กัน และดอกไม้ประดับเมืองหนาวก็มี ที่ซื้อทั้งกระถางมาประดับอยู่หลายที่ก็ดูแปลกตาไปอีกแบบ

กิจกรรมการถ่ายรูปแสดงความยินดีกันด้วยช่อดอกไม้ และสัญลักษณ์อื่นๆ เช่นเป็นตุกตาก็มีให้เห็น และเป็นวันที่ร้านขายดอกไม้ขายได้มากที่สุด วันที่จะได้ถ่ายรูปร่วมกับญาติมิตร กับเพื่อนสนิท มิตรคู่ใจจะได้ถ่ายรูปร่วมกันแสดงความยินดีกันอีกครั้งหนึ่ง ก็นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้มาพบปะกัน และครอบครัวได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน และที่แปลกตาไปในปีนี้ก็คือ รุ่นน้องของบัณฑิตได้มาแสดงความยินดีกันเป็นกลุ่มล้อมพี่บัณฑิต ร้องเพลงลำลึกถึงความหลัง พี่บัณฑิตก็ควักเงินหยอดกะปุกให้น้องๆ ไว้กินขนมและเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ

ปีนี้เป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยได้จัดงานฉลองให้บัณฑิตในคืนวันซ้อมวันแรก โดยจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีน ไม่ได้แยกว่าอาหารไทยพุทธ ไทยมุสลิม นั่งผสมกันไป เลยทำให้บัณฑิตมุสลิมรู้สึกอึดอัดบ้างที่ต้องไปหาอาหารที่อื่นรับประทาน แต่ก็มีวงดนตรีไพเราะ เวทีอลังการ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีลีลาส เพราะบัณฑิตส่วนใหญ่น่าจะเต้นรำลีลาสกันได้บ้างแล้ว

การซ้อมรับปริญญาน่าจะลดจำนวนวันลงได้ ถ้าหากว่าหลักสูตรหรือคณะได้ดำเนินการซ้อมให้ไว้ก่อนแล้วตั้งแต่ก่อนจบการ ศึกษา โดยจัดให้อยู่ในปัจฉิมนิเทศหรือเป็นส่วนการฝึกประสบการวิชาชีพ ให้ฝึกทักษะไว้ก่อนในส่วนที่บัณฑิตมักทำผิดบ่อยๆ เช่นการเอางานจังหวะการเดิน เป็นต้น และที่น่ายินดีในปีนี้ก็คือฝนตั้งท่าจะตกตั้งแต่คืนวันฉลองปริญญา แต่ก็ตกลงมาแบบโปรดปรายแบบพรมน้ำมนต์ เช่นเดียวกันในวันสุดท้ายฝนตกเพียงนิดหน่วยให้ความชุ่มชื้น แต่หลังจากการซ้อมเสร็จสิ้น เหมือนกับอั้นไว้นานฝนก็ตกลงมามาก ก็ต้องยกให้ว่าด้วยอานุภาพของสิ่งศักย์สิทธิ์ที่เราเคารพนับถือที่ทำให้การ ซ้อมผ่านไปด้วยดี

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หันหน้าเข้าหากัน

เมื่อเข้าร่วมรับฟังเทคนิคการมีส่วนร่วม ในการวิเคราะห์ตรวจสอบข้อมูลของการวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยรศ.ปัญญา เลิศไกร ซึ่งได้เล่าประสบการณ์เทคนิคในการทำงานวิจัยแบบมีส่วนร่วม ที่นักวิจัยทำตัวอย่างไรจึงจะประสบผลสำเร็จ โดยไม่ไปสร้างความขัดแย้ง ได้ฉายภาพเปรียบเทียบวัวผูกเชือกด้วยกันแต่หันหลังให้กัน ต่างก็จะรีบไปกินหญ้าข้างหน้าของตนเอง แต่เชือกก็ดึงไว้ไม่ให้ไปกินหญ้าข้างหน้า ต่างดึงกันจนต่างก็หมดแรง ในที่สุดก็หันหน้าเข้าหากันมาพูดคุย หาแนวทางร่วมกันโดยตกลงไปกินหญ้าที่ด้านใดด้านหนึ่งก่อน แล้วจึงไปกินอีกด้านหนึ่ง ทำให้ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย


การลงพื้นที่เข้าหาชุมชนเราก็จะเจอปัญหา ความขัดแย้งที่จะดึงดันกันแบบไม่มีใครชนะ สุดท้ายอาจจบด้วยการตัดสินด้วยกำลังก็มี ทำอย่างไรจึงจะชี้ให้เห็นถึงความร่วมมือกันอย่างมีส่วนร่วมให้มากที่สุด เหมือนกับที่วิทยากรได้ยกประเด็นมาก็คือการหันหน้าเข้าหากันนั่นเอง เผอิญไปตรงกับชื่อหนังสือแปลเล่มหนึ่งชื่อเดียวกันคือ "หันหน้าเข้าหากัน" (Turning to one another) ซึ่งเขียนโดย มาร์กาเร็ต เจ. วีตเลย์ โดยในส่วนการประชาสัมพันธ์หนังสื่อได้กล่าวไว้ว่า เป็นบทสนทนาอันเรียบง่าย ซื่อตรงและเคารพต่อความเป็นมนุษย์ เปี่ยมไปด้วยความสัตย์จริง ซึ่งแต่ละคนมีโอกาสได้พูด ได้รับฟัง และเราต่างรับฟังกันอย่างตั้งใจ

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สังคมผู้สูงอายุ

เมื่อดูการเปลี่ยนแปลงของประชากรของประเทศไทยกำลังเป็นไปแบบตาลปัด นั่นก็คือเมื่อก่อนเด็กจะมีมากที่สุดตามด้วยหนุมสาว พ่อแม่ และปู่ยา ตายาย ขณะนี้วัยพ่อแม่ยังคงมีมากที่สุด และมีแนวโน้มว่าต่อไปจะมีวัย ปู่ย่า ตายายมากที่สุด นั่นก็คือกล่าวได้ว่าจะเป็นสังคมของผู้สูงอายุ ซึ่งได้มีการกำหนดให้ชัดเจนมากขึ้น ว่าเมื่อใดจะเป็นสังคมของผู้สูงอายุ หรือมากไปทางผู้สูงอายุในสังคมนั้นๆ จะต้องมีผู้สูงอายุไม่น้อยกว่า 10% ประเทศไทยมีผู้สูงอายุขณะนี้ 8 % และกำลังก้าวเข้าสู่ประเทศสังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีนี้ เช่นประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ


ในเมื่อเราทราบว่าในอีกไม่กี่ปีจะเป็นสังคมของผู้สูงอายุ นั้นประเทศก็ควรจะเตรียมอะไรสำหรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งแน่นอนว่าการอยู่จนถึงผู้สูงอายุ และจากผู้สูงอายุจนกระทั่งตายนั้นทำอย่างไรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เป็นภาระของสังคมมากนัก ขณะนี้เท่าที่มีการสำรวจกันมาพบว่า มีผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายถึงเป็นบุคคลที่ลูกหลานไม่ได้เลี้ยงดู ต้องไปอาศัยอยู่ในสถานพักฝื้นคนชราบ้าง หรือไม่ก็เป็นคนไร้ที่อยู่้เป็นหลักแหล่งไม่มีอาชีพ การที่คนชราไม่ได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้รัฐที่จะต้องดูแล ให้ที่อยู่้ ที่พักอาศัย และการรักษาพยาบาล แก่ผู้สูงอายุ ซึ่งก็จะต้องเป็นภาษีที่ทุกคนจะต้องจ่ายในอนาคต คงไม่ใช่เพียงแต่ต้องจ่ายเดือนละ 500 บาทดังที่รัฐบาลปัจจุบันได้อนุเคราะห์ให้

เมื่อก่อนผู้สูงอายุมักจะอยู่อาศัยกับลูกหลาน แต่ปัจจุบันกลายเป็นครอบครัวเชิงเดียวที่มีเพียงพ่อแม่ลูกมากยิ่งขึ้น ทำให้ความอบอุ่นในครอบครัวน้อยกว่าเมื่อก่อน ที่เป็นแบบนี้อาจเป็นเพราะลูกหลานไม่ใส่ใจดูแลพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย หรือไม่ก็เพราะความจำเป็นในการสร้างฐานะในการทำงานที่มักจะต้องแยกตัวไปอยู่ คนละที่กัน และก็ยังมีประเภทที่หยิ่งไม่อยากให้ลูกมาดูแล หรือไม่ก็เพราะความเหงาต้องการมีเพื่อนไปเข้ากลุ่มกับเพื่อนคนชราที่มี ลักษณะเดียวกัน ซึ่งในสังคมคนสูงอายุในต่างประเทศนั้นมีสมาคมคนสูงอายุที่มาดูแลผู้สูงอายุ ด้วยกัน เพราะผู้สูงอายุที่มาจากการเกษียรอายุจากที่ทำงานนั้นยังมีเงินบำเน็จบำนาญ และที่สำคัญก็คือมีประสบการณ์สูง บางที่ก็ได้ใช้เป็นกำลังในการสร้างสมาคมหาเงินให้กับสมาคมได้ หรือหาเงินเพื่อสาธารณะกุศล ซึ่งพบว่าเป็นกำลังอันยิ่งใหญ่ทีเดียว

เฝ้าระวังแจ้งเหตุเตือนภัยประเทศไทย

เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่นำไปสู่ความรุนแรง เกิดการจลาจลที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง และรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้เรียกร้องขอความร่วมมือจากประชาชนเพื่อคืนความสงบให้กับประเทศ โดยให้ทุกคนได้หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความแตกแยก ความเกลี่ยดชัง หรือเป็นไปในทางที่จะไปเบียดเบียนผู้อื่น ให้เกิดความเดือดร้อนลำบากใจ และยังได้เรียกร้องไม่ให้ทำผิดกฏหมาย ที่ผิดกฏหมายไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญรัฐบาลก็ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกม. ยกเลิกสลายการชุมนุมได้ไปเกือบหมด แม้ว่าภาวะฉุกเฉินยังไม่ได้ประกาศเลิก แต่ยังคงไว้จนกว่ารัฐบาลจะแน่ใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ ดังที่เกิดขึ้นมาแล้ว และถึงแม้ว่าจะประกาศเลิกก็ตามก็ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะไม่เกิดเหตุที่จะนำไปสู่ความรุนแรงอีก


ในฐานะของประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ถ้ามีใจที่อยากให้บ้านเมืองฟื้นความสงบสุขขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่งนั้น สิ่งแรกเราทุกคนจะต้องไม่เป็นผู้ที่ก่อให้เกิดปัญหาเสียเอง เริ่มจากตัวเองที่จะต้องเคารพกฏหมาย ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนลำบากใจ เช่นเดียวกันภายในครอบครัวชุมชน จะเข้าไปมีส่วนที่จะทำให้ความสงบเกิดได้ จากการพูดคุยกับคนที่หลงผิดให้กลับใจเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง ต่อจากนั้นอะไรก็ได้ที่คิดว่าทำแล้วจะดีมีประโยชน์ต่อส่วนรวม อาจโดยการพูด การเขียน และด้วยการกระทำ ซึ่งต่างก็ถือว่าเป็นการกระทำทั้งสิ้น ไม่ว่ายากดีมีจน ขออย่าให้จนปัญญาจนความคิด ทุกคนสามารถที่จะช่วยได้ ตามกำลังกาย กำลังทรัพย์เท่าที่ช่วยได้

ในประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นประชาชนจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลสูงมาก เพราะต่างก็รู้ว่า การช่วยเหลือรัฐบาลมากเท่าใดก็จะส่งผลดีกลับมายังประชาชน ในการเฝ้าระวังแจ้งเหตุตืนภัยประชาชนเห็นใครทำไม่ถูกต้อง หรือคิดว่าน่าสงสัย จะมีระบบแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ผู้มีความรับผิดชอบทันที บางประเทศแค่ซื้อเหล้าเบียไว้ในรถก็มีการโทรแจ้งบอกตำรวจแล้ว และตำรวจก็มาทำหน้าที่จริงๆ สิ่งหนึ่งที่ประชาชนสามารถทำได้คือการแจ้งเบาะแสให้ผู้รับผิดชอบมาดำเนินการ เช่นเห็นบุคคลใดๆ ที่มีการกระทำอะไรก็ตามที่ส่อไปในทางที่อาจเป็นอันตรายต่อชุมชน เช่นการพกอาวุธร้ายแรง การมีพฤติกรรมสร้างความแตกแยก หลอกลวง ผู้ที่ดื่มเหล้าแล้วยังขับรถ ฯลฯ เป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแส เฝ้าระวังได้ทั้งสิ้น

การเฝ้าระวังแจ้งเหตุเตือนภัยนั้นยังรวมไปถึง การแจ้งให้ผู้รับผิดชอบได้ทราบ ถึงเรื่องอะไรก็ตามที่อาจจะก่อให้เกิดอันตราย ต่อคนหมู่มากได้ เช่นการรั่วซึมของเขื่อน การแตกร้าวของตึก การรั่วซึมของสารเคมีจากกลิ่นที่ได้รับ การชำรุดของสพาน การกัดเสาะของน้ำต่อสิ่งปลูกสร้าง การทะเลาะเบาะแว้งกันของกลุ่มคนที่คาดว่าจะตามด้วยความรุนแรงใช้กำลัง สำหรับเราๆ ท่านๆ จะอยู่ในระหว่างที่ประกาศภาวะฉุกเฉินหรือไม่ก็ตาม บางคนอาจจะสงสัยว่าทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ยึดหลักง่ายๆ ในการพิจารณาว่าอะไรก็ตามทำแล้วไม่มีคนเดือดร้อน และเป็นไปในทางที่ทำให้เกิดความสงบแล้วก็ควรจะกระทำ คนกล้าหาญที่สมควรแก่การยกย่องก็คือการเห็นว่าอะไรดีมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นและลงมือกระทำสิ่งที่ดีนั้น มิฉะนั้นแล้วหากเห็นว่าดีแล้วไม่กระทำ ก็อาจจะเข้าทำนองในสิ่งที่ได้กล่าวกันไว้ว่า "ชาติจะล่มจมเสื่อมถอยก็เพราะคนดีท้อถอย"

การหลีกเลี่ยงผลของความเกลียดชัง

ขณะนี้ประเทศของเรามีกระบวนการที่จะสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ถึงขั้นก่อให้เกิดความแตกแยกอาจถึงขั้นแบ่งภาค แบ่งประเทศ เราไม่ค่อยคิดในเชิงบวกกันและกัน และถ้าความขัดแย้ง เติมเชื้อแห่งความเกลียดชัง ยังไม่เคารพกฏหมาย คิดแต่จะเอาชนะคะคานแล้วจะนำไปสู่ความรุนแรง แล้วในที่สุดประเทศก็จะหาความสงบสุข ไม่ได้ มิกสัญญีอาจเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ขอให้ทุกคนได้ตระหนักหาทางทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะนำความสงบสุขกลับมาสู่ประเทศ


จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง การสร้างความเกลียดชังระหว่างพรรคนาซีกับชาวยิว พลพวงก็คือชาวยิวถูกฆ่าตายเกือบหกล้านคน ผลพวงแห่งของสงครามระหว่างโลกคอมมิวนิสต์และโลกเสรี ในเกาหลี เวียดนาม เขมร และลาว ผลแห่งการทำลายล้างคนตายเสียชีวิตและพิการไปหลายล้านคน และผลพวงแห่งการสร้างความเกลียดชังเมื่อไม่กี่ปีมานี้ การทำลายล้างระหว่างเผ่าพันธ์มนุษย์ที่แตกต่างกันทางวัฒนธรรมศาสนา เช่นในบอสเนีย โครเอเซีย การทำล้ายล้างกันระหว่างเผ่าฮูตู และตูซีในราวันดาเพียง 3 เดือนก็มีการเสียชีวิตนับล้าน นอกจากนี้ยังมีสงครามก่อการร้ายและรักษาผลประโยชน์ดังในอิรัก อัฟริกาสถาน และส่วนต่างๆ ของโลก

ดังได้เคยกล่าวไว้แล้วว่าโลกของเรามีการพัฒนาไปในทางที่จะทำล้ายล้างกัน โดยเฉพาะในระบบทุนนิยมเสรีมือใครยาวสาวได้สาวเอา ที่ก่อให้เกิดการทำลายล้างสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตดังเดิมที่ไม่ก่อให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันกลับมาทบทวน วิถีชีวิตที่เคยอยู่กันอย่างสงบสุข ตามแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานมาให้ ที่อยู่กันด้วยความพอเพียง พอดี มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน โดยใช้ความรู้มีคุณธรรมกำกับเท่านั้น ให้เป็นทางสายเอก จึงจะหลีกเลี่ยงความเกลียดชัง หลีกเลี่ยงวิกฤติที่อาจนำไปสู่การทำล้ายล้างกันดังกล่าวแล้ว อันเป็นแนวทางที่ต้องตระหนัก ทำให้เราลดความต้องการทางด้านวัตถุ ไม่แย่งชิงแสวงหาวัตถุ เงินทองมากเกินความจำเป็นอันนำมาสู่การทำลายล้าง